เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 381 ประมุขยุทธ์ มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 381 ประมุขยุทธ์ มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
“นายท่าน นี่คือสิ่งใดกัน”
ไป๋ฉีอดใจไม่ไหวจึงถามออกมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
บัลลังก์ที่สงางามขนาดนี้ ต่อให้มันเป็นแค่ปีศาจหมาป่า มันก็เห็นแล้วถูกใจเหมือนกัน
เสียงของมันปลุกมูหลิงลั่วให้ตื่นจากสภาวะลืมตัวตน
นางลืมตามองแล้วก็ตกตะลึงกับบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ “สมบัติอาคมชิ้นหนึ่งของข้าเอง มันซ่อนอยู่ในดวงวิญญาณของข้า ระยะนี้ฝึกบำเพ็ญก้าวหน้าจึงเรียกออกมาได้”
ไป๋ฉีกับมูหลิงลั่วไม่สงสัยสักนิด
ทั้งแดนสวรรค์กับเทียนจิ่งต่างรู้วามรรคาจารย์เป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงผู้กลับชาติมาเกิด
ตัวตนนี้ทำให้เจียงฉางเซิงอธิบายคำถามทั้งหลายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวกรางวัลรอดชีวิต
เจียงฉางเซิงตั้งสมาธิทลายเขตอาคม
ไป๋ฉีกับมูหลิงลั่วหันไปสนทนากัน คุยไปคุยมาพวกนางก็เริ่มพูดถึงสถานการณ์ในมหาพิภพจิตจร
ไม่นานมานี้มหาพิภพจิตจรจัดงานชุมนุมถกวิชายุทธ์
งานนี้คือการให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายแบ่งฝ่ายกันเลือกวิชายุทธ์ที่ตนเองคิดว่าแข็งแกร่งที่สุด
ขอบเขตก็คือวิชายุทธ์สำหรับให้เผ่ามนุษย์ฝึกฝนในมหาพิภพจิตจร
เรื่องนี้จึงทำให้วิชายุทธ์จำนวนมากไหลทะลักเข้ามาในมหาพิภพจิตจร
ผู้ที่เป็นแกนนำของทุกอย่างก็คือจีอู๋จวิน
นางใช้ประโยชน์จากจิตใจชอบเอาชนะของผู้คน
วิชายุทธ์ที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดตอนนี้กลับไม่ใช่ของเยี่ยจ้านหรือไท่สื่อฉางเซอ
เพราะวาวิชายุทธ์ของพวกเขาลึกล้ำเกินไป ผู้ที่รำเรียนสำเร็จมีน้อยคนนัก
ตอนนี้จึงยังไม่มีโอกาสแสดงความแข็งแกร่งออกมาให้เห็น
ยามนี้วิชายุทธ์ของกวนทงโยวยังคงเป็นวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุด
มูหลิงลั่วก็ตั้งใจจะเสนอยอดเคล็ดวิชาด้วย ไป๋ฉีสัญญากับนางว่าจะไปลากคนมาสนับสนุน
เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เจียงฉางเซิงทำให้บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคายอมรับเจ้าของได้สำเร็จ
ไป๋ฉีกับมูหลิงลั่วก็เข้าไปในห้วงแห่งความฝันแล้ว
เจียงฉางเซิงนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแล้วเอนพิงพนักบัลลังก์อย่างสบายอารมณ์
ความสบายที่บรรยายไม่ถูกพุ่งเข้าจู่โจมจิตใจของเขา
การนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพนี้ทำให้อารมณ์ปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขาควบคุมเขตอาคมทั้งหมดของบัลลังก์เทพนี้ได้อย่างง่ายดายประหนึ่งแขนขาของตัวเอง
เขาทดลองสารพัดอย่างประหนึ่งได้ของเล่นใหม่เอี่ยมมาไว้ในมือ
เขานั่งบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแล้วใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุ
เขาค้นพบว่าการใช้วิชาง่ายดายอย่างยิ่ง มิหนำซ้ำยังใช้วิชาได้เร็วมากกว่าเดิม ได้ผลลัพธ์มากกว่าเดิมอีกด้วย
เขาปรากฏตัวบนทะเลเมฆ ลูกแก้วแสงทั้งเก้าด้านหลังบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาส่องแสงระยิบระยับ
เมฆหมอกวนเวียนอยู่รอบฐานของบัลลังก์ แสงเทพสุดขอบตะวันลอยอยู่ข้างกายเขา
ประหนึ่งดวงตะวันอันเจิดจ้าที่ครอบคลุมล้อมรอบร่าง
มันบดบังใบหน้าที่แท้จริงของเขา ทำให้เขาแลดูลึกลับและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
เจียงฉางเซิงใช้วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธา
ทันใดนั้นบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาก็ขยายขนาดตามร่างกายเขาไปด้วย มันขยายหดได้ดั่งใจ
โลกคุนหลุนในยามนี้กว้างใหญ่ไพศาล มีสถานที่ไร้ผู้คนมากมาย
เจียงฉางเซิงจึงเล่นอย่างสนุกสนานอยู่เนิ่นนานก่อนจะกลับมาในตำหนักเมฆาม่วง
เขานั่งฝึกวิชาบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแล้วก็พบว่ามันมีส่วนช่วยในการฝึกวิชาด้วย
สวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้า ตำหนักเมฆาม่วง บวกกับบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา ประสิทธิผลทบทวีสามเท่า ช่างสบายเหลือเกิน!
