เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 388 สัตว์ประหลาดที่ไม่มีวันตาย การตั้งคาถา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 388 สัตว์ประหลาดที่ไม่มีวันตาย การตั้งคาถา
เจียงฉางเชิงใช้อภินิหารดวงเนตรมหามรรคา ล้อมมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณไว้ จากนั้นอ่านความทรงจำของมัน เริ่มแรกมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณยังต่อต้านอยู่ แต่ต้านได้ไม่นานก็พ่ายแพ้ จิตของเจียงฉางเชิงจมลงไปในวังวนแห่งความทรงจำนับไม่ถ้วน
เข่นฆ่า! เข่นฆ่า! มีแต่การเข่นฆ่า!
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ ไม่อยู่ระหว่างมุ่งหน้าไปเข่นฆ่า ก็อยู่ระหว่างการเข่นฆ่า นางอายุมากอย่างยิ่ง พาหนะของนางถูกเปลี่ยนมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ดังนั้นระหว่างสู้รบนางจึงทอดทิ้งพาหนะได้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ความทรงจำของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณมีจำนวนมหาศาลเหลือเกินจริงๆ เจียงฉางเชิงไม่มีทางดูทั้งหมดจบภายในเวลาสั้นๆ เขาทำได้เพียงข้ามช่วงของการเข่นฆ่าทั้งหลาย แล้วย้อนไปถึงตอนต้นของความทรงจำ
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ผ่านความทรงจำสีโลหิต มาถึงต้นตอของความทรงจำนี้
บนท้องนภาสีโลหิต ศิลานอกพิภพจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพาควันหนาทึบร่วงลงมาชนผืนโลก นครอันกว้างใหญ่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง ควันไฟพวยพุ่งรอบทิศ เปลวเพลิงลุกโชติช่วง เสียงตะโกนและเสียงร้องไห้นับไม่ถ้วนดังโหวกเหวก
กองท้องนภา สตรีอาภรณ์สีขาวนางหนึ่งกำลังนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บอยู่บนยอดเขา อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์อาบย้อมโลหิตเป็นด่างดวง นางมีใบหน้าของโฉมสะคราญผู้งามล่มเมือง แม้ตอนนีี้เส้นผมยาวของนางจะยุ่งเหยิงเล็กน้อยแต่สภาพก็ดูไม่สะบักสะบอมเท่าไรนัก
บุรุษสวมชุดเกราะคนหนึ่งปรากฏตัวข้างกายนาง แล้วตะโกนด้วยเสียงร้อนใจว่า “รีบหนีเร็ว! โลกจบสิ้นแล้ว ต้านไว้ไม่ได้แล้ว!”
สตรีอาภรณ์สีขาวลืมตาขึ้น เรียวคิ้วขมวดมุ่น “ท่านพี่ โลกทั้งสามพันใบล้วนตกอยู่ในสงคราม หนีรึ… จะหนีไปที่ใดเล่า”
บุรุษสวมชุดเกราะฝืนดึงนางลุกขึ้น แล้วผลักหลังนาง เสียงดุดันตวาดว่า “หนีไปก่อน ค่อยว่ากัน! อย่าลืมความหวังที่ท่านพ่อฝากไว้กับเจ้า! เจ้าเป็นความหวังสุดท้ายของเทียนชวี! จงไปที่โลกเทพยุทธ์!”
