เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 414 ยุคแห่งการบำเพ็ญเซียน จิตหวนสดับหลักคำสอน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 414 ยุคแห่งการบำเพ็ญเซียน จิตหวนสดับหลักคำสอน
เสียงของเจียงฉางเชิงสะท้อนก้องอยู่ภายในมหาพิภพจิตจร ผู้ศรัทธาทั้งปวงที่อยู่ในมหาพิภพแห่งนี้ต่างตั้งใจฟังยิ่ง และมีผู้ศรัทธาทยอยกันเข้ามาในมหาพิภพจิตจรอย่างต่อเนื่อง พากันหาที่นั่งลง แต่ไม่มีผู้ศรัทธาคนใดออกไปจากมหาพิภพจิตจรเลย
หลักแห่งการบำเพ็ญเซียน! มรรคาสวรรค์! ผู้ศรัทธาทั้งหลายฟังด้วยจิตใจพลุ่งพล่าน เมื่อได้ยินมรรคาจารย์อธิบายถึงการบำเพ็ญเซียน ก็ทำให้พวกเขาได้เข้าไปในโลกใหม่อีกแห่งหนึ่ง!
เมื่อเทียบกับการทำให้ร่างกายแข็งแกร่งของวิถียุทธ์แล้ว หลักแห่งการบำเพ็ญเซียนเน้นหนักไปที่จิตวิญญาณที่ล้ำลึก และครอบคลุมในด้านต่าง ๆ ที่กว้างขวางกว่า หลอมโอสถ หลอมอาวุธ สร้างยันต์ ควบคุมหุ่นเชิด ค่ายกล พยากรณ์ การเพาะปลูก และอื่น ๆ
ผู้ศรัทธาทั้งหลายฟังแล้วจิตใจล่องลอย ครบทุกด้านเช่นนี้หากสามารถสำเร็จขั้นสูงสุดก็จะสอดคล้องกับเทพเซียนที่พวกเขาจินตนาการอยู่ในใจ เป็นเทพเซียนที่ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
หลิวเสินโจว เยี่ยจาน ไท่สือ ฉางเชอ ท่านเหยียน และคนจากโลกเบื้องบนคนอื่น ๆ ได้ฟังแล้วในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง พวกเขาอดรนทนไม่ไหวที่จะบำเพ็ญเซียนแล้ว
“ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดการรับปราณ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สุดของการบำเพ็ญเซียนให้แก่พวกเจ้า ข้าได้แผ่วาสนาแห่งวิถีเซียนให้ปกคลุมโลกคุนหลุนไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่มีคุณสมบัติและปัญญาจะสามารถตระหนักรู้วิชาในระดับสูงได้เอง…”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้นต่อไป คำพูดต่อจากนี้ทำให้ผู้ศรัทธาทั้งปวงตื่นเต้น ด้วยกลัวว่าจะฟังผิดหรือฟังขาดไป การเทศนาครั้งนี้ใช้เวลาเนิ่นนาน พริบตาเดียวเวลาผ่านไปหนึ่งเดือน จนเมื่อเสียงของมรรคาจารย์สงบลงโดยสิ้นเชิงแล้ว ผู้ศรัทธาทั้งหลายต่างก็รู้สึกเหมือนกับตื่นจากความฝัน
“การเทศนาครั้งนี้เสร็จสิ้นแล้ว หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนนั้นยาวนานยิ่งกว่าการฝึกยุทธ์มากนัก ขอให้พวกเจ้ารักษาจิตใจที่มั่นคงในการบำเพ็ญเซียนและแสวงหามรรคาเอาไว้ให้ดี!”
