เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 380 สูญสิ้นไม่หลงเหลือ
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
“จงสัมผัสกับความสิ้นหวังเถอะ!”
ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหูของทุกคน ชัดเจนเป็นที่สุด สะเทือนใจยิ่งนัก
ผู้ฝึกยุทธนับล้านเบิกตากว้าง หลี่ชางไหและโม่ปู้นี่เพิ่งแสดงเคล็ดวิชาของตนออกมา แสงเจิดจ้า รุนแรง ก็แวบเข้าปะทะใบหน้าของพวกเขา
นั่นคืออะไร? ในใจของพวกเขาต่างเกิดความสงสัยขึ้นมาพร้อมกัน จนแทบไม่มีเวลารู้สึกหวาดกลัว
ในสายตาของพวกเขา ขณะที่เจียงฉางเชิงกระทืบเท้า แสงเจิดจ้าก็พุ่งออกจากร่างของเขา ราวกับลูกแก้วแสงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลืนกินทุกสิ่งในพริบตา ด้วยความเร็วที่ผู้ฝึกยุทธ์นับล้านไม่มีทางรับมือทัน
หลี่วเสินโจวบาดเจ็บสาหัส แม้จะตอบสนองได้แต่ร่างกายของเขาไมอาจหลบหนีได้ทัน
“น่าชัง…”
หลี่วเสินโจวเบิกตากว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความไม่ยินยอม
ความว่างเปล่าสีดำกลายเป็นสีขาวซีด สูญเสียสีอื่นไปทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสลายสิ้น ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาจเป็นเพียงชั่วพริบตา หรืออาจเป็นหมื่นปีพันชาติ สีขาวซีดเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดถึงขีดสุด
หลี่วเสินโจวลืมตาขึ้นอย่างแรง พบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอย่างสมบูรณ์ เขาหันไปมองก็เห็นเงาของมรรคาจารย์ เขาพยายามจะต่อสู้ตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าตนไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว
“เจ้า… ทำอะไรลงไป”
หลี่วเสินโจวถามเสียงสั่น คำพูดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความโกรธแค้น ผู้ฝึกยุทธ์นับล้านสูญสิ้นไปอย่างไรร่องรอย ที่แท้จักรวาลเบื้องล่างแห่งนี้ก็หายไปเช่นนี้เองหรือ
เจียงฉางเชิงถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าก่อความผิดอะไรไว้”
หลี่วเสินโจวกัดฟันพูดว่า “เจ้าฆ่าเจ้าสวรรค์ปู้ ทำลายต้นกำเนิดคงคาสวรรค์ เป็นบาปที่ไมอาจให้อภัย!”
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าข้าทำไปเพราะเหตุใด”
“ข้าจะไปรู้ได้อยางไรว่าเหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนั้น!”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่รู้อะไรเลย แค่ทำเพื่อไล่ล่าพลังที่แข็งแกร่งให้โลกเทพยุทธเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องถามหาความจริงอีก”
คำพูดของเจียงฉางเชิงทำให้หลี่วเสินโจวขมวดคิ้ว ก่อนจะค่อยๆ สงบลง ความจริงเขารู้เรื่องสกปรกของโลกเทพยุทธดีอยู่แล้ว แต่เขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ ภายใต้อำนาจใดๆ ล้วนมีทั้งขาวและดำ ไม่ช้าก็เร็วต้องมีผู้บริสุทธิ์ถูกเหยียบย่ำเป็นธรรมดา
“หากเจ้าต้องการตามหาความจริง เช่นนั้นก็ไปค้นหาด้วยตัวเอง แต่หากเจ้าต้องการไล่ล่าพลังที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ เช่นนั้นก็ลองคิดดูให้ดีว่า โลกเทพยุทธไมอาจทำอะไรข้าได้เลย”
เมื่อเสียงของเจียงฉางเชิงสิ้นสุดลง หลี่วเสินโจวก็รู้สึกตกใจอย่างแรง เมื่อเขาลืมตาอีกครั้งก็พบว่า ตนกลับมายังจักรวาลเบื้องล่างที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้
เขาหันกลับไปมองก็เห็นเงาร่างหนึ่งไม่ไกลออกไป นั่นก็คือหลี่ชางไห หลี่ชางไหายืนเหม่ออยู่กับที่ สีหน้าเลื่อนลอยอยู่นานกว่าจะได้สติกลับคืนมา
หลี่วเสินโจวรู้สึกประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายรอดมาได้อย่างไร เขารู้ว่าตนรอดมาได้เพราะถูกมรรคาจารย์เลือกไว้เพราะพรสวรรค์สูง เรื่องเช่นนี้เขาเคยเจอมาก่อน แต่ว่าชายคนนี้นั้นธรรมดาสุดๆ!
