เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 390 ลงมือแทนสวรรค์
หนึ่งดาบสะท้านนภาดารา
หน้าตำหนักเหนือเมฆาสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม มหาพิภพจิตจร
ทานเหยียนคุกเข่าอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ หน้าผากแนบอยู่กับพื้น ใจเต้นไม่เป็นสับ
ท่าทีของเขาอ่อนน้อมถ่อมตนกว่าก่อนมาก
เนื่องด้วยเขามาร้องขอทั้งที่ยังทำภารกิจไม่เสร็จสิ้น
จึงทำให้กระวนกระวายใจ กลัวว่ามรรคาจารย์จะผิดหวังในตัวเขา
ในเวลาเดียวกันก็กลัวว่ามรรคาจารย์จะไม่ตอบรับคำร้องขอด้วย
“เผ่าเหยียนไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้า ทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องแดนสวรรค์หรือโลกคุนหลุน และเจ้าก็ไม่ได้เป็นคนในแดนสวรรค์ด้วยซ้ำ”
เสียงของมรรคาจารย์ดังออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง ทำเอาทานเหยียนใจตกลงไปก้นเหว
แต่คำพูดต่อไปกลับทำให้เขาประหลาดใจและดีใจ
“ทว่าเผ่าเหยียนต้องเผชิญกับการโจมตีจากพวกผิดแผกเป็นชะตาที่ไม่ควรประสบ”
“ข้าสามารถช่วยได้หากศัตรูของเผ่าเหยียนเป็นเพียงลัทธิโบราณ เจ้าจงเรียกข้าอยู่ในใจ ใจจริงข้าย่อมบรรลุผล จำไว้ว่าจะต้องเป็นวิกฤตร้ายแรง”
น้ำเสียงของมรรคาจารย์ราบเรียบ ฟังอารมณ์ไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ทานเหยียนดีใจแทบคลั่งจึงกราบไหว้ขอบคุณมรรคาจารย์ในทันใด
รอจนมรรคาจารย์ไม่ได้สั่งความใดอีก เขาจึงจากไปอย่างนอบนอม
ในความเป็นจริง เจียงฉางเชิงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพมหามรรคาลืมตาขึ้น
เขาสัมผัสได้ถึงรอยประทับสังสารวัฏของทานเหยียน จึงจับระยะห่างที่แน่นอนได้
เป็นโอกาสได้ทดลองดาบบินสะบั้นเซียนพอดี!
หากใช้วิชาเกาทัณฑ์ตาอีพิฆาตโลกาก็อาจถูกโลกเทพยุทธกันเอาไว้
แต่ดาบบินสะบั้นเซียนเป็นยอดของวิเศษสังหาร
มีคุณสมบัติเหนือกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน และมีความเร็วที่ล้ำเลิศกว่า
ต่อให้ล้มเหลวเขาก็ยังสามารถเรียกสมบัติอาคมกลับมาได้
เจียงฉางเชิงถูกทานเหยียนเข้ามาขัดจังหวะภาวะของการบำเพ็ญเพียรเสียแล้ว
จึงอดเคลื่อนสายตาไปมองในแดนมนุษย์ไม่ได้
เวลามาถึงปีเฉิงเทียนที่ห้าสิบสามแล้ว
เทียนจิ่งยังคงอยู่บนเส้นทางของผู้ทรงอำนาจ
ในการทำศึกเทพขุนเขาและเทพแห่งแผ่นดินในพื้นที่ต่างๆ ในใต้หล้าก็คุ้นเคยกับภารกิจเทพของตนแล้ว
สรรพชีวิตในใต้หล้าก็เริ่มยอมรับกับการมีตัวตนอยู่ของเทพเซียน
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อในวิถีแห่งเซียน
มีคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าเทพเซียนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธที่ทรงพลังก็เท่านั้น
เมื่อมองไปยังสรรพชีวิตมากมายในโลกคุนหลุน
เจียงฉางเชิงจึงคิดถึงโลกแห่งมรรคาของตนขึ้นมา
