เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 405 อำนาจของแดนสวรรค์ ความวุ่นวายในโลกมนุษย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 405 อำนาจของแดนสวรรค์ ความวุ่นวายในโลกมนุษย์
เฟิงอวี้ตื่นเต้นเป็นที่สุด เขาไม่รีบร้อนกลับไปเล่าให้น้องชายกับน้องสาวฟัง แต่ยืนดื่มด่ำอยู่ที่เดิมเป็นเวลาสองชั่วยามเต็มๆ กระทั่งรัตติกาลมาเยือน เขาจึงพรูลมหายใจอย่างโล่งอก
ช่างเป็นโชควาสนาครั้งใหญ่จริงๆ!
กายเนื้อของเขาดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์เข้ามาหล่อหลอมร่างกายได้เอง อีกทั้งคุณสมบัตินี้ยังทำงานอยู่ตลอดเวลา จนตอนนี้มันก็ยังไม่ลดประสิทธิภาพลงเลย
ความฮึกเหิมลุกโชติช่วงในหัวใจ เขาลุกขึ้นมุ่งไปยังผืนป่าที่อยู่ไกลออกไปทันที
เมื่อกลับไปถึงเรือนที่พวกเขาสร้าง ตอนแรกเฟิงอวี้ก็คิดว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้น้องๆ ฟัง แต่พอเขาเห็นน้องชายน้องสาวที่นั่งล้อมวงอยู่หน้ากองไฟ คำพูดก็ถูกหยุดไว้ที่ริมฝีปาก
เขายังไม่รู้ความเป็นมาของโชควาสนาหนนี้ชัดเจน แล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะคงอยู่อีกนานเท่าใด เขาจะลากน้องชายน้องสาวมาเสี่ยงอันตรายกับสิ่งที่ยังเป็นปริศนาไม่ได้
‘ข้าต้องใช้ประโยชน์จากพลังนี้ แล้วแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ในเร็ววัน’
เฟิงอวี้คิดอยู่เงียบๆ แววตาของเขาทอประกายแน่วแน่
ไม่ว่าผู้ใดก็ขวางเขาไม่ให้แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ เขาจะต้องล้างแค้น แล้วเขาก็จะต้องปกป้องน้องชายน้องสาวทั้งหลาย
“ไม่ว่าผู้ใดที่ประทานพลังนี้ให้แก่ข้า หากมันทำให้ข้าแข็งแกร่งได้ ท่านก็คือผู้มีพระคุณของข้า ข้าจะพลาดโอกาสหนนี้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!”
หลายปีที่ผ่านมาเฟิงอวี้ครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าทำอย่างไรตนจึงจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ความเป็นจริงอันโหดร้ายตอกย้ำเขาว่าพรสวรรค์ของเขาช่างธรรมดาสามัญ แม้เขาเฝ้าโอบกอดเพลิงแค้น ทุ่มเทกำลังฝึกบำเพ็ญมากยิ่งกว่าในอดีต แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เขาแทบมองไม่เห็นหนทางที่จะเหยียบย่ำทำลายลัทธิโบราณได้
จนกระทั่งวันนี้!
เขาจะไม่ลืมโชควาสนาในวันนี้ไปตลอดชีวิต!