กล่าวจบ เขาก็ต่อยหมัดขึ้นไปด้านบนท้องฟ้าเหนือศีรษะพวกเขาสองคน กลายเป็นอุโมงค์สีดำ ไอสีดำแผ่ซ่านออกมาจากด้านใน จนดูคล้ายวังน้ำวน ต้นหญ้าและเศษก้อนหินบนหน้าผาถูกพัดขยับไหวตามไปด้วย
สตรีอาภรณ์สีขาวมองบุรุษสวมชุดเกราะ ดวงตาสีขาวสบประสาน ดวงตาคู่นั้นของบุรุษชุดเกราะเต็มไปด้วยโลหิต เขาโบกมือให้นาง จากนั้นก็หันหลังเคลื่อนกายหายลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว แม้คนหายไปแล้วแต่เสียงของเขายังลอยอ้อยอิ่งอยู่
“น้องสาว ขอโทษนะ หลังจากนี้พวกเราไม่อาจปกป้องเจ้าได้อีกแล้ว นับจากนี้ต่อไปเจ้าต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่รู้ว่ามีความหวังหรือไม่เพียงลำพัง หากทนต่อไปไม่ไหวก็ยอมแพ้เสีย พวกเราจะรอเจ้าอยู่ในปรโลก”
สตรีอาภรณ์สีขาวไม่ดื้อดึง นางทะยานร่างเหาะเข้าไปในอุโมงค์สีดำทันที อุโมงค์สีดำหดเล็กตามหลังก่อนจะหายไปในที่สุด
บนลานกว้างใต้หมู่ดาวระยิบระยับแห่งหนึ่ง สตรีอาภรณ์สีขาวกำลังคุกเข่าหนึ่งข้าง เรียงแถวอยู่กับบุรุษอีกสี่คน ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือผู้เฒ่าที่สวมเสื้อคลุมนักพรตคนหนึ่ง ในมือของเขาถือแส้ปัดฝุ่น เส้นผมขาวโพลนแต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์ ท่วงท่าประหนึ่งผู้ทรงศีล กลิ่นอายดุจดั่งเทพเซียน
“มหันตภัยมาเยือน โลกทั้งสามพันใบดับสูญไปมากกว่าครึ่ง วิถียุทธ์กำลังเผชิญหน้ากับจุดจบ ข้าต่อสู้กับเผ่ามารได้ แต่ข้าจำเป็นต้องให้พวกเจ้าเอาชีวิตเข้าแลก ข้าจะมอบพลังต้องห้ามให้พวกเจ้า แล้วส่งพวกเจ้าเข้าไปในเผ่ามาร จงเข่นฆ่าเผ่ามารเสียให้ดาบนั้นคืนสนองแก่พวกมัน คอยดึงรั้งเผ่ามารเอาไว้ นี่คือทางเลือกที่แทบไร้โอกาสรอด แต่พวกเจ้าล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์แห่งโลกเทพยุทธ์ ทั้งยังแบกหนี้เลือดล้ำลึกเอาไว้ พวกเจ้ายินดีทำหรือไม่”
ผู้เฒ่าสวมชุดนักพรตเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ขณะที่ดวงตาของสตรีอาภรณ์สีขาวกับอีกสี่คนที่เหลือ ท่วมท้นด้วยความแค้น
“พวกเรายินดี!”
ทั้งห้าคนตอบเป็นเสียงเดียวกัน ต่อมาภาพความทรงจำช่วงนี้ก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
อึดใจต่อมา สตรีอาภรณ์สีขาวก็ปรากฏตัวอยู่กลางสระโลหิต ที่แห่งนี้คือตำหนักอันมืดทึมแห่งหนึ่ง รอบสระโลหิตมีเสาหินตั้งเรียงรายเป็นค่ายกล ค่ายกลเริ่มทำงานแล้ว มันสร้างม่านแสงชั้นหนึ่งกั้นสระโลหิตเอาไว้
ในสระโลหิตที่เดือดพล่าน สตรีอาภรณ์สีขาวกำลังนั่งสมาธิโคจรลมปราณ นางขมวดคิ้วจนเป็นปม ขณะที่เส้นผมยาวสลวยกำลังลุกไหม้และถูกแผดเผากลายเป็นขี้เถ้า ต่อมานางก็ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองมีจุดเลือดอยู่ข้างใน นางกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมาน อาภรณ์สลายกลายเป็นเถ้าธุลี เนื้อหนังบนร่างหลุดล่อนราวกับก้อนโคลน โลหิตสาดกระเซ็นลงในสระโลหิตสีแดงฉานที่กำลังเดือดปุดๆ จนทั้งสองผสานกันเป็นหนึ่งเดียว
“อากกกก!”
ความทุกข์ทรมานสุดแสนทำให้เสียงของนางเริ่มแหบพร่า นางทะยานร่างเหาะขึ้นฟ้า หมายจะหนีออกไปจากค่ายกล ทว่ากลับถูกค่ายกลขวางไว้ เวลานี้ร่างกายของนางแหว่งวิ่น ร่างกายเกือบครึ่งหนึ่งเห็นกระดูกโผล่ออกมา ก้อนเนื้อกับเลือดห้อยต่องแต่งอยู่บนโครงกระดูก ดูน่าสะพรึง เลือดที่อยู่ในสระโลหิตกลายเป็นหนวดเส้นแล้วเส้นเล่า พุ่งมารัดนางไว้แล้วลากนางกลับลงไปในสระน้ำ สระน้ำสีโลหิตปั่นป่วน จากนั้นไม่นานมันก็กลับมาสงบอีกครั้ง
ดวงจันทราส่องสว่างเหนือผืนฟ้า หน้าประตูใหญ่ของตำหนัก ผู้เฒ่าผู้สวมเสื้อคลุมนักพรตรอคอยอย่างนิ่งสงบ อาภรณ์ของเขาพลิ้วไหวเบาๆ แลดูเหมือนผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส
ครืนนนน!