เทียบกับแนวทางฝึกบำเพ็ญพลังชนิดอื่น การบำเพ็ญเซียนครบถ้วนรอบด้านที่สุดแล้ว
มันฝึกทั้งวิญญาณและร่างกาย ในขณะเดียวกันก็พัฒนาวัตถุปัจจัยภายนอกด้วย
เพราะมันมีพร้อมรอบด้านเช่นนี้เอง มันจึงยากกว่าแนวทางอื่น
เจียงฉางเซิงฝึกบำเพ็ญได้เร็วเช่นนี้ สาเหตุหลักมาจากความได้เปรียบที่เขาเป็นผู้ฝึกเซียนเพียงคนเดียว
หากใต้หล้ามีแต่ผู้ฝึกเซียน สำนักบำเพ็ญเซียนทั้งหลายย่อมมีวิธีการรวบรวมปราณวิญญาณ
ถึงยามนั้นผู้คนในโลกแห่งการฝึกเซียนย่อมต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน
นอกจากเป็นผูเดียวที่ฝึกเซียนแล้ว ระบบรอดชีวิตก็เป็นสิ่งที่ช่วยเขาเช่นกัน
บนเส้นทางสู่ความแข็งแกร่งย่อมต้องพึ่งพาวาสนาบ้าง บางครั้งพึ่งความขยันหมั่นเพียรอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะสำเร็จ
เจียงฉางเซิงจมจ่อกับการฝึกวิชา
วันเวลาหลังจากนี้น่าจะยังไม่มีภัยอันตรายร้ายแรงสักระยะหนึ่ง ดังนั้นเขาย่อมเก็บตัวฝึกวิชาได้อย่างสบายใจ
บนท้องนภาสีฟ้าครามอันไร้ขอบเขต ทะเลเมฆลดหลั่นซ้อนเป็นชั้น โอบล้อมเป็นวงกลมวงแล้ววงเล่า เกิดเป็นทิวทัศน์อันแสนงดงาม
หลิ่วเสินโจวหยุดยืนบนท้องนภาเหนือเมืองแห่งหนึ่ง
เขาเอ่ยกับหลี่ชางไห่ว่า “เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน แจ้งนามของข้าไว้”
หลี่ชางไห่พยักหน้า เขายังมีท่าทางมึนตงงเหมือนยังเรียกสติกลับมาจากมหันตภัยที่เผชิญก่อนหน้านี้ไม่ได้
หลิ่วเสินโจวเหาะไปยังภูเขาสูงลูกหนึ่งใจกลางเมือง เขาลูกนี้ใหญ่โตนัก
เหนือยอดเขามีแสงเรืองรองเปล่งประกายระยิบระยับ เขาเหาะไปที่ยอดเขาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็หายวับไป
ไม่นานหลิ่วเสินโจวก็ก้าวเข้ามาในตำหนักที่ประดับประดาด้วยหยกและทองคำแห่งหนึ่ง เสื้อคลุมพลิ้วไสว
เขาเดินตรงมาหน้าขั้นบันไดแล้วแหงนหน้ามองเงาร่างด้านบนที่นั่งสมาธิหันหลังให้เขาอยู่
“ประมุขยุทธ์ ภารกิจล้มเหลว ทั้งกองทัพย่อยยับ มีเพียงข้าคนเดียวที่รอดกลับมา แม้แต่มหาเจ้าสวรรค์ทั้งห้าก็ไม่เว้น”
หลิ่วเสินโจวรายงานด้วยสีหน้าย่ำแย่ เขาไม่เอ่ยถึงหลี่ชางไห่
ประมุขยุทธ์มีแผ่นหลังกว้างกำยำ อาภรณ์สีเลือดปักลวดลายมังกร
เงาเลือนรางของมังกรทองตัวแล้วตัวเล่าขดล้อมอยู่รอบกายเขา พวกมันมีถึงเก้าตัว
ยามมังกรทั้งเก้าขยับ โอบพันเส้นผมดำแซมขาวของเขาก็ถูกพัดปลิวไสว
“ข้ารับรู้แล้ว ไหนว่ามาสิ ศัตรูเป็นคนเช่นไร”
ประมุขยุทธ์ไม่ลุกขึ้นแล้วก็ไม่หันมามอง น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยอย่างยิ่ง
หลิ่วเสินโจวไม่ปิดบัง เขาเล่าเรื่องราวการต่อสู้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อหวนนึกถึงการต่อสู้หนนั้นอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็ดำทะมึนอย่างยิ่ง
นี่เป็นความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน!