นับตั้งแต่วันที่เขาให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาขึ้นมา ก็ยังไม่มีชีวิตถือกำเนิดออกมาอย่างทะลักล้น
ในโลกแห่งมรรคายังคงเงียบเหงาเช่นเดิม
แต่มิติของโลกแห่งมรรคา กลับขยายออกไปอย่างไม่มีกฎระเบียบ
สำหรับเจียงฉางเชิงแล้ว โลกแห่งมรรคาในเวลานี้เป็นดินแดนที่เก็บกักปราณวิญญาณฟ้าดิน
ที่ทำให้เขามีพลังอาคมหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
ในขณะที่เจียงฉางเชิงกำลังดูดินแดนทั้งสองโลกอยู่นั้น
ทานเหยียนที่อยู่ห่างไกลออกไปในมหาพิภพนิลเหลือง ก็ถูกประมุขเผ่าเรียกไปพบ
ครั้งนี้ไม่ได้ไปพบในโถงใหญ่ของประมุขเผ่า แต่เป็นวิหารถ่ายทอดยุทธ์ของเผ่าเหยียน
วิหารใหญ่โตเป็นสีทองเรืองรอง โอ่อ่าหรูหรา
เมื่อทานเหยียนมาถึง ก็มีผู้แข็งแกร่งของเผ่าเหยียนกว่าพันคนมารออยู่ก่อนหน้าแล้ว
และยังมีคนหลั่งไหลมาอีกไม่ขาดสาย
ทานเหยียนเดินมาถึงตำแหน่งยืนของตน จึงยืนฟังอยู่อย่างสงบ
“ผู้อาวุโสใหญ่เข้าทำศึกกับมารร้ายแห่งลัทธิโบราณแล้ว แต่มารร้ายนั้นแข็งแกร่งเหลือเกิน”
“ลัทธิโบราณร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่าผู้แข็งแกร่งนิรันดรกาลที่มีพลังเทียบเท่าประมุขยุทธ์ผู้นั้นจะมาที่นี่”
“จะเป็นไปได้อย่างไร หากผู้แข็งแกร่งนิรันดรกาลผู้นั้นมา พวกเราจะต้องถูกทำลายจนราบ”
“แต่ได้ยินว่ามารร้ายผู้นั้นเรียกขานตนเองว่า หัวหน้ากองแห่งลัทธิโบราณ”
“แค่หัวหน้ากองหนึ่งก็ยังทรงพลังเพียงนี้หรือ”
“กลัวสิ่งใดกัน เผ่าเหยียนไม่เคยหวั่นเกรงต่อศัตรูแข็งแกร่งใดอยู่แล้ว!”
ทานเหยียนได้ฟังแล้วหัวคิ้วขมวดแน่น ศัตรูแข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิดไว้
เวลาเพิ่งผ่านไปเท่าใดเอง ยังไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ
เผ่าเหยียนก็แพ้ไปหนึ่งคราแล้ว
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสที่ออกไปทำศึก ล่าถอยกลับมา ดินแดนของเผ่าเหยียนจะต้องเดือดร้อนแน่
เขากำลังลังเลว่าจะเรียกมรรคาจารย์ในตอนนี้ดีหรือไม่
เพราะมรรคาจารย์กำลังอยู่ในห้วงสุญญตา แม้แต่คนที่แข็งแกร่งเช่นเขายังต้องใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมาจากชายขอบของมหาพิภพนิลเหลือง
และระหว่างทางยังใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายของอาณาเขตดวงดาวหลายแห่งด้วย
แต่มรรคาจารย์บอกว่า จะต้องเป็นวิกฤตร้ายแรงเท่านั้น
หากมรรคาจารย์มาแต่ลัทธิโบราณล่าถอยไป เช่นนั้นก็คงจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ในขณะที่เหล่าผู้เป็นสุดยอดของเผ่าเหยียนกำลังหารือกันอยู่นั้น
มีร่างหนึ่งเหาะมาจากขอบฟ้าและเข้ามาภายในวิหารอย่างรวดเร็ว
ทุกคนเพ่งตามองไปเป็นผู้เฒ่าผู้หนึ่ง
เมื่อลงมาที่พื้นเดินโซเซไปสองก้าว จากนั้นก็ล้มลงกับพื้น
เขามีเลือดท่วมกายอยู่ในสภาพน่าอนาถเป็นที่สุด
เขายกมือขวาขึ้นอย่างยากเย็น และชี้ไปยังที่นั่งของประมุขเผ่า กล่าวเสียงสั่นเครือว่า
“ประมุขเผ่า… ไม่อาจต้านศัตรู… ไม่อาจต้านศัตรูได้เลย!”