หลี่วเสินโจวเริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไปเหมือนพบอะไรบางอย่าง ใบหน้าแสดงความตกตะลึง
“ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว! แม้แต่พื้นที่ยังไม่มีหลงเหลือ!”
ในฐานะเทพเหนือกำเนิด เขามีความอ่อนไหวต่อกฎของมิติสูงมาก แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกอะไรไม่ได้เลย พูดอีกอย่างก็คือที่นี่เขาไม่สามารถใช้พลังเทพเหนือกำเนิดได้อีกต่อไปแล้ว
เขารีบเดินไปหาหลี่ชางไหแล้วถามว่า “เจ้ายังไม่เป็นไรใช่หรือไม่”
หลี่ชางไหได้สติกลับมาตอบว่า “ข้าไม่เป็นไร… แค่พวกเขา…”
หลี่วเสินโจวมีสีหน้าซับซ้อน เอ่ยว่า “น่าจะตายหมดแล้ว”
หลี่ชางไหเหมือนถูกสายฟ้าฟาด พึมพำออกมาเบาๆ ว่า “โม่ปู้นี่…”
หลี่วเสินโจวจ้องเขาเขม็ง ยังคงใคร่ครวญว่าเขารอดมาได้อย่างไร
โม่ปู้นี่ฝัน ฝันว่าตนเองเข้าร่วมศึกครั้งใหญ่ ศัตรูแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แข็งแกร่งจนแม้แต่หลี่วเสินโจวที่เขานับถือที่สุดก็ไมอาจต้านทานได้ ศัตรูใช้กระบวนท่าอันลึกลับเพียงหนึ่งเดียวเขาก็ตายแล้ว ไม่เพียงแค่เขา ทุกคนก็ตายหมด
หลังจากนั้น โม่ปู้นี่ก็ตกอยู่ในความเลื่อนลอยไร้จุดสิ้นสุด ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าใด โม่ปู้นี่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างตกใจ หอบหายใจหนัก
เขาเพิ่งพบว่าสายตาตนกำลังไหลขย้อนกลับอย่างรวดเร็ว เขาหันไปมองอย่างไม่รู้ตัวแล้วก็แทบตกใจตาย เขาถูกเงาร่างสีน้ำเงินผู้หนึ่งหิ้วตัวเอาไว้ เขาพยายามดิ้นหนีแต่ไมอาจทำได้
“อย่าขยับ ถ้าเจ้าไม่อยากตาย ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอกนะ”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังออกมาจากเงาร่างสีน้ำเงินนั้น นั่นคือร่างจิตจำแลงเทพของเขา!
