เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 400 คำสาปบีบรัดเกล้า ศึกระหว่างอัจฉริยะรุ่นเยาว์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 400 คำสาปบีบรัดเกล้า ศึกระหว่างอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ทามกลางหมู่เขา หลินเฮาเทียนชะเง้อมองไปรอบด้าน
ทั่วทั้งพงไพรและขุนเขามีแต่ลมฝุ่นสีโลหิต บนท้องฟ้ามีลมหมุนขนาดแตกต่างกันอยู่ลูกแล้วลูกเล่า
เขาไล่ตามหลังผู้เฒ่าตาบอดเข้ามาในแดนต้องห้าม แต่แล้วก็คลาดสายตาจากเขา หาไม่เจอว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ใด
ตาเฒ่านั่นหายตัวไปเหมือนผิงอันเมื่อตอนนั้นไม่มีผิด
“บ้าเอ๊ย ที่นี่มันสถานที่บัดซบอะไรกันแน่”
หลินเฮาเทียนหัวใจร้อนเป็นไฟ เขาก่นด่าอย่างเกรี้ยวกราด
เท้าขวากระทืบพื้น ระเบิดลมปราณซัดออกไปทั่วทุกสารทิศ
มันกระแทกขุนเขาทั้งหมดที่อยู่รอบด้าน กับกระแสลมหมุนที่เคลื่อนเป็นวังน้ำวนบนท้องฟ้าจนบิดเบี้ยว
แต่ก็ไมอาจทำลายพวกมันได้ เขาพยายามสงบอารมณ์ สังเกตหาจุดที่ผิดปกติรอบด้านอย่างถี่ถ้วน
ผ่านไปครู่หนึ่งเงารางกลุ่มหนึ่งก็เหาะมาอย่างรวดเร็ว
ผู้ที่นำหน้ามาคือมหาจอมทัพตี้ชางแห่งแดนสวรรค์ ด้านหลังมีแม่ทัพสวรรค์กับดาราเทพตามมาด้วย
พวกเขามาหยุดยืนหน้าหลินเฮาเทียนอย่างรวดเร็วแล้วสอบถามสถานการณ์
หลินเฮาเทียนไม่ปิดบังสิ่งใดทั้งสิ้น ตี้ชางฟังจบก็ขมวดคิ้วจนเป็นปม
หลังจากนั้นก็สั่งการให้เทพเซียนทั้งหลายกระจายกันออกไปสำรวจให้ละเอียด
“ไม่ต้องกังวล มหาเทพเฉินไปหาฝ่าบาทแล้ว ฝ่าบาทจะต้องไปหามรรคาจารย์แน่”
ตี้ชางเอ่ยปลอบเขา เขาชื่นชมพวกหลินเฮาเทียนทั้งสามคนยิ่งนัก
นับตั้งแต่ประตูหมื่นโลกปรากฏ ทั้งสามคนก็สร้างความดีความชอบให้แดนสวรรคนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่ว่าสถานที่อันตรายเพียงใดพวกเขาก็กล้าบุกเข้าไป ชื่อเสียงของพวกเขาลือลือไปทั่วแดนสวรรค์
หลินเฮาเทียนพยักหน้าแต่ก็ยังไม่วางใจ
หน้าตำหนักเมฆาม่วง เจียงเจี้ยนคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่ สีหน้าของเขาร้อนรนยิ่งนัก
เขาเล่าเรื่องราวที่ผิงอันประสบพบเจออย่างรวดเร็ว หวังว่าท่านปู่จะลงมือช่วย
ทว่าเขากลับไม่ได้รับคำตอบจากเจียงฉางเชิง สิ่งนี้ทำให้ใจของเขาจมดิ่งลงในหุบเหว
ตอนนั้นเองประตูบานใหญ่ก็เปิดออก ร่างอ้อนแอ้นร่างหนึ่งเดินออกมา
นางก็คือไป๋ฉีที่แปลงกายแล้วนั่นเอง นางเดินมาตรงหน้าเจียงเจี้ยนแล้วปิดปากหัวเราะคิกคัก
“เอาละ ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว นายท่านลงมือไปตั้งนานแล้ว”