ประตูใหญ่ของตำหนักเปิดออก เงาห้าร่างก้าวออกมาจากความมืดอย่างช้าๆ ทั้งห้าร่างล้วนเป็นร่างโครงกระดูกสีโลหิต กระดูกของพวกเขาเป็นสีโลหิตเหมือนมีเนื้อเยื่อติดอยู่ ร่างสูงต่ำไม่เท่ากัน พวกเขาเดินโซเซออกมาพร้อมกับทิ้งรอยเท้าสีโลหิตแถวแล้วแถวเล่าเป็นทาง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงแหวกอากาศลอยลงมาจากฟ้า ศาสตราเทวะห้าเล่มร่วงลงมาเบื้องหน้าโครงกระดูกสีโลหิตทั้งห้า ศาสตราเล่มหนึ่งในนั้นก็คือ ดาบฟันฉลามใบดาบกว้างของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ
“พวกเจ้าทำสำเร็จแล้ว ต่อจากนี้ เผ่ามนุษย์กับวิถียุทธ์ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากพวกเจ้า!” ผู้เฒ่าสวมชุดนักพรตเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณยกมือขึ้น ดาบฟันฉลามลอยเข้ามาในมือนางอย่างรวดเร็ว นางกำศาสตราเทวะของตนเองเป็นคนแรก โครงกระดูกสีโลหิตร่างกำยำร่างหนึ่งจ้องมองมายังผู้เฒ่าที่สวมเสื้อคลุมนักพรต แล้วใช้เสียงแหบพร่าถามว่า “หากพวกข้ารอดมาได้ เมื่อมหันตภัยจบสิ้นลงแล้ว พวกข้าจะยังกลับมาได้หรือไม่”
ผู้เฒ่าชุดนักพรตตอบว่า “แน่นอน พวกเจ้าคือวีรบุรุษของโลกเทพยุทธ์ หากผ่านพ้นภัยหนนี้ไปได้ โลกเทพยุทธ์ย่อมไม่ลืมพวกเจ้า… ออกเดินทางเถิด”
จบคำพูดนี้ ผู้เฒ่าชุดนักพรตก็กระทืบเท้าขวา พื้นของลานกว้างพลันปรากฏลวดลายเรืองแสง เส้นแล้วเส้นเล่าก่อตัวเป็นค่ายกล ทันใดนั้นลานกว้างอันใหญ่โตก็กลายเป็นค่ายกลเคลื่อนย้าย
แสงสว่างเจิดจ้าสาดส่อง เสาแสงต้นหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากผิวของลานกว้าง ตรงขึ้นไปยังความมืดมิดเบื้องบน เมื่อเสาแสงสลาย ร่างของโครงกระดูกสีโลหิตทั้งห้าก็หายไปแล้ว เหลือแต่ผู้เฒ่าเสื้อคลุมนักพรตเพียงผู้เดียว
ดวงจิตของเจียงฉางเซิงแอบจดจำผู้เฒ่าที่สวมเสื้อคลุมนักพรตคนนี้ไว้เงียบๆ จากความทรงจำของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ นางเรียกเขาว่า เจ้าสวรรค์บี่อ้าน เขาเป็นมหาเจ้าสวรรค์ในยุคนั้น
ความทรงจำหลังจากนั้นกลายเป็นการเข่นฆ่าอีกหน คนทั้งห้าที่กลายเป็นสัตว์ประหลาด ทุ่มสุดกำลังเข่นฆ่าอยู่ในโลกของเผามาร เพื่อระบายความแค้นของตนเอง การเข่นฆ่าแต่ละครั้งทำให้จิตสังหารของพวกนางแข็งแกร่งขึ้น พลังมีแต่เพิ่มไม่มีลด แม้จะต่อสู้อยู่ตลอด แต่ขอเพียงดูดกลืนเลือดเนื้อและพลังชีวิต พวกนางก็ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
การเข่นฆ่าดำเนินไปหนึ่งพันปีเต็ม พ่ายแพ้บ้าง หลบหนีบ้าง ต้องเสียสละบ้าง แต่พวกนางก็ยืนหยัดมาตลอด เมื่อเผารถูกพวกนางสังหารจนสิ้น พวกนางก็เหลือกันอยู่เพียงสามคน พวกนางพาหัวใจที่ชาจนไร้ความรู้สึกออกจากโลกของเผามาร แล้วรีบเร่งเดินทางกลับไปยังมหาพิภพนิลเหลือง
มหาพิภพนิลเหลืองที่เพิ่งผ่านพ้นมหันตภัย มีนาวาสวรรค์คอยพิทักษ์อยู่ทั่วชายแดน เมื่อทั้งสามคนพาจิตสังหารท่วมฟ้ามาถึง ย่อมถูกผู้ฝึกยุทธ์สังเกตเห็นทันที ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากปรากฏตัว พวกเขาตั้งทัพเตรียมป้องกันอย่างจริงจัง
ทว่าเมื่อเห็นทั้งสามคนชัดตา ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดก็หวาดผวา แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความเกลียดชัง ความรังเกียจ ความหวั่นเกรง ความเคียดแค้น และความรู้สึกต่างๆ นานา ที่ส่วนมากเป็นแววตาที่พวกเขาสามคนยากจะทนรับไหว
โครงกระดูกสีโลหิตร่างสูงใหญ่ที่เป็นหัวหน้าตะโกนบอกว่า “พวกเราไม่ใช่ศัตรู! พวกเรามาจากโลกเทพยุทธ์!”
