เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 391 แดนสวรรค์ปฏิบัติการ
ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เจียงฉางเชิงขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจประตูหมื่นโลก
สมบัติอาคมวาสนาอัศจรรย์นี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น
เริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของประตูหมื่นโลก ประตูหมื่นโลกนั้นสมกับชื่อ
มันคือประตูเคลื่อนย้ายจริงๆ แต่มันเชื่อมไปนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์กำหนด
มันจะค้นหาให้ผู้คนได้ไปสำรวจดินแดนแห่งโชควาสนาด้วยตัวมันเอง
เพียงช่วยให้ประตูหมื่นโลกหลอมรวมกับโชคชะตาฟ้าดินของดินแดนแห่งโชควาสนาได้
ประตูหมื่นโลกก็จะสามารถเชื่อมไปยังดินแดนนั้นได้อย่างถาวร
ดินแดนแห่งโชควาสนาคืออะไรนะหรือ?
ก็คือสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณอันมหาศาล มีของวิเศษหายากมากมาย
และยังไม่ถูกสิ่งมีชีวิตใดครอบครอง ปราณวิญญาณของที่นั่นช่างวิเศษ!
เหมาะจะให้แดนสวรรค์ออกไปฝึกฝนยิ่งนัก
เจียงฉางเชิงหยิบประตูหมื่นโลกออกมาในทันที
ประตูนี้มีขนาดเพียงฝ่ามือ รอเพียงให้มันยอมรับผู้เป็นนายก็จะสามารถคืนสู่ขนาดปกติได้
ดาบบินสะบั้นเซียนยังไม่กลับมา เขาจึงไม่รอช้าเริ่มทลายเขตอาคมของประตูหมื่นโลกทันที
หลายวันต่อมา ในดินแดนเผ่าเหยียน หลังศึกครั้งใหญ่
ฟ้าดินปั่นป่วน เมืองน้อยใหญ่พังทลายทั่วหล้า ยากจะฟื้นฟูในระยะสั้น
ในลานเรือนเล็กแห่งหนึ่ง ทานเหยียนมองประมุขเผ่ากับเหล่าผู้อาวุโสสิบกว่าคนที่ทำความเคารพ
จากนั้นจึงนั่งลง บาดแผลของพวกเขาถูกพันไว้หมดแล้วแต่ยังไม่หายดี
หนึ่งในผู้อาวุโสถึงขั้นแขนทั้งสองข้างขาดไป ดูเวทนาอย่างยิ่ง
“พวกสาวกของลัทธิโบราณที่บุกมาในครั้งนี้ ถูกกำจัดหมดแล้ว ข่าวสารก็ปิดเอาไว้เรียบร้อย”
“ตอนนี้เจ้าพอจะเล่าเรื่องมรรคาจารย์ให้เราฟังได้หรือยัง!”
สีหน้าประมุขเผ่าอึมครึม จ้องทานเหยียนพลางเอ่ย
พวกเขาย่อมเคยได้ยินชื่อของมรรคาจารย์ ถูกโลกเทพยุทธประกาศจับ กระทั่งถูกจัดให้เป็นพวกลัทธิโบราณ
เรียกว่าเป็นพวกผิดแผก สีหน้าของเหล่าอาวุโสซับซ้อน
หากเผ่าเหยียนมีความเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์ เรื่องก็ยุ่งยากนัก
แต่หากไม่มีมรรคาจารย์ยื่นมือเข้ามาช่วย เผ่าเหยียนคงพินาศไปแล้ว
เช่นนั้นพวกเขาจึงไม่อาจตำหนิทานเหยียน ทำได้เพียงปิดข่าวไว้
ทานเหยียนเงยหน้าขึ้นมองเหล่าผู้อาวุโส เขาไม่ปิดบังอีกต่อไป
เล่าประสบการณ์ของตนในโลกคุนหลุนออกมาทีละเรื่อง
ทว่าไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ภายในมหาพิภพจิตจรและแดนสวรรค์
ทุกคนเงียบงันหลังฟังจบ
รวมโลกยุทธ์นับพันเข้าไว้ด้วยกันได้เช่นนี้ ยังจะเรียกว่าคนอยู่หรือไม่
ยิ่งนึกถึงดาบบินที่ปรากฏเมื่อไม่กี่วันก่อน ความรู้สึกในใจก็ยิ่งซับซ้อน
มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของผู้อาวุโส ทานเหยียนก็แอบยินดี
แต่ก่อนเขาก็ตะลึงงันเช่นนี้ เป็นเรื่องปกติ
มรรคาจารย์ไม่ใช่แค่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ถึงขั้นเข้าใจไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ทานเหยียนกล่าวต่อ
“ลัทธิโบราณบุกมาถึงใกล้เราแล้ว แสดงว่าโลกเทพยุทธไม่มีพลังปกป้องพวกเราอีก เช่นนั้นเหตุใดไม่รับใช้มรรคาจารย์เสียเลยเล่า?”
