เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 399 ชะตาฟ้ามิอาจฝืน
“ต้นตอมหันตภัยในวันหน้า แม้ผิงอันจะโง่เขลาแต่เขาก็เป็นศิษย์เอกของบิดาเรา”
“มีคุณงามความชอบที่ไม่อาจลืม ต่อต้ามหาจิงและเทียนจิง หากเขาเป็นอะไรไป…”
เจียงจื๋ออวี้พูดไปพลาง พยายามสงบอารมณ์ไปพลาง พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผิงอันเขาก็ตระหนกลนลานขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนอนุญาตให้ผิงอันไปเสี่ยงอันตรายเอง
เฉินหลี่เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยว่า “ฝ่าบาท แม้แต่ท่านยังสัมผัสได้ว่าพลังโชคชะตาของเขาหายไปแล้ว”
“มรรคาจารย์จะไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อมรรคาจารย์ไม่มาสอบถามท่าน ย่อมหมายความว่าเขามีหนทางแก้ไขอยู่แล้ว”
“แดนต้องห้ามโบราณแห่งนั้นอันตรายเกินไป หากบุ่มบ่ามส่งเทพเซียนเข้าไปมากกว่านี้ แดนสวรรค์จะสูญเสียมากขึ้น”
“ทางที่ดีรอให้เจียงเจี้ยนกับหลินเฮาเทียนออกมาก่อนค่อยวางแผนจะดีกว่า”
“บางทีสถานการณ์อาจกลับตาลปัตรจากที่พวกเราคาดคิดก็เป็นได้”
ได้ยินดังนั้นเจียงจื๋ออวี้ก็มีสีหน้าดีขึ้น เขาร้อนใจเกินไปจึงขาดความเยือกเย็นเช่นในอดีต
สาเหตุที่เขาร้อนใจถึงเพียงนี้ก็เพราะว่าผิงอันนั้นพิเศษ
เขาได้ยินมูหลิงลั่วพูดถึงอีกฝ่ายมาตั้งแต่เด็ก นางบอกว่าในหมู่ทายาทรุ่นหลังทั้งหมด
บิดาของเขาใส่ใจผิงอันมากที่สุด เพราะว่าผิงอันไม่มีวันโต
แม้ผิงอันจะไปรบกวนเจียงฉางเชิงน้อยครั้งนัก แต่เจียงจื๋ออวี้ก็จดจำคำพูดของมารดาไว้ในใจอยู่เสมอ
“ไม่ได้ ข้าต้องเดินทางไปด้วยตนเอง”
เจียงจื๋ออวี้ลุกขึ้นยืนแล้วหายตัวไปจากตำหนักเหนือเมฆา เฉินหลี่ส่ายหัวพลางยิ้มอย่างเหนื่อยใจ จากนั้นก็หันตัวตามออกไปด้วย
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงจื๋ออวี้คุกเข่าอยู่หน้าเจียงฉางเชิง หน้าผากแนบจรดพื้น ไม่เหลือมาดของจักรพรรดิสวรรค์แม้แต่น้อย
ไป๋ฉีเผยสีหน้ากังวล สายตาลอกแลกไปมาระหว่างเจียงฉางเชิงกับเจียงจื๋ออวี้แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก
ปกตินางอาจแทรกมุกตลกเข้ามาขัดได้ แตยามนี้เกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของผิงอันนางย่อมไม่กล้าส่งเสียง
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมาเอ่ยว่า “ข้ารู้เรื่องนี้แล้ว ออกไปเถิด ต่างคนต่างมีชะตาของตน คนที่ผิงอันเลือกไม่ใช่เจ้าแต่เป็นเจียงเจี้ยน”
เจียงจื๋ออวี้เงยหน้าขึ้น เขาทำท่าเหมือนอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบ
“ไม่ต้องเล่นละครแล้ว รีบออกไปเสียไป”
เจียงฉางเชิงไล่อย่างไม่สบอารมณ์ เจียงจื๋ออวี้เห็นเขายังเอ่ยวาจาเช่นนี้ได้ ย่อมหมายความว่าผิงอันยังปลอดภัยดี
เขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะคำนับแล้วเดินออกไป
รอจนเขาออกไปแล้ว ไป๋ฉีก็ถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“สถานการณ์ของผิงอันเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดพลังโชคชะตาจึงขาดหายไปเล่า”