นั่นคืออภินิหารจิตจำแลงเทพ! ตราบใดที่ดวงจิตส่งไปถึง ก็สามารถสร้างร่างจิตจำแลงเทพออกมาได้โดยตรง ร่างจิตจำแลงเทพเทียบเท่ากับร่างแยก เพียงแต่ไมสามารถเรียกกลับเข้าร่างได้ และไม่เพียงใช้แค่พลังอาคมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพลังจิตวิญญาณด้วย
ตอนที่ชมการต่อสู้ เขาก็สังเกตเห็นหลี่ชางไหแล้ว หลี่ชางไหอยู่ใกล้กับโม่ปู้นี่มาก เคราะห์กรรมของทั้งคู่ใกล้ชิดกันมากเช่นกัน
เนื่องจากการดำรงอยู่ของตำหนักยมโลก เจียงฉางเชิงจึงยิ่งเข้าใจพลังแห่งเคราะห์กรรมลึกซึ้งขึ้นทุกที ความเกี่ยวข้องของสองคนนี้แน่นแฟ้นหรือไม่ ดูจากเคราะห์กรรมของกันและกันก็รู้ได้ในทันที
เขารู้สึกดีต่อหลี่ชางไหอยู่บ้าง จึงช่วยโม่ปู้นี่ไว้ ส่วนหลี่ชางไหก็รอดมาได้เพราะเส้นผมเส้นนั้นจากมหามรรคาจำแลงกายของเขาที่ซ่อนอยู่ในยันต์
คนอื่นๆ รวมถึงห้ามหาเจ้าสวรรค์ล้วนตายสิ้น! ร่างแยกใช้ฟ้าดินสิ้นสลายระเบิดพลังอาคมส่วนที่เหลือทั้งหมด คล้ายการระเบิดตนเองพร้อมอภินิหาร ต่อให้แข็งแกร่งเช่นมหาเจ้าสวรรค์ก็ต้องตาย!
หลี่วเสินโจวยังรอดอยู่ได้ก็เพราะเจียงฉางเชิงวางแผนไว้ล่วงหน้า ดัชนีโบราณตระกูลเฉินแอบแฝงพลังอาคมไว้บางส่วน ปกป้องหลี่วเสินโจวเอาไว้
อย่างไรฟ้าดินสิ้นสลายก็คืออภินิหารที่ใช้พลังอาคมของเขาเอง หากแม้แต่ตนเองยังต้องตายไปด้วย เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นอภินิหารแบบฆ่าตัวตาย ความสามารถในการใช้งานจริงจะลดลงไปมาก
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างแยกยังใช้ดวงเนตรมหามรรคาในขณะใช้ฟ้าดินสิ้นสลาย อภินิหารของดวงเนตรมหามรรคาทำให้หลี่วเสินโจวและหลี่ชางไหได้รับความทรงจำช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นร่างจิตจำแลงเทพก็พาโม่ปู้นี่หลบหนีเข้าสู่ห้วงสุญญตา
ร่างจิตจำแลงเทพใช้ความเร็วเต็มที่ แต่ก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ถูกสิ่งมีชีวิตลึกลับจับจ้องในทันที! เขาจึงต้องรีบเบนทิศทางไปเรื่อยๆ กลัวว่าจะพาเดือดร้อนโลกคุนหลุนไปด้วย
‘อีกฝ่ายอยู่ระดับขั้นใดกันแน่’ ร่างจิตจำแลงเทพอดไม่ได้ที่จะสงสัย
เขาใช้ความเร็วเต็มพิกัดแล้ว แต่พลังของอีกฝ่ายยังตามติดไม่หยุด และบางครั้งยังเร่งรัดระยะห่างได้อีกด้วย โชคดีที่ร่างจิตจำแลงเทพเร็วพอ!
โม่ปู้นี่ตื่นตระหนกสุดขีด เขาสังเกตอย่างระมัดระวัง พบว่าเงาคนสีน้ำเงินนั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง เดี๋ยวก่อน นั่นไมใช่มรรคาจารย์หรอกหรือ?
ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น ก็เห็นเงาคนสีน้ำเงินอีกหนึ่งเฉียดผ่านไหล่พวกเขาไป จนเขานึกว่าตัวเองตาฝาด เป็นเงาร่างจิตจำแลงเทพอีกตนหนึ่งนั่นเอง!
เจียงฉางเชิงกลัวว่าเขาจะถูกตามทัน จึงต้องใช้ร่างจิตจำแลงเทพอีกตนออกมาถ่วงเวลา
ตูม!