…
เจียงฉางเซิงกำลังเฝ้ามองเฟิงอวี้ข่มอารมณ์ตื่นเต้นยินดีของตนเอง เขาคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ คนเราต้องเก็บไพ่ลับไว้เสมอ หากพลังนี้มิอาจแบ่งปันกับญาติสนิทมิตรสหายได้ ไยต้องบอกเล่าให้ฟัง ขอเพียงต่อไปใช้พลังนี้ทำให้ครอบครัวผาสุกก็พอแล้ว การพูดออกไป มีแต่จะดึงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นเข้ามาหา
“ข้าคาดหวังกับอนาคตของเจ้า หวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าจะก้าวมาถึงเบื้องหน้าข้า อย่าตายกลางทางเสียเล่า เจ้าคนมีโชควาสนา”
เจียงฉางเซิงหัวเราะเบาๆ หลังจากนั้นเขาก็หลับตาฝึกบำเพ็ญ
ไป๋ฉีกับไป๋หลงยังหลับใหลอยู่ พวกมันจึงไม่ได้ยินถ้อยคำที่เขาพึมพำกับตนเอง
เรื่องนี้กลายเป็นความลับเรื่องหนึ่งที่เขาไม่เปิดปากเล่าให้คนข้างกายฟังเป็นเวลาอีกนานแสนนาน
หลังเจียงฉางเซิงเข้าสู่การปิดด่านฝึกบำเพ็ญ กาลเวลาก็เริ่มผันผ่านอย่างเร็วรี่
หลังจากผ่านไปสิบกว่าปี พวกนายท่านไป๋กับหลี่ว์เสินโจวก็ล่องนาวาสวรรค์กลับมา การเดินทางขากลับเร็วกว่าขาไป การเดินทางไปมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณเป็นการเดินทางไปเยือนโลกที่ไม่รู้จัก พวกเขาย่อมไม่กล้าเดินทางด้วยความเร็วเต็มกำลัง แต่ขากลับไม่กดดันมากขนาดนั้นแล้ว
ในตำหนักเหนือเมฆา
นายท่านไป๋กำลังรายงานผลการเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตหนนี้ เทพประจำที่เดินทางไปด้วยหนนี้ทุกตนต่างยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนพวกทหารสวรรค์เหลือเพียงหลี่ว์เสินโจวที่ยังอยู่ในตำหนัก เขามีคุณงามความชอบอย่างมากจึงมิอาจไม่ปรากฏตัวในตำหนัก
“ระหว่างการเดินทางหนนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงทำการค้ากันอย่างแน่นอนแล้ว ต่อไปจะหาวิธีสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างโลกทั้งสองใบ แล้วมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณก็ยินดีมอบสระอาคมจิตวิญญาณของพวกเขาให้ด้วย สระน้ำนี้สามารถทำให้ศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวคนถูกแสดงออกมา พวกเขาไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนใดๆ แต่หวังว่าแดนสวรรค์จะช่วยปกปักษ์มหาพิภพอาคมจิตวิญญาณของพวกเขา…”
นายท่านไป๋รายงานยาวเฟื้อย โดยที่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่หุบลงแม้แต่น้อย
เจียงจื่ออวี้ฟังอย่างตั้งใจ เฉินหลี่กับหยางเช่อคอยผงกศีรษะเป็นระยะ มหาเทพทั้งสามต่างยอมรับความสามารถของแต่ละคนเป็นอย่างดี ถึงอย่างนั้นนายท่านไป๋ก็มีชีวิตอยู่มานานกว่าพวกเขา ปัจจุบันความสามารถก็แข็งแกร่งกว่าพวกเขา พวกเขาจึงจำต้องเรียนรู้จากนายท่านไป๋อย่างถ่อมตน
หลี่ว์เสินโจวยืนเชิดคางอย่างทระนง รอรับคำชมจากจักรพรรดิสวรรค์
เมื่อนายท่านไป๋รายงานจบ เจียงจื่ออวี้ก็ตอบด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ดี! ทำได้ยอดเยี่ยม! สิ่งนี้จะช่วยโลกคุนหลุนขยับขยายอิทธิพลในห้วงอนันต์สุญญตา!”
สายตาของเขาหันไปมองหลี่ว์เสินโจว ดวงตาเป็นประกายวาววับ เอ่ยว่า “หลี่ว์เสินโจวจงรับบัญชา นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพประจำ ครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พิชิตคงคาสวรรค์!”
