เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 404 ผู้ก่อตั้งวิถียุทธ์ เก็บโชควาสนาใหญ่โดยบังเอิญ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 404 ผู้ก่อตั้งวิถียุทธ์ เก็บโชควาสนาใหญ่โดยบังเอิญ
“นายท่าน เรื่องนี้ควรจะปิดบังไว้ก่อนหรือไม่ขอรับ”
บุรุษอาภรณ์สีดำเอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวัง เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไปว่า “ถึงอย่างไรท่านก็กำลังเผชิญกับ…”
ไทซังคุนหลุนส่ายหน้ากล่าวว่า
“ไม่จำเป็นต้องปิดบัง ทั้งยังควรเผยแพร่ออกไปอย่างครึกโครม ให้โลกเทพยุทธ์ได้รับแรงกระตุ้นเสียบ้าง ให้พวกเขาได้รู้ว่าสถานการณ์ของดินแดนทั้งสามพันไม่ได้อยู่ในกำมือของโลกเทพยุทธ์อีกต่อไป จะได้ยุติการต่อสู้ภายในเสียที”
บุรุษอาภรณ์สีดำอยากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไว้
ไทซังคุนหลุนหันหลังกลับแล้วเดินไปยังอาราม ก่อนจะทิ้งคำพูดไว้ว่า
“การต่อสู้ของข้ากับเขานั้นที่จริงรู้ผลลัพธ์มาตั้งนานแล้ว สิ่งที่ประมุขภพต้องการมีเพียงข้ออ้างที่จะยุติความวุ่นวายก็เท่านั้น”
มองดูไทซังคุนหลุนเดินเข้าไปในอาราม จากนั้นบุรุษอาภรณ์สีดำก็ลุกขึ้นแล้วสลายตัวหายไป มุดเข้าสู่รอยแยกแห่งความว่างเปล่าอันมืดมิด
ดอกไม้ในลานเริ่มพลิ้วไหวอย่างแผ่วเบา ต้นหน่ออ่อนพากันงอกเงยจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว จนแปลงเป็นพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ภายในพริบตา
ข่าวการศึกระหว่างมรรคาจารย์และโลกเทพยุทธเริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว มหาพิภพจิตจรเมื่อทานเหยียนและผู้ศรัทธาจากเผ่าเหยียนทราบข่าว ต่างก็พากันตื่นเต้นสุดขีด
คำว่าประมุขยุทธสร้างความสะเทือนใจอันใหญ่หลวงให้พวกเขายเป็นอย่างมาก พวกเขาส่งข่าวนี้ไปยังระดับสูงในเผ่าเหยียน จนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเผ่า
เผ่าเหยียนที่ลังเลมาโดยตลอด ในที่สุดก็ตัดสินใจแน่วแน่เตรียมเข้าร่วมกับโลกคุนหลุน แต่ก่อนที่จะเข้าร่วม พวกเขาต้องรวบรวมกำลังคนให้ได้มากเสียก่อน จะได้เพิ่มแต้มต่อรองให้กับเผ่าเหยียน
ในห้วงอนันตสุญญตา นาวาสวรรค์ยังคงแล่นไปข้างหน้า
หลี่ว์เสินโจวเดินเข้าไปในตำหนัก ภายในนั้นนายท่านไป่ เจียงเทียนหมิง และไท่สือฉางเซอกำลังพูดคุยถึงศึกสงครามระหว่างมรรคาจารย์และประมุขยุทธ
หลี่ว์เสินโจวเพียงแค่ได้ยินคำว่าประมุขยุทธนี้ก็ตั้งใจมาด้วยตนเอง แม้จะเข้าร่วมกับแดนสวรรค์มาหลายสิบปีแล้ว เขาพบว่าเหล่าเทพเซียนของแดนสวรรค์ล้วนมีวิธีแลกเปลี่ยนข่าวสารเฉพาะตัว ซึ่งในตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้