ทันทีที่เอ่ยออกไป ก็เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นในวิหาร!
แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ก็ยังพ่ายแพ้เสียแล้ว หนำซ้ำยังพูดออกมาเช่นนี้ด้วย!
สีหน้าของประมุขเผ่าเหยียนย่ำแย่อย่างที่สุด
เขาลุกขึ้นยืนกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นสายตาของเขาก็มองออกไปนอกวิหาร
ทุกคนหันหน้ามองตาม รวมทั้งทานเหยียนด้วย
พวกเขาเห็นว่าขอบฟ้าข้างนอกวิหารฉีกออกเป็นช่องยักษ์สีดำขนาดใหญ่
มีสายฟ้าแลบแปลบปลาบน่าหวาดกลัวนัก
ยามมองช่องสีดำขนาดใหญ่บนท้องฟ้า จิตใจของทุกคนในเผ่าเหยียนต่างตึงเครียดขึ้นมา
ความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบายได้เข้าปกคลุมหัวใจของพวกเขา
“ชาวเผ่าเหยียน ปกป้องดินแดน!”
ประมุขเผ่าเหยียนตะโกนเสียงดังขึ้นมา และหายวับไปจากที่นั่งหลักในทันที
เหล่าลูกหลานเผ่าเหยียนที่อยู่ภายในวิหารพากันพุ่งตัวออกไป รวมทั้งทานเหยียนด้วย
เหลือแต่ผู้อาวุโสใหญ่อยู่รักษาอาการบาดเจ็บเพียงผู้เดียว
บนท้องฟ้า ร่างหลายร่างเหาะออกมาจากช่องสีดำที่มีสายฟ้าฟาดนั้น
พวกเขาสวมชุดคลุมสีขาว บนชุดคลุมมีอักขระลี้ลับประทับอยู่ มีทั้งตัวอักษรและภาพ
ไอสีเทาประหลาดหลายสายโอบอยู่รอบกายพวกเขา ทุกคนดูทรงอำนาจไม่ธรรมดา
คนหัวหน้าเป็นชายร่างกำยำ ร่างกายบึกบึนดันจนชุดคลุมคับตึง
ผมยาวของเขาเป็นเส้นใบหญ้าแห้งปลิวไหวตามสายลม
ใบหน้าเหมือนหมีและมีหนวดเครารุงรังอย่างยิ่ง
แววตามีประกายดุร้าย ถือท่อนไม้ท่อนหนึ่งอยู่ในมือ
ท่อนไม้นี้เป็นไม้สีขาว มองจากไกลๆ คล้ายกระดูกสีขาว ส่วนปลายเหมือนกรงเล็บ
ชายร่างกำยำสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเผยสีหน้าแห่งความเพลิดเพลินออกมา
ยิ้มเอ่ยอย่างละโมบว่า
“อากาศในดินแดนแห่งนี้ช่างดีงามจริงๆ น่าเสียดายที่เป็นของวิถียุทธ์ที่สมควรตายนั้น!”
