เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 413 เปิดวิถีแห่งเซียน มรรคาจารย์เทศนาการบำเพ็ญเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 413 เปิดวิถีแห่งเซียน มรรคาจารย์เทศนาการบำเพ็ญเซียน
เจียงฉางเชิงหยิบป้ายวิถีเซียนพิภพออกมา
มีขนาดประมาณฝ่ามือ เหมือนแผ่นหยกขาว ภายในมีปราณสีม่วงหลายสายไหลเคลื่อนอยู่ เมื่อกุมแผ่นป้ายนี้ไว้ในมือ จิตใจของเขาก็จะสงบนิ่ง
เขาเริ่มทลายเขตอาคมป้ายวิถีเซียนพิภพ สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์นี้สร้างสถิติเขตอาคมของสมบัติอาคมที่ซับซ้อนที่สุดครั้งใหม่อีกแล้ว
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ไป๋ฉีกับไป๋หลงกลับมาเห็นว่าเขากำลังทลายเขตอาคมของวิเศษจึงไม่ได้ไปรบกวน และหลังจากนั้นมูหลิงลั่วก็กลับมาเช่นกัน นางออกไปฝึกวิชานานเพียงนี้ กลิ่นอายของนางทรงพลังขึ้นเรื่อย ๆ การทลายเขตอาคมครั้งนี้ผ่านไปอีกสิบปี
มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์มาแล้วยี่สิบปี เหล่าเทพเซียนแทบไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก นับประสาอะไรกับในแดนมนุษย์ ด่านเคราะห์ฟ้าดินครั้งนั้นได้กลายเป็นตำนานไปแล้ว ทำให้แดนมนุษย์เกิดบรรยากาศใหม่ขึ้นอีกครั้ง
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้น ถือป้ายวิถีเซียนพิภพในมือขวา แต่ในดวงตากลับมีความอ่อนล้าอยู่เล็กน้อย แม้เขาจะเป็นขั้นเอกเทวะ แต่การทลายเขตอาคมของวิเศษมรรคาสวรรค์เช่นนี้ก็สิ้นเปลืองแรงเอาการ เป็นความรู้สึกทลายเขตอาคมของสมบัติอาคมที่ไม่เคยมีมาก่อน
เขาถือป้ายวิถีเซียนพิภพไว้ในมือแล้วใส่ดวงจิตเข้าไปภายใน ให้วิถีเซียนของตนหลอมรวมเข้ากับป้ายวิถีเซียนพิภพ
ในเวลาเดียวกัน ก็เกิดคำถามหนึ่งวนเวียนอยู่ในห้วงสมองของเขา
ระดับขั้นของวิถีเซียน! ควรจำกัดความอย่างไรดี มรรคาธรรมชาติเป็นแค่ชั้นของพลัง ไม่ได้เป็นชื่อของระดับขั้นที่เป็นรูปธรรม
เจียงฉางเชิงตัดสินใจว่าจะกำหนดระดับขั้นตามชั้นของวิชามรรคาธรรมชาติ โดยในเบื้องต้นจะตั้งสิบเอ็ดระดับขั้นก่อน ส่วนเรื่องที่เขาอยู่ในขั้นที่สิบสอง ย่อมไม่สามารถบอกแก่ผู้ศรัทธาไปล่วงหน้า จำต้องเก็บไว้เป็นความลับ
เขาจดจ่ออยู่กับป้ายวิถีแห่งเซียนพิภพเพื่อถ่ายทอดวิถีเซียนของตน