เจียงเจี้ยนสีหน้าไหววูบ เมื่อนึกถึงลมปราณมหาศาลที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้ หรือว่าท่านปู่…
เขารู้สึกราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า ใบหน้าเผยรอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว
ปาดเหงื่อเย็นเฉียบออกจากหน้าผาก ไป๋ฉีบอกว่า “ชอบออกไปฝึกวิชาข้างนอกมันก็ดี แต่ต้องประเมินกำลังตนเองอย่าบุ่มบ่ามด้วยสิ”
“นายท่านตามไปช่วยไม่ทันทุกครั้งหรอกนะ”
รอยยิ้มของเจียงเจี้ยนหดหาย กลายเป็นสีหน้าละอายใจ เขาลุกขึ้นก้มกายคำนับไป๋ฉีแล้วประสานมือเอ่ยว่า
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
“ไปด้วยกันเถิด ข้าจะไปสวรรค์ชั้นเจ็ดพอดี” ไป๋ฉีคลี่ยิ้ม
เจียงเจี้ยนพยักหน้า ทั้งสองคนจึงกระโดดลงจากยอดเมฆาไปพร้อมกัน
ท่ามกลางกระแสเวลาอันปั่นป่วน ผู้เฒ่าตาบอดยังฝืนทนอย่างยากเย็น
เขาเค้นสมองคิดสารพัดวิธีแต่ก็ยังสลายพลังอันน่ากลัวในร่างไม่ได้
ด้วยความช่วยเหลือของเจียงฉางเชิง กายเนื้อของผิงอันจึงผสานเข้ากับพลังแห่งกฎอันลึกลับนั้นได้แล้ว
กายเนื้อของเขากำลังเกิดการเปลี่ยนในเชิงคุณสมบัติ สิ่งที่เจียงฉางเชิงเป็นห่วงที่สุดก็คือ
ผิงอันจะรักษาสติปัญญาที่บกพร่องตั้งแต่กำเนิดกลับมาเป็นคนธรรมดาได้หรือไม่
เวลาไหลผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดผู้เฒ่าตาบอดก็ยอมแพ้
เขาพบว่าเมื่อเขาหยุดโคจรพลัง พลังอันน่ากลัวสายนั้นก็หยุดนิ่งด้วย
‘คนผู้นี้ควบคุมพลังบรรพยุทธ์ได้ถึงระดับนี้เชียวหรือ… ไม่ใช่สิ นี่มิใช่พลังบรรพยุทธ์ เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์…’
ดวงตาสีโลหิตคู่นั้นของผู้เฒ่าตาบอดหายไป กลับมาเป็นหลุมเบ้าตาสีดำเกรียมอีกครั้ง เขารอคอยอย่างเงียบงัน
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็หยุด ผิงอันตกอยู่ในห้วงนิทรา
เขาหันหลังกลับเดินมาถึงหน้าผู้เฒ่าตาบอดแล้วบอกว่า
“ในเมื่อไม่กลายเป็นศัตรู ข้าขอแนะนำว่าให้เจ้าทำตัวดีๆ ซะ”
เขาจับผู้เฒ่าตาบอดโยนออกไป ในเวลาเดียวกันก็ส่งกระแสจิตไปหาคนของแดนสวรรค์ในแดนต้องห้ามว่าให้พวกเขาถอยออกไปด้วย
ผิงอันต้องใช้อีกนานกว่าจะฟื้นขึ้นมา ร่างแยกของเจียงฉางเชิงตั้งใจจะเฝ้าอยู่ที่นี่ตลอดเวลา
พลังอาคมของร่างแยกยังเต็มเปี่ยม การช่วยผิงอันไม่ทำให้เขาเสียพลังอาคมไปมากเท่าใดนัก
เขาไม่กลัวว่าผู้เฒ่าตาบอดจะไปส่งข่าว เคราะห์กรรมของเจ้าหมอนี่ถูกกักขังอยู่ในแดนต้องห้าม
เขาย่อมออกไปจากโลกใบนี้ไม่ได้ อีกทั้งโลกใบนี้ก็ไม่อยู่ในวิถียุทธ์
หลังส่งผู้เฒ่าตาบอดออกไปแล้ว ร่างแยกของเจียงฉางเชิงก็นั่งสมาธิตรงหน้าผิงอันแล้วหลับตารอคอย