เขาพูดไปพร้อมกับเหาะมาข้างหน้า สาวกลัทธิโบราณคนอื่นๆ แห่แหนตามมาข้างหลังติดๆ
ขอบฟ้าเบื้องหน้าปรากฏแสงเพลิงหลายสาย
ก่อนลุกไหม้โหมแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และลามเข้ามาเชื่อมกันกลายเป็นทะเลเพลิงโหมไหม้ร้อนแรง
ปิดท้องฟ้าบังตะวัน ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่อาจต้านทานได้
ท่ามกลางทะเลเพลิงนั้นก็คือเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียน
ชายร่างกำยำหันหน้าไปมอง และเห็นว่าผู้ฝึกยุทธเผ่าเหยียนจำนวนมากกำลังเร่งรีบมาจากด้านหลังดินแดน
พวกเขาถูกล้อมเอาไว้แล้ว แต่พวกเขากลับไม่ได้ตระหนกและถึงกับฮึกเหิมอย่างยิ่งอีกด้วย
พวกเขาต้องพบเจอกับความลำบากสาหัสตอนทำศึกกับทัพเทพลงทัณฑ์
แต่พวกเขากลับรู้สึกผ่อนคลายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเผ่าตระกูลสูงศักดิ์ กระทั่งรู้สึกเพลิดเพลินหนักหนา
พวกเขาไม่กล้าท้าสู้กับผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาล แต่ที่เข้าไปท้าสู้ทั้งหมดล้วนเป็นเผ่าตระกูลระดับสาม
“จงสัมผัสถึงพละกำลังของศาสตร์โบราณเถิด!”
ชายร่างกำยำชูท่อนไม้ขึ้นสูง ไอสีเทาปะทุขึ้นทั่วกาย
กลายเป็นพายุหมุนล้างโลก หมุนท้องฟ้าจนลอยขึ้นมา
สายฟ้านับไม่ถ้วนสอดสลับกันสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ราวกับว่าแค่ยกมือขึ้นฟ้าดินก็สั่นสะเทือนอย่างหนัก!
ทานเหยียนที่อยู่ไกลออกไปสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กฎแห่งฟ้าดินถูกสั่นสะเทือน
เขาใจหายวาบ นี่ก็คือพลังแห่งศาสตร์โบราณหรือ?
เขาไม่อาจลังเลอีก และเริ่มร้องเรียกนามของมรรคาจารย์อยู่ในใจ
ดูจากสถานการณ์นี้เผ่าเหยียนพบเจอกับวิกฤตสิ้นเผ่าแล้ว
เขาจึงไม่มีเวลามาห่วงว่าอาจจะเกิดเรื่องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้น เพราะคนในเผ่าสำคัญที่สุด
พายุหมุนพัดโหมไปในฟ้าดิน เมฆฝนเคลื่อนหมุนทำให้ทั้งฟ้าดินมืดมนลง
เสียงร้องของมังกรดังขึ้น มองเห็นว่าพื้นดินแตกแยกออก
มังกรเพลิงที่มีขนาดใหญ่เท่าเทือกเขาหลายตัวทะลุออกมาจากพื้นดิน
ฝูงมังกรแยกเขี้ยวกางกรงเล็บพุ่งเข้าใส่เหล่าสาวกลัทธิโบราณ
ชายร่างกำยำยิ้มดูแคลน ก่อนหวดไม้ออกไป
เกิดพายุแสนน่ากลัวกวาดออกไปในทันที โดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง
ซัดออกไปโดยรอบด้วยความเร็วสูงสุด
ทำลายฟ้าทำลายดิน ทำให้มังกรเพลิงขนาดมหึมาสลายไปทีละตัว
แสงเพลิงสายหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทรงพลังยิ่งนัก
ปะทะเข้ากับพายุหมุนจนสลายไป คลื่นแห่งสายลมกวาดไปทุกทิศในฟ้าดิน
ปึก!