เช่นเดียวกับตอนนี้ แม้ว่าพวกเขายังไม่กลับไปยังโลกคุนหลุน แต่กลับรู้เรื่องราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นที่นั่นได้อย่างชัดเจน
เขาเคยเอ่ยถามเรื่องนี้กับนายท่านไป่ แตนนายท่านไป่กลับยิ้มเพียงเล็กน้อยไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา ทำให้เขาไม่อาจเดาใจได้ ทำได้เพียงเก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ
พอเห็นหลี่ว์เสินโจวเดินเข้ามา ทุกคนต่างก็เงียบเสียงลง
หลี่ว์เสินโจวเอ่ยถามออกไปว่า “ตูกูเตาตายแล้วหรือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บอกข้าที คนผู้นี้มีความแค้นกับข้า ข้าหวังว่าเขาจะตายไปแล้วจริงๆ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น นายท่านไป่จึงกล่าวอย่างลังเลว่า
“ตูกูเตานำเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะบุกโจมตีแดนสวรรค์ แต่กลับถูกมรรคาจารย์สังหาร ร่างของเขาได้ถูกแดนสวรรค์ควบคุมตัวเอาไว้แล้ว”
“อะไรนะ เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะอย่างนั้นหรือ”
หลี่ว์เสินโจวตกใจมากจนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เจียงเทียนหมิงกล่าวถามด้วยความสงสัยว่า “เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะมีที่มาน่าเกรงขามขนาดนั้นเลยหรือ”
แม้ว่าไท่สือฉางเซอจะเกิดในมหาพิภพนิลเหลือง แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวของเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ หลักๆ เป็นเพราะระดับขั้นของเขายังไม่สูงพอ
หลี่ว์เสินโจวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะนั้นล้วนแต่เป็นเจ้ายุทธปฐมมรรคา คือยอดฝีมือของไทซังคุนหลุน หากพวกเขาตายไป ไทซังคุนหลุนต้องโกรธเกรี้ยวอย่างแน่นอน”
ไทซังคุนหลุน!
ไท่สื่อฉางเชอถึงกับสะท้านในใจ คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน
เพราะการเข้าร่วมของเหล่าผู้ที่มาจากนอกพิภพอย่างไท่สื่อฉางเชอ เผ่าฉาง และหลี่ว์เสินโจว ทำให้นามของไทซังคุนหลุนแพร่กระจายไปทั่วแดนสวรรค์ กลายเป็นเรื่องราวที่เลื่องลือกว้างไกล เพราะไทซังคุนหลุนคือสัญลักษณ์แห่งพรสวรรค์อันสูงสุดในวิถียุทธ์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถเทียบได้
แม้หลี่ว์เสินโจวมุ่งมั่นที่จะเหนือกว่าไทซังคุนหลุน ทว่าเขาก็รู้ตัวดีว่ายังไม่สามารถเปรียบเทียบตัวเองกับไทซังคุนหลุนได้
ไทซังคุนหลุนในตอนนี้มีฐานะสูงส่งในโลกเทพยุทธ์ เมื่อเหล่าผู้เฒ่าเก่าแก่ต่างซ่อนตัว ทำให้ในสายตาของผู้คนในดินแดนทั้งสามพันเห็นว่า ไทซังคุนหลุนคือผู้เป็นที่หนึ่งในวิถียุทธ์
