เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 387 มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ ดาบบินสะบั้นเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 387 มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ ดาบบินสะบั้นเซียน
โครงกระดูกสีโลหิตดูเหมือนจับสัมผัสอะไรบางอย่างได้ มันเงยหน้ามองไปรอบด้าน เจียงฉางเชิงจึงดึงสายตากลับ ถอยห่างออกมาจากโครงกระดูกสีโลหิตในทันที
“นั่นมันสิ่งใดกัน… บาปกรรมน่าตกใจนัก…”
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว เขาสัมผัสบาปกรรมของอีกฝ่ายได้ แม้ตัวเขาจะอยู่ในโลกคุนหลุน เขาเพิ่งเคยสัมผัสบาปกรรมที่รุนแรงขนาดนี้เป็นหนแรก บาปกรรมนั้นเกี่ยวพันถึงหลายสิ่ง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเข่นฆ่า ยิ่งฆ่ามากบาปกรรมก็ยิ่งหนัก บาปกรรมไร้รูปไร้ลักษณ์แต่มีอยู่จริง แม้แต่เจียงฉางเซิงก็มีบาปกรรมของตนเอง แต่ผู้ศรัทธาของเขามีจำนวนมากเหลือเกิน จึงกดบาปกรรมเอาไว้ได้ เจ้าสิ่งนี้สังหารสิ่งมีชีวิตไปมากมายเท่าไรกัน?
เจียงฉางเชิงตั้งท่าระแวดระวัง เจ้าโครงกระดูกสีโลหิตกับอสูรยักษ์แห่งห้วงมิติอันแสนลึกลับ หากอีกฝ่ายเดินทางมาโลกคุนหลุน เช่นนั้นเขาก็จะให้อีกฝ่ายได้มาแต่ไม่ได้กลับ!
อสูรยักษ์แห่งห้วงมิติใต้เท้าโครงกระดูกสีโลหิตก็ไม่อ่อนแอสักเท่าไร ทั้งสองล้วนเป็นขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคา ทั้งไม่ใช่ขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาธรรมดาอีกด้วย พวกมันมีมูลค่าเท่ากับเก้าสิบล้านล้านแต้มเซ่นไหว้ ย่อมเป็นผู้อยู่บนจุดสูงสุดของขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาอย่างแน่นอน
เหนือคงคาสวรรค์ ท่านเทพจื่อหวนกำลังมองอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเผ่าฉางฝึกฝนค่ายกลโชคชะตา ค่ายกลนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากแดนสวรรค์ มันควบคุมพลังโชคชะตาจากแดนสวรรค์ได้ ย่อมมีส่วนช่วยพวกนางในการต่อสู้ในวันหน้าได้ แม้ยามนี้โลกคุนหลุนจะไม่มีศัตรูภายนอกกล้ำกราย แต่ต่อไปต้องมีแน่
ท่านเทพจื่อหวนจับสัมผัสบางสิ่งได้ นางแหงนหน้ามองถัดออกไปนอกท้องนภา เป็นสีดำสนิทไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น ชวนให้อึดอัดยิ่งนัก
ตอนนี้เอง ฉางเยวี่ยเฉียนก็โผล่มาอยู่ข้างนางแล้ว เอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ให้ทุกคนเตรียมตัวป้องกัน!”
ท่านเทพจื่อหวนได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปในฉับพลัน นางตวาดทันที “กองทัพฉาง ตั้งกระบวนทัพ!”