พร้อมกับเสียงของมรรคาจารย์ที่สิ้นสุดลง อานุภาพอันทรงพลังที่ปกคลุมมหาพิภพจิตจรอยู่ก็หายวับไป
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นพร้อมแววแห่งการเฝ้ารอในดวงตา การสร้างแต้มเผยแผ่หลักคำสอนขึ้นมา จะต้องมีประโยชน์ใดอยู่ ไม่รู้ว่าแต้มเผยแผ่หลักคำสอนจะสามารถช่วยให้เขาผ่านด่านเคราะห์ หรือมีประโยชน์ในเรื่องอื่นใดอีก เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนและหายวับไปจากตรงนั้น
เวลานี้ ณ ตำหนักของหลิวเสินโจว ซีหมิงหวังกำลังฝึกวิชา แต่จิตใจของเขาไม่สามารถสงบลงได้ แดนสวรรค์เงียบเกินไป! เงียบมาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ แล้ว! หลิวเสินโจวและเยี่ยจานก็ยิ่งไม่ส่งข่าวใดมา เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องของตนเอง
ความไม่รู้นำมาซึ่งความหวาดกลัว ซีหมิงหวังมักรู้สึกว่าแดนสวรรค์กำลังวางแผนเล่นงานเขาอยู่ จึงไม่สามารถสงบใจฝึกวิชาได้ เขานึกย้อนไปถึงท่าทีประหลาดของพวกหลิวเสินโจวสองคนในหลายปีมานี้ และยิ่งทำให้กระวนกระวายใจมากกว่าเดิม
ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เขาจึงลืมตาและมองไปยังร่างหนึ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ในเวลานี้เป็นอุบายจริงๆ ด้วย!
แสงสีทองเรืองรองทำให้เขาตื่นตระหนกขึ้นมา จิตสำนึกพลันเข้าไปสู่ความงุนงง เจียงฉางเชิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา ใช้ดวงเนตรมหามรรคาอ่านความทรงจำของเขา
แผนการนี้จัดเตรียมเอาไว้นานแล้ว วิชามารของซีหมิงหวังคล้ายคลึงกับวิชาในวิถีเซียนอย่างมาก แต่เหตุที่เสียเวลาไปก่อนหน้านี้ก็เพราะเขากำลังจะบรรลุขั้น
ความทรงจำของซีหมิงหวังมีขนาดใหญ่โตหาใดเปรียบ แต่เจียงฉางเชิงเพิ่งจะบรรลุขั้น จึงไม่ได้รู้สึกว่าความทรงจำซึ่งมีขนาดใหญ่โตเช่นนี้ของเขาเป็นเรื่องเกินรับมือ ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเจียงฉางเชิงก็ตรวจจับความทรงจำเกี่ยวกับวิชามารได้
ซีหมิงหวังได้รับวิชานี้มาจากส่วนลึกในห้วงสูญญตา แต่ห้วงสูญญตานี้อยู่ที่ใดกันแน่ เขาเองก็ไม่รู้ชัด ภายในมหาพิภพนิลเหลืองมีค่ายกลอยู่จำนวนมาก และมีวังวนมิติเวลาดั้งเดิมอยู่ด้วย เขาก็แคี่หลงเข้าไปในวังวนมิติเวลาแห่งหนึ่ง ทำให้เข้าไปในดินแดนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้วิชามาโดยบังเอิญ
เห็นชัดว่าดินแดนเล็ก ๆ แห่งนั้นเป็นของลัทธิหนึ่ง เพียงแต่ลัทธินั้นล่มสลายหรืออพยพไปแล้ว เจียงฉางเชิงกลับไปยังความทรงจำช่วงนั้นพร้อมกับซีหมิงหวัง มายังตำหนักใหญ่โตที่เก่าแก่และทรุดโทรมแห่งหนึ่ง บนกำแพงทั้งสามด้านและบนเสาหินทั้งหลายมีอักขระจำนวนมากสลักอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปบนเพดานยังเป็นแผนที่ขนาดมหึมาผืนหนึ่งอีกด้วย
นั่นคือ…
ทันใดนั้นเจียงฉางเชิงก็เห็นว่ามีชื่อหนึ่งอยู่ในแผนที่บนเพดาน ทะเลดาวกลางหาว!