“แต่ทวามรรคาจารย์กลับสังหารตูกูเตาและเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะได้อย่างง่ายดาย ชัยชนะเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงยิ่งนัก เกรงว่าแม้แต่โลกเทพยุทธเองก็คงไม่กล้าส่งคนของไทซังคุนหลุนมาโดยไม่ไตรตรองให้รอบคอบ และเมื่อบรรลุขั้นสุญญตาทะลวงยุทธแล้วนั้นก็ยากที่จะถูกสังหาร ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเจ้ายุทธปฐมมรรคาที่มีมากมายถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่ผู้เดียว ความห่างชั้นของศึกในครั้งนี้ช่างยากที่จะจินตนาการถึงได้”
หลี่ว์เสินโจวเอ่ยอย่างทอดถอนใจ
เขาคิดว่าตนนั้นสามารถโค่นเจ้ายุทธปฐมมรรคาได้ แต่การที่จะสังหารเจ้ายุทธปฐมมรรคาแม้เพียงคนเดียวก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก หากเจ้ายุทธปฐมมรรคาต้องการหลบหนีในสถานการณ์ที่ไม่ได้ถูกลอบโจมตี ก็ย่อมหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย
เจียงเทียนหมิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “ไทซังคุนหลุนคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเทพยุทธหรือ แล้วระดับขั้นใดอยู่เหนือกว่าเจ้ายุทธปฐมมรรคากัน”
คนอื่นๆ ต่างก็หันไปมองหลี่ว์เสินโจว พร้อมกับมีสีหน้าที่เฝ้ารอคำตอบ
หลี่ว์เสินโจวเอ่ยตอบอย่างไม่ปิดบัง
“แน่นอนว่าไทซังคุนหลุนย่อมไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเทพยุทธ แต่สิ่งที่น่ากลัวของโลกเทพยุทธก็คือการที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าโลกเทพยุทธนี้แข็งแกร่งเพียงใด และมีผู้เฒ่าเก่าแก่มากน้อยเพียงใดที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้แต่ไทซังคุนหลุนเองก็ไม่อาจรู้ได้
ส่วนระดับขั้นที่เหนือกว่าเจ้ายุทธปฐมมรรคานั่นก็คือ ขั้นวิวัฒนยุทธรังสรรค์ ระดับขั้นนี้สามารถรังสรรค์แขนงวิถียุทธได้ และได้รับการยอมรับจากกฎแห่งวิถียุทธ เหล่าประมุขยุทธทั้งหลายก็ล้วนอยู่ในระดับขั้นนี้
เมื่อได้รับการยอมรับจากกฎแห่งวิถียุทธ ก็สามารถควบคุมอำนาจแห่งฟ้าดินของดินแดนทั้งสามพันได้อย่างอิสระ และเมื่อบรรลุถึงระดับขั้นนี้ ตราบใดที่ยังอยู่ในมหาพิภพนิลเหลืองก็แทบจะไม่มีทางถูกลอบสังหาร เว้นเสียแต่สิ้นอายุขัยโดยธรรมชาติเท่านั้น
คาดว่าโลกเทพยุทธคงคิดไม่ถึงเลยว่าตูกูเตาจะถูกสังหารได้ ถึงกับส่งประมุขยุทธมาจัดการ แสดงว่าโลกเทพยุทธทั้งให้ความสำคัญและเกรงกลัวมรรคาจารย์เป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดาย วิถีเซียนย่อมสูงส่งกว่าวิถียุทธ!”
วิวัฒนยุทธรังสรรค์!