ทำงานรับใช้แดนสวรรค์ ย่อมไม่อาจทำในนามของเผ่า พวกนางต่างรู้ดีว่ากองทัพที่คอยพิทักษ์อาณาเขตนอกพิภพจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากนี้ก็คงไม่ได้มีเผ่าฉางเพียงเผ่าเดียว สมาชิกเผ่าฉางที่กำลังฝึกค่ายกลอยู่ ทยอยกันหยิบศาสตราเทวะออกมาแล้วตั้งกระบวนทัพอย่างจริงจัง
พลทหารเผ่าฉางจำนวนร้อยนาย เหาะไปคนละทิศเพื่อรับหน้าที่ถ่ายทอดคำสั่งให้กองทัพ สมาชิกเผ่าฉางเข้าสู่สภาพเตรียมพร้อมรบมากขึ้นเรื่อยๆ อัจฉริยะเผ่าฉางที่ปิดด่านฝึกวิชาเหล่านั้นก็ทยอยกันเลิกกักตนเช่นเดียวกัน
ท่านเทพจื่อหวนถามเสียงเบา “ท่านพ่อ ศัตรูมีจำนวนเท่าไรหรือ?”
ฉางเยวี่ยเฉียนจับจ้องห้วงมิติสีดำทมิฬเขม็งแล้วตอบว่า “ไม่แน่ใจ”
สามคำนี้ทำให้หัวใจของท่านเทพจื่อหวนจมดิ่งสู่ก้นเหว บิดาของนางเป็นผู้แข็งแกร่งระดับใด หากแม้แต่เขายังมองสถานะของศัตรูไม่ออก อีกฝ่ายต้องอยู่ไกลจากโลกคุนหลุนมากเพียงใดกัน? อยู่ไกลถึงขนาดนั้นแท้ๆ แต่กลับทำให้นางอกสั่นขวัญแขวน…
ไม่ใช่แค่ท่านเทพจื่อหวนที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน สมาชิกเผ่าฉางก็กำลังเคร่งเครียดเช่นกัน ผู้ฝึกยุทธ์ที่อาศัยอยู่ในมหาพิภพนิลเหลืองล้วนหวาดกลัวห้วงสุญญตาแห่งความว่างเปล่า พวกเขาแทบทุกคนต่างเติบโตมากับบรรดาตำนานอันน่ากลัวของห้วงสุญญตาแห่งนี้
บรรยากาศหนักอึ้ง เส้นประสาทขึงแน่นด้วยความกังวล ผ่านไปเนิ่นนาน ท่านเทพจื่อหวนก็เงยหน้าขึ้น นางจ้องอยู่นาน จังหวะที่นางบังเอิญกะพริบตาแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของนางก็ถอดสี!
ฉางเยวี่ยเฉียนเบิกตาโต ใบหน้าเผยสีหน้าพรั่นพรึง สมาชิกเผ่าฉางทั้งหมดหวาดผวา เมื่อเห็นดวงไฟสีเขียวขนาดมหึมาปรากฏออกมาจากความมืด มันขยายขนาดอย่างรวดเร็วจนกว้างใหญ่ยิ่งกว่าคงคาสวรรค์
ท่ามกลางทะเลเพลิงเขียวที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด มีปีกยักษ์หกข้างกำลังกระพืออยู่ ด้านในตรงกลางระหว่างปีกหกข้าง คือร่างกายอันน่ากลัวที่ใหญ่โตมโหฬารจนทำให้ทุกคนขวัญสะท้าน
“นั่นมันอะไร…” ลูกศิษย์เผ่าฉางคนหนึ่งแหงนหน้าพึมพำกับตนเอง
พลังน่าสะพรึงอันยากจะจินตนาการห้อมล้อมทุกคนเอาไว้ พวกเขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับตัวตนที่น่ากลัวที่สุดในโลก ฉางเยวี่ยเฉียนพลันนึกถึงสิ่งหนึ่ง รูม่านตาของเขาเบิกโต เอ่ยออกมาเสียงสั่นระริก “หรือว่าจะเป็น… เป็นไปไมได้ นั่นเป็นแค่เรื่องแต่งไม่ใช่หรือ…”
แต่แล้วในตอนนั้นเอง!