“สำหรับเรื่องของจักรวาลโลกเบื้องล่าง โลกเทพยุทธ์ต้องการล้างผลาญทุกโลกแห่งยุทธ์”
“แต่มรรคาจารย์กลับต้องการช่วยเหลือสรรพชีวิต ทั้งที่ในสายตาพวกเราความคิดเขาอาจดูไรเดียงสา”
“ทว่าเราต้องถามใจตัวเอง หากมรรคาจารย์สามารถต้านทานโลกเทพยุทธได้”
“พวกเราจะเลือกติดตามมรรคาจารย์ผู้เปี่ยมเมตตา หรือโลกเทพยุทธที่ไร้หัวใจเย็นชาดุจเหล็กกล้ากัน”
คำพูดนี้เรียกได้ว่าตรงใจทุกคนในเผ่าเหยียน
เดินมาถึงทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะทำดีสะสมบุญ
พวกเขาโหดเหี้ยมกับศัตรูและอ่อนแอพอกัน
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งหวาดระแวงตัวตนผู้ที่ใช้วิธีการเดียวกัน
ประมุขเผ่าเอ่ยขึ้นว่า “เล่าเรื่องมรรคาจารย์ให้พวกเราฟังต่อซิ เจ้ารู้แค่ไหนก็พูดออกมาให้หมด”
ทานเหยียนยิ้มออกมา ในที่สุดก็เข้าสู่แผนการ!
ปีเฉิงเทียนที่ห้าสิบสี่ กองทัพทหารสวรรค์หนึ่งแสนนาย ตุมหาจอมทัพ
แม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าสามสิบหกคน แม่ทัพใหญ่ดาวดินเจ็ดสิบสองคน
รวมตัวกัน ณ สวรรค์ชั้นฟ้าที่สิบเอ็ด
ทั้งหมดคือเทพเซียนชุดแรกที่ได้รับการสถาปนา
พวกเขาเข้าแถวตามรูปแบบกระบวนทัพ ทอดสายตามองไปยังประตูใหญ่บานหนึ่งเบื้องหน้า
ประตูหมื่นโลก!
ประตูนี้สูงพันจั้ง ตั้งตระหง่านดั่งขุนเขา ทั้งบานเป็นหยกขาวสลักลวดลายสง่างาม
มีเงามังกรเงาหงส์เคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
เจียงจื๋ออวี้ยืนอยู่บนทะเลเมฆอันห่างไกลมองอยู่เงียบๆ
เบื้องหลังเขาคือจักรพรรดินีหยาง และเหล่าเทพธิดาจำนวนหนึ่ง
เฉินหลี่ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หันหน้าสู่กองทัพทหารสวรรค์หนึ่งแสนนายแล้วเอ่ยว่า
“นี่คือประตูหมื่นโลก ผลงานของมรรคาจารย์”
“สามารถพาพวกเราไปยังดินแดนแห่งโชควาสนา แสวงหาวาสนา ทว่าดินแดนแห่งโชควาสนาใช่ว่าจะปลอดภัย”
“แดนสวรรค์เลี้ยงทหารมานานกว่าสี่ร้อยปี ทุกท่านถึงเวลาพิสูจน์ตัวเองแล้ว”
“ภายในหนึ่งเดือน ทุกกองทัพต้องกลับมา! จำไว้ว่าการออกเดินทางครั้งนี้ พึ่งพาได้เพียงตัวพวกเจ้าเอง!”
“จากนี้แดนสวรรค์จะยังคงดำเนินปฏิบัติการเช่นนี้ต่อไป”
เสียงของเขาดังกังวานชัดเจนเข้าไปในหูของทหารสวรรค์ทุกคน
หลินเฮาเทียนแลบลิ้นเลียริมฝีปาก มองเจียงเจี่ยนกับผิงอันข้างกายแล้วยิ้ม
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงเสียที พรสวรรค์ของข้าก็คือการสำรวจ!”