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงกำลังรับถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับรางวัลรอดชีวิต
เบื้องหน้าของเขามีการแจ้งเตือนลอยอยู่บรรทัดหนึ่ง
[ปีเฉิงเทียนที่สองร้อยสิบเจ็ด วิญญาณผู้ถูกเนรเทศเหวินไท่ชู โจมตีผิงอันศิษย์เอกของเจ้า]
[เจ้าลงมือทันกาลจึงตัดกรรมหนนี้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นคำสาปบำเพ็ญเซียน นามว่า ‘คำสาปบีบรัดเกล้า’]
คำว่าคำสาปบีบรัดเกล้า เป็นสิ่งที่ตัวเจียงฉางเชิงในชาติก่อนผู้มาจากประเทศจีนเคยได้ยินจนชินหู
กระทั่งวีรบุรุษอันดับหนึ่งในตำนานของประเทศจีนอย่างซุนหงอคง ก็ต้องยอมจำนนต่อคำสาปนี้
เมื่อเจียงฉางเชิงรับสืบทอดความทรงจำเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มฝึกฝนคำสาปบีบรัดเกล้าจากความทรงจำที่ถ่ายทอดมา
รัดเกล้าของคำสาปบีบรัดเกล้าเป็นสิ่งที่เกิดจากพลังอาคม แต่หากมีวัตถุดิบที่ดีกว่า พลังพันธนาการก็จะแข็งแกร่งขึ้น
แม้เจียงฉางเชิงจะไม่มีโอกาสใช้คำสาปบีบรัดเกล้าตอนนี้ แต่ถ้าทำความเข้าใจไว้ล่วงหน้าไม่แน่วันหน้าอาจได้ใช้ประโยชน์
มีวิชาติดตัวมากไม่เสียหายอยู่แล้ว
หลายเดือนหลังจากนั้นเจียงฉางเชิงก็เริ่มเข้าใจคำสาปบีบรัดเกล้า
เขาไม่ฝึกบำเพ็ญแต่เดินทางมาเหนือคงคาสวรรค์ แล้วหันไปมองทารกเทพกำเนิดสวรรค์ที่นั่งทำสมาธิอยู่
เขาสนใจศิลามรรคาสวรรค์ของทารกเทพกำเนิดสวรรค์มานานแล้ว
ทารกเทพกำเนิดสวรรค์สร้างได้เพียงกายเนื้อ ศิลามรรคาสวรรค์ต่างหากคือกุญแจสำคัญสำหรับคัดลอกพลังของผู้แข็งแกร่ง
แม้ทารกเทพกำเนิดสวรรค์ตนนี้จะเทียบเขาไม่ได้ แต่พลังตอนต่อสู้ก็แข็งแกร่งมาก
ระหว่างที่หลี่วเสินโจวกำลังปฏิบัติภารกิจให้แดนสวรรค์ ทารกเทพกำเนิดสวรรค์ตนนี้ก็ฝึกวิชาอย่างเงียบสงบอยู่เหนือคงคาสวรรค์มาตลอด
แม้ทารกเทพกำเนิดสวรรค์จะถูกหลี่วเสินโจวควบคุม ไม่มีสติปัญญาเป็นของตนเอง
แต่มันกลับมีสัญชาตญาณในการฝึกบำเพ็ญ นี่หมายความว่าทารกเทพกำเนิดสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นได้เรื่อยๆ
ดวงจิตของเขาแทรกเข้าไปในร่างของทารกเทพกำเนิดสวรรค์
ทารกเทพกำเนิดสวรรค์สั่นสะท้าน เบ้าตาใบหน้าสีดำสนิทมีแววตาน่ากลัวฉายวาบอยู่ครู่หนึ่ง
แต่จากนั้นไม่นานประกายตานั้นก็หม่นลงอย่างรวดเร็ว
ทารกเทพกำเนิดสวรรค์ถือกำเนิดมาจากจินตนาการของหลี่วเสินโจว แต่หลี่วเสินโจวไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจียงฉางเชิง
ดังนั้นทารกเทพกำเนิดสวรรค์จึงไร้ใบหน้า ใบหน้าของมันมีเพียงสีดำสนิท