แสงสีทองสายหนึ่งก็วาดแหวกห้วงมิติอันมืดมิด วาดผ่านเหนือศีรษะของคนเผ่าฉาง พุ่งเข้าไปกลางเปลวเพลิงเขียวที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดนั่นอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงสีเขียวที่ลุกโหมท่วมฟ้าถูกพัดหอบหายไป เงาร่างอันน่ากลัวที่มีปีกหกข้างนั้นก็หายไปด้วย
พลังที่น่ากลัวสายนั้นมลายหายไปตาม สมาชิกเผ่าฉางบนคงคาสวรรค์รู้สึกประหนึ่งถูกดึงกลับมาจากหุบเหวแห่งความตาย ภาระหนักอึ้งถูกปลดลงจากบ่า: มรรคาจารย์ลงมือแล้ว!
พวกเขาไม่มีวันลืมแสงสีทองสายนั้น ครานั้นมรรคาจารย์ก็ใช้ยอดเคล็ดวิชานี้สังหารเจ้าสวรรค์ปู้ ทำลายต้นสายคงคาสวรรค์
อสูรยักษ์หกปีกที่ลอยอยู่กลางห้วงมิติถูกยิงทะลุลำตัว มันบิดดิ้นไปมาและร้องคำรามอย่างไร้เสียง ปีกทั้งหกสั่นสะท้าน โครงกระดูกสีโลหิตที่อยู่บนตัวมันถูกแรงกระแทกอัดจนแหลกกระจุย ทว่าเศษกระดูกที่ปลิวกระจัดกระจาย กลับลอยกลับมารวมกันแล้วก่อตัวเป็นรูปร่างของมนุษย์อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ดวงไฟสีเขียวสองดวงลุกพรึบใต้โหนกคิ้วของมัน จากนั้นมันก็ยกมือขึ้น ดาบฟันฉลามใบดาบกว้างเล่มหนึ่งลอยเข้ามาอยู่ในมือของมันอย่างรวดเร็ว มือขวาของมันกำดาบฟาดฟันมายังทิศทางที่แสงสีทองพุ่งมา หนึ่งดาบตวัดขวาง แสงสีโลหิตพลันปรากฏ รัศมีดาบสีโลหิตกวาดขวางออกไป มันใหญ่โตเสียยิ่งกว่าอสูรยักษ์หกปีก
ทว่ามันเพิ่งจะวาดตัดสรรพสิ่งมาได้เพียงครึ่งทาง จู่ๆ มันกลับสลายหายไป ราวกับถูกปราการล่องหนบางอย่างขัดขวางไว้ โครงกระดูกสีโลหิตเงยหน้าขึ้นเหมือนแปลกใจเล็กน้อย
ทันใดนั้น แสงสว่างไสวเจ็ดสีก็ปรากฏขึ้น ท่ามกลางความมืดเบื้องหน้า บัลลังก์เทพอันน่าเกรงขามตั้งตระหง่าน พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่นั่งอยู่เหนือบัลลังก์เทพใหญ่ยักษ์ เสื้อคลุมของเขาโบกสะบัด ผ้าแพรสีม่วงพลิ้วไหว ดวงตะวันเหนือไหล่ขวาเปล่งรัศมีส่องสว่างหมื่นจั้ง บดบังโฉมหน้าของเขาไว้
โครงกระดูกสีโลหิตลอยกลับลงมาบนหลังของอสูรยักษ์หกปีก ร่างของมันเอนมาด้านหน้า เห็นชัดว่ากำลังมองสำรวจเจียงฉางเชิง “เจ้าคือเทพเทวาจากแห่งหนใด” โครงกระดูกสีโลหิตเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาน่าขนลุกที่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
เจียงฉางเชิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเอ่ยตอบ “จงอย่าได้เข้ามาใกล้มากกว่านั้น”
โครงกระดูกสีโลหิตยกดาบฟันฉลามชี้ไปที่เจียงฉางเชิง สองฝ่ายอยู่ห่างกันแสนไกล แต่สำหรับพวกเขาแล้ว ระยะห่างเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นสิ่งใดทั้งสิ้น “อย่าเข้ามาใกล้หรือ? ช่างโอหังจริงๆ นับแต่โบราณไม่ว่าโลกใบใดที่พานพบข้า คนในนั้นล้วนต้องล่มสลาย เจ้าช่างโชคร้ายนัก เจ้าเองก็ต้องตายเช่นกัน!”