หลี่ว์เสินโจวได้ยินก็ดีใจอย่างยิ่ง เขาค้อมกายเอ่ยขอบพระทัยทันที
ไท่สื่อฉางเช่ออิจฉายิ่งนัก แต่ความดีความชอบของหลี่ว์เสินโจวยิ่งใหญ่จริงๆ เขาทำอะไรไม่ได้จึงได้แต่อิจฉา
เจียงจื่ออวี้พระราชทานรางวัลให้คนอื่นๆ รางวัลส่วนมากเป็นวัตถุปัจจัยภายนอก ทุกคนในคณะเดินทางหนนี้ต่างพึงพอใจยิ่งนัก
“หลี่ว์เสินโจว ข้ามีเรื่องหนึ่งต้องการให้เจ้าทำ”
เจียงจื่ออวี้หันไปมองหลี่ว์เสินโจวแล้วคลี่ยิ้มจนตาหยี
หลี่ว์เสินโจวไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ เขาย่อมตกปากรับคำ
“หลังจากนี้เยี่ยจ้านจะคอยติดตามเจ้า เจ้าจงคอยชี้แนะสั่งสอนเขา”
“เยี่ยจ้านหรือพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่ว์เสินโจวประหลาดใจ จากนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้แล้วถามว่า “หมายถึงน้องชายของเยี่ยเสินคงหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ถูกต้องแล้ว!”
“ไม่มีปัญหาพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่ว์เสินโจวฉีกยิ้มที่ดูประหลาดพิกล รอยยิ้มนั่นดูอย่างไรก็ไม่ใช่รอยยิ้มที่แฝงเจตนาดีอย่างแน่นอน
ไท่สื่อฉางเช่อเห็นรอยยิ้มนี้ก็พลันนึกถึงเรื่องที่เล่าลือกัน หลี่ว์เสินโจวกับเยี่ยเสินคงเคยคบหาสมาคมกันมาก่อน แต่ลือกันว่าไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวนัก หรือว่า…
เขาไว้อาลัยให้เยี่ยจ้านอย่างเงียบๆ ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เจ้าเด็กเยี่ยจ้านคนนั้นโอหังยิ่งกว่าเขาเสียอีก หลังจากเยี่ยจ้านเลื่อนขั้น พอทั้งสองคนพบหน้ากันในมหาพิภพจิตจร เยี่ยจ้านก็เข้ามาท้าเขาสู้ทันที
ไท่สื่อฉางเช่อไหนเลยจะกล้ารับคำท้า เขายังไม่บรรลุขั้นสุญญตาทะลวงยุทธ์เสียหน่อย
ถูกคนรุ่นหลังแซงหน้า แล้วยังถูกท้าทายซึ่งๆ หน้าอีก เรื่องนี้ช่างทำให้เขาคับแค้นเหลือเกิน!
ไท่สื่อฉางเช่อคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจก็กล้ำกลืนเปลวเพลิงกองหนึ่งไว้เงียบๆ
อีกฝั่งหนึ่ง
เยี่ยจ้านไม่ได้อยู่บนแดนสวรรค์ เขาเดินทางมาที่มหาสมุทรไร้ขอบเขต
เขาเหาะเข้ามาในทวีปแห่งหนึ่งแล้วร่อนลงมาในพงไพร หลังจากทะลุค่ายกลชั้นแล้วชั้นเล่า เขาก็มาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง
หุบเขาแห่งนี้ว่างเปล่าวังเวง เต็มไปด้วยไอหมอกสีเทาขมุกขมัว ขุนเขารอบด้านประหนึ่งเทพมารตนแล้วตนเล่ายืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายหมอกสีเทา ดูน่ากลัวชวนขนหัวลุก
ยามเยี่ยจ้านก้าวเท้าเข้ามาในนี้ เขารู้สึกราวกับว่าหลุดจากกลางวันมาสู่กลางคืน เงาร่างหนึ่งปราดเข้ามาเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว คนผู้นี้เปื้อนโคลนไปทั้งตัวจนมองเห็นใบหน้าไม่ชัด เห็นเพียงดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดแตกระแหงคู่นั้น