เขาค้นพบเรื่องหนึ่ง นั่นคือเมื่อใส่เคล็ดวิชาของวิชามรรคาธรรมชาติเข้าไปในป้ายวิถีเซียนพิภพ ป้ายวิถีเซียนพิภพจะไม่จาริกวิชามรรคาธรรมชาติเข้าไปโดยตรง แต่จะสร้างวิชาฝึกตนขึ้นมามากมายจากเคล็ดวิชามรรคาธรรมชาตินั้น โดยจัดแบ่งตามคุณสมบัติที่มี จุดนี้ทำให้ลดความยุ่งยากไปได้มาก ทำให้เขายิ่งตื่นเต้นและเฝ้ารอให้วิถีเซียนมาถึงอย่างยิ่ง
ท้องฟ้าเป็นสีโลหิต ทะเลเมฆาพลิกม้วน ในหุบเขาเบื้องล่างผู้ฝึกยุทธ์นับพันต่างกำลังฝึกวิชาอยู่
เฟิงอวีนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ไหล่เขา ทอดสายตาไปยังท้องฟ้าพร้อมกับขมวดคิ้วแน่น
ชายร่างผอมแห้งผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขา จากนั้นก็นั่งลงและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เฟิงอวี่ เหตุใดเจ้าจึงทำตัวสันโดษเช่นนี้ ที่ประมุขน้อยเผ่าเหลียวเชิญเจ้าก็เพราะมีเจตนาจะผูกมิตร แล้วเจ้าปฏิเสธได้อย่างไร”
เฟิงอวี่เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “ข้ามาที่นี่มิใช่มาเพื่อผูกมิตร ข้ามุ่งหวังแต่จะแข็งแกร่งขึ้น ไม่ต้องการเสียเวลา”
ครั้งยังมีเผ่าเฟิงอยู่ ก่อนหน้านี้เขาก็ชอบผูกมิตรกับผู้ฝึกยุทธ์หนุ่มสาวไปทั่ว แต่เมื่อย้อนคิดถึงในเวลานี้กลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขัน เพราะตอนที่เผ่าเฟิงถูกโจมตี กลับไม่มีเผ่าตระกูลสูงศักดิ์ที่เป็นมิตรกันมาช่วยแต่อย่างใด
เขาพาน้องชายน้องสาวไปหาที่หลบซ่อนตัวในที่ต่าง ๆ ก็เคยถูกคนปิดประตูใส่สะหน้ามาหลายครั้งนัก เผ่าตระกูลสูงศักดิ์เหล่านั้นต่างพากันหวาดกลัวว่าเผ่าเฟิงจะถูกลัทธิโบราณเพ่งเล็ง จึงไม่กล้ารับพวกเขาเอาไว้
“เจ้านะเจ้า ช่างเถิด คร้านจะยุ่งกับเจ้าแล้ว เจ้ากำลังดูสิ่งใดอยู่ จึงตั้งอกตั้งใจถึงเพียงนี้” ชายร่างผอมแห้งเอ่ยถามพร้อมส่ายหน้า
“ปรากฏการณ์บนฟ้าเช่นนี้ ดูไปแล้วเดือดร้อนยุ่งยากนัก โโลกเทพยุทธ์ไม่มีปัญหาใดจริงหรือ” เฟิงอวี่ย้อนถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
ความวุ่นวายของลัทธิโบราณทำให้ความเชื่อมั่นที่เขามีต่อโลกเทพยุทธ์ลดลงถึงขีดสุด เหตุที่เขามายังโลกเทพยุทธ์ก็ด้วยมุ่งหวังจะให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เขาเป็นกังวลว่าตนเองยังไม่ทันจะแข็งแกร่งขึ้น โลกเทพยุทธ์กลับจะถูกทำลายลงเสียก่อนแล้ว