เมื่อทุกคนได้ฟังก็จิตใจล่องลอยใฝ่ฝันไปไกล
หลี่ว์เสินโจวเองก็จิตใจล่องลอยเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาปรารถนาคือวิถีเซียน ทุกคนต่างก็ยิ่งสงสัยซักถามหลี่ว์เสินโจวอย่างต่อเนื่อง เขาก็ตอบทุกสิ่งที่รู้โดยไม่ปิดบัง
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หลี่ว์เสินโจวก็อดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถามว่า
“ตกลงแล้วพวกเจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ข้าช่วยแดนสวรรค์ปราบมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณยังไม่พอจะพิสูจน์ว่าข้าอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเจ้าอีกหรือ”
คำถามนี้รบกวนใจเขาเป็นอย่างยิ่ง จึงฉวยโอกาสนี้ต้องถามให้แน่ชัด
“ฮ่าๆ ท่านหลี่ว์ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าพวกเราจงใจปิดบังท่าน หากแต่เป็นเพราะจิตของท่านยังไม่บริสุทธิ์พอ ตราบใดที่หัวใจของท่านจงรักภักดีต่อมรรคาจารย์เพียงพอ ท่านก็ย่อมจะได้รับการปกป้องจากมรรคาจารย์เอง มรรคาจารย์สามารถมองทะลุจิตใจของพวกเราได้”
ไท่สือฉางเซอเอ่ยขึ้นอย่างมีนัยลึกซึ้ง
คำพูดเหล่านี้ทำให้หลี่ว์เสินโจวยิ่งเคารพและเกรงกลัวมรรคาจารย์มากขึ้น ดูเหมือนว่ามรรคาจารย์จะปกครองแดนสวรรค์ด้วยวิธีที่เหนือความคาดหมาย เหตุที่กล้าปล่อยให้เป็นอิสระก็เพราะมีวิธีลึกลับนั้นเป็นที่พึ่งพา ความสงสัยในใจของหลี่ว์เสินโจวพลุ่งพล่านราวกับวัชพืชที่เติบโตจนควบคุมไม่ได้
คนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันแล้วยิ้มขำ จากนั้นก็เปลี่ยนหัวข้อคุยในทันที
การมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรไม่อาจเล่าให้คนนอกฟังได้ เพียงแค่เข้าสู่มหาพิภพจิตจรจึงจะถือว่าเป็นพวกเดียวกันอย่างแท้จริง แม้พวกเขาจะไม่รู้ว้ามรรคาจารย์ตัดสินความจงรักภักดีอย่างไร แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็เลือกที่จะเชื่อมรรคาจารย์
เพื่อยันต์เทพกำเนิดจักรวาล จิตวิญญาณของเจียงฉางเซิงเวียนวนอยู่ในมหาพิภพนิลเหลืองอยู่หลายปี แต่ก็ยังไม่พบผู้ที่เหมาะสม มีบางคนที่ตรงตามความคิดของเขา แต่ดูแล้วเขาก็รู้สึกขัดหูขัดตาอยู่เล็กน้อย จึงทำให้ล่าช้ามาตลอด
กระทั่งเก้าปีต่อมา ก็คือปีเฉิงเทียนที่สองรอยเจ็ดสิบหก ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ได้พบเป้าหมายที่เหมาะสม
บุรุษผู้นี้มีนามว่า เฟิงอวี่ เกิดในเผ่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง เนื่องจากดินแดนที่เผ่าเฟิงอาศัยอยู่ถูกลัทธิโบราณสังหารล้างเผ่าพันธุ์ ทำให้เหลือรอดเพียงเขากับน้องชายน้องสาวอีกสี่คน เมื่อลัทธิโบราณถอนกำลังออกไป โลกเทพยุทธก็ไม่ได้ปรากฏตัวมาแม้แต่น้อย ทำให้พวกเขาเคียดแค้นโลกเทพยุทธอย่างมาก