“ดูท่าเจ้าจะโกรธแค้นมากสินะ ข้ามาบอกข่าวหนึ่งกับเจ้า เผื่อว่าเจ้าจะคลายโทสะลงบ้าง เจ้าถูกขังมาหลายร้อยปีแล้ว ข้าเองก็เคยผ่านเรื่องทำนองนี้มาเช่นกัน ข้าถูกมรรคาจารย์สะกดไว้ใต้ภูเขา มิหนำซ้ำยังต้องทนถูกผู้คนนับไม่ถ้วนเดินทางมาก่นด่าถ่มน้ำลายใส่หน้า”
เยี่ยจ้านเอ่ยปากอย่างไม่หวาดกลัวคนตรงหน้าแม้แต่น้อย
คนลึกลับสดับฟังคำพูดของเขา แววตาดุร้ายในดวงตาก็ลดทอนลงเล็กน้อย คล้ายกับว่าจิตใจสงบลงนิดหน่อย
เยี่ยจ้านแค่นเสียงดังเหอะ “หลินหงเฉิน ตัวเจ้าเองก็น่าจะสัมผัสได้ว่าตนเองเปลี่ยนไป เดิมทีเจ้ากับข้าคือศัตรูคู่อาฆาต แต่ข้าอุตส่าห์นำโชควาสนามาให้เจ้า เจ้าสมควรสำนึกบุญคุณนะ ตอนนี้ข้ามีเรื่องต้องใช้งานเจ้า เจ้าจะได้รับอิสระ ทั้งยังได้รับอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่า เจ้ายินดีจะรับใช้ข้าหรือไม่”
บุคคลลึกลับผู้นี้ก็คือหลินหงเฉิน เจ้าแห่งฟ้าของดินแดนต้าก่วงเทียนในอดีตนั่นเอง!
หลินหงเฉินแววตาวาววับ เขาล้มลุกคลุกคลานครู่หนึ่งก็ไปคุกเข่าเบื้องหน้าเยี่ยจ้านได้สำเร็จ เขาจรดศีรษะกับพื้น แล้วกัดฟันเอ่ยว่า “ข้ายินดีรับใช้นายท่าน!”
เยี่ยจ้านเหยียดยิ้ม “โลกภายนอกอาจเปลี่ยนไปมาก แต่เจ้าได้เลือกหนทางที่ดีที่สุดแล้ว อนาคตของเจ้าจะรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าที่เจ้าเคยจินตนาการไว้ ข้าทำได้แม้กระทั่งช่วยเจ้าก่อตั้งราชวงศ์แห่งโชคชะตาขึ้นมาอีกครั้ง!”
หลินหงเฉินได้ยินคำนี้ร่างกายก็สั่นระริก เขาตั้งตาคอยที่จะเห็นโลกภายนอกอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันเขาก็หวาดกลัวมันมากเช่นกัน
…
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้า ขุมอำนาจในใต้หล้าเกิดขึ้นและดับไป ขณะที่แดนสวรรค์ยังสูงส่งอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า อาณาจักรแห่งโชคชะตาในโลกมนุษย์รบรากันไม่หยุด แม้นเป็นเช่นนี้ วิถียุทธ์ของโลกคุนหลุนก็ยังพัฒนาอย่างว่องไว ต้องขอบคุณการมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรที่ทำให้ยอดเคล็ดวิชามากมายถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว
ฐานะของแดนสวรรค์ในใจของสรรพชีวิตทั้งหลายสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ เหล่าเทพเซียนต่างสั่งสมขุมกำลังในโลกมนุษย์อย่างลับๆ เพื่อเสาะหาผลประโยชน์ให้ตนเอง แม้แต่ทหารสวรรค์หรือผู้ถวายงานเทพธรรมดาๆ สักตนบนสวรรค์ ยามมาเยือนโลกมนุษย์ก็ล้วนได้รับการต้อนรับขั้นสูงสุดจากอาณาจักรแห่งโชคชะตา ในเผ่าอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
เมื่ออำนาจแผ่ขยาย ปัญหาภายในของแดนสวรรค์ย่อมมากขึ้นเป็นเงาตามตัว คุกสวรรค์ไม่เงียบเหงาอย่างที่เคยเป็นในอดีตอีกต่อไป
วันนี้ ภายในคุกสวรรค์
ปัง!