ชายร่างผอมแห้งกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งนี้เป็นแดนโลหิตมารุกราน เจ้าคุ้นเคยเสียก็ดี ข้าได้ยินผู้อาวุโสในเผ่าเคยเอ่ยถึงว่า ทุก ๆ ช่วงเวลาหนึ่งพวกเขาจะเข้ามาโจมตีโลกเทพยุทธ์ เมื่อใดที่พิภพทั้งสามพันเกิดความเดือดร้อน พวกเขาจะต้องอาศัยจังหวะนั้นลงมือ แต่ไม่เคยสำเร็จแม้สักหน จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็ประหลาดนัก เพราะเมื่อโลกเทพยุทธ์โจมตีแดนโลหิตจนล่าถอยไป สามพันพิภพก็จะกลับเข้ามาสวามิภักดิ์ เคราะห์ภัยนานาที่เกิดขึ้นจะราวกับว่าปลิวหายไปตามลม ข้ายังเคยสงสัยเลยว่าเรื่องของแดนโลหิตนี้ ที่แท้แล้วเป็นโลกเทพยุทธ์จัดฉากขึ้นมา”
พูดจบเขาก็มองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังด้วยกลัวว่าจะถูกคนได้ยิน
เฟิงอวี่ขมวดคิ้ว เพราะคำพูดนี้กลับเป็นการเตือนสติเขา หากแม้แต่เรื่องของแดนโลหิตก็ยังอาจเป็นแผนชั่วของโลกเทพยุทธ์ แล้วลัทธิโบราณเล่า เขาไม่เข้าใจเสียจริงๆ ว่าเหตุใดโลกเทพยุทธ์จึงปราบลัทธิโบราณไม่ได้ และหากว่าลัทธิโบราณทรงอำนาจจริงๆ แล้วเหตุใดจึงไม่ล้มล้างโลกเทพยุทธ์เสีย
เขายิ่งคิดก็ยิ่งกังวลใจ เกิดความเดือดดาลขึ้นในใจและไม่อาจระบายออกมาได้ คล้ายกับสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเขา พลังลึกลับภายในกายจึงหลั่งไหลไปยังกระดูกของเขา และช่วยขจัดความรู้สึกด้านลบ พร้อมกับทำให้หัวคิ้วของเขาค่อย ๆ คลายตัวลงด้วย
‘โชคดีที่ข้ามีวาสนาที่ดีงามอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว หากไม่อาจพึ่งพาโลกเทพยุทธ์ได้ วันหน้าเมื่อได้เคล็ดวิชาแล้วก็จะหนีไปเสีย!’ เฟิงอวี่คิดอยู่เงียบ ๆ จากนั้นจึงสนทนาสัพเพเหระกับชายร่างผอมแห้งต่อ
หน้าประตูใหญ่ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงถือป้ายวิถีเซียนพิภพอยู่ในมือ กำลังอยู่ในอาการวุ่นวายใจ
ควรเก็บป้ายวิถีเซียนพิภพไว้ที่ใดดี ป้ายวิถีเซียนพิภพไม่สามารถย่อขนาดได้ ถึงขั้นที่เขาไม่สามารถนำมันไปเก็บไว้ในโลกแห่งมรรคาได้ด้วย แต่ป้ายวิถีเซียนพิภพมีความสำคัญใหญ่หลวง เมื่อใดที่ถูกทุบทำลายก็จะทำลายวิถีของเขาไปด้วย และกระทบต่อคนนับไม่ถ้วน
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ เขาก็ยังตัดสินใจว่าจะวางป้ายวิถีเซียนพิภพเอาไว้ข้างตำหนักเมฆาม่วง เก็บไว้ข้างกายเขาปลอดภัยที่สุด หากนำไปวางในสวรรค์ชั้นอื่น ยังจะต้องให้คนไปเฝ้ารักษาเอาไว้ด้วย อาวุธที่ร้ายกาจกลับจะทำให้เกิดความยุ่งยากได้ง่ายเสียอีก
เจียงฉางเชิงเหินไปที่ด้านซ้ายของตำหนักเมฆาม่วง และวางป้ายวิถีเซียนพิภพลง ชั่วอึดใจนั้นป้ายวิถีเซียนพิภพก็ขยายใหญ่ขึ้นทันใด สูงถึงหนึ่งร้อยจั้ง สูงขึ้นไปถึงทะเลเมฆ ปราณสีม่วงภายในหยกขาวถาโถมรุนแรง เกิดเสียงดังโครม!
ป้ายวิถีเซียนพิภพสั่นสะเทือนอย่างหนัก ปราณสีม่วงปะทุออกมาอย่างรุนแรง แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ขยายออกไปราวกับวงรัศมีทรงกลดกวาดไปทั่วทั้งฟ้าดิน เมื่อมองจากแดนมนุษย์ก็เห็นเป็นวงรัศมีสีม่วงสายหนึ่งกวาดไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุด สรรพชีวิตต่างมองเห็นกันทั้งสิ้น
ต่อจากนี้ไปก็จำเป็นต้องใช้เวลารอให้โชคชะตาของป้ายวิถีเซียนพิภพผสานเข้ากับโลกคุนหลุน ให้กฎแห่งฟ้าดินของโลกคุนหลุนยินยอมให้การบำเพ็ญเซียนดำรงอยู่ได้
เจียงฉางเชิงหันหลังกลับเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วง เขาติดต่อหาผู้ศรัทธาทุกคนอยู่ภายในใจ บอกว่าอีกยี่สิบปีให้หลังจะมีการเทศนาเกี่ยวกับวิถีเซียน ซึ่งจะเปลี่ยนชะตาของพวกเขา ให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายเตรียมตัวล่วงหน้าเอาไว้ให้ดี เพื่อให้ผู้ศรัทธาทั้งหมดได้มาฟังการเทศนาในครั้งนี้
ทั้งสวรรค์ทั้งผืนปฐพีต่างต้องสั่นสะเทือน!
เวลานี้ผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์มีมากมายนัก เรียกว่าทั้งหมดของโลกคุนหลุนเลยทีเดียว ชั่วขณะนั้นพลันเกิดเสียงอื้ออึงไปทั่วฟ้าดิน ซึ่งแดนสวรรค์มีท่าทิตอบสนองมากที่สุด สวรรค์ชั้นเก้าลงไปเริ่มคึกคักขึ้นมาแล้ว
ไป๋ฉีและมูหลิงลั่วขยับเข้าไปตรงหน้าเจียงฉางเชิง และสอบถามด้วยความใคร่รู้ว่าเป็นการเทศนาเช่นใดกันแน่
“การบรรลุขั้นในครั้งนี้ ขาสามารถถ่ายทอดเคล็ดวิธีบำเพ็ญเซียนให้แก่พวกเจ้าได้แล้ว” เจียงฉางเชิงไม่ได้ปิดบัง เมื่อสตรีทั้งสองได้ฟัง จิตใจก็เบิกบานดังบุปผา พวกนางอดรนทนไม่ไหวอยากจะบำเพ็ญเซียนเสียเดี๋ยวนี้
“รอก่อนเถิด ยังจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อปรับเปลี่ยนโลกคุนหลุน” เจียงฉางเชิงเอ่ยทั้งส่ายหน้า จากนั้นก็หลับตาลง
มูหลิงลั่วและไป๋ฉีไม่ได้รบกวนเขาอีก แต่เดินออกไปจากตำหนักเมฆาม่วง เตรียมตัวจะไปแจ้งเรื่องนี้แก่คนคุ้นเคยที่เคยอยู่ในลานเรือนของเขา มังกรผงาดในยามนั้น
นับตั้งแต่บรรลุขั้นสำเร็จ นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงฉางเชิงฝึกวิชา เป็นจังหวะเหมาะที่เขาจะได้สัมผัสดูสักหน่อยว่า ผลมรรคาเอกเทวะส่งผลเช่นใดต่อการฝึกฝน
เวลายี่สิบปีต่อจากนี้ไป ช่างเป็นเวลาที่ทรมานเกินบรรยายสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาของเจียงฉางเชิง ไม่ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นก่อนหน้านี้
ข่าวนี้ค่อย ๆ แพร่ออกไป เมื่อเหล่าผู้ศรัทธารู้ว่ามรรคาจารย์จะถ่ายทอดเคล็ดวิธีบำเพ็ญเซียน ทุกคนก็ตื่นเต้นยิ่งนัก จำนวนเฉลี่ยของสรรพชีวิตที่อยู่ในมหาพิภพจิตจรก็มากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างมาก เหล่าผู้ศรัทธาต่างยกย่องสรรเสริญมรรคาจารย์กับคนในครอบครัวและสหายสนิทของตน พากันดึงคนเข้ามาอย่างเต็มกำลัง ทำให้ผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว
ตำหนักแห่งหนึ่งในสวรรค์ชั้นเจ็ด
หลิวเสินโจวหัวเราะลั่นด้วยความตื่นเต้น ภายในตำหนักไม่ได้มีแคี่เขาคนเดียว ยังมีเยี่ยจานและซีหมิงหวังด้วย เมื่อเจียงจื่ออวี่มอบเยี่ยจานให้แก่หลิวเสินโจว หลิวเสินโจวก็เชิญให้เยี่ยจานเข้ามาในตำหนัก ปกติแล้วจะมาฝึกวิชาด้วยกัน ส่วนซีหมิงหวังเป็นคนที่เขาต้องคอยควบคุมดูแล จึงย่อมต้องอยู่ที่นี่
เยี่ยจานเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน เขากำหมัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ มีเส้นเลือดโปนอยู่ที่ลำคอดูน่ากลัวนัก แต่ซีหมิงหวังกลับไม่เข้าใจที่เห็นทั้งสองคนเสียกิริยาเช่นนี้
ทันใดนั้นเยี่ยจานก็เปิดปากเอ่ยว่า “ก็ไม่รู้ว่าหากพวกเราฝึกวิถีเซียนแล้ว พลังบรรพยุทธ์ของพวกเราจะเป็นเช่นใด”
หลิวเสินโจวเอ่ยอย่างไม่แยแสใดๆ ว่า “ต่อให้ต้องทิ้งพลังทั้งหมดแล้วจะอย่างไร อย่าลืมเสียเล่า ในชาตินี้มรรคาจารย์มีอายุแคี่เท่าใดเอง ต่อให้คุณสมบัติของมรรคาจารย์สูงกว่าพวกเรา แต่พวกเราจะห่างชั้นเพียงใดกัน”
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยจานก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงยิ่งตื่นเต้นเข้าไปอีก
ซีหมิงหวังอดถามไม่ได้ว่า “วิถีเซียนนี่หมายถึงอะไรกัน มิใช่ว่าพวกท่านได้สถาปนาเป็นเทพเซียนแล้วหรอกหรือ”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยก็สอบถามอยู่ในหัวของเยี่ยจานเช่นกัน เยี่ยจานและหลิวเสินโจวหันหน้ามาสบตากันแล้วหัวเราะลั่น แต่ไม่ได้พูดสิ่งใดอีก
ทั้งแดนสวรรค์ต่างพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ เรื่องที่เทพเซียนทั้งหลายกังวลเป็นที่สุดก็คือ เมื่อมาบำเพ็ญเซียนแล้วจะต้องละทิ้งกำลังภายในที่ตนเองเคยมี ยี่สิบปีนี้กลายเป็นยี่สิบปีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของพวกเขา เมื่อใดที่คนเรารู้ว่าจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ระหว่างที่กำลังรอคอยอยู่นั้น การรอคอยก็จะกลายเป็นความทุกข์ที่แสนทรมานยิ่งนัก
ปีเฉิงเทียนที่สี่ร้อยแปดสิบเจ็ด ในวันนี้โอรสสวรรค์แห่งเทียนจิงยกเลิกการประชุมขุนนางตอนเช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะพบเห็นได้ เหล่าขุนนางต่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งเมืองจิงเฉิงดูเงียบเหงาอย่างยิ่ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่เงียบเหงาเช่นนี้
ณ มหาพิภพจิตจร ท่านเหยียนและลูกหลานของเผ่าเหยียนทั้งหมดมาปรากฏตัวขึ้น พวกเขาต่างต้องตกใจกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
เมื่อมองออกไป ทุกแห่งทั่วท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยผู้ศรัทธาที่มาจากเผ่าต่าง ๆ มีจำนวนน่ากลัวเหลือประมาณ พวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตมากมายเช่นนี้รวมตัวกันมาก่อน ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้ศรัทธาที่มาถึงในภายหลังก็ตกใจด้วยเช่นกัน คนส่วนใหญ่พากันเหาะมากลางอากาศเพื่อมาสนทนากับสหายของตน
“ยี่สิบปีทีเดียว พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าผ่านเวลายี่สิบปีนี้มาได้อย่างไร”
“อย่ากล่าวถึงเลย ข้าเองก็ทรมานนักเช่นกัน!”
“ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดก็จะได้บำเพ็ญเซียนแล้ว ข้าจินตนาการถึงเรื่องนี้มาตลอดเวลาที่ฝึกวิชาในหลายปีนี้”
“พวกเจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าปราณวิญญาณในฟ้าดินมีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมา เป็นความบริสุทธิ์ยิ่งกว่าปราณวิญญาณยุทธ์เสียอีก”
“ไม่ผิดเลย จะต้องเป็นฝีมือของมรรคาจารย์เป็นแน่ อย่าลืมเสียเล่าครั้งนั้นเมื่อมรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ก็ทำให้ฟ้าดินเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ต้องเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการถ่ายทอดวิถีเซียนเป็นแน่”
เหล่าผู้ศรัทธาที่อยู่ในชั้นต่าง ๆ ของทะเลเมฆสนทนากันอย่างคึกคัก มูหลิงลั่ว จื่ออวี่ เจินคุน เทพกระบี่ เยี่ยสวินตี่ และคนอื่น ๆ มาอยู่รวมกัน เจียงเจียนและหลินเฮ่าเทียนก็มาด้วย ต่างมาจับกลุ่มของตนเอง
ผ่านไปเนิ่นนาน โหม่ง….
เสียงระฆังดังกังวานดังขึ้น จิตใจของผู้ศรัทธาทุกคนสงบนิ่งลง ต่างล้วนปิดปากไม่พูดอะไรต่อ อานุภาพมหาศาลมาเยือน กดทุกคนลงกับพื้น พวกเขาไม่กล้าขัดขืนด้วยซ้ำ
“ทุกคนจงนั่งลงให้ดี เตรียมตัวฟังเทศนา และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ข้าจะเทศนาเรื่องวิถีเซียนแก่พวกเจ้าด้วย!”
น้ำเสียงน่าเกรงขามของเจียงฉางเชิงดังขึ้น ดังเข้าไปในหูของผู้ศรัทธาทุกคนอย่างแจ่มชัด
ร่างของผู้ศรัทธาบนผืนดินกลายเป็นเฉกเช่นมหาสมุทรไร้ขอบเขต มีมากมายมหาศาล ปกคลุมพื้นดินจนหมด ผู้ศรัทธาทั้งหมดลงนั่งขัดสมาธิในทันที สรรพสิ่งซึ่งยังไม่ได้กลายร่างก็หมอบลงกับพื้น รอฟังคำเทศนาของมรรคาจารย์
“ข้าได้บำเพ็ญเซียนมานับร้อยชาติ ชาตินี้บำเพ็ญเซียนมาได้หนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปี เวลานี้ได้ฟื้นคืนความทรงจำเรื่องการถ่ายทอดวิถีเซียน จึงจะถ่ายทอดวิถีเซียนแก่พวกเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายก็ตื่นเต้นกันขึ้นมา มรรคาจารย์จะถ่ายทอดวิถีเซียนจริงๆ!
“หลักแห่งการบำเพ็ญเซียนคือการแสวงหาหนทางแห่งมหามรรคา การบำเพ็ญเซียนก็คือการบำเพ็ญมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์เกิดขึ้นจากสรรพสิ่งในฟ้าดิน การบำเพ็ญเซียนไม่ได้เน้นเฉพาะที่ร่างกายเช่นเดียวกับวิถียุทธ์ ข้าจะแบ่งระดับของการบำเพ็ญเซียนจากต่ำไปสูงดังนี้ หลอมปราณ สร้างฐาน ปราณทองคำ กำเนิดวิญญาณ แปลงวิญญาณ หลอมสุญญตา ผสานมรรคา มหายาน เซียนอิสระ เซียนพิภพ เซียนสวรรค์…”
(หมายเหตุ: ติดตามต่อในบทถัดไป)