ร่างจิตจำแลงเทพปะทะเข้ากับเจ้าร่างหนึ่งกลางนภาดารา แรงปะทะอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปรอบทิศ สั่นสะเทือนทั่วจักรวาลโดยรอบ
ร่างจิตจำแลงเทพเห็นบุรุษอาภรณ์สีขาวผู้หนึ่ง ผมดำยาวสลวยปรกลงตามธรรมชาติ ขาวผ่องทั้งร่าง เสื้อคลุมสีขาวที่สวมอยู่ก็หลวมโคร่งอย่างยิ่ง เพียงฝ่ามือเดียวก็ต้านพลังโจมตีของร่างจิตจำแลงเทพไว้ได้ บุรุษอาภรณ์สีขาวไร้ซึ่งสีหน้า เปิดฉากจู่โจมทันที
อีกด้านหนึ่ง ร่างจิตจำแลงเทพที่พาโม่ปู้นี่มาเร่งทะยานผ่านนภาดาราด้วยความเร็วสูง ไม่กล้าหยุดเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดพวกเขาก็พุ่งเข้าสู่ห้วงสุญญตาได้สำเร็จ ก่อนจะหายตัวไป เพิ่งจะหายไปได้ไม่ถึงห้าลมหายใจ บุรุษอาภรณ์สีขาวก็ปรากฏตัวขึ้น เขาจ้องมองไปยังห้วงสุญญตา หยุดลงตรงนั้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย สุดท้ายก็หันหลังกลับ เงาร่างค่อยๆ โปร่งแสงหายลับไปในนภาดารา
ร่างจิตจำแลงเทพของเจียงฉางเชิง วิ่งวนไปมาภายในห้วงสุญญตาเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอด แม้ผู้ฝึกยุทธจะไม่มีดวงจิต แต่หากมีวิธีอื่นล่ะ ผ่านไปนาน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว ร่างจิตจำแลงเทพก็พุ่งตรงไปยังโลกคุนหลุน
โม่ปู้นี่หมดสติไปแล้ว ตอนหลบหนีช่วงท้ายเร่งรีบเกินไป ทำให้พลังอาคมคุ้มกันที่ร่างจิตจำแลงเทพแบ่งให้เขาอ่อนกำลังลง แม้เขาจะเป็นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ก็ยังรับความทรมานเช่นนี้ไม่ไหว
ร่างจิตจำแลงเทพพุ่งเข้าสู่โลกคุนหลุนด้วยความเร็วสูง จนคนของเผ่าฉางไม่ทันสังเกตเห็น เขาโยนโม่ปู้นี่ทิ้งไปตามมีตามเกิด แล้วสลายตัวหายไปในอากาศ
ตูม! โม่ปู้นี่กระแทกลงกลางภูเขาจนพื้นดินสั่นสะเทือน ฝุ่นตลบฟุ้ง
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงถอนหายใจหนึ่งเฮือก ร่างจิตจำแลงเทพนี้สิ้นเปลืองพลังอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้มันยาวนานขนาดนี้ แถมยังต้องสร้างร่างจิตจำแลงเทพพร้อมกันถึงสองตน จึงสิ้นเปลืองพลังยิ่งกว่าตอนสู้กับเจ้าสวรรค์ปู้ หรือทำลายต้นกำเนิดคงคาสวรรค์เสียอีก
“ตกลงคนผู้นั้นอยู่ระดับไหนกันแน่ แข็งแกร่งจนเกินเหตุ โชคดีที่ตอนเดินทางก่อนหน้านั้น เขายังไม่ได้แสดงความเร็วที่น่าตกใจนั้นออกมา”
เจียงฉางเชิงแอบตกใจ บุรุษอาภรณ์สีขาวสามารถฝืนระเบิดร่างจิตจำแลงเทพของเขาได้ แม้ร่างจิตจำแลงเทพจะไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขา และไม่มีสมบัติอาคมเสริมพลัง แต่การระเบิดร่างจิตจำแลงเทพของเขาได้นั้น แสดงว่าพลังอีกฝ่ายเหนือกว่าหลี่วเสินโจวอย่างมาก มหาพิภพนิลเหลืองเป็นดินแดนที่พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนจริงดังคาด!
เจียงฉางเชิงกลับไม่รู้สึกผิดหวัง กลับตั้งตารอรางวัลรอดชีวิตที่จะได้รับแทน ร่างแยกลงมือสู้ ศัตรูที่ต้องเผชิญไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน อย่างน้อยก็ควรได้รางวัลรอดชีวิตชุดใหญ่สักรอบ!
ปีติ้งเทียนที่สองร้อยสี่สิบเก้า: หลี่วเสินโจวแห่งโลกเทพยุทธ นำห้ามหาเจ้าสวรรค์ พร้อมยอดฝีมือในวิถียุทธอีกกว่าหนึ่งล้าน มุ่งหน้ามาสังหารเจ้า เจ้าผ่านเคราะห์ภัยนี้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดสมบัติบำเพ็ญเซียน นามว่า ‘บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา’
การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏตรงหน้าเขา เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย ดูเหมือนว่าร่างจิตจำแลงเทพจะหนีจากบุรุษอาภรณ์สีขาวมาได้ จึงไม่ถูกนับว่าเป็นเคราะห์ที่ถึงชีวิตอย่างแท้จริง
ยอดสมบัติบำเพ็ญเซียน ฟังดูน่าสนใจไม่น้อย! เจียงฉางเชิงรับถ่ายทอดความทรงจำของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาทันที
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เป็นยอดสมบัติป้องกัน สามารถปิดกั้นเคราะห์กรรมและการคำนวณดวงชะตา สามารถต้านทานทุกการสอดส่อง ภายในมีเขตอาคมป้องกันหลากหลาย สามารถรวมตัวกันเป็นกงล้อเทพสวรรค์มหามรรคาออกมาต่อสู้ได้ แม้จะเป็นยอดสมบัติป้องกันแต่ก็มีความสามารถในการสู้รบที่แข็งแกร่งเช่นกัน
ไม่เสียแรงที่เป็นยอดสมบัติ! ต่อจากนี้ไป ถ้ามีสมบัติเนื้อคู่ รางวัลรอดชีวิตจะได้ยากขึ้นหรือไม่ ไมอาจพะวงมากมายขนาดนั้น ความปลอดภัยสำคัญที่สุด!
เจียงฉางเชิงนำบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาออกมา ไป๋ฉีและไป๋หลงกำลังหลับอยู่ มูหลิงลั่วก็จมอยู่ในสมาธิฝึกยุทธ์มาเป็นเวลานานแล้ว นางเข้าสู่ภาวะลืมตัวตนไปโดยสิ้นเชิง จึงไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเขาเลย
แสงสีสุกสว่างพลันฉายวาบบนใบหน้าของเจียงฉางเชิง
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เป็นเก้าอี้หินขนาดใหญ่หนึ่งตัว ทรงโอ่อ่าและประณีต สร้างขึ้นจากหินสีน้ำเงินเข้มชนิดพิเศษ ผิวเก้าอี้ฝังด้วยอัญมณีหลากสี มีลวดลายลึกล้ำและงดงาม ที่วางแขนเป็นหัวมังกรสองตัว ดวงตามังกรดูมีชีวิตชีวา ส่วนฐานเก้าอี้ต่อกับแท่นหิน ฐานกว้างหนึ่งจั้ง พอขนำออกมา ขอบแท่นหินก็มีหมอกลอยพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ม้วนล้อมรอบเก้าอี้
เมื่อเงยหน้ามองที่พนักพิง มีแขนงสีทองเก้าเส้นแผ่กางเป็นรูปพัด ปลายแขนงงุ้มเป็นตะขอ กลางแขนงแต่ละเส้นมีลูกแก้วแสงลอยอยู่ รวมเป็นลูกแก้วแสงทั้งหมดเก้าลูก คล้ายดวงตะวันเก้าดวง ลูกแก้วแสงรูปร่างเหมือนกันหมด แต่แสงที่เปล่งออกมากลับต่างกันเล็กน้อย
เจียงฉางเชิงถึงกับตะลึงงันไปทันที ช่างเป็นบัลลังก์เทพที่โอ่อ่าเหลือเกิน!
แย่แล้ว แบบนี้ต่อไปคงเดินทางไมได้แล้ว เจียงฉางเชิงอารมณ์ดี เริ่มทลายเขตอาคมดั้งเดิมของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ให้สมบัติชิ้นนี้ยอมรับตนเป็นเจ้าของ
ผ่านไปสักพัก ไป๋ฉีก็ตื่นขึ้นมา พอเห็นบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาที่ศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมอำนาจอยู่ตรงหน้าเจียงฉางเชิง ดวงตาหมาป่าของมันก็เบิกกว้างทันที