ประตูคุกถูกปิด พลทหารผู้น้อยของแดนสวรรค์สบถด่า “ทำตัวดีๆ เล่า ทำแดนสวรรค์ขายหน้าจริงๆ เชียว!”
หลี่ชางไห่ผู้กำลังฝึกบำเพ็ญลืมตาขึ้นมาดู ก็เห็นว่าห้องขังฝั่งตรงข้ามมีผู้ถวายงานเทพรายใหม่คนหนึ่งถูกจับมาขังไว้ เห็นชัดว่าเขาได้รับการลงทัณฑ์มาแล้ว ทั่วทั้งร่างจึงมีแต่โลหิต ทอดกายนอนอยู่บนพื้นอย่างแน่นิ่งไม่ต่างจากหนอนตัวยาวตัวหนึ่ง
หลี่ชางไห่อดไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “สหายหาน คนผู้นี้กระทำผิดอันใดมาหรือ”
หลี่ชางไห่เป็นคนที่หลี่ว์เสินโจวพาตัวมา แล้วระดับขั้นฝึกบำเพ็ญก็สูง พลทหารผู้น้อยของแดนสวรรค์จึงไม่กล้าดูแคลนเขา พวกเขารู้ดีว่าไม่ช้าก็เร็วคนผู้นี้จะได้ออกไปเป็นเทพเซียนในบัญชีสถาปนา ดังนั้นคนผู้นี้จึงเป็นคนที่พวกเขาต้องประจบเอาใจเอาไว้
พลทหารผู้น้อยหันกลับมาหาเขาแล้ว ยิ้มตอบว่า “เจ้านี่หลอกลวงเอาทรัพย์ผู้อื่น หลอกลวงสตรีในโลกเบื้องล่าง กล่าวอ้างว่าขอเพียงต้อนรับขับสู้เขาให้ดีก็จะได้รับพรจากแดนสวรรค์ พอก่อเรื่องหลายครั้งเข้า เรื่องก็แดง ใต้เท้าหลี่จึงพิพากษาให้เขาถูกจองจำห้าพันปี ระดับขั้นบำเพ็ญอย่างเขาคงได้ตายอยู่ในคุกสวรรค์นี่แน่”
หลี่ชางไห่พยักหน้า ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยต่อก็มีคนเข้ามาอีก หนนี้ผู้ที่เข้ามาคือพลทหารสวรรค์สองนาย พวกเขาคุมตัวบุรุษสวมอาภรณ์หรูหราคนหนึ่งเข้ามา
พลทหารสวรรค์เดินมาถึงหน้าประตูห้องขังแล้วกระซิบบอก “ส่วนเจ้าคนนี้สุดยอดยิ่งกว่าอีก เป็นถึงโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ เท่ากับว่าเป็นหลานชายของมรรคาจารย์ แต่กระทำความผิดก็ยังถูกจับมาขังคุกตามระเบียบ เห็นแล้วใช่หรือไม่ แดนสวรรค์ของพวกข้าธำรงกฎรักษาความยุติธรรมเพียงใด ไม่มีเห็นแก่พวกพ้องอย่างเด็ดขาด”
หลี่ชางไห่พยักหน้า รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก
ดินแดนที่ผู้กุมอำนาจเป็นเช่นนี้ก็คือดินแดนที่เขาปรารถนา เขาทราบดีว่าโลกเทพยุทธ์ทำเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นตัวเขาที่เคยคิดจะเข้าร่วมกับโลกเทพยุทธ์ จึงถอนตัวออกมากลางคันระหว่างการทดสอบ เพราะเขาประจักษ์เงามืดในโลกแห่งนั้นมามากเกินไป
เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “สหายหาน ช่วยเชิญใต้เท้าหลี่หมิ่นให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
พลทหารสวรรค์ได้ยินดังนั้นก็หน้าบานทันที เขาตอบว่า “ได้ ได้ ได้ เจ้ารอก่อนนะ!”