ชายร่างกำยำใช้ท่อนไม้ต้านคมดาบเอาไว้
และเห็นประมุขเผ่าเหยียนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า
เขาถือดาบขนาดใหญ่อยู่ในมือ ตัวดาบลุกไหม้เป็นสีแดงราวกับเพิ่งดึงออกมาจากเตาหลอม
ดวงตาทั้งสี่ประสานกัน มีแต่จิตสังหารอยู่ในดวงตาของคนทั้งสอง
ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้น
แสงวิบวับสายหนึ่งฉายวาบอยู่ในเนดวงตาของเขา
เขาใช้วิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตเพื่อจับทิศทางของทานเหยียน
เขาหยิบน้ำเต้าแดงขึ้นมาช้าๆ เปิดปากขวดน้ำเต้าออก
ลำแสงสีขาวสายหนึ่งยิงออกมาอย่างรวดเร็ว
แต่เพิ่งออกจากปากขวดน้ำเต้าก็หายไปทันที
บนคงคาสวรรค์ ฉางเยวี่ยเฉียนที่กำลังนั่งสมาธิฝึกวิชาสัมผัสบางสิ่งได้รางๆ
จึงลืมตาและมองไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด
เขายังนึกว่าตนเองตึงเครียดเกินไปเสียอีก
นับตั้งแต่มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณเข้าโจมตีโลกคุนหลุน คนเผ่าฉางต่างพยายามกันสุดกำลัง
เพราะต้องการพิสูจน์ตนเอง เพราะหากว่าเรื่องใดก็ต้องให้มรรคาจารย์ลงมือด้วยตนเอง
กลับจะดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ความ
ในฐานะตระกูลสูงศักดิ์บรรพกาล พวกเขามีความหยิ่งผยองในตน
เพราะเหตุนี้เอง เวลานี้พวกเขาจึงมีปณิธานในการฝึกวิชามากกว่าช่วงเวลาใดๆ ที่เป็นมา
“ดาบนี้วิถียุทธ์และศาสตร์โบราณ จะมีคนทานรับได้หรือไม่”
เจียงฉางเชิงแหงนหน้าขึ้นมองนอกพิภพ และพิมพำกับตนเอง
ไป๋หลงที่อยู่ตรงมุมตำหนักพลิกตัวเปลี่ยนมานอนในท่าที่สบายยิ่งกว่าเดิม
เวลานี้ลมปราณของมันแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
คล้ายว่ามันค่อยๆ ตระหนักถึงวิธีอย่างหนึ่งที่แม้แต่นอนหลับก็ยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นมาได้
เปรี้ยง! ปร้าง!
ทะเลเมฆบนท้องฟ้าถาโถมรุนแรง แผ่นดินพังทลาย เทือกเขาลูกแล้วลูกเล่ากลายเป็นฝุ่นผงปลิดปลิว
ผืนแผ่นดินแยกออก รอยแยกขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นร่องลึกหลายสายที่ไขว้สลับกัน
ลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง
ร่างเปลวเพลิงร้อนแรงหลายร้อยร่างล้อมชายร่างกำยำเอาไว้
ซึ่งล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งสุดยอดของเผ่าเหยียน รวมทั้งประมุขเผ่าเหยียนด้วย
ชายร่างกำยำยืนผงาดอยู่บนฟ้า ถือท่อนไม้อยู่ในมือและค่อยๆ กวัดแกว่งอยู่ไม่หยุด
ลวดลายลึกลับบนเสื้อผ้าก็ปรากฏภาพรางๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
มันปรากฏขึ้นข้างหลังเขาและหายไป
เขาใช้ศาสตร์โบราณควบคุมพลังแห่งฟ้าดินเข้าต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งทั้งกลุ่มด้วยตัวคนเดียว
พายุหมุนส่งเสียงหวีดหวิว สายฟ้าแลบแปลบปลาบ
ทั้งมีไอเย็นรุกคืบเข้าหากลุ่มผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียน
ประมุขเผ่าเหยียนเลือดอาบกาย เพราะถูกสายฟ้าฟาดลงมา
จากนั้นหนามต้นไม้ขนาดใหญ่ท่อนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากผิวดินแทงทะลุตัวเขา
แต่เพราะเนื้อบนตัวของเขาแข็งแกร่งมาก แม้จะแทงทะลุทรวงอกเขาก็ไม่ได้สิ้นใจตาย
แต่กลับดึงตัวหลุดออกมาได้อย่างรวดเร็ว
เปลวเพลิงล้อมรอบสองแขนของทานเหยียน ขณะกำลังต่อสู้กับสาวกลัทธิโบราณสองคน
คนทั้งสามล้วนเป็นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ระดับสุดยอด เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงขั้นสุญญตาทะลวงยุทธแล้ว
ทานเหยียนอาศัยเคล็ดเทพกำเนิดปฐพีทำให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ
แต่ยังไม่สามารถทำให้ทั้งสองคนนี้พ่ายแพ้และล่าถอยไปได้
ไกลออกไป สาวกลัทธิโบราณคนอื่นๆ ถูกผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนคนอื่นๆ ควบคุมตัวเอาไว้
แต่สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
“เปลวเพลิงของพวกเจ้า ยังคงห่างไกลกับเถระเทพไร้ขีดจำกัดนัก!”
ชายร่างกำยำเอ่ยทั้งยิ้มโอหัง เขายกท่อนไม้ขึ้นสูง
ทันใดนั้นท่อนไม้ก็ส่องแสงสีดำออกมา และกลายเป็นลำแสงดำนับไม่ถ้วนพุ่งออกไปทุกทิศทาง
ประมุขเผ่าเหยียนหันหลังฟันกลับไป ปราณดาบถูกปะทะจนสลายไปในพริบตา
ลำแสงสีดำขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และพุ่งใส่เขาด้วยพลังที่ยากจะต้านทานได้
เขาถูกบีบจนได้แต่ต้องหลบออกไป
แม้แต่เขาก็ยังตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ นับประสาอะไรกับผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนคนอื่นๆ
ในเวลานั้นมีคนไม่น้อยถูกลำแสงสีดำมัดตัวเอาไว้
ลำแสงสีดำกลายร่างเป็นโซ่มัดตัวพวกเขาอย่างรวดเร็ว
และสะกดพลังยุทธกำเนิดโบราณของพวกเขาเอาไว้
“เป็นไปได้อย่างไร!”
“นี่เป็นพลังใดกัน”
“ลมปราณของข้าถูกดึงออกไป… หรือ”
“บัดซบจริง!”
เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียน ทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยวปนเป
ประมุขเผ่าเหยียนหลบไปได้สองสามครั้ง แต่สุดท้ายก็หลบไม่พ้น และถูกลำแสงสีดำมัดตัวเอาไว้
แสงสีดำที่ก่อตัวขึ้นเป็นโซ่บนตัวเขามีขนาดใหญ่กว่าโซ่ของคนอื่นๆ
แม้แต่จะแปลงกายเป็นความว่างเปล่า ประมุขเผ่าเหยียนก็ยังทำไม่ได้
“การต่อสู้น่าเบื่อหน่ายนี้ ควรยุติลงได้แล้ว”
ชายร่างกำยำลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า หุบยิ้มและเอ่ยด้วยสีหน้าราบเรียบ
ราวกับเทพแห่งความตายที่กำลังตัดสินความเป็นความตาย
ท่อนไม้ในมือเขาลากจูงผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนหลายร้อยคนไป
โซ่ที่ยาวที่สุดนั้นยาวถึงหนึ่งล้านลี้เลยทีเดียว ยาวพาดผ่านท้องฟ้ายิ่งใหญ่อลังการเหนือธรรมดา
สีหน้าทุกคนเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ด้วยสัมผัสได้ว่าพลังยุทธกำเนิดหรือลมปราณของตนเอง ถูกดึงออกไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ท่อนไม้ในมือของชายร่างกำยำสั่นสะท้านอย่างหนัก
ส่วนปลายที่เหมือนกับกรงเล็บกำลังก่อตัวขึ้นเป็นพละกำลังที่น่าหวาดกลัว
เวลานี้กฎแห่งฟ้าดินกำลังสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงก้อง
ทานเหยียนมองอยู่ไกลๆ ด้วยความสิ้นหวังในใจ
“มรรคาจารย์! มรรคาจารย์! รีบมาเถิด!”
เขาร้อนใจนัก ร้อนรนจนทนไม่ไหว
เขาถึงขั้นอดทนไม่ไหวจนตะโกนส่งเสียงออกมา
“มรรคาจารย์! โปรดช่วยเผ่าเหยียนของข้าด้วย!”
ด้วยความร้อนใจเขาจึงใช้ลมปราณไปโดยไม่รู้ตัว
ทำให้เสียงก้องกังวานผิดธรรมดา และสะท้อนไปทั่วฟ้าดิน
สาวกลัทธิโบราณที่กำลังต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนอยู่ ต่างหันมามองเขา
แต่ทั้งหมดก็เพียงมองมาแวบหนึ่งเท่านั้น
ชายร่างกำยำก็ปรายตามองทานเหยียนครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเช่นกัน
ในเวลานี้เอง! มีเสียงแทรกผ่านอากาศดังขึ้น และโฉบผ่านเหนือศีรษะของทานเหยียนไป
ทานเหยียนที่กำลังต่อสู้อยู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
เห็นเพียงลำแสงสีขาวสายหนึ่งโฉบผ่านไปด้วยความเร็วรวดเร็วเหลือเกิน
จนตาเนื้อของเขาตามไม่ทันแต่อย่างใด
ชายร่างกำยำที่กำลังดูดซับพลังยุทธกำเนิดและลมปราณของผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนอยู่
คล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจึงหันไปมอง
ดาบบินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา อยู่ห่างออกไปไม่ถึงหกชุน
ดาบนี้ยาวถึงสองฉือ ตัวดาบเหมือนใบไม้ ด้ามดาบเหมือนหัวอสูรที่คล้ายกับราชสีห์และมังกร
ดูทรงอำนาจน่าหวาดกลัว ม่านตาของชายร่างกำยำหดลงพร้อมแววเหลือเชื่อในดวงตา
นี่คือสิ่งใดกัน! รวดเร็วเหลือเกิน! เขาถึงกับตั้งตัวไม่ทันเลยทีเดียว!
“ทำลายชีวิตผิดหลักสวรรค์ เช่นนั้นข้าจะลงมือแทนสวรรค์เอง!”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังออกมาจากดาบบินสะบั้นเซียน
เสียงประหนึ่งเทพสวรรค์ลงมายังแดนมนุษย์ ดังไปทั่วทั้งดินแดนของเผ่าเหยียน
เมื่อสิ้นเสียง ดาบบินสะบั้นเซียนก็เคลื่อนไหว!
ชายร่างกำยำหวดท่อนไม้ออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่ดาบบินสะบั้นเซียนรวดเร็วเหลือใจ
เขาจึงรู้สึกเพียงว่าจู่ๆ ดาบบินสะบั้นเซียนก็หายวับไปแล้ว รู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอ
จากนั้นฟ้าดินก็หมุนคว้าง สติเข้าสู่ความดำมืดไร้ที่สิ้นสุด
ประมุขเผ่าเหยียนและผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียน พากันเบิกตาโต
พวกเขาเห็นดาบบินฟันศีรษะชายร่างกำยำ ใบมีดแทงทะลุศีรษะของเขา และนำศีรษะของเขาเหาะออกไป
ตั้งแต่ต้นจนจบรวดเร็วเป็นที่สุด
เห็นชัดว่าชายร่างกำยำที่แข็งแกร่งหาใดเปรียบ ยังไม่ทันตั้งตัวได้ก็ถูกฟันศีรษะไปในทันที
ยิ่งง่ายดายก็ยิ่งน่าตื่นตกใจ!
เพียงพริบตาดาบบินสะบั้นเซียนก็หายวับไปไม่เห็นอีกเลย
โซ่สีดำที่พันธนาการเหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนอยู่ ก็หายวับตามไปด้วย ทำเอาพวกเขาตกตะลึงยิ่งนัก
“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!”
ประมุขเผ่าเหยียนตะโกนออกไปด้วยดวงตาแดงก่ำ
เขาพุ่งตัวเข้าใส่สาวกลัทธิโบราณผู้หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป
ด้วยระดับขั้นที่ต่างกันอย่างมาก เขาสามารถชกคนผู้นั้นจนร่างระเบิดด้วยหมัดเดียว
ในขณะที่อีกฝ่ายยังไหวตัวไม่ทันแต่อย่างใด!
ผู้แข็งแกร่งเผ่าเหยียนคนอื่นๆ ตั้งสติได้และเปิดการโจมตีกลับในทันที
เมื่อไม่มีชายร่างกำยำ สาวกลัทธิโบราณคนอื่นๆ ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้เผ่าเหยียนอีกต่อไป!
