เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 411 ขอคำชี้แนะ ณ คุนหลุน ว่าด้วยวาสนาสวรรค์สู่ชั้นพรหม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 411 ขอคำชี้แนะ ณ คุนหลุน ว่าด้วยวาสนาสวรรค์สู่ชั้นพรหม
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
อสนีบาตสวรรค์ฟาดลงมาอย่างคลุ้มคลั่งประหนึ่งสรวงสรรรค์กำลังระบายความพิโรธ มันสู้รบกับผู้ผ่านด่านเคราะห์อย่างไร้เมตตา
เจียงฉางเซิงอาศัยเกราะป้องกันจากพลังแห่งโชคชะตาทำให้ผจญด่านเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย แต่ใจของเขามิได้สบายอกสบายใจเช่นนั้น เพราะแต้มโชคชะตากำลังลดฮวบลงอย่างรวดเร็วยิ่ง!
เขามองตัวเลขด้านหลังที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้วอกสั่นขวัญแขวน แม้ว่าจะมีแต้มโชคชะตายี่สิบห้าล้านล้านแต้มรองรับไว้แล้ว แต่เขาก็ยังกระวนกระวายมากอยู่ดี
ทว่าถึงเขาจะอกสั่นขวัญแขวน แต่ท่วงท่าการนั่งกลับแลดูเกียจคร้าน จนผู้ที่ชมการผ่านด่านเคราะห์อยู่ทั้งหลายตื่นเต้นจนเลือดเดือดพล่าน
“ด่านเคราะห์อสนีบาตระดับนี้ มรรคาจารย์ไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อยเลยสินะ!”
“พูดอะไรเหลวไหล มรรคาจารย์คือบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงเชียวนะ ท่านเพียงกลับชาติมาเกิดเพื่อเผชิญวิบากกรรมบนแดนมนุษย์เท่านั้น!”
“ร้ายกาจเหลือเกิน ข้ารู้สึกว่าด่านเคราะห์อสนีบาตระดับนี้เหมือนจะทำลายโลกคุนหลุนทั้งใบได้เสียด้วยซ้ำ”
“นึกถึงเมื่อก่อนสมัยที่พวกเรามาจากทวีปชีพจรมังกร ทวีปชีพจรมังกรเป็นเพียงมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของมหาสมุทรไร้ขอบเขต เช่นเดียวกันมหาสมุทรไร้ขอบเขตก็เป็นเพียงมุมเล็กๆ มุมหนึ่งของไท่ฮวง มาตอนนี้ดินแดนทั้งหมดของไท่ฮวงก็เป็นเพียงดินแดนเล็กกระจิริดที่ไม่ควรค่าเอ่ยถึงในโลกคุนหลุน มรรคาจารย์พาพวกเราเดินทีละก้าวมาจนถึงจุดนี้ทั้งที่เพิ่งใช้เวลาไปเพียงพันปี!”
“ถูกต้องแล้ว สิ่งที่ข้าเคารพมรรคาจารย์ที่สุดมิใช่ความแข็งแกร่งของเขา แต่เป็นจิตใจอันกว้างใหญ่ของเขา เขาเปลี่ยนศัตรูกลายเป็นมิตรกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ช่วยเหลือสรรพชีวิตมากี่หนต่อกี่หน เช่นนี้สิจึงจะสมเป็นท่านเซียน”
เทพเซียนทั้งหลายสนทนากัน หัวข้อสนทนาค่อยๆ เบนออกไปเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มย้อนความทรงจำกลับไปในอดีต ผู้คนที่มาใหม่จึงมีโอกาสได้ฟังตำนานทั้งหลายของมรรคาจารย์
ชีหมิงหวังแววตาวาววับ ไม่รู้ว่าในใจคิดสิ่งใดอยู่
ในตอนนั้นเองเขาก็พลันรู้สึกว่ารัดเกล้าทองหดเล็กลง เขาตกใจกลัวจนทั้งร่างสั่นสะท้าน
“เป็นอย่างที่คิด ก่อเรื่องตอนนี้ไม่ได้สินะ…”
ชีหมิงหวังตกตะลึง เมื่อครู่เขาเพียงลังเลว่าจะฉวยโอกาสนี้หนีไปดีหรือไม่ แต่ปรากฏว่าความคิดเพิ่งผุดขึ้นมาในหัว รัดเกล้าทองก็บีบรัดแล้ว
เจ้าสิ่งนี้มันมีจิตวิญญาณหรือยอย่างไรกัน
เขาไม่กล้าคิดอะไรส่งเดชอีก แล้วอีกอย่างมรรคาจารย์ก็ดูท่าทางสบายอกสบายใจเสียขนาดนั้น ด่านเคราะห์อสนีบาตหนนี้คงทำอะไรเขาไม่ได้เสียกระมัง
เขาจำใจสลัดความคิดไร้สาระทิ้ง แล้วคอยเพ่งพิจการผ่านด่านเคราะห์ของมรรคาจารย์อย่างถี่ถ้วน ดูว่าจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากมันได้หรือไม่
ด่านเคราะห์สวรรค์โหมคลั่งมากขึ้นทุกที!
อสนีบาตนับหมื่นฟาดลงมาดังโครมครามประหนึ่งจะทลายนภาถล่มพสุธา มหาสมุทรบนแดนมนุษย์เกิดคลื่นยักษ์ถาโถม หมู่เมฆาบนท้องนภาของแดนมนุษย์แปรปรวนวิปริต
เทพประจำผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในกรมกองของแดนสวรรค์จำต้องลงมือปกปักษ์แดนมนุษย์ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติหนนี้
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อแต้มโชคชะตายี่สิบห้าล้านล้านแต้มของเจียงฉางเซิงหมดลง ด่านเคราะห์สวรรค์ก็เพิ่มความรุนแรงขึ้นอีก เขาทดลองทนรับการโจมตีของมันหนึ่งหน ความรู้สึกนั้นช่างเจ็บเสียจริง!
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดไปทั่วกายเนื้อและดวงวิญญาณ โทษทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุดในโลกก็คงไม่พ้นเป็นเช่นนี้
เจียงฉางเซิงเรียกเกราะป้องกันของแต้มเซ่นไหว้ขึ้นมาต้านด่านเคราะห์สวรรค์ทันที
เทพเซียนที่เฝ้ามองเขาผ่านด่านเคราะห์แยกย้ายกันไปแล้ว พวกเขาจำต้องไปปกปักษ์แดนมนุษย์ตามคำสั่งการของเจียงจื่ออวี้ ปรากฏการณ์บนผืนฟ้าและผืนพิภพที่เกิดจากการผ่านด่านเคราะห์ของมรรคาจารย์รุนแรงเกินไปจนแดนสวรรค์ต้องออกโรง
เจียงฉางเซิงเองก็อับจนหนทาง หากเขาออกไปผ่านด่านเคราะห์นอกโลกคุนหลุน ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายย่อมมีมากกว่า ไม่ว่าสำหรับตัวเขาเองหรือสำหรับโลกคุนหลุนก็ตาม แต่เขาก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าด่านเคราะสวรรค์หนนี้จะน่ากลัวถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นว่าเทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์แยกย้ายกันแล้ว หลี่ว์เสินโจวย่อมไม่สะดวกใจจะอยู่ตรงนี้ต่อ เขาลากชีหมิงหวังจากไป
เจียงฉางเซิงไม่สนใจใครอื่น เขาจดจ่ออยู่กับการผ่านด่านเคราะห์ เวลานี้อสนีบาตสวรรค์กลายมาเป็นสีแดงเข้ม ภายในอสนีบาตสีแดงเข้มมีเงาคนร่างแล้วร่างเล่าปรากฏอยู่เลือนราง ดูคล้ายภาพมายาอันลึกลับ
ทันทีที่อสนีบาตพาเงาเหล่านี้ฟาดลงมา เจียงฉางเซิงก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์
เขามองเห็นภาพมายาบางอย่างชัดเจนขึ้นทีละน้อยราวกับว่ามันกำลังจะกลายเป็นความจริง
ยังไม่ทันที่เขาจะตอบสนองประการใด จู่ๆ เขาก็สะดุ้งตื่นแล้วลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองยืนอยู่หน้าประตูไม้แดงขนาดใหญ่ยักษ์บานหนึ่ง มันใหญ่โตประหนึ่งขุนเขา ป้ายด้านบนแกะสลักตัวอักษรไว้สองตัว
คุนหลุน!
เจียงฉางเซิงสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ คุนหลุนเป็นนามอันโด่งดังในตำนานและเรื่องเล่าของประเทศจีนในชาติก่อน มันสื่อถึงหลักคำสอนแห่งลัทธิเต๋าและดินแดนที่พำนักแห่งเหล่าเซียน การที่เขาตั้งนามให้โลกแห่งยุทธ์ที่ผสานรวมกันว่าโลกคุนหลุน ก็เพราะต้องการเลียนแบบสื่อถึงความหมายนี้นี่เอง
เขาแน่ใจมากว่าในแดนสวรรค์ไม่มีประตูบานใหญ่เช่นนี้
เขาสัมผัสพลังอาคมของตนเองไม่ได้ ดูเหมือนเขากำลังตกอยู่ในสภาวะอันลี้ลับมหัศจรรย์บางอย่าง
เมื่อลองเงยหน้ามองเขาก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนทะเลเมฆ หมู่เมฆาก่อตัวเป็นถนนสายใหญ่มุ่งตรงไปยังสุดขอบฟ้า มันช่างงดงามตระการตา
เขานึกทบทวนตลอดช่วงเวลาที่โคจรพลังเงียบๆ ระหว่างผ่านด่านเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดีว่าสิ่งนี้คือภาพลวงตาจากวิชามรรคาธรรมชาติ หรือเป็นสิ่งที่ด่านเคราะห์สวรรค์ของมรรคาสวรรค์สร้างขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันขวับไปมองตามสัญชาตญาณ ก็เห็นเงาคนร่างแล้วร่างเล่ากำลังเดินมาทางด้านนี้ แต่ละร่างคล้ายเงามายา เห็นใบหน้าที่แท้จริงไม่ชัด มองออกคร่าวๆ แค่เพศกับเสื้อคลุมนักพรตที่พวกเขาสวมใส่
เงาคนเหล่านี้เดินผ่านข้างตัวเจียงฉางเซิงไป แล้วก้าวเข้าไปในประตูคุนหลุนสีแดงบานนั้น
เจียงฉางเซิงลังเลครู่หนึ่งก็ตามพวกเขาเข้าไปด้วย
ในเมื่อตอนนี้เขาหนีออกไปไม่ได้ ก็ทำได้แค่ตามน้ำไปเท่านั้น
หลังก้าวเข้ามาในประตูสีแดงบานนั้น เจียงฉางเซิงก็เดินตามกลุ่มคนเหล่านั้นไป เขาสำรวจอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าคนกลุ่มนี้กำลังสนทนากันอยู่ เขาเริ่มได้ยินเสียงสนทนาของเงาคนเหล่านี้ทีละน้อย
“ครานี้เจ้าลัทธิคุนหลุนจะสั่งสอนสิ่งใด”
“เหมือนจะเกี่ยวกับวัฏจักรแห่งมรรคาสวรรค์”
“หงส์มังกรจากจรปัจฉิม มหรรณพไหลทวนย้อน นี่ช่างเป็นมหันตภัยของหมู่มวลมนุษย์จริงๆ”
“แล้วจะทำอันใดได้เล่า แดนสวรรค์จัดการเรื่องของตนยังแทบไม่ไหว เข้าไปยุ่งมากขนาดนั้นมิไหวหรอก”
“ปราณเซียนที่คุนหลุนนี่นับวันยิ่งหนาแน่นขึ้นทุกที”
เจียงฉางเซิงสาวเท้าไปข้างหน้าพลางเงี่ยหูฟัง
เขาแน่ใจมากว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ฝึกเซียน แต่เขาไม่ได้ยินคำใดที่เกี่ยวข้องกับวิถียุทธ์สักนิด
‘สิ่งนี้คืออดีตหรืออนาคต หรือเป็นมิติเวลาคนละแห่งกับพวกเรา’
เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้อยู่เงียบๆ แม้ตอนนี้ตัวเขาจะดูเหมือนแข็งแกร่ง แต่เขากลับรู้สึกว่าตนเองยังเป็นตัวตนที่เล็กกระจ้อยร่อย แม้แต่อดีตกับอนาคต เขาก็ไม่อาจท่องไปมาได้ตามใจ ตัวเขาที่เป็นเช่นนี้ยังไม่อาจเรียกว่าไร้เทียมทาน
ความไร้เทียมทานที่ใจเขาปรารถนา คือทำได้ทุกสิ่ง ล่วงรู้ทุกอย่าง อยู่ยั้งยืนยงมิอาจถูกทำลาย
โลกบำเพ็ญเซียนที่ผู้ฝึกเซียนเหล่านี้พูดถึงกันอยู่เป็นดินแดนที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม แต่มันกลับมี ‘แดนสวรรค์’ อยู่เหมือนกัน
หลังจากเดินไปราวหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็มาถึงหน้าตำหนักแห่งหนึ่ง ตำหนักแห่งนี้โอ่อ่าคล้ายกับตำหนักเมฆาม่วง มันเปล่งแสงเรืองรองไกลถึงหมื่นจั้ง บนชายหลังคามีวิหคเพลิงสองตัวจับจองพื้นที่ รูปร่างของพวกมันคล้ายอีกาทอง แต่กลับไม่มีสามขา
ครืด!
ประตูบานใหญ่ของตำหนักเปิดออก เจียงฉางเซิงเดินตามฝูงชนเข้าไปด้านใน
เขาเริ่มสงสัยว่าเจ้าลัทธิคุนหลุนเป็นตัวตนแบบไหน แล้วเขามีความเป็นมาอย่างไร
เขาเชื่อว่ากุญแจของปริศนาต้องอยู่ที่ตัวเจ้าลัทธิคุนหลุนแน่
หลังก้าวเข้ามาในตำหนัก ลานสายตาก็เปิดกว้าง ด้านในตำหนักกลับเป็นทะเลเมฆทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เบาะกลมชิ้นแล้วชิ้นเล่าลอยอยู่กลางอากาศ ผู้ฝึกเซียนเหล่านั้นต่างหาเบาะกลมนั่งลง
เจียงฉางเซิงเหาะไปด้านหน้า เขาไม่รีบร้อนหาที่นั่ง เพราะเขาคิดว่าตนเองเป็นเพียงผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ ย่อมไม่จำเป็นต้องนั่งลง เขาอยากเข้าไปใกล้ด้านหน้าอีกหน่อย จะได้มองเห็นเจ้าลัทธิคุนหลุน
“นี่ ห้ามไปข้างหน้านะ ด้านหน้าเป็นที่นั่งของเหล่าสัพพัญญูแห่งสามภพ!”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง เจียงฉางเซิงชะงักอย่างไม่รู้ตัว เขาหันกลับไปมองก็พบว่ามีนักพรตหญิงนางหนึ่งด้านหลังกำลังกวักมือเรียกเขา
เจียงฉางเซิงประหลาดใจ เหตุไฉนอีกฝ่ายจึงมองเห็นเขาเล่า
ในตอนนี้เอง โลกเบื้องหน้าเขาพลันไหววูบ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาก็มองเห็นใบหน้าของผู้ฝึกเซียนที่อยู่รายรอบชัดเจน พวกเขาล้วนมีร่างกายเป็นมนุษย์ สวมใส่เสื้อคลุมนักพรตแตกต่างกันออกไป
สตรีที่กวักมือเรียกเขาสวมเสื้อคลุมนักพรตกระชับรับกับเรือนร่าง เส้นผมสีขาวโพลนดุจหิมะม้วนเป็นมวยผมอยู่ด้านหลังศีรษะ ประดับด้วยปิ่นทองสองชิ้นปักไขว้กัน ปอยผมยาวสองสายทิ้งตัวลงมาจากหน้าผาก ยามพวกมันพลิ้วไหวทอประกายระยิบระยับดุจดวงดารา นางมีใบหน้าที่งดงามสะสวย ริมฝีปากแดงกับคิ้วเรียวงาม เมื่อเห็นเขาไม่ขยับ นางก็ขมวดคิ้ว
เจียงฉางเซิงได้สติก็เหาะไปหานางทันที
เขาประสานหมัดคำนับแล้วเอ่ยว่า “ข้าเพิ่งมาหนแรก มิทราบว่าสมควรนั่งที่ใด มิทราบสหายนักพรตชี้แนะได้หรือไม่”
“เช่นนั้นก็มานั่งกับข้าเถิด ผู้คนเรียกขานข้าว่าเทพธิดาเซียวเหอ เจ้านามว่าอันใด”
“ข้าน้อยฉางเซิง”
“สหายนักพรตฉางเซิง ตามข้ามาเถิด อยู่ที่คุนหลุนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ”
เทพธิดาเซียวเหอผงกศีรษะรับ ก่อนจะเหาะไปด้านข้าง เจียงฉางเซิงจึงติดตามไป
ในใจเขาเต็มไปด้วยความฉงน หรือเขากลายเป็นจวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ[1]หรือไรกัน
เทพธิดาเซียวเหอนั่งลงบนเบาะกลมอันหนึ่ง แล้วบุ้ยใบ้ให้เจียงฉางเซิงนั่งลงด้านขวาของนาง
หลังนั่งลงเรียบร้อย เจียงฉางเซิงก็สำรวจรอบด้านอย่างสงบ หลังจากเขามองเห็นใบหน้าของผู้ฝึกเซียนเหล่านี้ชัดเจน เขาก็ยิ่งรู้สึกสมจริงมากกว่าเดิม แต่เขาก็ยังใช้พลังอาคมไม่ได้อยู่ดี สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับสภาวะตอนที่เขาถอดวิญญาณออกจากร่าง
เทพธิดาเซียวเหอเหล่มองเขาแล้วถามว่า “สหายนักพรตฉางเซิงร่ำเรียนจากอาจารย์คนใดหรือ”
เจียงฉางเซิงตอบกลับไป “อาจารย์ของข้านามว่าชิงซวี มิได้มีชื่อเสียงเด่นดังนัก”
“ข้าไม่คุ้นหน้าเจ้า แต่เจ้าบุคลิกองอาจสง่างาม ดูท่าผู้อาวุโสชิงซวีท่านนี้คงมิธรรมดา”
“เทพธิดาชมเกินไปแล้ว”
ทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย แม้เจียงฉางเซิงจะไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไรนัก แต่เขาไม่กล้าถามมาก
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ผู้ฝึกเซียนทั้งหมดก็นั่งลงเรียบร้อย เสียงระฆังดังขึ้นหนึ่งหน เจียงฉางเซิงกับเทพธิดาเซียวเหอหยุดสนทนา พวกเขาทั้งคู่ต่างมองไปด้านหน้าพร้อมกัน
เบื้องหน้าของพวกเขามีผู้ฝึกเซียนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนนั่งเรียงรายเป็นแถวๆ สุดขอบฟ้าเบื้องหน้าปรากฏแสงสีทองหมุนวนเป็นวังน้ำวนค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น มันงดงามหาใดเปรียบ เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เหาะออกมาจากด้านใน
คนผู้นั้นเป็นนักพรตที่แม้นนั่งอยู่ เรือนกายก็ยังสูงนับหมื่นจั้ง เขาหลับตานั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางดอกบัวสีคราม รัศมีเซียนผ่องแผ้วน่านับถือ มือถือแส้ปัดฝุ่น คิ้วกับหนวดเครายาวเฟื้อย แลดูยิ่งใหญ่ยิ่งนัก
ยามเห็นคนผู้นี้ เจียงฉางเซิงเกิดความรู้สึกที่บอกกล่าวไม่ถูกและมิอาจเอื้อนเอ่ยด้วยคำพูดขึ้นมา
“คารวะเจ้าลัทธิคุนหลุน!”
ผู้ฝึกเซียนทั้งหลายเรียกขานอย่างพร้อมเพรียง เสียงที่ประสานเป็นหนึ่งของพวกเขาดังกังวานดุจเกลียวคลื่น
“นับจากเทศนาหนก่อน กาลเวลาผ่านพ้นแสนวสันต์ บางคนยังอยู่ บางคนมิอยู่แล้ว ข้าเห็นคนรุ่นหลังมากขึ้นก็ปลื้มใจนัก พวกเจ้าเข้ามาในคุนหลุนได้ย่อมเป็นผู้ที่มรรคาสวรรค์ยอมรับ ก่อนเริ่มเทศนา พวกเจ้ามีข้อสงสัยหรือไม่”
สุ้มเสียงของเจ้าลัทธิคุนหลุนฟังดูแก่ชรา จังหวะเอ่ยพูดแช่มช้า แต่หลังจากเจียงฉางเซิงได้ยินเสียงนั้น เขากลับรู้สึกจิตใจแจ่มใสปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามีปราณวิญญาณแทรกเข้ามาในร่างกาย
“ขอบังอาจถามเจ้าลัทธิ ในยุคสมัยนี้ยังมีหนทางสู่ชั้นพรหมอยู่หรือไม่”
ด้านหน้ามีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแน่วแน่ดังกังวาน
หนทางสู่ชั้นพรหมหรือ
หมายถึงเทพเซียนชั้นพรหมในตำนานนั่นน่ะหรือ
เจียงฉางเซิงลอบสงสัยกับตัวเอง ในตำนานและเรื่องเล่าของประเทศจีน เทพเซียนชั้นพรหมสื่อถึงเทพเซียนผู้มีตบะแก่กล้า
มีสำนวนหนึ่งกล่าวว่า ‘แม้แต่เทพเซียนชั้นพรหมก็ช่วยไม่ได้แล้ว’ คำพูดนี้หมายถึงเทพเซียนชั้นพรหมบำเพ็ญเพียรจนตบะแก่กล้าถึงที่สุดนั่นเอง
“หนทางสู่ชั้นพรหมยังคงอยู่เสมอ แต่บุญบารมีอันใหญ่หลวงนั้นยากจะสร้างกันได้ ยามนี้กฎแห่งมรรคาสวรรค์สมบูรณ์พร้อมแล้ว พวกเจ้าจะแสวงหาหนทางสร้างบุญบารมีใหญ่หลวงย่อมหามีไม่ มีเพียงต้องใช้พลังพิสูจน์หนทางเซียน จะใช้พลังพิสูจน์หนทางเซียนอย่างไร ต้องแล้วแต่วาสนาสวรรค์ของแต่ละคน”
เจ้าลัทธิคุนหลุนเอ่ยตอบ ทันใดนั้นจู่ๆ เขาก็ผินหน้าเล็กน้อยมองมาทางเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงเห็นภาพนี้ ในใจก็กังวลอย่างไร้สาเหตุ
นี่มันแค่ภาพลวงตา ไม่มีอันตรายอะไรทั้งนั้น!
เจียงฉางเซิงได้แต่พร่ำปลอบตนเองเช่นนี้ในใจ
พูดไปแล้วก็แปลก ตัวเขาเองก็เป็นเซียนคนหนึ่ง ตบะที่ฝึกบำเพ็ญมาก็แก่กล้าไม่น้อย เขาประหัตประหารผู้ฝึกยุทธ์ขั้นวิวัฒน์ยุทธ์รังสรรค์ที่สุดแสนจะแข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าลัทธิคุนหลุน เขากลับรู้สึกเหมือนตนเองเป็นปุถุชนผู้เผชิญหน้ากับเทพเซียน
ดูท่าเจ้าลัทธิคุนหลุนผู้นี้จะมีตบะแก่กล้ายิ่งนัก หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนคงจะยังอีกยาวไกล เขาเพิ่งจะย่างเท้าเข้ามาเท่านั้นเอง
“สิ่งใดคือวาสนาสวรรค์ แล้วจะตามหาเช่นไร” มีผู้ถามขึ้นมาต่อ
เจ้าลัทธิคุนหลุนตอบอย่างเนิบช้า “วาสนาสวรรค์ก็คือโชควาสนาจากมรรคาสวรรค์ ฝืนไขว่คว้ามิอาจได้มา บ้างเคยพบพานในอดีต บ้างเสาะแสวงพบในปัจจุบัน บ้างมาเยือนในอนาคต”
กล่าวถึงท่อนสุดท้าย เขาพลันลืมตา สายตาจับจ้องมายังร่างของเจียงฉางเซิง
………………………………………………
[1] จวงโจวฝันว่าเป็นผีเสื้อ สำนวนจากเรื่องเล่าของชายผู้หนึ่งนามว่าจวงโจว จวงโจวนอนหลับไปบนทุ่งหญ้า ในความฝันเขากลายเป็นผีเสื้อโบยบินอย่างมีความสุขจนลืมว่าเขาเคยเป็นมนุษย์ เมื่อจวงโจวสะดุ้งตื่น เขางุนงงว่าตนเองเป็นมนุษย์หรือเป็นผีเสื้อกันแน่ แท้จริงแล้วเขาคือบุรุษนามจวงโจวที่ฝันว่าตัวเองกลายเป็นผีเสื้อ หรือ ผีเสื้อที่ฝันว่าตนเองกลายเป็นมนุษย์นามว่าจวงโจว สำนวนนี้มักใช้หมายถึงความฝันที่ประหลาดพิสดาร หรือชีวิตมนุษย์ที่แปรเปลี่ยนไม่แน่นอน