ทำให้เขาคิดถึงภาพมายาที่เขาเข้าไปก่อนบรรลุขั้น เทพธิดาเซียวเหอผู้นั้นบอกว่าตนเองมาจากทะเลดาวกลางหาว นี่เป็นอีกจักรวาลหนึ่งหรือว่าเป็นอดีตกาล?
เจียงฉางเชิงรู้สึกลาง ๆ ว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง สิ่งปลูกสร้างที่นี่เก่าแก่ถึงเพียงนี้ แผนที่ที่พวกเขาบันทึกเอาไว้ก็น่าจะมาจากสมัยโบราณเนิ่นนาน มิเช่นนั้นเมื่อสืบทอดกันมาตั้งหลายปีเช่นนี้ ชื่อของสถานที่ก็อาจเปลี่ยนไปได้ เขาอ่านความทรงจำของซีหมิงหวังต่อไป
ซีหมิงหวังลืมตาขึ้นและพบว่าหลิวเสินโจวยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาตกใจจนรีบถอยหลังไปและตั้งท่าเตรียมเข้าต่อสู้
หลิวเสินโจวถามอย่างสงสัยว่า “เมื่อครู่นี้เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เรียกเจ้าเจ้าก็ไม่ตอบ”
ซีหมิงหวังตะลึงค้าง ตัวเขาเองก็งุนงงเช่นกัน เมื่อครู่เกิดเรื่องใดขึ้นเขาจำไม่ได้แม้แต่น้อย จำได้เพียงตนเองได้ยินเสียงฝีเท้าจึงลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็มองเห็นหลิวเสินโจว ความทรงจำไม่ได้ขาดหายแต่เขากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
หลิวเสินโจวก้าวเข้าไปก้าวหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ซีหมิงหวัง เจ้าเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่ข้ายอมรับ ขอเตือนเจ้าอีกครั้ง อย่าได้คิดการส่งเดช จงนับถือมรรคาจารย์เถิด ขอเพียงเจ้ามีความศรัทธาเพียงพอมรรคาจารย์จะต้องใจอ่อนต่อเจ้า เจ้าจะได้รับวาสนาชั้นยอด หากยังคงดื้อดึงอยู่วันหน้าเจ้าจะต้องเสียใจเป็นแน่”
ซีหมิงหวังขมวดคิ้ว ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ในเวลาเดียวกันนี้ ทั่วทั้งแดนสวรรค์ต่างก็คึกคัก เทพเซียนทั้งหมดล้วนได้รับเคล็ดวิธีรับปราณ บางคนเริ่มฝึกฝนการรับปราณแล้ว บางคนก็กำลังหารือกันอยู่
ณ ตำหนักเมฆาม่วง มูหลิงลั่ว ไป๋ฉี และไป๋หลงกำลังหารือกันอยู่เช่นกัน ส่วนเจียงฉางเชิงนั่งฝึกวิชาอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา เขากำลังคิดจะปิดด่านสักครั้ง ดูว่าครั้งหน้าที่ลืมตาขึ้นมา แต้มเผยแผ่หลักคำสอนจะมีมากน้อยเท่าใด
ป้ายวิถีเซียนพิภพเป็นต้นกำเนิดแห่งสายมรรคาที่ครอบคลุมทั่วทั้งโลกคุนหลุน ซึ่งช่วยเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญในสายมรรคาเรื่องของการรู้แจ้งและปราณวิญญาณ ส่วนทว่าจะมีคนเท่าใดที่สามารถก้าวไปบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนได้สำเร็จนั้น เจียงฉางเชิงก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน การฝึกยุทธ์ต้องมีพรสวรรค์ การบำเพ็ญเซียนก็เช่นกัน