ทานเหยียนเข้าสังหารคู่ต่อสู้ของตนไปพลาง ตื่นเต้นฮึกเหิมไปพลาง
เมื่อครู่นี้เป็นเสียงของมรรคาจารย์!
มรรคาจารย์ทรงพลังจริงๆ! ศัตรูที่น่ากลัวเช่นนั้น กลับถูกมรรคาจารย์สังหารได้อย่างสบาย!
ท่ามกลางนภาดารา ดาบบินสะบั้นเซียนนำศีรษะของชายร่างกำยำเหินไปอย่างรวดเร็ว
ทะลุผ่านอาณาเขตแห่งดวงดาวไปเรื่อยๆ
บุรุษอาภรณ์สีขาวที่ไล่สังหารร่างจิตจำแลงเทพ ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
เขาอยากจับดาบบินสะบั้นเซียนเอาไว้ แต่ทันใดนั้น ศีรษะคนที่อยู่ตรงปลายคมดาบก็มีปีกคู่หนึ่งปรากฏขึ้นมา
และกลับทำให้ดาบบินสะบั้นเซียนเคลื่อนที่ไปไวกว่าเดิมมาก
บุรุษอาภรณ์สีขาวตกตะลึง
แม้แต่ตอนไล่ล่าร่างจิตจำแลงเทพก่อนหน้านี้ สีหน้าเขยังไม่เปลี่ยนไปแม้แตน้อย
หลังจากไล่ล่าไปพักใหญ่ เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจและหยุดลงทันที
มิติไหลทวนกระแสที่หมุนวนส่องแสงระยิบระยับอยู่โดยรอบหายวับไป
กลับกลายเป็นนภาดาราไพศาลเข้ามาแทนที่
เขาลอยอยู่ท่ามกลางนภาดารา มองไปยังทิศทางที่ดาบบินสะบั้นเซียนจากไปพร้อมขมวดคิ้ว
“นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว มหาพิภพนิลเหลืองล้าหลังถึงขั้นนี้เชียวหรือ ไม่ว่าผู้ใดก็สามารถไปมาได้ตามใจ…”
บุรุษอาภรณ์สีขาวรำพึงกับตนเองด้วยน้ำเสียงสงบ ฟังไม่ออกว่ามีความรู้สึกเช่นใด
ดาบบินสะบั้นเซียนพุ่งไปด้วยความเร็วตลอดทาง และไม่ได้เหินไปยังทิศทางของโลกคุนหลุน
แต่ไปยังห้วงสุญญตาอีกแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เตรียมตัวจะเดินทางรอบห้วงสุญญตาสักหลายรอบ ค่อยกลับไปยังโลกคุนหลุน
อีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักเมฆาม่วง ข้อความแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเชิง
ปีเฉิงเทียนที่ห้าสิบสาม: ทานเหยียนผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้ของเจ้า ถูกจางกู้คง หัวหน้ากองของลัทธิโบราณ พาเหล่าสาวกเข้ามาโจมตี เจ้ายื่นมือเข้าช่วยได้ทันกาล ตัดเคราะห์กรรมไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคมวาสนาอัศจรรย์ นามว่า ‘ประตูหมื่นโลก’
เจียงฉางเชิงเลิกคิ้ว มีรางวัลรอดชีวิตด้วยหรือนี่
ต้องรู้ว่าในใจเขานั้น ทานเหยียนไม่ได้สำคัญแต่อย่างใด หากทานเหยียนตาย เขาก็จะไม่ไปล้างแค้น
ทว่า ในข้อความแจ้งเตือนเอ่ยถึงเคราะห์กรรม
หรือว่าหากเขาไม่ลงมือ ลัทธิโบราณจะสามารถหาโลกคุนหลุนได้จากตัวทานเหยียนกัน?
อาจเป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าทานเหยียนจะหักหลังเขา แต่เป็นเพราะลัทธิโบราณมีศาสตร์โบราณที่ลี้ลับต่างหาก