ผ่านไปเนิ่นนาน เจียงฉางเชิงก็ดึงจิตกลับมาแล้วย้อนกลับไปในตำหนักเมฆาม่วง
“ศิลามรรคาสวรรค์… พลังแห่งการรังสรรค์…” เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเอง
ทารกเทพกำเนิดสวรรค์ไม่มีศิลามรรคาสวรรค์แล้ว แต่ยังมีพลังแห่งกฎอันอบอุ่นสายหนึ่งอยู่ในตัว
พลังแห่งกฎสายนั้นอบอุ่นยิ่งกว่าพลังแห่งกฎทั้งมวลที่เขาเคยพบพาน
เขาสงสัยว่าศิลามรรคาสวรรค์อาจถูกสร้างขึ้นมาด้วยกฎแห่งการรังสรรค์
สิ่งใดคือรังสรรค์? สิ่งนั้นก็คือการสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลง คือรากฐานของทุกสรรพสิ่ง
หากเป็นกฎแห่งการรังสรรค์จริง เช่นนั้นเรื่องที่ว่าศิลามรรคาสวรรค์บันดาลความปรารถนาให้เป็นจริงได้ ก็อาจไม่ใชเรื่องเพ้อเจ้อขนาดนั้น
พลังแห่งการรังสรรค์แต่เดิมก็คือพลังแห่งการสร้าง
ระดับการฝึกบำเพ็ญของเจียงฉางเชิงในตอนนี้ยังไม่มากพอที่จะเข้าใจพลังแห่งกฎระดับสูงเช่นนั้นได้
ตอนนี้เขาทำได้เพียงแอบสอดส่องพลังแห่งกฎเท่านั้น
เจียงฉางเชิงกลับไม่ผิดหวัง เขาฝึกบำเพ็ญต่อไป กาลเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง
เขามีเวลามากมายให้ทำความเข้าใจพลังแห่งกฎ ชีวิตอันยาวนานหากไร้เป้าหมายแล้ว ไซร้จะมิไร้รสชาติ
เวลาสี่สิบสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นาวาสวรรค์ของแดนสวรรค์ที่เดินทางไกลไปยังมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ ในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย
ผู้ที่นำคณะเดินทางมาก็คือ ‘นายท่านไป๋’ ดำรงตำแหน่งมหาเทพ
หลี่วเสินโจวมองนายท่านไป๋เก็บผมเส้นหนึ่งเข้าไปในอก แล้วแอบนึกฉงนกับตนเอง
“เขาตามหามหาพิภพอาคมจิตวิญญาณพบได้อย่างไรกัน แล้วผมเส้นนั้นมันเป็นมาอย่างไร”
ตลอดการเดินทางนายท่านไป๋เป็นคนนำทาง เขาแทบไม่เคยปรับเปลี่ยนทิศทางแม้แต่น้อย
เรื่องนี้ทำให้หลี่วเสินโจวประหลาดใจอย่างยิ่ง
ห้วงอนันต์สุญญตาทำให้คนหลงทางได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่โลกเทพยุทธ์อันแข็งแกร่งก็ยังควบคุมทิศทางอย่างสมบูรณ์ไม่ได้
ความทรงจำไม่มีประโยชน์อะไรในห้วงอนันต์สุญญตา
ขอเพียงอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาเป็นเวลานาน ย่อมหลงทางได้ง่ายดายยิ่งนัก
แตเขาก็ไม่กล้าถามมาก ทำได้แต่คิดว่าเป็นฝีมือของมรรคาจารย์เท่านั้น
นาวาสวรรค์แล่นผ่านทะเลเมฆชั้นแล้วชั้นเล่า
จนโลกอันใหญ่โตที่อาบไล้ด้วยสีสันอันงดงามปรากฏขึ้นในดวงตาของเทพเซียนทั้งหลาย
เงาร่างหนึ่งปราดเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เขาก็กือกู้เฉินที่เคยถูกเจียงฉางเชิงขวางไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