แม้จะเพิ่งบรรลุขั้น แต่เจียงฉางเชิงก็ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนด้วยการไปลงมือกับโลกเทพยุทธ์ เขายังคงรักษาจิตใจที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังเอาไว้ และให้ความสนใจในการสร้างวิถีเซียน เมื่อใดที่วิถีเซียนแข็งแกร่งเพียงพอเขาจึงจะรู้สึกพึงพอใจ ยิ่งกว่านี้ก็เหมือนกับมหาพิภพนิลเหลืองที่มีเบิกเนตรอัครยุทธ์มากมายที่ปิดด่านฝึกวิชาอยู่อย่างสงบ ต่อให้เบิกเนตรอัครยุทธ์เหล่านี้ไม่ลงมือ มหาพิภพนิลเหลืองก็จะไม่มีทางเกิดความวุ่นวายขึ้นได้ ซึ่งนี่ก็คือรากฐานที่สั่งสมมา
หลังจากวิชามรรคาธรรมชาติเข้าสู่บทแห่งผลมรรคาเอกเทวะแล้ว ผลมรรคาของเจียงฉางเชิงก็สามารถรับปราณได้ด้วยตนเอง เขาจึงสามารถหันไปทุ่มเทจิตใจในเรื่องกฎแห่งการตระหนักรู้ได้
ช่วงเวลาต่อมา ภายในมหาพิภพจิตจรปรากฏเสาสวรรค์หลายต้นขึ้นมา เสาสวรรค์เหล่านี้บันทึกเคล็ดวิธีฝึกบำเพ็ญขั้นพื้นฐานเอาไว้ ทั้งการหลอมอาวุธ หลอมโอสถ ยันต์ คาถา ค่ายกล และอื่น ๆ เพื่อให้เหล่าผู้ศรัทธาเลือกทิศทางที่ต้องการฝึกได้อย่างสะดวก และยังสามารถลองผิดลองถูกได้ หากศาสตร์นี้ไม่ไหวก็สามารถไปฝึกในศาสตร์อื่น ๆ ได้
ณ ประตูสวรรค์ทิศใต้ ทหารสวรรค์นายหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและกล่าวว่า “ฮ่า ๆ ๆ! ข้าก้าวเข้าสู่วิถีเซียนแล้ว! ต่อไปก็จะบรรลุมหามรรคา!”
เมื่อพูดจบก็ทำให้ทหารสวรรค์คนอื่น ๆ ที่กำลังเฝ้ายามและฝึกวิชาอยู่ต่างหันมามองเขา และตื่นเต้นขึ้นมา ทุกคนซักไซ้เขาว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร
“ไม่เลวเลยจริงๆ พลังวิญญาณทรงพลังกว่าลมปราณมาก ที่ข้าบอกว่าทรงพลังนั้นไม่ได้หมายถึงพลังการทำลายล้าง แต่เป็นในทุก ๆ ด้าน ข้าถึงกับสามารถใช้พลังวิญญาณรักษาอาการบาดเจ็บได้ด้วย รอยแผลเก่าที่หลงเหลืออยู่ครั้งออกไปทำงานข้างนอกเมื่อก่อนนี้ พลังวิญญาณก็ยังรักษาให้หายได้ รู้สึกสบายเหลือเกิน!” ทหารสวรรค์ผู้นั้นกำมือแน่นและเอ่ยอย่างตื่นเต้น
นับตั้งแต่มรรคาจารย์เทศนาเสร็จ ก็มีคนในมหาพิภพจิตจรทยอยเข้าสู่วิถีเซียน แต่เพราะมหาพิภพจิตจรเป็นแดนในห้วงฝัน พวกเขาจึงอยากจะได้รับประสบการณ์จากคนรอบข้างในโลกแห่งความเป็นจริง
“นอกจากนี้ข้ายังค้นพบข้อหนึ่งว่า หลังจากเกิดพลังวิญญาณแล้ว ลมปราณไม่ได้สลายหายไป แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นพลังวิญญาณ ไม่ได้ต้องเริ่มใหม่แต่ต้น!” ทหารสวรรค์ยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น และทำให้ทหารสวรรค์คนอื่น ๆ เกิดความปรารถนามากขึ้นไปอีก
ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจรไม่ได้มีแคี่ในแดนสวรรค์เท่านั้น แต่ยังเกิดกระแสของการบำเพ็ญเซียนขึ้นในแดนมนุษย์ด้วย เพราะมักมีคนที่มีคุณสมบัติล้ำเลิศในแดนมนุษย์เช่นกัน ส่วนในมหาพิภพจิตจรเนื่องจากมีการบันทึกวิชาต่าง ๆ ไว้ไม่น้อย เวลาสั้น ๆ แคี่สิบปีก็มีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากเริ่มใช้อาคมท่องไปในยุทธภพ ทำให้ชื่อเสียงของวิถีเซียนเพิ่มพูนมากขึ้น และมีผู้ศรัทธาใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องทุกวัน
เวลาเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปอีกสิบปีแล้ว
ณ ตำหนักเหนือเมฆา เทพประจำมาประชุมกันและกำลังรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในที่ต่าง ๆ ของแดนมนุษย์ เจียงจื่ออวี่ฟังด้วยจิตใจล่องลอย จวบจนเทพเซียนทั้งหลายรายงานเสร็จ เขาจึงถามว่า “การบำเพ็ญเซียนในแดนมนุษย์เป็นเช่นใดบ้าง”
ทันทีที่เอ่ยถามออกไป เทพเซียนทั้งหมดต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขารู้อยู่แล้วว่าจักรพรรดิสวรรค์เป็นห่วงแต่เรื่องนี้ นายท่านไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เพราะการดำรงอยู่ของมหาพิภพจิตจรทำให้การบำเพ็ญเซียนเปิดกว้าง แม้จะมีการทดสอบเรื่องคุณสมบัติของร่างกาย แต่ผู้ร่วมมรรคากับพวกกระหม่อมก็มีอยู่มากมายนัก” ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็นผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์ พวกเขาจึงไม่ได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใด
หลินเฮ่าเทียนเอ่ยปากว่า “ทูลฝ่าบาท แดนมนุษย์มีผู้ที่มีคุณสมบัติด้านยุทธ์ในระดับกลาง แต่มีคุณสมบัติในการบำเพ็ญเซียนล้ำเลิศอยู่ไม่น้อย เห็นควรต้องดึงตัวเขามาหรือไม่พะยะค่ะ”
นับตั้งแต่วิถีเซียนแพร่หลายออกไปในมหาพิภพจิตจรก็มีคนน้อยนักที่เอ่ยถึงวิถียุทธ์ เพราะต่างมุ่งหวังที่จะบำเพ็ญเซียน ผู้ศรัทธาจำนวนมากยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนได้ แต่พวกเขาก็พากเพียรไม่ย่อท้อ เมื่อเทียบกับการเป็นอมตะไม่แก่เฒ่าแล้ว วิถียุทธ์ช่างอ่อนด้อยเสียเหลือเกิน!
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น ขอมอบหมายเรื่องนี้ให้จตุมหาจอมทัพไปจัดการเถิด” เจียงจื่ออวี่เอ่ยทั้งพยักหน้า ซิงเอ๋อร์ จุ้ยเทียนจื่อ กัสสปะ และฉีหยวนต่างรับคำสั่ง
เยี่ยสวินตี่ก้าวออกมาถามว่า “ทูลฝ่าบาท ประตูหมื่นโลกจะเปิดอีกครั้งเมื่อใดพะยะค่ะ วัตถุดิบที่พวกกระหม่อมจำเป็นต้องใช้ในการหลอมโอสถและหลอมศาสตรานั้น ยากจะหาได้ในโลกคุนหลุนพะยะค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นก็มีเทพเซียนจำนวนไม่น้อยสำทับในทันที เนื่องจากโชคชะตาของพวกเขาประสานเข้ากับบัญชีสถาปนาเทพแล้ว พวกเขาจึงก้าวเข้าสู่วิถีเซียนได้โดยง่าย โดยเฉพาะเทพประจำที่สามารถก้าวเข้าสู่วิถีเซียนได้เร็วกว่าทหารสวรรค์และผู้ถวายงานเทพ มีคนไม่น้อยเริ่มหลอมศาสตราและหลอมโอสถแล้ว ตามคำบอกเล่าของมรรคาจารย์ ผู้บำเพ็ญเซียนจะต้องมีศาสตราอาคม โอสถวิเศษ มิใช่อาศัยแต่กายเนื้อเข้าต่อสู้เท่านั้น เพราะนั่นเป็นการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์