เจียงเจี่ยนส่ายหน้ายิ้มขำ แต่ในดวงตาก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
แม้ฟ้าดินทุกวันนี้จะกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แต่ด้วยทะเลเมฆเทียมฟ้าพวกเขาสามารถเดินทางได้ตามใจ
และเมื่อมีมรรคาจารย์อยู่ ความกดดันในใจก็ไม่มากนัก
ยามนี้จะเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่รู้จัก ย่อมต้องทั้งตื่นเต้นทั้งคาดหวัง
จีอูจวินหันไปมองกวนทงโยว เอ่ยท้าทายว่า
“มาแข่งกันดูหรือไม่ว่า ใครในกองทัพสวรรค์จะกอบโกยได้มากกว่ากัน”
กองทัพทหารสวรรค์หนึ่งแสนถูกแบ่งออกเป็นสี่กอง โดยตุมหาจอมทัพใต้บัญชาของสวีเทียนจี
ผู้อ่อนแอที่สุดคือไท่สื่อฉานซือ จึงไม่ได้หวาดกลัวภัยอันตรายนัก
กวนทงโยวยิ้ม “ได้สิ เช่นนั้นก็มาแข่งกัน”
ตี้ชางหันไปมองสวีเทียนจี แต่สวีเทียนจีโบกมือไมอยากร่วมด้วย
บรรดาแม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าและแม่ทัพใหญ่ดาวดินก็ต่างวิจารณ์กันไปมา
รอให้ประตูหมื่นโลกเปิดออก
เปรี้ยง!
ประตูหมื่นโลกสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แดนสวรรค์ส่งโชคชะตาเข้าสู่ภายในเพื่อเร่งกระตุ้นมัน
ไม่ใช่เพียงแต่ปราณวิญญาณฟ้าดินแต่ยังรวมถึงโชคชะตาด้วย
ลวดลายบนประตูเริ่มเปล่งแสง ราวกับหมู่ดาวถูกจุดขึ้นพร้อมกัน
ภายในประตูเกิดแสงจ้าขึ้น แสงนั้นตกลงมาจากด้านบนกระทบพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดเป็นค่ายกลเคลื่อนย้าย
“ทุกท่าน เช่นนั้นให้กองทัพของข้าออกเดินทางก่อน!”
ตี้ชางหัวเราะเสียงดัง จากนั้นโบกมือพาใต้บังคับบัญชาของตนบินเข้าสู่ประตูหมื่นโลก
มวลชนพลั่งพล่านเสียงโห่ร้องดังกึกก้อง อีกสามกองทัพรออย่างอดทน
อีกด้านหนึ่ง บนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม เจียงฉางเชิงเอนตัวพิงบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาเล็กน้อย
สายตาจับจ้องไปยังศีรษะที่ลอยอยู่ตรงหน้า
เป็นศีรษะของจางกู้คงแห่งลัทธิโบราณ ด้านในมีวิญญาณของเขา
เจียงฉางเชิงกำลังอ่านความทรงจำของวิญญาณนั้น
ดาบบินสะบั้นเซียนกลับเข้าน้ำเต้าแดงเรียบร้อยแล้ว ไม่มีศัตรูใดตามรอยกลับมา
ความทรงจำของจางกู้คงยุ่งเหยิงยิ่งนัก
ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับความลับของลัทธิโบราณบางส่วน มีอักขระลี้ลับปกป้องอยู่
หากเจียงฉางเชิงฝืนทะลวงเข้าไปวิญญาณจะดับสลายทันที
ศาสตร์โบราณเกี่ยวข้องกับความทรงจำอย่างที่คิด แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีผลต่อวิญญาณหรือไม่ ตอนนี้ดูแล้วไม่มี
หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เจียงฉางเชิงก็เผาศีรษะและวิญญาณของจางกู้คงจนกลายเป็นเถ้าธุลีด้วยเพลิงบริสุทธิ์แห่งสมาธิ
ลัทธิโบราณกำลังสู้ตายกับโลกเทพยุทธ ยังไม่อาจคุกคามเขาได้ในตอนนี้
เขาจึงไม่คิดเปลืองแรงเพื่อสืบหาข้อมูลของลัทธิโบราณ
เจียงฉางเชิงกำลังจะหลับตาฝึกพลัง ไป๋ฉีวิ่งเข้ามาแล้วกล่าวว่า
“นายท่าน มูหลิงลั่วก็เข้าไปในประตูหมื่นโลกแล้ว!”