กู้เฉินเหาะลงมาบนนาวาสวรรค์แล้วประสานมือยิ้มให้ทุกคน
“ข้าน้อยกู้เฉิน เป็นตัวแทนจอมเทพหลิงฝ่า เดินทางมาต้อนรับทุกท่าน”
“ข้าน้อยรอคอยแดนสวรรค์มาเนิ่นนานแล้ว”
ผ่านมาเนิ่นนานหลายปี แต่มรรคาจารย์ไม่ติดต่อกับพวกเขาเลย และไม่ส่งคนเดินทางมาด้วย
เรื่องนี้ทำให้พวกเขาคิดว่ามรรคาจารย์จงใจถ่วงเวลา
พวกเขาจึงกำลังลังเลว่าจะเดินทางไปเยี่ยมเยียนโลกคุนหลุนอีกครั้งดีหรือไม่
โชคดีที่ในที่สุดคนของแดนสวรรค์ก็มาเสียที
“ข้าน้อยคือมหาเทพแห่งแดนสวรรค์ นามว่าไป๋สิงลู่”
“เป็นตัวแทนจากแดนสวรรค์ เดินทางมาตกลงเป็นพันธมิตรกับมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ”
นายท่านไป๋คำนับพลางคลี่รอยยิ้ม เขาเห็นท่าทีของอีกฝ่ายเป็นไปในทางที่ดี
ความกดดันในใจก็เบาบางลง อย่างไรพวกเขาก็เดินทางมาเผชิญหน้ากับโลกที่ไมรู้จักเชียวนะ
กู้เฉินเริ่มสนทนากับนายท่านไป๋พร้อมกับบอกทาง ระหว่างที่สนทนากัน กู้เฉินคอยสังเกตหลี่วเสินโจวอยู่ตลอด
หลี่วเสินโจวเป็นขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาตัวจริงเสียงจริง แรงกดดันของเขาจึงแข็งแกร่งยิ่งนัก
“คิดไม่ถึงว่ามหามรรคาใหม่จะมีผู้แข็งแกร่งระดับนี้อยู่ด้วย” กู้เฉินแอบเจ็บใจ
หลังจากนาวาสวรรค์แล่นเข้ามาในมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ พวกเขาก็เห็นภาพอันแปลกตามากมาย
ตัวอย่างเช่นน้ำตกที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าแล้วไหลตกลงมาจากยอดเมฆ มันช่างงดงามตระการตานัก
แล้วยังมีจิตวิญญาณสายลม ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของกระแสปราณที่ถือกำเนิดจากสายลมจำนวนมาก
กำลังเริงระบำอย่างอิสระอยู่บนท้องนภา ด้วยมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณงดงามกว่าที่เหล่าเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์คาดไว้มากนัก
มันดูราวกับดินแดนแห่งความบริสุทธิ์ ไทสื่อฉางเชอยืนอยู่ข้างหลี่วเสินโจว เขาถอนหายใจเอ่ยว่า
“คิดไม่ถึงว่าในห้วงอนันต์สุญญตา จะมีดินแดนที่งดงามเช่นนี้อยู่ด้วย”
“ดินแดนเช่นนี้แม้แต่ในมหาพิภพนิลเหลืองก็มีน้อยยิ่งนัก”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว ห้วงมิตินั้นกว้างใหญ่ไพศาล มันทอดยาวไร้ขอบเขต”
“แม้วิถียุทธ์จะเป็นวิถีบำเพ็ญหลัก แต่ก็เฉพาะในมหาพิภพนิลเหลืองเท่านั้น”
“ความจริงแล้วโลกทั้งสามพันใบ ล้วนถือกำเนิดจากการขยับขยายตัวของห้วงมิติในอดีต”
“วิถียุทธ์เองก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกเล็กๆ ใบหนึ่งเท่านั้น”