โครงกระดูกสีโลหิตหัวเราะอย่างชั่วร้าย มันชูดาบฟันฉลาม ปราณโลหิตพวยพุ่งขึ้นด้านบน ยิ่งพุ่งขึ้นสูงพวกมันก็ยิ่งขยายใหญ่ จนแม้แต่เจียงฉางเชิงผู้ใช้วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธาอยู่เบื้องหน้ามันก็ยังดูเล็กกระจ้อยร่อย
มันหัวเราะคลุ้มคลั่งแล้วกวัดแกว่งดาบฟาดลงมา ปราณโลหิตผนึกรวมกันเป็นรัศมีสีโลหิต ฟันลงมาด้วยพลังอันมิอาจต้านทาน ด้านหลังรัศมีดาบเส้นนั้น มีดวงวิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนกำลังผลักรัศมีดาบให้เคลื่อนไปข้างหน้า ใบหน้าของพวกมันแต่ละตนล้วนโหดเหี้ยมดุร้าย ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเผ่าใดล้วนมีทั้งสิ้น มิได้มีเพียงวิญญาณของเผ่ามนุษย์ผู้วายชนม์
เจียงฉางเชิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเลิกคิ้วเล็กน้อย เจ้าตัวนี้ไม่ธรรมดาเลย ควบคุมวิญญาณได้เสียด้วย จนป่านนี้เขาเพิ่งเคยพบผู้ที่รวบรวมวิญญาณผู้ตายมาเป็นขุมกำลังในการต่อสู้ได้เป็นครั้งแรก เขาสัมผัสได้ว่าดวงวิญญาณผู้วายชนม์เหล่านี้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว หรือก็คือพวกเขาไม่เหลือสติปัญญาอยู่แล้ว มีแต่ร่างวิญญาณที่คงอยู่แต่ไม่มีจิตสำนึกของตนเอง
เจียงฉางเชิงนึกสนใจโครงกระดูกสีโลหิตตัวนี้เข้าแล้ว ท่ามกลางแสงสว่างหมื่นจั้งที่สาดส่องออกมาจากแสงเทพสุดขอบตะวัน ดวงตาบนหน้าผากของเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ลำแสงสีทองยิ่งใหญ่สายหนึ่งพุ่งออกมา
เปรี้ยง!
แสงแห่งมหามรรคากับรัศมีดาบวิญญาณผู้วายชนม์ปะทะกัน แสงสว่างเจิดจ้าน่ากลัวระเบิดส่องสว่างไปทั่วห้วงสุญญตา สายลมสีโลหิตพัดกวาดออกไปรอบด้าน กลายเป็นคลื่นสีโลหิตระลอกแล้วระลอกเล่า บนท้องนภาของโลกคุนหลุน ปรากฏการณ์นี้ช่างยิ่งใหญ่อลังการ เรียกให้สรรพชีวิตทั้งหลายเงยหน้ามอง
ทันทีที่โครงกระดูกสีโลหิตถูกแสงแรงกล้านั่นสาดส่อง ดวงตาที่เกิดจากเปลวเพลิงสีเขียวคู่นั้นของมันก็สั่นไหว หัวใจของมันราวกับกำลังมีคลื่นซัดถาโถมอยู่ข้างใน รัศมีดาบสีโลหิตถูกแสงมหามรรคาทำลาย ดวงวิญญาณผู้วายชนม์นับไม่ถ้วนล้วนสลายกลายเป็นเถ้า!