เฟิงอวี่เองก็โกรธแค้นโลกเทพยุทธเช่นกัน แต่เขาไม่ได้ใช้โลกเทพยุทธเป็นเป้าหมายในการล้างแค้น เพราะว่าเผ่าเฟิงนั้นถูกลัทธิโบราณสังหารล้างทั้งเผ่า เขาจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะสังหารลัทธิโบราณให้สิ้น
หากเขาได้ครอบครองพลังของยันต์เทพกำเนิดจักรวาล และสร้างผลงานในศึกหลายครั้ง ก็อาจมีโอกาสสูงที่จะถูกโลกเทพยุทธดึงตัวไป จึงเหมาะสมมากที่จะเป็นเบี้ยหมากให้กับเจียงฉางเซิง แม้ว่าเฟิงอวี่จะโกรธแค้นโลกเทพยุทธ แต่เขาก็ปรารถนาในพลังยิ่งนัก หากโลกเทพยุทธอยากจะสนับสนุนเขา เขาก็ย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน
ถึงแม้เขาจะถูกเปิดโปง เจียงฉางเซิงก็หาได้เกรงกลัว เพราะยันต์เทพกำเนิดจักรวาลนั้นมีเจ้าของแล้ว หากมีผู้อื่นได้ไปก็ไม่อาจจะควบคุมมันได้โดยสมบูรณ์
จิตสำนึกของเจียงฉางเซิงกลับคืนสู่ร่าง เขาลืมตาขึ้น จากนั้นหยิบยันต์เทพกำเนิดจักรวาลออกมา แล้วโยนมันออกไปนอกพิภพ
ภายในยันต์มีเสี้ยวดวงจิตของเขาอยู่ สามารถประสานกับเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตพุ่งตรงไปยังเฟิงอวี่ได้ เขาต้องการสร้างเหตุบังเอิญเพื่อให้เฟิงอวี่ได้รับมันอย่างไม่ตั้งใจ
“จิ๊ๆ แผนการเช่นนี้ช่างเหมือนกับตัวร้ายจริงๆ”
เจียงฉางเซิงกล่าวอย่างทอดถอนใจ แต่เขาก็เพียงแค่พูดเล่นเท่านั้น ไม่ได้มีแรงกดดันในใจเลย
หากไม่มียันต์เทพกำเนิดจักรวาล ต่อให้เฟิงอวี่อยากจะแก้แค้นก็แทบเป็นไปไม่ได้ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธของบุรุษผู้นี้เมื่อเทียบกับไท่สื่อฉางเซอแล้วห่างกันลิบลับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อเทียบกับเยี่ยจานและหลี่ว์เสินโจว เขาได้มอบโอกาสที่หาได้ยากแก่เฟิงอวี่เท่านั้น
ยามเขาทำสิ่งใดก็หาได้ใส่ใจพิธีรีตองมากนัก ขอเพียงแคบรรลุประโยชน์อันยิ่งใหญ่ได้ก็พอ สิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมนั้นก็เหลือไว้ให้คนใกล้ชิดที่เขาห่วงใย และสรรพชีวิตที่เขาปกป้องก็เพียงพอแล้ว
การแย่งชิงอำนาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว เจียงฉางเซิงก้าวมาถึงจุดนี้ ต่อให้เขาไม่วางแผนต่อต้าน โลกเทพยุทธก็จะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ เช่นกัน
แต่ไหนแต่ไรเขามักจะเป็นฝ่ายตั้งรับ แต่ครานี้เขาจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเอง เขาจะดูว่าเบี้ยยันต์เทพกำเนิดจักรวาลชิ้นนี้จะก่อให้เกิดพายุคลื่นใดในมหาพิภพนิลเหลือง!
ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลดูเรียบง่ายกว่าดาบบินสะบั้นเซียนและร่างจิตจำแลงเทพ กลิ่นอายทึบแทบจะว่างเปล่า แต่เมื่อแล่นเข้าสู่มหาพิภพนิลเหลืองกลับไม่ถูกผู้แข็งแกร่งลึกลับจับตามอง เคลื่อนที่ไปอย่างไร้อุปสรรค
มหาพิภพนิลเหลืองในขณะนี้ยังคงปั่นป่วน มีสงครามเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง กองทัพทัณฑ์เทพไล่ล่าลัทธิโบราณอยู่ทั่วทุกที่ แต่กลับไม่สามารถปราบปรามกลุ่มต่างๆ ที่พยายามแผ่อิทธิพลในช่วงชุลมุนได้ บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยการสู้รบอยู่
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล พลังของโลกเทพยุทธไม่ควรจะมีกองทัพทัณฑ์เทพเพียงอย่างเดียว สิ่งนี้อาจหมายความได้ว่า ความขัดแย้งภายในโลกเทพยุทธนั้นรุนแรงมาก ส่งผลให้กองกำลังส่วนใหญ่ไม่สามารถระดมพลได้ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลแท้จริงที่ลัทธิโบราณกล้าก่อความวุ่นวาย เช่นนั้นก็แสดงว่าลัทธิโบราณได้แทรกแซงสายลับไว้ในโลกเทพยุทธ
หลายปีผ่านไป ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลเคลื่อนมาถึงบริเวณใกล้เคียงของเฟิงอวี่
เฟิงอวี่และพวกพ้องทั้งห้าคนกำลังฝึกยุทธบนภูเขา ขณะที่เฟิงอวี่กำลังนั่งสมาธิอยู่ริมแม่น้ำ เขาก็ได้ยินเสียงน้ำกระเซ็น จึงอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้นมามอง
ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ บนผืนแม่น้ำสะท้อนภาพแสงอาทิตย์อัสดง เฟิงอวี่จ้องมองอย่างตั้งใจ พบยันต์หยกชิ้นหนึ่งลอยอยู่เหนือน้ำ เปล่งประกายแสงจางๆ
เพียงแค่แรกพบ เขาก็เกิดความสนใจในยันต์เทพกำเนิดจักรวาลทันที เขายกมือขวาขึ้นใช้ลมปราณดูดยันต์เทพกำเนิดจักรวาลเข้ามาในมือ
เมื่อกำไว้ในมือ ความเย็นก็ได้แทรกซึมเข้าสู่ฝ่ามือ ทำให้ใจที่ฟุ้งซ่านของเขากลับมาสงบอย่างไม่คาดคิด เขาค่อยๆ พลิกดูอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นยันต์หยกก็ราวกับน้ำแข็งละลาย แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
เขาตกใจจนหน้าซีด รีบโคจรพลังมาขวางไว้ แต่พลังของเขากลับไม่อาจต้านทานการแทรกซึมของยันต์ได้เลย เขารู้สึกเพียงว่าความเย็นยะเยือกวิ่งกรูเข้ามาในร่างกายทำให้เขาตกใจสุดขีด
ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถบีบความเย็นยะเยือกนี้ออกไปได้เลย จนกระทั่งความเย็นยะเยือกนี้จางหายไป
ตู้ม!
เสื้อคลุมของเฟิงอวี่ปลิวสะบัด เศษหญ้าพัดกระจัดกระจาย ริมแม่น้ำเกิดระลอกคลื่น เขามองดูมือทั้งสองข้างของตนด้วยความตกใจ
เขาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า มีปราณวิญญาณยุทธจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของตน ช่วยหล่อหลอมร่างกายและจิตวิญญาณให้เขา เขากระทั่งไม่ได้โคจรพลังแม้แต่น้อย กระบวนการหล่อหลอมร่างกายนี้ราบรื่นกว่าการฝึกยุทธของเขาอยู่มาก
เขาไม่เคยมีประสบการณ์หล่อหลอมร่างกายที่สบายเช่นนี้มาก่อน และผลของการหล่อหลอมนี้มีเกินกว่าเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของเขาเสียอีก
สมบัติวิเศษ! ข้าค้นพบโอกาสที่ยิ่งใหญ่แล้ว!
เฟิงอวี่คิดในใจด้วยความตื่นเต้น
ในมหาพิภพนิลเหลือง มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับโชคชะตาอันแปลกประหลาดอยู่มากมาย ในทุกยุคสมัยมักจะมียอดฝีมือได้พบสมบัติล้ำค่าหรือวิชาเทพที่เหนือโลกโดยบังเอิญ จากนั้นก็ผงาดทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
เขาก็เคยจินตนาการเช่นนี้ โดยเฉพาะในตอนที่เผ่าถูกทำลายล้าง เขามักจะฝันถึงโชคชะตาเช่นนี้อยู่เสมอ แต่กลับคาดไม่ถึงเลยว่าฝันนั้นจะกลายเป็นจริง!