นี่มันโอกาสสร้างความดีความชอบเชียวนะ เขาย่อมตื่นเต้นยินดีเป็นธรรมดา
หลี่ชางไห่หวั่นใจ เขาไม่รู้ว่าหากตนเองยอมก้มหัวแล้วจะได้ออกไปหรือไม่ ขณะเดียวกันเขาก็หวั่นใจกับท่าทีของคนผู้หนึ่งด้วย
ไม่ใช่มรรคาจารย์ แต่เป็นน้องสาวคนดีของเขา
นับตั้งแต่เขาถูกจับเข้ามาขังในคุกสวรรค์ น้องสาวคนดีก็ไม่เคยมาเยี่ยมเขาเลย เคยแต่ส่งคนเผ่าฉางคนหนึ่งมาเตือนเขาว่าอย่าริเป็นศัตรูกับแดนสวรรค์เท่านั้น
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นช้าๆ เขาเห็นไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่วกำลังสนทนาเสียงเบาๆ อยู่ไม่ไกล
เขาเอี้ยวคอไปมา หลังจากนั้นก็ยืดร่างกายบิดขี้เกียจ
การปิดด่านฝึกบำเพ็ญหนนี้ช่างน่าพอใจนัก!
พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย สิ่งนี้ทำให้เขาก้าวเข้าใกล้การเลื่อนขั้นมากขึ้นทุกที
เขาเลื่อนสายตาไปมองโลกมนุษย์ แล้วทราบทันทีว่าตอนนี้เป็นปีเฉิงเทียนที่สามร้อยสี่สิบแล้ว หรือพูดอีกอย่างก็คือเขาปิดด่านไปหกสิบสี่ปีเต็ม
ไม่นับว่านาน แต่ก็ไม่นับว่าสั้น
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเห็นเจียงฉางเซิงตื่นแล้วจึงเดินเข้ามาหา
มู่หลิงลั่วเปิดปากก็บอกว่า “เทียนจิ่งวุ่นวายเสียแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเซิงถามด้วยท่าทีสบายๆ “วุ่นวายอย่างไร”
ไป๋ฉีจึงเป็นผู้เล่าต่อ “เจียงซิ่วริบทรัพย์สินของตระกูลอ๋องผู้ครองรัฐมากมาย ทำให้จำนวนอ๋องผู้ครองรัฐลดลงไปสองในสามส่วน ผู้ที่ตายก็ตาย ผู้ที่ถูกเนรเทศก็ถูกเนรเทศ เจียงซิ่วถูกเรียกขานว่าทรราช มีฎีกาจากโลกมนุษย์จำนวนมากส่งมาร้องเรียนที่แดนสวรรค์”
ตำแหน่งอ๋องผู้ครองรัฐล้วนเป็นของคนสกุลเจียง การกระทำนี้ของเจียงซิ่วจึงถูกตราหน้าว่าไร้เมตตาและไร้คุณธรรม ผู้คนมากมายอยากด่าเขาว่าอกตัญญูด้วยซ้ำ แต่เมื่อนึกถึงฐานะของเจียงซิ่วจึงอดกลั้นไว้ ถึงเทียนจิ่งจะรับสืบทอดแผ่นดินมาจากต้าจิ่ง แต่ลำดับรุ่นของมรรคาจารย์อาวุโสเกินไป ลำดับรุ่นของเขาสืบย้อนไปถึงรุ่นที่สองของราชวงศ์ต้าจิ่ง ผู้ที่ลำดับรุ่นในสกุลเจียงสูงกว่ามรรคาจารย์ล้วนตายจากไปหมดแล้ว คนที่เหลืออยู่ล้วนเป็นคนรุ่นหลัง
มู่หลิงลั่วบอกว่า “จื่ออวี้เคยไปเกลี้ยกล่อมเจียงซิ่วแล้ว แต่พ่อลูกกลับทะเลาะกันจนความสัมพันธ์มึนตึง”
…………………………………………