นอกจากความรู้สึกพ่ายแพ้ สิ่งที่มีมากกว่าคือความฉงนสงสัย
ยอดเคล็ดวิชาของมรรคาจารย์ทำให้เขาขบคิดเท่าไรก็คิดไมตก
ยอดเคล็ดวิชาลึกลับที่หดร่างเขาเล็กลง ดัชนีปราณตระกูลเฉินที่ทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการต่อสู้เกือบทั้งหมด
แล้วยังมีวิชายุทธอันแข็งแกร่ง วิชาสุดท้ายที่สังหารผู้ฝึกยุทธนับล้านได้ภายในลมหายใจเดียวนั่นอีก…
หากมรรคาจารย์เป็นลัทธิโบราณจริงๆ พลังของศาสตร์โบราณนั่นก็…
ก่อนหน้านี้หลิ่วเสินโจวดูแคลนศาสตร์โบราณ แต่ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์เริ่มทำให้ความคิดของเขาสั่นคลอน
“พอเล่ามาเช่นนี้แล้วก็ดูแปลกจริงๆ บางทีเขาอาจเหมือนลัทธิโบราณ มิเช่นนั้นเหตุใดต้องเป็นอริกับโลกเทพยุทธ ทั้งยังกลัวโลกเทพยุทธล่วงรู้เล่า”
ประมุขยุทธ์เอ่ยเหมือนไม่ใส่ใจ ไม่เก็บเอาความตายของผู้ฝึกยุทธนับล้านมาใส่ใจแม้แต่น้อย
หลิ่วเสินโจวถามอย่างประหลาดใจ “คล้ายกับลัทธิโบราณหรือ? หรือว่านอกจากวิถียุทธ์กับศาสตร์โบราณแล้วยังมีพลังอื่นที่ฝึกบำเพ็ญได้อีก”
“ต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว ในอดีตกาลเนิ่นนานคือยุคสมัยแห่งศาสตร์โบราณ แล้วก่อนศาสตร์โบราณจะไม่มีการฝึกบำเพ็ญสายอื่นบ้างเลยหรือ เพียงแต่ว่าเก่าไปใหม่มา สุดท้ายวิถียุทธ์แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น”
ประมุขยุทธ์เอ่ยตอบ หลิ่วเสินโจวได้ยินดังนั้นแววตาก็วูบไหว
วิถียุทธ์แข็งแกร่งที่สุดจริงๆ หรือ? พลังของมรรคาจารย์ต้องเคยเผชิญหน้าเท่านั้นจึงจะทราบว่าน่ากลัว
เขารู้สึกว่าตนเองบีบให้มรรคาจารย์ใช้พลังที่แท้จริงออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ
จากนั้นเขาก็หวนนึกถึงถ้อยคำที่มรรคาจารย์เอ่ยบอกตน หากเขาไขว่คว้าหาเพียงพลัง…
“ไม่ต้องขบคิดเรื่องนี้ต่อแล้ว เจ้าจงเตรียมจัดการทดสอบภายในโลกเทพยุทธเถิด”
“เรื่องของแดนสวรรค์กับมรรคาจารย์ โลกเทพยุทธย่อมจัดการเอง ข่าวที่พวกเจ้าล้มเหลวโลกเทพยุทธรับทราบแล้ว”
“หลังจากนี้กองทัพทัณฑ์เทพจะกวาดล้างมหาพิภพนิลเหลือง ผู้ใดที่เกี่ยวข้องล้วนต้องถูกกำจัดให้สิ้นซาก”
คำพูดของประมุขยุทธ์ดึงสติของหลิ่วเสินโจวกลับมายังความเป็นจริง
หลิ่วเสินโจวนึกถึงคำพูดอีกคำหนึ่งของมรรคาจารย์กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในจักรวาลโลกเบื้องล่าง
เขารู้ว่าหายนะคราวนี้คงมีคนตายมากกว่าเดิม พอคิดจบหลิ่วเสินโจวก็หมุนตัวเตรียมเดินออกไป
“เหตุใดมรรคาจารย์จึงปล่อยเจ้ารอดมาได้” ประมุขยุทธ์ก็เอ่ยขึ้น
หลิ่วเสินโจวได้ยินคำถามก็หยุดก้าวเท้า เขาหมุนตัวกลับมาก็พบว่าประมุขยุทธ์ลุกขึ้นมายืนแล้ว
ทั้งยังกำลังก้มลงมาจับจ้องเขาอีกด้วย