“แต่ระหว่างที่มันพัฒนามันก็ขยับขยายอิทธิพลออกไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิถียุทธ์ในวันนี้”
“โลกเทพยุทธ์ไม่ขยับขยายอาณาเขตมาหลายล้านปีแล้ว บางทีนี่อาจเป็นขีดจำกัดของวิถียุทธ์แล้วก็ได้”
หลี่วเสินโจวเอ่ยอย่างนิ่งสงบ ความคิดของเขาช่างแปรเปลี่ยนรวดเร็วยิ่งนัก
ตอนนี้ถึงกับเริ่มดูแคลนวิถียุทธ์ มั่นใจว่าโลกคุนหลุนจะมาแทนที่มหาพิภพนิลเหลือง
แดนสวรรค์จะมาแทนที่โลกเทพยุทธ์ ถือกำเนิดเป็นขุมอำนาจกลุ่มใหม่เสียแล้ว
แต่เดิมวิถียุทธ์ก็เคยโค่นล้มศาสตร์โบราณมาก่อนแล้ว เหตุใดมันจะถูกพลังใหม่โค่นล้มไม่ได้เล่า
มองจากบางแง่มุม ราชวงศ์แห่งโชคชะตาบนโลกมนุษย์ก็คือภาพสะทอนของโลกเทพยุทธ์
เพียงแต่โลกเทพยุทธ์คงอยู่มานานเกินไป กาลเวลาอันเนิ่นนานทำให้คนหลงคิดว่าพวกเขาคือสวรรค์
และสมควรควบคุมทุกสรรพสิ่งไวในมือ
“ไม่ผิด เทียบกับห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว มหาพิภพนิลเหลืองไมนับว่าใหญ่”
“พวกเราก็เคยค้นพบโลกมาเป็นจำนวนมากแล้วเหมือนกัน”
“แม้แต่ลัทธิโบราณที่ไปอาละวาดในมหาพิภพนิลเหลืองอย่างต่อเนื่อง ก็มีโลกของตนเองอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาเช่นกัน”
“จุดจบของวิถียุทธ์คงใกล้จะมาถึงแล้ว” กู้เฉินหัวเราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
หลี่วเสินโจวถามยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นสิ่งใดจะมาแทนที่วิถียุทธ์เล่า”
กู้เฉินหันไปมองเขาแล้วตอบว่า “นั่นเป็นเรื่องที่ควรพูดกันทีหลัง”
“ก่อนโคนล้มอำนาจที่ปกครองอยู่ในปัจจุบันสำเร็จ พวกเราไม่ควรขบคิดเรื่องพวกนั้น”
“บางทีในอนาคตอาจมีวิธีให้พวกเราคงอยู่รวมกันก็ได้”
วิธีให้คงอยู่รวมกันหรือ? หลี่วเสินโจวยิ้มแต่ไม่ตอบอันใดและไม่พูดอะไรอีก
นายท่านไป๋เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที เขาสอบถามเรื่องราวต่างๆ ของมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณ
เพราะอยากทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจของมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณสักหน่อย
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง กู้เฉินก็หัวเราะแล้วบอกว่า
“ในเมื่อเพิ่งได้พบกันครั้งแรก มิสู้ประลองทำความรู้จักกันหน่อยดีหรือไม่”
“การต่อสู้คือการแสดงให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ไม่ทราบว่าในหมู่พวกท่านมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์มาด้วยหรือไม่”