“ปล่อยให้นางเข้าไปเถอะ”
เจียงฉางเชิงตอบกลับ ร่างของมูหลิงลั่วมีเส้นผมแห่งมหามรรคาจำแลงกายเจ็ดเส้น
ปลอดภัยเพียงพอแล้ว สำหรับสตรีของตนย่อมต้องให้ต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง
ไป๋ฉีเดินเข้ามาใกล้เขา ถามอย่างสงสัยว่า “นายท่าน ประตูหมื่นโลกจะไม่ดึงดูดศัตรูมาหรือ?”
มันกลัวว่าศัตรูจะอาศัยประตูหมื่นโลกตามเข้ามาสังหารถึงแดนสวรรค์
อยู่กับเจียงฉางเชิงนานเข้า มันก็ลืมไปแล้วว่าเมื่อตอนพเนจรทั่วหล้านั้น ตนเคยโอหังและโหดเหี้ยมเพียงใด
“ก็เป็นไปได้ แต่แดนสวรรค์ต้องเร่งเติบโตให้เร็วกว่านี้”
เจียงฉางเชิงตอบกลับ สมบัติยุทธในแดนสวรรค์แม้จะหลอมได้ไม่น้อย แต่ยังขาดไปอีกขั้น
หลายตำรับในศาสตร์ยอดโอสถก็ยังขาดวัตถุดิบ
การสำรวจผ่านประตูหมื่นโลกไม่เพียงฝึกฝนพลัง แต่ยังสามารถรวบรวมสมบัติจากฟ้าดินได้อีกด้วย
หลังได้ฟัง ไป๋ฉีรู้สึกถึงภัยคุกคามในใจยิ่งนัก มันจึงถอยไปฝึกพลังในมุมหนึ่ง
ก็เหมือนกับในความฝันของเจียงเทียนมิง
หากวันหนึ่งนายท่านไม่อยู่ จะมีใครปรากฏตัวขึ้นมากวาดล้างแดนสวรรค์ทั้งหมดหรือไม่
มันไม่มีวันลืมความวุ่นวายในต้าจิง!
เวลาหนึ่งเดือนอาจดูยาวนานสำหรับกองทัพทหารสวรรค์แสนนายที่ออกไปภายนอก
แต่สำหรับเจียงฉางเชิงแล้วก็แค่หลับตาแล้วลืมตาอีกครั้ง
ภายในเดือนนี้ กองทัพทหารสวรรค์ไม่ได้พบกับอันตราย
เก็บสมบัติหายากจำนวนมากกลับมาได้ รวมถึงแร่สำหรับหลอมอาวุธด้วย
สถานที่ที่พวกเขาไปมีสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมอยู่ ทว่าพลังไม่แข็งแกร่งนัก จึงไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
หลังประตูหมื่นโลกปิดลง เฉินหลี่ก็รายงานสถานการณ์ต่อเจียงจื๋ออวี้
เจียงฉางเชิงได้มอบอำนาจการเปิดใช้ประตูหมื่นโลกให้แก่เจียงจื๋ออวี้ ให้จักรพรรดิสวรรค์ผู้นี้เป็นผู้ตัดสินใจ
หลังจากได้ลิ้มรสความสำเร็จ เจียงจื๋ออวี้ก็เริ่มวางแผนปฏิบัติการครั้งต่อไปทันที
ข่าวของประตูหมื่นโลกแพร่สะพัดไปทั่วแดนสวรรค์ เหล่าเทพเซียนที่ยังไม่ได้เข้าไปต่างเริ่มตั้งตารอในวันนี้
ณ มหาพิภพจิตจร ทานเหยียนออกเดินทางพร้อมผู้ฝึกยุทธเผ่าเหยียนคนหนึ่ง
ระหว่างท่องไปในฟ้าดิน เขาแนะนำความยิ่งใหญ่ของโลกนี้ให้ฟัง ทำให้อีกฝ่ายตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“ท่านพี่ ท่านไม่ได้หลอกข้าจริงๆ แค่แดนแห่งความฝันแบบนี้ ก็เพียงพอจะพิสูจน์ว่ามรรคาจารย์คือบรรพจารย์แห่งเทพเซียนทั้งปวงแล้ว”
“ยิ่งใหญ่นัก! สิ่งมีชีวิตมากมายเพียงนี้ยังสามารถดึงเข้ามาอยู่ในโลกแห่งความฝันเดียวกันได้”
“ต่อให้เป็นวิชายุทธ์ก็ต้องสิ้นเปลืองลมปราณอย่างมากแน่ แต่วิชายุทธ์ไม่มีทางสร้างโลกแบบนี้ได้แน่!”