เจียงฉางเชิงยกมือ ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองโผล่ออกมาจากกลางฝ่ามือของเขา มันขยายใหญ่อย่างรวดเร็วจนกระทั่งลำต้นของมันใหญ่กว่าบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาเป็นหมื่นเท่า มือขวาของเขาสะบัดเบาๆ ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองที่ยังขยายใหญ่ไม่หยุดก็ฟาดกิ่งของมันใส่โครงกระดูกสีโลหิตราวกับพัด
โครงกระดูกสีโลหิตทะยานร่างเหินขึ้นด้านบนแล้วฟันดาบกวาดขวาง ปราณโลหิตซัดสาดดุจการระเบิดของห้วงอนธการที่เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาล แล้วโถมเข้ามาปะทะกับต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองกับพลังอันทรงอำนาจของมันฟาดปราณโลหิตมหาศาลจนแตกกระจาย โครงกระดูกสีโลหิตจึงต้องใช้ดาบต้านรับต้นไม้วิเศษเกล็ดทองตรงๆ ปรากฏว่า… มันขวางไว้ได้!
การโจมตีของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองย่อมไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เส้นด้ายสีทองเส้นแล้วเส้นเล่ายืดออกมาจากใบไม้บนกิ่งแต่ละกิ่ง จนดูคล้ายตาข่ายฟ้าดินเหวี่ยงไปหาโครงกระดูกสีโลหิต โครงกระดูกสีโลหิตต้านรับต้นไม้วิเศษเกล็ดทองอยู่จึงไม่อาจหลีกหลบ เพียงพริบตาเดียวมันก็ถูกด้ายทองจำนวนนับไม่ถ้วนของต้นไม้วิเศษเกล็ดทองห่อเอาไว้
เปรี้ยง!
แต่แล้วแสงสีโลหิตเส้นหนึ่งก็ผ่าลูกกลมแสงที่เกิดจากด้ายสีทองจนเปิดออก เส้นด้ายสีทองแต่ละเส้นสะบัดไปมาอย่างรุนแรงราวกับตัวพวกมันกำลังลุกติดไฟ โครงกระดูกสีโลหิตฉวยจังหวะนั้นหนีออกมา ทว่าในตอนนั้นเอง เงากระบี่สีน้ำเงินเล่มหนึ่งก็ดิ่งลงมา พร้อมกับพลังมหาศาล มันใช้พลังอันแข็งแกร่งบดขยี้โครงกระดูกสีโลหิต!
ต้นไม้วิเศษเกล็ดทองหดร่างเล็กลงระหว่างลอยผ่านห้วงมิติ จนกลับมาถึงใจกลางฝ่ามือของเจียงฉางเชิงอย่างรวดเร็ว มันหายวับไปกับอากาศ ทิ้งไว้เพียงผงสีโลหิตที่ลอยละล่องอยู่บนฝ่ามือข้างนั้น ราวกับพายุหมุน
เจียงฉางเชิงยกมือซ้ายขึ้นมาชี้นิ้วใส่กลางฝ่ามือขวา ต่อเนื่องหลายสิบหน สร้างเป็นเขตอาคมผนึกชั้นแล้วชั้นเล่า หลังจากเคยทำให้สมบัติอาคมยอมรับเป็นเจ้าของมามากมายขนาดนั้น เจียงฉางเชิงย่อมได้เรียนรู้เขตอาคมผนึกมาบ้าง ดังนั้นการจะใช้มันผนึกศัตรูย่อมไม่ใช่ปัญหา
เมื่อใช้เขตอาคมผนึกนานาชนิดเสร็จ เจียงฉางเซิงก็หายตัวไปพร้อมกับบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา ปราณโลหิตกับเศษเนื้อเศษอวัยวะล่องลอยอยู่ท่ามกลางห้วงมิติอันว่างเปล่า จนกระทั่งสายลมหอบใหญ่จากที่ใดก็ไม่ทราบโผล่มา ทันทีที่มันพัดผ่านเศษเนื้อกับอวัยวะเหล่านั้นก็ลุกไหม้ และถูกเผาเป็นขี้เถ้าในเวลาอันแสนสั้น
ด้านล่างของคงคาสวรรค์ คนเผ่าฉางยังรอคอยอย่างเป็นกังวล ผู้ที่พลังบรรลุขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์หรือเหนือกว่านั้น ต่างมีสีหน้าตกตะลึง นี่พวกเขากำลังดูการต่อสู้แบบไหนอยู่?