รอบกายประมุขยุทธ์มีมังกรเก้าตนโอบพัน สีหน้าเย็นชาห่างเหิน จิตมุ่งร้ายแผ่ออกมาจากกลางหว่างคิ้ว
ดวงตาคนนั้นดุราวกับเสือ มันจับจ้องหลิ่วเสินโจวอย่างเย็นชา
แววตาเช่นนี้สร้างแรงกดดันมากอย่างยิ่ง หลิ่วเสินโจวเห็นแล้วพลันต้องขมวดคิ้ว
หลิ่วเสินโจวเอ่ยเสียงเข้มตอบว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเหตุใดเขาจึงละเว้นข้า หรือท่านไม่เชื่อข้า”
หลิ่วเสินโจวเผชิญหน้ากับประมุขยุทธ์ด้วยท่าทีแข็งกร้าวอย่างยิ่ง เขาไม่ได้ขอใครเข้ามาในโลกเทพยุทธ์สักหน่อย!
ประมุขยุทธ์เหลือบตามองเขาแล้วเอ่ยว่า “ข้าแค่เป็นห่วงลูกศิษย์เจ้าเท่านั้น ในเมื่อเจ้าไม่รู้ก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว หลังจากนี้จงอย่าได้ก้าวออกจากโลกเทพยุทธ!”
“เหอะ!”
หลิ่วเสินโจวแค่นเสียงหยันก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยอย่างเฉื่อยชา
ถึงอย่างนั้นเวลาสามสิบปีก็ยังผ่านไปอย่างรวดเร็ว กาลเวลาหมุนเวียนมาจนถึงปีติ้งเทียนที่สองร้อยเจ็ดสิบเก้า
ภายในสามสิบปีนี้เจียงฉางเซิงฝึกวิชาอยู่ตลอด
จนกระทั่งวันหนึ่งเฉินหลี่เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาเพื่อบอกว่ามีคนบุกรุกเข้ามาในแดนสวรรค์
คนผู้นั้นก็คือโมปู้นิ
ก่อนหน้านี้เขาอยากออกไปจากโลกคุนหลุนแต่ถูกเผ่าฉางขัดขวาง
หลังจากนั้นเขาก็ท่องเที่ยวในโลกคุนหลุนแต่กลับยิ่งหงุดหงิดเพิ่มขึ้นทุกที
สุดท้ายจึงอดทนไม่ไหวบุกขึ้นมาบนแดนสวรรค์จนถูกไท่สื่อฉางเชอจับตัวไว้
ตอนนี้โมปู้นิถูกจับขังอยู่ในคุก “ข้าทราบเรื่องแล้ว จัดการไปตามกฎสวรรค์เถิด”
เสียงของเจียงฉางเซิงลอยออกมาจากในตำหนักเมฆาม่วง เฉินหลี่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ก่อนหน้านี้เขากลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างกับมรรคาจารย์ หากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับว่าพวกเขาตบหน้ามรรคาจารย์น่ะสิ
เฉินหลี่คำนับแล้วขอตัวออกไป ไปฉีเดินมาหาอย่างสนอกสนใจก่อนจะผละออกไปข้างนอก ตั้งใจจะแวะไปดูเจ้าโมปู้นิ
ตั้งแต่ต้นจนจบเจียงฉางเซิงไม่ลืมตาแม้แต่หนเดียว เขาจดจ่อสมาธิกับการฝึกบำเพ็ญ
บุรุษอาภรณ์สีขาวที่ร่างจิตจำแลงเทพรอบก่อนเคยพบ ทำให้เขารู้สึกถึงความกดดัน ดังนั้นเขาต้องเร่งฝึกวิชาบำเพ็ญ
อีกด้านหนึ่งภายในถ้ำของภูเขาฟ้าร่วง เยี่ยจ้านกำลังนั่งสมาธิอยู่บนพื้น
รอบด้านมีปราณแห่งนิพพานสีเทาขมุกขมัวเวียนวน
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยลอยเท้งเต้งอยู่ด้านข้าง สีหน้าสลับไปมาระหว่างความยินดีกับความกลัดกลุ้ม
ผ่านไปเนิ่นนาน เยี่ยจ้านก็ลืมตา เขากระอักลมปราณที่ขุ่นมัวออกมาคำหนึ่งแล้วถอนหายใจ
“วิชานิพพานสู่กำเนิดช่างแข็งแกร่งมากจริงๆ มิน่าเล่าสมัยนั้นท่านพี่เสินคงถึงตะลุยท่องมหาพิภพนิลเหลืองได้ หากฝึกวิชานิพพานสู่กำเนิดจนบรรลุ การจะถล่มศัตรูข้ามขั้นก็คงไม่ใช่เรื่องยาก”
ทุกครั้งยามต่อสู้วิชานิพพานสู่กำเนิดจะทำให้เขามีพลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หากบรรลุนิพพานขั้นเก้า พลังของเขาคงบรรลุระดับขั้นที่น่ากลัวอย่างยิ่ง
ระหว่างช่วงเวลาอันยาวนานที่ถูกจองจำนี้ เยี่ยจ้านรู้สึกว่าตนเองก้าวหน้าได้เร็วกว่าเมื่อก่อนมาก
เขารู้สึกขอบคุณมรรคาจารย์จากก้นบึ้งหัวใจ คิดว่านี่เป็นโอกาสที่มรรคาจารย์มอบให้เขา
เขาหันไปมองบรรพจารย์เผ่าเยี่ยแล้วถามว่า “ท่านบรรพจารย์ เหตุไฉนท่านเงียบไปเล่า สองสามปีนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยตามติดเขาอยู่เสมอเพราะมีเพียงร่างวิญญาณ ปกติท่านบรรพจารย์จึงเหงามาก มักจะชวนเขาคุยเป็นประจำ
ทว่านับตั้งแต่มีมหาพิภพจิตจรเขาก็เริ่มละเลยไม่ใส่ใจบรรพจารย์เผ่าเยี่ย
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยจ้องมองเขาแล้วบอกว่า “ระยะนี้จิตใจข้าไม่สงบ สังหรณ์อยู่ตลอดว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ข้าคิดถึงมหันตภัยหนนั้นเมื่อสองล้านปีก่อน”
เยี่ยจ้านได้ยินก็ขมวดคิ้วตาม
เมื่อสองล้านปีก่อนลัทธิโบราณทำลายต้นสายคงคาสวรรค์ที่ไหลไปยังจักรวาลโลกเบื้องล่างแห่งหนึ่ง
หลังจากนั้นพวกเขาก็ขยายอำนาจในเวลาไม่นานแล้วยกพลมาบุกโจมตีมหาพิภพนิลเหลือง
เหตุการณ์หนนั่นถูกเรียกขนานนามว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ครั้งล่าสุดมันดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานับหมื่นปี สิ่งมีชีวิตที่ล้มตายมีมากมายจนนับไม่ไหว
แม้แต่โลกเทพยุทธก็เคยถูกโจมตีสำเร็จ แต่สุดท้ายลัทธิโบราณก็พ่ายแพ้แล้วถูกเข่นฆ่าล้างบางครั้งใหญ่
จวบจนวันนี้พวกเขาก็ยังเป็นหนูข้างถนน ทำได้เพียงหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด
เยี่ยจ้านถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ท่านคิดว่ามรรคาจารย์จะสร้างมหันตภัยให้มหาพิภพนิลเหลืองหรือ?”
แม้เขาจะมาจากมหาพิภพนิลเหลืองแต่เพราะเหตุการณ์ที่เผ่าเยี่ยถูกทำลาย เขาจึงไม่มีความรู้สึกดีต่อมหาพิภพนิลเหลืองแม้แต่น้อย
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยเอ่ยตอบ “ถ้าดูจากสภาพการพัฒนาในปัจจุบันของโลกคุนหลุน พวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอจะก่อมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์”
“สิ่งที่ข้ากังวลใจก็คือเมื่อมรรคาจารย์ก้าวออกมาสาแดงเดช ด้านที่อ่อนแอของโลกเทพยุทธอาจถูกเผยออกมาให้ผู้อื่นเห็น”
“เมื่อถึงยามนั้น ผู้ที่อยู่มานานทั้งหลายย่อมถูกชักนำให้ก้าวออกมาจากเงามืด”