เจียงฉางเชิงหลับตาตอบว่า “ในโลกย่อมมีพลังที่เหนือกว่าพลังแห่งโชคชะตา”
หลังจากนั้นเขาก็ถอดจิตท่องนอกพิภพ ดวงจิตสะกดรอยตามรอยประทับสังสารวัฏของผิงอันไป
บนร่างของผิงอันมีเส้นผมจากวิชามหามรรคาจำแลงกายของเขาอยู่ ในเมื่อมันยังไม่สำแดงเดช อีกทั้งรอยประทับสังสารวัฏยังไม่หายไป เขาจึงไม่สนใจ
แต่ในเมื่อเจียงจื๋ออวี้อุตส่าห์มาหาด้วยตัวเอง เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปดูเสียหน่อย
แม้แต่เจียงจื๋ออวี้ยังร้อนใจถึงเพียงนี้ พวกเจียงเจี้ยนสองคนย่อมร้อนใจยิ่งกว่า
เพราะตอนนี้รอยประทับสังสารวัฏของทั้งสามคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน
โลกต้องห้ามที่ทั้งสามคนอยู่ตอนนี้ ตั้งอยู่สุดปลายขอบอีกด้านหนึ่งของมหาพิภพนิลเหลือง
มันถูกกั้นห่างจากโลกคุนหลุนด้วยมหาพิภพนิลเหลืองทั้งหมด
เมื่อดวงจิตของเจียงฉางเชิงเดินทางมาถึงโลกใบนี้ เขาก็ตามหาเจียงเจี้ยนกับหลินเฮาเทียนก่อนเป็นอันดับแรก
เวลานี้ทั้งสองคนกำลังคุกเข่าอยู่ในหมู่บ้านที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ประตูบ้านที่พวกเขานั่งหันหน้าเข้าหาปิดสนิท ไม่มีผู้ใดออกมา ดูเหมือนทั้งสองจะคุกเข่ามาเป็นเวลานานแล้ว
ดวงจิตของเจียงฉางเชิงหันไปมองด้านในบ้านไม้ ด้านในมีผู้เฒ่าคนหนึ่งกำลังโคจรลมปราณ
เบื้องหน้ามีอักขระยันต์ประหลาดจำนวนมากลอยละล่อง พวกมันทอประกายหลากสีราวกับกำลังแสดงบางสิ่งอยู่
เขาไม่รั้งอยู่ตรงนี้นานแต่เหาะต่อไปยังแดนต้องห้าม
เมื่อเข้าไปในแดนต้องห้าม เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งกฎที่สับสนและปั่นป่วนจำนวนมาก
แม้แต่ปราณวิญญาณยุทธ์ยังเต็มไปด้วยไอความแค้นคละคลุ้ง หากดูดซับมากเกินไปคงธาตุไฟเข้าแทรกง่ายดายยิ่งนัก
สมกับที่เป็นแดนต้องห้าม มีอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ
เจียงฉางเชิงเพิ่งเคยมาสถานที่เช่นนี้เป็นหนแรก ไอความแค้นที่พวยพุ่งจรดท้องฟ้านั่น ไม่ใช่สิ่งที่ขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาจะเทียบได้
ดินแดนแห่งนี้จะต้องมีวิญญาณผู้วายชนม์ที่พลังเหนือกว่าขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาอยู่อย่างแน่นอน
ถึงอย่างนั้นดวงจิตของเขาก็ไม่ได้รับผลกระทบ เขาเดินทางผ่านไปได้อย่างอิสระ
พลังแห่งกฎในพื้นที่บริเวณนี้สับสนยุ่งเหยิง ผู้ที่บุกเข้ามาย่อมหลงทิศหลงทางได้ง่าย
แล้วยิ่งมีไอแค้นท่วมท้นทั้งบนพื้นและบนฟ้าเช่นนี้ หากหลงอยู่ในนี้นานเข้า ย่อมเกิดภาพหลอน
ผ่านไปไม่นานนัก เจียงฉางเชิงก็ตามหาผิงอันพบ
ในแดนต้องห้ามมีห้วงมิติเวลาที่สับสนอยู่หลายแห่ง ผิงอันหลงอยู่ในหนึ่งในห้วงมิติเวลาเหล่านั้น
มันซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในแดนต้องห้าม ดวงจิตของเขาแทรกเข้าไปในห้วงมิติเวลาอันปั่นป่วนแห่งนั้น
แล้วเขาก็เห็นผิงอัน เจ้าเด็กคนนี้ขดตัวเป็นก้อนเหมือนทารกในครรภ์
รอบกายมีพลังงานประหลาดสายแล้วสายเล่าเวียนวนอยู่รอบ แม้แต่เจียงฉางเชิงก็แยกไม่ออกว่านี่คือพลังแห่งกฎชนิดใด
“หน… หนาว… ”
ผิงอันเสียงอ่อนระโหยโรยแรง ร่างกายสั่นเทา เจียงฉางเชิงสัมผัสพลังสายนี้อย่างละเอียด
ความหนาวเย็นที่บรรยายไม่ถูก ทำให้แม้แต่ดวงจิตของเขาก็ยังรู้สึกหนาวไปด้วย
หากอยู่ที่นี่นานเข้า เกรงว่าผิงอันคงยากจะทนไหว
แต่เห็นชัดว่าพลังสายนี้กำลังซ่อมแซมร่างกายของผิงอันอยู่ บางทีอาจจะ…
หลังจากสำเร็จเป็นเซียน เจียงฉางเชิงเคยคิดจะช่วยรักษาสติปัญญาของผิงอันแต่ก็ทำไม่สำเร็จ
เขาจึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับศาสตร์ยอดโอสถ แต่ถึงในนั้นจะมีโอสถเซียนที่เกี่ยวข้องอยู่จริง วัตถุดิบปรุงยาก็หายากอย่างยิ่ง
เจียงฉางเชิงดึงดวงจิตกลับมาทันที เมื่อดวงจิตของเขากลับเข้ามาในร่างตน เขาก็สร้างร่างแยกร่างหนึ่งเดินทางไปช่วยเหลือผิงอัน
ร่างแยกใช้ความเร็วที่ไม่มีผู้ใดก็จับสังเกตไม่พบ มุดเข้าไปในประตูหมื่นโลกแล้วเดินทางไปถึงโลกใบนั้น
จากนั้นมันก็ไม่หยุดพัก ตรงดิ่งไปหาผิงอันทันที
อีกฝั่งหนึ่งในหมู่บ้านอันทรุดโทรม ประตูบ้านเปิดออก ผู้เฒ่าตาบอดก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า
พวกเจียงเจี้ยนสองคนรีบเงยหน้าขึ้นมา ผู้เฒ่าตาบอดเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแล้วส่ายหัว
“สวรรคลิขิตแล้ว ชะตาฟ้ามิอาจฝืน”
หลินเฮาเทียนได้ยินคำนี้ก็ลุกพรวดขึ้นมาด่าทันที
“สวรรคลิขิตอะไร เหลวไหลทั้งเพ เจียงเจี้ยนพวกเราไปกันเถอะ ไปตามหาผู้อาวุโส ไยต้องเสียเวลารออยู่ที่นี่”
เจียงเจี้ยนเมินเขา สายตาจับจ้องอยู่ที่ผู้เฒ่าแล้วกัดฟันเอ่ยว่า
“ผู้อาวุโส ท่านช่วยพวกเราออกมาได้ ย่อมต้องมีหนทางช่วยเขา ขอท่านลงมืออีกครั้ง ข้าจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน ต่อให้ต้องไปตายก็ยอม!”
ผู้เฒ่าถอนหายใจตอบว่า “ที่ช่วยพวกเจ้าก็เพราะชะตาของพวกเจ้ายังไม่ควรสิ้นสุด”
หลินเฮาเทียนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าในตอนนั้นเอง แผ่นดินกลับไหวสะเทือนอย่างรุนแรง
พลังปราณมหาศาลสายหนึ่งพัดมาจากทิศทางของแดนต้องห้าม สายลมพัดฝุ่นปลิวฟุ้ง สะท้านสะเทือนไปทั้งฟ้าดิน
ผู้เฒ่าหันขวับไปมอง เขากระชากผืนผ้าที่ปิดดวงตาอยู่ออกมา
เผยให้เห็นเบ้าตาสีดำเกรียมที่ไม่มีลูกตา ดูน่าหวาดผวา
ในตอนนั้นเองจู่ๆ ด้านในเบ้าตาของเขาก็มีบางสิ่งไหลมารวมกันเป็นลูกตาสีโลหิตสองดวง
เจียงเจี้ยนกับหลินเฮาเทียนสังเกตเห็นท่าทีประหลาดของเขาก็ตกใจ รีบถอยหลังดึงระยะห่างจากเขาทันที
ลูกตาสองดวงนั้นแผ่แรงกดดันเย็นยะเยือกที่พวกเขาบรรยายไม่ถูกออกมา
“เป็นไปได้อย่างไร… ” ผู้เฒ่าอุทานอย่างตกใจ จากนั้นก็หายวับไปจากที่เดิม
หลินเฮาเทียนถามอย่างแปลกใจ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
พอเห็นเจียงเจี้ยนตั้งท่าจะตามไป เขาก็รีบดึงเจียงเจี้ยนไว้แล้วบอกว่า
“พลังของเจ้ากับข้าช่วยผิงอันไม่ได้ เจ้ากลับไปหาผู้อาวุโส ข้าจะตามไปเอง!”
“ถ้าจะไปก็…”
“เลิกดื้อได้แล้ว เชื่อข้า!” หลินเฮาเทียนสั่งอย่างเผด็จการแล้วผลักหลังเจียงเจี้ยน ก่อนจะทะยานร่างไปทางแดนต้องห้ามเพียงลำพัง
เจียงเจี้ยนกัดฟันแล้วเหาะไปยังทิศทางที่ตั้งประตูหมื่นโลกทันที
ท่ามกลางห้วงมิติเวลาอันสับสน แสงสีทองส่องประกายระยิบระยับ
ร่างแยกของเจียงฉางเชิงกำลังถ่ายทอดพลังอาคมให้ผิงอัน
เขาพบว่าพลังอาคมของตนเองดึงผิงอันออกมาไม่ได้ พลังแห่งกฎอันลึกลับนั้นแข็งแกร่งไม่ธรรมดา
เขาทำได้เพียงใช้พลังอาคมช่วยให้ผิงอันรับพลังสายนี้มาได้อย่างสบายมากขึ้น
ความจริงพลังสายนี้ก็กำลังซ่อมแซมร่างกายของผิงอันอยู่ เพียงแต่ว่าผิงอันทนรับไม่ไหวก็เท่านั้น
เมื่อมีพลังอาคมช่วยเสริม ผิงอันก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น ไม่ตัวสั่นอีกต่อไป
เขาลืมตาอย่างยากลำบาก เมื่อเห็นเงาร่างเลือนรางที่คุ้นเคยร่างนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มแล้วหัวเราะอย่างโง่งม
เจียงฉางเชิงตบศีรษะเขา เป็นการบอกให้เขาหลับตาแล้วรอนิ่งๆ ช่างเหมือนเช่นในวันวานไม่มีผิดเพี้ยน
“หยุดนะ!”
แต่แล้วเสียงตวาดเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้น ผู้เฒ่าตาบอดปรากฏตัวขึ้นมา ท่ามกลางความมืดไม่ไกลนัก
ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำเป็นสีโลหิต ประหนึ่งผีร้ายน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
เจียงฉางเชิงกลับไม่สนใจเขา ผู้เฒ่าตาบอดตวาดเสียงเกรี้ยวกราดอีกครั้ง
“เจ้ากำลังขัดขืนลิขิตสวรรค์ เจ้าจะนำภัยพิบัติมาเยือน รีบหยุดเดี๋ยวนี้!”
เขาฟาดฝ่ามือใส่เจียงฉางเชิง พลังอันเกรี้ยวกราดระเบิดออกมา
พลังพิเศษที่ไม่ใช่พลังบรรพยุทธ์สายนี้กระทบกับร่างของเจียงฉางเชิงก็สลายไปในทันที
“ไสหัวไป หากยังลงมือต่อ ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!”
เจียงฉางเชิงเอ่ยเสียงเย็นชา หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่คนผู้นี้เคยช่วยเหลือแดนสวรรค์ เขาคงไม่ทนรับการโจมตีของอีกฝ่ายเฉยๆ แน่
ผู้เฒ่าตาบอดเกิดความพรั่นพรึงในหัวใจ ฝ่ามือเมื่อครู่นั้นดูเหมือนธรรมดาสามัญ
แต่ความจริงบรรจุพลังแห่งลิขิตสวรรค์ไว้ แต่มันกลับทำอันใดอีกฝ่ายไม่ได้สักนิด!
“เจ้าเป็นใคร? หรือว่าเจ้าคือคนที่อยู่เบื้องหลังมรรคาจารย์คนนั้นของแดนสวรรค์?”