โครงกระดูกสีโลหิตกับอสูรยักษ์หกปีกอยู่ไกลจากโลกคุนหลุนขนาดนั้น พวกเขาย่อมมองไม่เห็น แต่ภาพการต่อสู้หนนี้ถูกพวกเขาเห็นเต็มตา มันยิ่งใหญ่ตระการตามิอาจใช้คำพูดใดมาพรรณนาได้ ยิ่งใหญ่อลังการเสียยิ่งกว่าศึกใหญ่ระหว่างมรรคาจารย์กับเจ้าสวรรค์ปู้เสียอีก!
แววตาของฉางเยวี่ยเฉียนสับสน เขารู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมาก แต่ถ้าศัตรูผู้นั้นเป็นตัวตนที่อยู่ในตำนานตามที่เขาคาดเดาไว้ละก็ มรรคาจารย์ก็ออกจะ…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงโยนผงสีโลหิตในมือเขาไปในน้ำเต้าทองม่วงแกลิ่นอายเมื่อครู่นั้น…
มูหลิงลั่วหันไปมองเจียงฉางเซิงแล้วถามเบาๆ ไปฉีก็เงยหน้าขึ้นมาด้วย มันจ้องน้ำเต้าทองม่วงในมือเจียงฉางเชิง เจียงฉางเชิงตอบว่า “ข้าก็ไม่แน่ใจว่าคือสิ่งใด มันบังเอิญมาพบโลกคุนหลุนแล้วต้องการจะฆ่าล้างบางโลกของเรา ข้าจึงปราบมันไปแล้ว”
แม้ความรู้ด้านค่ายกลของเขาจะไม่ลึกซึ้ง แต่ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาก็ยากจะหาโลกคุนหลุนพบ ทว่าเจ้าโครงกระดูกสีโลหิตตนนี้กลับหาพบ เรื่องนี้ทำให้เขาสนใจใคร่รู้ในตัวโครงกระดูกสีโลหิตอย่างมาก
มูหลิงลั่วได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ในตอนนั้นเอง เบื้องหน้าของเจียงฉางเซิงก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้น
[ปีเฉิงเทียนที่ห้าสิบ มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในห้วงสุญญตา บังเอิญค้นพบการมีอยู่ของโลกคุนหลุน จึงคิดจะกลืนกินโลกคุนหลุน แต่เจ้าลงมือได้ทันกาล เอาชีวิตรอดจากการโจมตีของนางและพาหนะมาได้ รอดพ้นเคราะห์ภัยสังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดของวิเศษสังหารนามว่า ดาบบินสะบั้นเซียน]
ดาบบินสะบั้นเซียน!
นี่มันของวิเศษในเรื่องเฟิงเสินเหยี่ยนอี้ไม่ใช่หรือ?
เจียงฉางเชิงข่มความสงสัยใคร่รู้ แล้วส่งจิตสัมผัสเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง เขาต้องจัดการเรื่องมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณก่อนเป็นอย่างแรก เรียกขานตนเองว่ามหาจักรพรรดิ คงไม่ใช่ว่าเบื้องหลังมีเผ่าหลักเผ่าใหญ่อยู่กระมัง
ด้านในน้ำเต้าทองม่วง ผงกระดูกของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณไมอาจรวมตัวกัน พวกมัน