เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 410 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ พลังสวรรค์แผ่อย่างยิ่งใหญ่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 410 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ พลังสวรรค์แผ่อย่างยิ่งใหญ่
“มีอยู่บ้างแต่ก็น้อยนัก อีกทั้งมีคนหนึ่งที่ดูจะพิเศษมาก จำเป็นต้องสังเกตต่อไป” ไทซังคุนหลุนเอ่ยตอบ
สตรีผมขาวก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วหลับตาลง เมื่อเห็นดังนั้นไทซังคุนหลุนก็หันหลังกลับและเตรียมจะจากไป
“เรื่องของโลกเทพยุทธ์อย่าได้กังวลไปเลย รีบใช้เวลาบรรลุขั้นเพื่อไปสู่ระดับขั้นที่เหนือกว่านิรันดรกาลเถิด!” เสียงของสตรีผมขาวดังมาจากข้างหลัง
ไทซังคุนหลุนไม่ได้กล่าวตอบกลับ หายตัวจากที่เดิมไปอย่างรวดเร็ว ฟ้าดินแห่งนี้ก็พลันเงียบสงบลง
เหนือทะเลเมฆ หลิวเสินโจวและซีหมิงหวังนั่งสมาธิคู่กัน พวกเขามองลงมายังแดนมนุษย์ บาดแผลของทั้งสองคนฟื้นตัวแล้ว
หลิวเสินโจวมองไปยังรัดเกล้าทองบนศีรษะของซีหมิงหวังเป็นระยะ ๆ ท่าทางเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ รัดเกล้าทองนี้เหมือนกับรัดเกล้าทองของซุนหงอคงในความทรงจำของเจียงฉางเชิงทุกประการ สวมไว้บนศีรษะของซีหมิงหวังเช่นนี้กลับทำให้ดูมีพลังที่ไม่เหมือนใคร
ซีหมิงหวังแค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า “เลิกมองได้แล้ว นี่เจ้าคิดจะอยู่ใต้ร่มเงาของมรรคาจารย์ตลอดไปจริง ๆ หรือ”
หลิวเสินโจวหัวเราะตอบกลับ “เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า ทั้งเจ้ากับข้าล้วนแสวงหาผู้ที่มีพลัง ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงจะไม่บำเพ็ญเพียรวิชามารที่ไม่ใช่วิถียุทธ์หรอก มรรคาจารย์กำลังประสบกับสังสารวัฏร้อยชาติ เมื่อเขาคืนสู่จุดสูงสุด เปิดเส้นทางวิถีเซียน ทั้งเจ้ากับข้าก็สามารถฝึกเป็นเซียนได้ ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยฝึกวิชามารนั้นของเจ้าก็คงจะไม่มีมารเกิดขึ้นในใจอีก สามารถควบคุมได้เป็นอย่างดี และไม่ถูกโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ต่อต้านอีกต่อไป”
ซีหมิงหวังนิ่งเงียบไป วิชามารของเขานั้นใช้ได้เพียงในห้วงอนันตสุญญตาเท่านั้น ไม่เช่นนั้นอาจถูกพลังของกฎวิถียุทธ์ต่อต้าน แม้แต่โชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ในตัวเขาก็อาจจะขัดขวางเขา สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาพอใจได้ก็คือหลังจากที่เขาได้สละโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์นั้นแล้ว การใชวิชามารของเขาก็จะราบรื่นขึ้นมาก เพียงแต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าการติดตามมรรคาจารย์จะมีผลตามมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เขารู้แน่นอนคือ หลังจากตัดขาดโชคชะตาแห่งวิถียุทธ์ เขาก็จะกลายเป็นพวกผิดแผกที่โลกเทพยุทธ์ไม่อาจยอมรับ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอนาคตเลย แม้แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันก็ทำให้เขาไม่สบายใจนัก เขาเข้าร่วมโลกคุนหลุนมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่อาจปรับตัวได้ เหล่าเทพเซียนบนสวรรค์สำหรับเขาแล้วก็หาได้ต่างจากมนุษย์ธรรมดา เพียงแคี่ได้อาศัยโชคชะตาของมรรคาจารย์ก็เท่านั้น มังกรกับพญาหงส์ไหนเลยจะสามารถอยู่ร่วมกับไก่กับหมาได้ เพราะเหตุนันเขาจึงอยู่ที่แห่งนี้มาโดยตลอด ไม่ยอมขึ้นแดนสวรรค์และก็ไม่ยอมไปยังแดนมนุษย์
หลิวเสินโจวคอยติดตามดูแลเขา โชคดีที่ซีหมิงหวังไม่ได้ก่อเรื่อง และในเมื่อมาถึงแล้วก็อยู่ดี ๆ เลือกที่จะฝึกฝนวิชาเพื่อหาโอกาสหลบหนี
หลิวเสินโจวเริ่มหาหนทางเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง เอ่ยยกย่องเชิดชูพลังอันยิ่งใหญ่ของแดนสวรรค์และมรรคาจารย์ และพูดคุยแนวคิดของเขาเกี่ยวกับวิถีเซียน ถึงแม้ว่าเทพเซียนบนแดนสวรรค์จะยังไม่ได้เข้าสูวิถีเซียนอย่างแท้จริง แต่เพียงโชคชะตาจากบัญชีสถาปนาเทพก็ชวนให้จินตนาการไปไกลแล้ว
ซีหมิงหวังไม่ได้กล่าวอะไรอีก อดทนฟังคำเกลี้ยกล่อมของอีกฝ่าย แต่เขาเป็นถึงซีหมิงหวังผู้มีศักดิ์ศรีสูงส่ง ไหนเลยจะยอมก้มหัวให้ผู้ใดได้ หากไม่ใช่เพราะสิ่งชั่วร้ายที่คาดอยู่บนศีรษะตอนนี้ เขาจะตกอยู่ในสภาพที่น่าอับอายถึงเพียงนี้หรือ อดทนไว้!
ขณะที่ซีหมิงหวังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความโกรธแค้น ทันใดนั้นก็มีแรงกดดันมหาศาลแผ่ลงมาจากฟากฟ้า ปกคลุมไปทั่วโลกคุนหลุน สรรพชีวิตทั้งหลายต่างก็เงยหน้าขึ้นไปมองโดยไม่รู้ตัว
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังฝึกยุทธ์ สิ่งมีชีวิตของเผ่าต่าง ๆ ที่กำลังต่อสู้ฟาดฟันกัน สัตว์อสูรที่หลับใหล เหล่าเทพเซียนที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือขุนนางในราชสำนัก ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนถูกขัดจังหวะ ต่างพากันมองขึ้นไปยังท้องฟ้า
หลิวเสินโจวเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “นี่มัน…”
แม้จะอยู่บนแดนสวรรค์มาหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยรู้สึกถึงลมปราณที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้มาก่อน แม้เขาจะเข้มแข็งเพียงใดก็ยังรู้สึกว่าตนนั้นเล็กเหลือเกิน แรงกดดันนี้ไม่ได้รุนแรงมากเกินไป แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกเกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
แม้แต่ซีหมิงหวังเองก็ตกตะลึง สายตาของเขาไม่อาจมองทะลุสวรรค์เก้าชั้นได้ แต่เขาสัมผัสได้ว่าแรงกดดันนั้นมาจากบนสวรรค์ชั้นเก้า
“ดูท่ามรรคาจารย์คงจะบรรลุขั้นแล้ว” หลิวเสินโจวเอ่ยอย่างทอดถอนใจ ดวงตาเปล่งประกายร้อนแรง เขาเฝ้ารอวันที่วิถีเซียนจะมาถึง!
อีกด้านหนึ่ง หน้าประตูตำหนักเมฆาม่วง ไป๋หลงและไป๋ฉีถูกไล่ออกมา พวกนางทนไม่ได้กับแรงกดดันของเจียงฉางเชิง จึงทำได้เพียงถอยออกมา
“ไปเถอะ ไปเดินเล่นกับข้าที่วังมังกรดีหรือไม่ เจ้าเป็นถึงพญามังกรตัวแรกของฟ้าดินเชียวนะ” ไป๋ฉีเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
ราชามังกรของทั้งสามมหาสมุทรล้วนแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง วิวัฒน์เป็นมังกรได้ก็เพราะนาง พวกเขาจึงเคารพนางเป็นอย่างยิ่ง
ไป๋หลงหาวหนึ่งทีแล้วกล่าวว่า “ข้าหวังว่าแท่นมังกรคงจะนอนได้สบายกว่าหน่อย”
ไป๋ฉีกระโดดขึ้นบนหลังของมันในทันที จากนั้นก็ขี่มังกรลงไปยังแดนมนุษย์
ในตำหนักเมฆาม่วง ดวงเนตรมหามรรคาของเจียงฉางเชิงกำลังเปิดอยู่ไม่อาจปิดลงได้ สีทองสว่างไสวส่องไปทั่วทั้งตำหนัก ในที่สุดเขาก็กำลังจะบรรลุขั้น!
เขากลั้นใจระงับแรงผลักดันของการบรรลุขั้นเพื่อสังเกตแดนมนุษย์ ขณะนี้คือปีเฉิงเทียนที่สี่ร้อยสี่สิบเอ็ด ในปีนี้เขามีอายุหนึ่งพันสามร้อยยี่สิบห้าปี เวลาผ่านไปแล้วเจ็ดร้อยสามสิบเจ็ดปีนับตั้งและการบรรลุขั้นครั้งที่แล้ว
‘ช่างเป็นเวลาที่ยาวนานเสียจริง’ เจียงฉางเชิงคิดอยู่ในใจ แม้นับตามอายุอาจดูว่ายาวนาน แต่ความรู้สึกของเขากลับไม่เป็นเช่นนั้น ที่จริงแล้วก็ไม่ถือว่ายาวนาน เพราะหลังจากกลายเป็นเซียนแล้ว ความรู้สึกต่อเวลาของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นรู้สึกเร็วมากยิ่งขึ้น
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นและขยับร่างกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เตรียมตัวบรรลุขั้น เขาเรียกแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาออกมา
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 1,190,210,029,092]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 25,888,632,110,034]
แต้มเซ่นไหว้ได้ทะลุหลักล้านล้านแล้ว และอัตราการเพิ่มขึ้นเริ่มคงที่ เมื่อก่อนตอนที่แต้มเซ่นไหว้ทะลุหลักล้านล้านนั้น แม้จะไม่ได้ปลดล็อกฟังก์ชันเซ่นไหว้ แต่โอกาสในการเสริมพลังฟังก์ชันเซ่นไหว้ก็ได้ปรากฏขึ้น เจียงฉางเชิงไม่ลังเลที่จะเลือกเสริมพลังของฟังก์ชันเซ่นไหว้พยากรณ์
ถึงแม้ว่าในยามนี้ยังไม่มีศัตรูบุกมา แต่เขาได้รับข้อมูลจากการคำนวณของแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ ซึ่งถือว่ามีความหมายอย่างยิ่ง ส่วนฟังก์ชันอื่นๆ ล้วนแต่ช่วยเขาเสริมสร้างพลัง ในตอนนี้แดนสวรรค์ได้เริ่มผงาดขึ้นแล้ว เขาจึงใช้งานฟังก์ชันเซ่นไหว้อื่นๆ น้อยลง เก็บแต้มเซ่นไหว้ไว้ให้มากที่สุดเพื่อใช้ในยามผ่านด่านเคราะห์
หลังจากขยับร่างกายเล็กน้อย เจียงฉางเชิงก็พาบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาออกจากตำหนักเมฆาม่วง มายังด้านบนของคงคาสวรรค์ เขาปล่อยดวงจิตออกไปตรวจสอบก่อนว่ามีศัตรูอยู่ในห้วงสุญญตาบริเวณรอบๆ หรือไม่ ในขณะเดียวกันเขาก็ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์สอบถามว่า ผู้ที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งและสองในขอบเขตที่รับรู้ได้นี้คือผู้ใดบ้าง
หลังจากยืนยันว่าเป็นเขาและซีหมิงหวัง เขาจึงวางใจ ดวงจิตค้นหาศัตรูไม่พบ แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ก็คำนวณไม่พบศัตรูเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าวางใจสองชั้นเลยทีเดียว
โครมคราม!
เมื่อเจียงฉางเชิงไม่ได้กดวรยุทธ์ พลังภายในของเขาก็ระเบิดออกมาทันที ก่อให้เกิดเมฆอัสนีอย่างรุนแรง เมฆอัสนีนี้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า มีอานุภาพยิ่งใหญ่นัก คนของเผ่าฉางที่กำลังลาดตระเวนและทหารสวรรค์ที่กำลังฝึกกระบวนท่าบนคงคาสวรรค์ ต่างหันศีรษะกลับไปมองทีละคน พวกเขามองเห็นเมฆอัสนีบาตปั่นป่วนกลิ้งตัวไปมาด้วยความเร็วผิดปกติ
“ข้าจะฝ่าด่านเคราะห์อัสนีบาต พวกเจ้าอย่าได้เข้าใกล้!” เสียงของเจียงฉางเชิงส่งถึงหูของทุกคนบนคงคาสวรรค์
เมื่อได้ยินเสียงของเขา ทุกคนต่างก็สงบลง จากนั้นก็เกิดความอยากรู้และเฝ้ารออย่างแรงกล้า มรรคาจารย์จะฝ่าด่านเคราะห์อัสนีบาตจริงๆ หรือ หลังจากเข้าร่วมกับแดนสวรรค์ คนของเผ่าฉางก็เคยได้ยินตำนานต่างๆ ของมรรคาจารย์อยู่บ้าง เรื่องการฝ่าด่านเคราะห์อัสนีบาตก็คือหนึ่งในนั้น ในมหาพิภพนิลเหลืองเมื่อผู้ฝึกยุทธ์บรรลุขั้นมาได้ก็ไม่ต้องผ่านด่านเคราะห์ อย่างมากก็แคี่ธาตุไฟเข้าแทรกเท่านั้น
เจียงฉางเชิงประทับบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา แผ่รัศมีแสงศักดิ์สิทธินับหมื่นจั้ง ดวงเนตรมหามรรคาก็พลันพุ่งแสงสีทองออกมา สาดส่องสู่ห้วงอากาศอันมืดมิด เขาเรียกแต้มเซ่นไหว้และแต้มโชคชะตาออกมาวางไว้ตรงหน้า จากนั้นก็รอการผ่านด่านเคราะห์
เมฆอัสนีแห่งด่านเคราะห์สวรรค์ยังคงก่อตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขอบเขตที่ปกคลุมก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ พลังเคราะห์สวรรค์ที่ซ่อนอยู่ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น จนทำให้ท้องฟ้าของโลกคุนหลุนเกิดการเปลี่ยนสี
เจียงฉางเชิงเงยหน้ามองขึ้นไป ท้องฟ้ากลายเป็นมืดครึ้ม ลมและเมฆก็เคลื่อนไหวรุนแรงราวกับวันสิ้นโลกกำลังจะมาเยือน
เมื่อหลิวเสินโจวกับซีหมิงหวังมาถึงคงคาสวรรค์ มองจากระยะไกลพวกเขาก็มองเห็นร่างเงาของมรรคาจารย์
“เขาประทับบนเก้าอี้ผ่านด่านเคราะห์หรือ เคราะห์สวรรค์นี้ช่างน่ากลัวนัก เกือบจะเทียบเท่าผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลแล้วใช่หรือไม่” หลิวเสินโจวเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แม้จะเคารพมรรคาจารย์ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเคราะห์สวรรค์เช่นนี้ เขาก็ยากที่จะรักษาความสงบไว้ได้ ซีหมิงหวังสีหน้าเปลี่ยนไปมาไม่ได้เอ่ยกล่าวอะไรออกมา แต่ความเงียบก็คือคำตอบแล้ว
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง จนเมฆอัสนีแห่งด่านเคราะห์สวรรค์ปกคลุมไปทั่วทั้งโลกคุนหลุน ด่านเคราะห์สวรรค์จึงได้เริ่มขึ้น
เจียงฉางเชิงสัมผัสได้ว่า เคราะห์สวรรค์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาจะสามารถรับได้ หรือต่อให้เป็นวิวัฒน์ยุทธ์รังสรรค์ก็ยากที่จะต้านทานไหว เพราะนี่เพิ่งแคี่เริ่มต้นเท่านั้น เวลายิ่งล่วงเลยไป ด่านเคราะห์สวรรค์ก็ยิ่งทวีความรุนแรง
แม้เคราะห์สวรรค์จะแข็งแกร่ง แต่เจียงฉางเชิงก็หาได้กลัวไม่ ตอนที่เขาบรรลุขั้นในครั้งก่อน มูลค่าของแต้มเซ่นไวก็ถึงขั้นเจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาระดับสมบูรณ์แล้ว มูลค่าในตอนนี้เกรงว่านำไปเทียบกับวิวัฒน์ยุทธ์รังสรรค์ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่า เพราะว่ามูลค่าของแต้มเซ่นไหวเขานั้นทะลุเกินหกร้อยล้านล้านไปแล้ว
เปรี้ยง!
อัสนีบาตสายแรกฟาดลงมา ผู้ชมโดยรอบต่างก็ตกใจอย่างสุดขีด รวมถึงหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังที่อยู่ตรงนั้นเช่นเดียวกัน ทุกสรรพชีวิตล้วนได้ยินเสียงฟ้าผ่าลั่น น่าสะพรึงกลัว ต่างก็คิดว่าฟ้ากำลังถล่มลงมา
เจียงฉางเชิงยังไม่ได้ใช้แต้มเซ่นไหว้หรือแต้มโชคชะตาในทันที แต่กลับกระตุ้นเขตอาคมป้องกันของบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแทน อัสนีบาตที่สุดแสนสะพรึงกลัวในสายตาของหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังนั้น กลับถูกเขตอาคมป้องกันสะท้อนกลับอย่างง่ายดาย อัสนีบาตสายที่สองผ่าลงมาอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยสายที่สาม สี่ ห้า…
เหล่าเทพเซียนที่มาชุมนุมยังคงคาสวรรค์ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชมภาพอันยิ่งใหญ่ในการผ่านด่านเคราะห์ของมรรคาจารย์
เยี่ยจานมองมาจากที่ไกล สายฟ้าเปล่งแสงประกายสะท้อนบนใบหน้าเขา เขาอ้าปากกว้างโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
‘บรรพจารย์ต้องพลังระดับขั้นไหน ถึงจะสามารถเผชิญด่านเคราะห์อัสนีบาตเช่นนี้ได้กัน’ เยี่ยจานเอ่ยถามขึ้นในใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยกล่าวด้วยความตกตะลึงว่า “ข้าเองก็ไม่แน่ชัดนัก ว่ากันว่ามีเพียงผู้ที่อยู่เหนือวิถียุทธ์เท่านั้นจึงจะเผชิญด่านเคราะห์สวรรค์ได้ หรือไม่ก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือกรอบเกณฑ์วิถียุทธ์ ถึงจะสามารถผ่านด่านเคราะห์ได้ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นมันด้วยตาของตัวเอง ด่านเคราะห์อัสนีบาตช่างน่ากลัวยิ่งนัก!”
เมื่อก่อนความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ทำให้เขาคิดว่า มรรคาจารย์คือปีศาจเฒ่าที่ถูกวิถียุทธ์ขับไล่ออกมา ในใจเขาคิดว่ามรรคาจารย์คือผู้อาวุโสที่ใกล้เคียงกับตน แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนประเมินมรรคาจารย์ต่ำเกินไป มรรคาจารย์จะต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่าตัวเขาแน่นอน! ทำให้เขาเริ่มเคารพและเกรงกลัวในตัวมรรคาจารย์
มูหลิงลั่วและเจียงจื่ออวี่ก็มาเฝ้าดูเจียงฉางเชิงผ่านด่านเคราะห์เช่นเดียวกัน ในแต่ละทิศทางเต็มไปด้วยเทพเซียนที่กำลังวิจารณ์อยู่ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ เพียงแคี่ก้าวขึ้นมาบนคงคาสวรรค์ก็ทำให้พวกกลัวจนใจสั่น
เจียงฉางเชิงไม่ได้สนใจผู้คนรอบข้าง ตั้งใจผ่านด่านเคราะห์อย่างเต็มที่ อาศัยเพียงแคี่เหล่าสมบัติอาคมที่แข็งแกร่ง เขาเริ่มโคจรพลัง ทำให้ผลมรรคาในร่างหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว พลังอาคมมากมายมหาศาลไหลทะลักออกมาไม่หยุด ชำระทั้งร่างกายและจิตวิญญาณของเขา
พลังจากด่านเคราะห์สวรรค์ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เสียงฟ้าร้องคำรามดังจนแทบหูดับ ทันใดนั้น!
เจียงฉางเชิงดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง เขาหันศีรษะกลับไปมอง ทิศทางนั้นคือทิศทางของมหาพิภพนิลเหลือง เขารู้สึกถึงแรงกดดันจากการสู้รบที่แข็งแกร่งส่งออกมา
สถานที่แห่งนี้ห่างจากมหาพิภพนิลเหลืองไกลยิ่งนัก ต้องเป็นการสู้รบที่แข็งแกร่งเพียงใด จึงสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมายังที่นี่ได้ หรือว่าแดนโลหิตเริ่มโจมตีโลกเทพยุทธ์แล้ว
เจียงฉางเชิงสงสัยในใจ แต่มันก็เป็นเพียงแคี่ความคิดชั่วครู่ ตอนนี้ต้องดูแลตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หลังจากอสนีบาตผ่าลงมาครบหนึ่งร้อยสาย พลังอัสนีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อัสนีเริ่มเปลี่ยนสี อัสนีเส้นสีขาวฟาดลงมาทำให้บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาสั่นสะเทือน เจียงฉางเชิงก็รู้สึกว่าตัวชาไปทั่วทั้งตัว ดูเหมือนจะไม่ไม่อาจพึ่งสมบัติอาคมได้อีกต่อไป ต้องระวังไม่ให้สมบัติอาคมถูกฟ้าผ่าทำลาย
เขาเริ่มเปิดใช้เกราะโชคชะตา แต้มโชคชะตายี่สิบห้าล้านล้านก็น่าจะทนทานต่อไปได้อีกสักระยะกระมัง!