“เหตุใดต้องช่วยคนที่สมควรตายไปแล้ว มิหนำซ้ำยังนำทางเขาจนเดินมาถึงก้าวนี้อีก”
ผู้เฒ่าตาบอดกัดฟันถาม ถ้อยคำเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ก่อนหน้านี้แม้เคยได้ยินว่ามรรคาจารย์แห่งแดนสวรรค์มีอภินิหารมากมาย แต่เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจ คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
เจียงฉางเชิงตอบทั้งที่หันหลังให้ “ถูกต้องแล้ว ข้าก็คืออาจารย์ของเขา ข้าต้องการช่วยเขา ไม่ว่าผู้ใดก็เข้ามายุ่งไม่ได้”
ผู้เฒ่าตาบอดเงียบงัน แสงสีทองสว่างไสวบนเรือนกายของเจียงฉางเชิงตกกระทบบนใบหน้าของเขา เผยให้เห็นสีหน้าที่ถูกแสงสว่างอาบไล้
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเจ้าทำเช่นนี้ต่อไป ผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร เจ้าไม่มีทางจินตนาการออกหรอก และเจ้าก็ไม่มีทางรับผิดชอบไหวด้วย”
ผู้เฒ่าตาบอดเอ่ยปากเนิบช้า ในถ้อยคำอัดแน่นด้วยความทุกข์ทรมาน
เมื่อเห็นเจียงฉางเชิงไมตอบ เขาก็ปล่อยให้ตัวเองพูดต่อไป
“เมื่อนานมาแล้ว ข้าก็เป็นเหมือนเจ้า ช่วยคนที่แต่เดิมสมควรตายไปแล้วเอาไว้”
“ช่วยให้เขาเติบใหญ่จนนำไปสู่มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ โลกทั้งสามพันใบแปรเปลี่ยน”
“ส่วนข้าก็ถูกจองจำอยู่ที่นี่ชั่วนิรันดร์ มิอาจไปจากโลกใบนี้ได้”
“เขาเห็นลิขิตสวรรค์เป็นศัตรู ปรารถนาจะทำลายสรรพสิ่งในโลกให้ย่อยยับ ทำลายล้างให้สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง”
“เขาต้องการเป็นลิขิตสวรรค์ สร้างทุกสิ่งที่เป็นของตัวเอง ล้วนเป็นความผิดของข้า…”
เล่าถึงตรงนี้แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นแววตาแน่วแน่
เขายกมือขวาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สองนิ้วจรดกลางหว่างคิ้ว ดวงตาสีโลหิตพลันมีจิตสังหารอันน่าพรั่นพรึงแผ่ออกมา
“เจ้ายังไม่รู้ซึ้งถึงราคาที่ต้องจ่ายหากทำเช่นนี้ และข้าก็รู้ดีว่าเปลี่ยนความตั้งใจของเจ้าไม่ได้”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มาแหลกลาญไปพร้อมกัน ขจัดต้นตอมหันตภัยให้แก่สรรพชีวิตเถิด!”
ใบหน้าของผู้เฒ่าตาบอดกลายเป็นสีหน้าเหี้ยมเกรียม ดวงตาทั้งสองข้างของเขามีไอโลหิตอันน่ากลัวแผ่ออกมา
รอบด้านบิดเบี้ยวประหนึ่งวังน้ำวน พลังที่น่าหวาดกลัวเหลือแสนระเบิดออกมา!
ทว่าลำแสงสายหนึ่งชิงพุ่งทะลุผ่านหน้าอกของผู้เฒ่าก่อน มันเร็วจนเขาตอบสนองไมทัน
เขาเบิกตาโพลงมองไปด้านหน้า เจียงฉางเชิงยังค้างอยู่ในท่าปล่อยดัชนีปราณตระกูลเฉิน
ผู้เฒ่าตาบอดหน้าถอดสี เขาหยุดแล้วทรุดลงไปนั่งทำสมาธิตรงนั้นทันที พยายามโคจรพลังปราณต่อต้านพลังอันแข็งแกร่งในร่าง
พลังอาคมกำลังอาละวาดในร่างของเขา ทำให้พลังที่เขารีดเค้นมารวมกันแตกซ่าน
โชคดีที่เขาแข็งแกร่งมากพอ จึงไม่สูญเสียการควบคุมร่างกายในทันที
เจียงฉางเชิงยิงดัชนีออกมาอีกสามหน สกัดจุดชีพจรทั้งสามแห่งของผู้เฒ่าตาบอด
จุดชีพจรสามแห่งนั้นต่างเป็นจุดที่ผู้เฒ่าตาบอดรวบรวมพลังเอาไว้
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็หันมาจดจ่อกับการช่วยเหลือผิงอันต่อ
ผู้เฒ่าตาบอดตัวสั่นเทิ้ม ในใจตกตะลึงหวั่นผวา
“นี่มันพลังอันใดกัน… เหตุใดจึงทำให้พลังลิขิตสวรรค์แตกซ่านได้!”
ไม่ว่าเขาจะโคจรพลังอย่างไร ก็ไมอาจรวบรวมพลังงานพิเศษชนิดนั้นในร่างได้แม้แต่น้อย