ทว่าเมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายกลับหน้าถอดสี พวกเขามองหน้ากันไม่กล้าเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย เพราะว่าจิตสังหารของทั้งสามคนนั้นมากเกินไปจริงๆ!
ทั้งสามคนนิ่งเงียบระหว่างที่ฟังเสียงถกเถียงของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลาย การเข่นฆ่าอันยาวนานทำให้พวกเขาสูญเสียนิสัยในสมัยก่อนไปแล้ว ท่าทางที่อ่อนโยนที่สุดของพวกเขาก็คือการนิ่งเงียบ ผ่านไปครู่ใหญ่ ดาวตกดวงหนึ่งก็เหาะมาจากในมหาพิภพนิลเหลือง มันรวดเร็วยิ่งนัก เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งมาถึงนาวาสวรรค์ เงาร่างของเจ้าสวรรค์บี่อ้านปรากฏตัวขึ้น
เจ้าสวรรค์บี่อ้านเอ่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “หากพวกเจ้าไม่อยากตาย ก็จงกลับไปเสีย โลกเทพยุทธ์ไม่มีสิ่งมีชีวิตเช่นพวกเจ้า!”
โครงกระดูกสีโลหิตทั้งสามได้ยินคำนี้ พลันสะท้านไปทั้งกายา
“ไสหัวไปซะ!”
เจ้าสวรรค์บี่อ้านสะบัดแส้ปัดฝุ่น สายลมรุนแรงอันน่ากลัวสายหนึ่งพัดทั้งสามคนหายเข้าไปในความมืดมิดอย่างไร้หนทางต่อต้าน สายตาของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเห็นเงาร่างของเจ้าสวรรค์บี่อ้านหมุนคว้างและหดเล็กลงทุกที จนสุดท้ายก็หายลับตา หลังจากนั้นสิ่งที่ดวงตาของนางมองเห็นก็คือความมืดมิด
เจียงฉางเชิงดึงดวงจิตกลับมา เขามองน้ำเต้าทองม่วง แม้ในใจรู้สึกโศกเศร้าแต่เขากลับไม่เห็นใจเท่าไรนัก
ในช่วงมหันตภัย ครอบครัวของนางถูกทำลายในชั่วพริบตา นางกอดความหวังสุดท้ายเข้ามาในโลกเทพยุทธ์ อาศัยพรสวรรค์ของตนเองจนได้รับการยอมรับจากโลกเทพยุทธ์ ต่อมาถูกเจ้าสวรรค์บี่อ้านเลือกให้ได้รับพลังอมตะ นับจากนี้จะไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่เพื่อปกป้องเผ่ามนุษย์กับวิถียุทธ์ นางก็รับคำสั่งโดยไม่คิดปฏิเสธ ทว่าสุดท้ายเมื่อทำภารกิจสำเร็จ กลับถูกโลกเทพยุทธ์ทอดทิ้ง
เริ่มแรกมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณรู้สึกว่าตนเองถูกทรยศ ต่อมานางก็รู้ว่าเมื่อได้รับพลังอมตะมาแล้ว นางจะไม่มีทางหวนกลับไปมีรูปลักษณ์เยี่ยงมนุษย์ได้อีก ยามนี้นางเป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดยอมรับทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้นางจึงเคียดแค้นสิ่งมีชีวิตทั้งมวล สิ่งที่นางแค้นที่สุดก็คือโลกเทพยุทธ ดังนั้นทุกครั้งที่มหาพิภพนิลเหลืองเผชิญความวุ่นวาย นางกับมหาจักรพรรดิอีกสองคนจะเดินทางมาโจมตีมหาพิภพนิลเหลืองเสมอ หนนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่โชคร้ายที่นางบังเอิญมาพบโลกคุนหลุน
เรื่องราวแสนสลดน่ารันทดถึงอย่างนั้น นางก็ไม่มีทางให้หวนกลับอีกแล้ว เรื่องราวเช่นนี้มีอยู่ในโลกไม่น้อย แม้แต่ในเทียนจิ่งก็มี
มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเข่นฆ่ามามากเกินไป บาปกรรมท่วมฟ้า เจียงฉางเชิงไมอาจรับนางไว้เพราะเห็นใจนาง แต่ในเมื่อมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเคียดแค้นโลกเทพยุทธ์เช่นนี้ เขาย่อมใช้ประโยชน์จากนางได้
ในความทรงจำของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ มีเรื่องราวของกลุ่มอำนาจอีกแห่งหนึ่งนามว่า แดนโลหิต มันซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในห้วงสุญญตา มหาจักรพรรดิทั้งสามไปพบมันเข้าโดยบังเอิญ พวกเขาค้นพบว่าในนั้นมีแต่โครงกระดูกสีโลหิต หรือก็คือพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ถูกสาปด้วยพลังอมตะ
“แดนโลหิต… มีภัยคุกคามโผล่ขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งแล้วสินะ ห้วงสุญญตาแห่งความว่างเปล่าช่างอันตรายจริงๆ”
เจียงฉางเชิงแอบถอนหายใจ ห้วงสุญญตาแห่งความว่างเปล่ายิ่งอันตรายเท่าใด เขาก็ยิ่งหวั่นเกรงมหาพิภพนิลเหลือง และโลกเทพยุทธ์ที่คอยต้านภัยคุกคามใหญ่หลวงเช่นนี้ แล้วครองอำนาจมาตลอด แข็งแกร่งถึงเพียงใดกันแน่
เจียงฉางเชิงเลิกขบคิด ตอนนี้มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณตกอยู่ในสภาวะหลับใหลแล้ว ในเวลาสั้นๆ นางจะไม่ตื่นขึ้นมา หลังจากนี้ค่อยอ่านความทรงจำของนางแล้วทำความเข้าใจห้วงสุญญตาแห่งความว่างเปล่าก็ได้
เขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับดาบบินสะบั้นเซียน เขาคาดหวังกับดาบบินสะบั้นเซียนอย่างเต็มเปี่ยม มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณมีมูลค่าถึงเก้าสิบล้านล้านแต้มเซ่นไหว้ เพราะว่านางมีพลังอมตะ อีกทั้งพลังของนางยังก้าวพ้นขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคา เพราะความแข็งแกร่งของนางนี้เองจึงเรียกดาบบินสะบั้นเซียนออกมาได้
ความทรงจำมหาศาลทะลักเข้ามาในสมองของเจียงฉางเซิง ดาบบินสะบั้นเซียนเป็นยอดของวิเศษจำพวกอาวุธสังหารของโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน มันสะบั้นได้ทั้งพลังแห่งกฎและกรรม ใช้ตัดผ่านมิติได้ แล้วยังทำให้ผู้ที่ถูกฟันฟื้นคืนชีพกลับมาไม่ได้ มิหนำซ้ำยังแย่งชิงดวงวิญญาณของผู้ตายได้อีกด้วย ช่างทรงพลังไม่ธรรมดา!
ในทางทฤษฎีแล้ว พลังสังหารของดาบบินสะบั้นเซียนไม่มีขีดสูงสุด นอกจากศัตรูจะเร็วกว่าดาบบินสะบั้นเซียน หรือครอบครองพลังที่เหนือกว่าเขา ไม่ว่าใครก็ยากจะต้านดาบบินสะบั้นเซียนได้
ดาบบินสะบั้นเซียนเล่มนี้ ต้องตั้งคาถาให้มันคาถาหนึ่ง ในเฟิงเสินเหยี่ยนอี้นักพรตลูยาใช้คาถาว่า ‘เจ้าของวิเศษกลับมาได้แล้ว’ ส่วนเจียงฉางเชิงต้องตั้งคำร่ายคาถาที่ตนเองต้องการ ระหว่างที่เจาะเขตอาคมของมัน
เจียงฉางเชิงหยิบดาบบินสะบั้นเซียนขึ้นมา น้ำเต้าสีแดงใบหนึ่งโผล่มาในมือของเขา ตอนนี้ในสมองเขามีคำถามประการหนึ่ง…
แล้วเขาจะใช้คาถาว่าอะไรดีเล่า?