ผู้ฝึกยุทธเผ่าเหยียนผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของทานเหยียน
ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน ทานเหยียนจำเป็นต้องมีคนช่วยเหลือ
เหล่าผู้อาวุโสแม้จะถูกมรรคาจารย์ทำให้ตื่นตะลึงแต่ก็ยังเชื่อศรัทธาได้ยาก เขาจึงเลือกจากคนรุ่นใหม่
เมื่อเห็นลูกพี่ลูกน้องดีใจจนแทบคลั่ง ทานเหยียนก็ยิ้มบางๆ พลางลิงโลดในใจ
ทั้งสองบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตลอดทางที่บินผ่านไม่ได้เห็นแค่ผู้ฝึกยุทธเผ่ามนุษย์
แต่ยังมีเผ่าเฉียงเหลียง เผ่าจูหรง เผ่ามาร เผ่าทราย เผ่าภูต และเผ่าอื่นๆ อีกมากมาย
รวมถึงอสูรยักษ์ขนาดเท่าภูเขาที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศอย่างเชื่องช้า
ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการฆ่าฟัน มีแต่เสียงหัวเราะและความชื่นบาน
ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของทานเหยียนรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
ในมหาพิภพนิลเหลือง ไม่เคยเห็นความกลมเกลียวของเผ่าพันธุ์ต่างๆ เช่นนี้มาก่อนเลย
แม้แต่การอยู่รวมกันอย่างผ่อนคลายก็ยังไม่มี
ผ่านไปสักพัก ทานเหยียนหยุดลงกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงารางบนเมฆที่อยู่ไกลออกไป
ลูกพี่ลูกน้องมองตามไป ดวงตาเบิกกว้าง ถามด้วยความตกใจว่า
“นั่นไม่ใช่เยี่ยจ้านจากเผ่าเยี่ยหรือ? เขายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ?”
ทานเหยียนรู้มานานแล้วว่าเยี่ยจ้านถูกมรรคาจารย์ปราบไว้
เขายังรู้ว่ามรรคาจารย์ให้ความสนใจในตัวเยี่ยจ้านด้วย
มาอยู่ในมหาพิภพจิตจรนานขนาดนี้ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของเยี่ยจ้านมานานแล้ว
เคยมอบเคล็ดวิชาหลายอย่างให้เผ่าเยี่ย แต่ทั้งสองยังไม่เคยพบกันมาก่อน
ทานเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็บินเข้าไปหาในทันที
ทั้งสองบินมาถึงตรงหน้าเยี่ยจ้าน ทานเหยียนเอ่ยขึ้นว่า “เยี่ยจ้าน”
เยี่ยจ้านลืมตาขึ้นมองเขา แล้วคิดครู่หนึ่งก่อนถามว่า
“เจ้าคือคนของเผ่าเหยียนผู้นั้นหรือ”
ทานเหยียนพยักหน้า “ไม่ผิด ข้าชื่อเหยียนซวี เขาคือเหยียนอิน พอดีได้พบเจ้าจึงอยากแจ้งเรื่องหนึ่งให้รู้”
เยี่ยจ้านถามอย่างสงบ “เรื่องอะไรหรือ”
เขามีท่าทีเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตในโลกคุนหลุน แต่กับผู้มาจากมหาพิภพนิลเหลืองเขาไม่อาจยิ้มออกมาได้ง่ายนัก
“เมื่อไม่นานมานี้ ในมหาพิภพนิลเหลืองมีข่าวเกี่ยวกับเยี่ยเสินคงออกมา”
“มีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งซึ่งน่าสงสัยว่าเป็นเยี่ยเสินคง ปรากฏตัวขึ้นกลางท้องฟ้า ฝึกเคล็ดวิชานิพพานสี่กำเนิดจนสำเร็จ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของทานเหยียนก็ดูแปลกประหลาด
เขาเคยนึกว่าเยี่ยเสินคงตายไปนานแล้ว