เจียงจื่ออวี่พูดอย่างลำบากใจว่า “เราจะไปเข้าพบมรรคาจารย์” ได้ฟังคำตอบนี้ เทพเซียนทั้งหลายต่างก็โล่งอก
ในเวลาเดียวกัน ณ แดนมนุษย์ ในท้องพระโรงของเทียนจิง โอรสสวรรค์เจียงซิวก็กำลังเป็นกังวลเรื่องสถานการณ์ของผู้บำเพ็ญเซียนเช่นกัน เจียงซิวเป็นฮ่องเต้มาหลายร้อยปี นับได้ว่าเป็นจักรพรรดิมนุษย์ที่ไม่มีเรื่องใดให้ต้องเสียใจอีกแล้ว เขาทรงพลังแข็งแกร่ง สิ่งที่สมควรเอ่ยถึงอย่างยิ่งก็คือคนสกุลเจียงต่างก็มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนอย่างยิ่ง ซึ่งพวกเขาล้วนยกความดีนี้ให้แก่สายโลหิตของมรรคาจารย์ที่ได้กรุณามอบให้
เมื่อก้าวสู่การบำเพ็ญเซียนแล้ว เจียงซิวก็ยิ่งเข้าใจและควบคุมโชคชะตาได้ลึกล้ำยิ่งขึ้น แม้จะยังอยู่ในระดับขั้นที่ต่ำมากในการบำเพ็ญเซียน แต่เมื่ออาศัยโชคชะตาของเทียนจิง พลังการต่อสู้ของเขาก็น่ากลัวขึ้นอย่างมาก ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าพลังการต่อสู้ของเขาและเจียงจื่ออวี่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นที่สุด เมื่อใช้โชคชะตาแห่งแคว้นเป็นพลังในการต่อสู้แล้ว จะมีผู้ใดในแดนมนุษย์สามารถต่อกรได้ ไม่ใช่แคี่เทียนจิงเท่านั้น ราชวงศ์แห่งโชคชะตาใหญ่ๆ ในแดนมนุษย์ต่างเริ่มสนใจการบำเพ็ญเซียนแล้ว
โอรสสวรรค์ที่ไม่ได้เป็นผู้ศรัทธาพากันคลุ้มคลั่งอย่างหนัก ด้วยต้องการจะช่วงชิงเคล็ดวิธีบำเพ็ญเซียนมา แต่ก็จนใจที่ไร้หนทางจริงๆ พวกเขาเคยลองจับผู้บำเพ็ญเซียนมา แต่กลับชักนำให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายเข้ามาล้อมโจมตีอย่างรวดเร็ว มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่จับเพียงแคี่ผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ในขั้นกายาทองคำมาหนึ่งคน แต่กลับชักนำให้จักรพรรดิยุทธ์หลายคนมาช่วย จนเกือบจะสิ้นราชวงศ์เลยทีเดียว
จวบจนเจียงจื่ออวี่มาหา เจียงฉางเชิงจึงตื่นขึ้นมาจากภาวะของการฝึกบำเพ็ญ เขาให้เจียงจื่ออวี่เข้ามาในตำหนัก ขณะเดียวกันก็เปิดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาดู
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 159,804,002 แต้ม]
ทะลุร้อยล้าน! พอไหว อย่างไรนี่ไม่ใช่แคี่จำนวนคนเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงถึงระดับขั้นด้วย ผู้ศรัทธาของเจียงฉางเชิงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านคน อัตราการบำเพ็ญเซียนในเวลานี้ยังน้อยกว่าร้อยละหนึ่งมากนัก เพียงพอจะอธิบายได้ว่าการบำเพ็ญเซียนยากเย็นเพียงใด
[เนื่องจากแต้มเผยแผ่หลักคำสอนของเจ้าเกินหนึ่งร้อยล้านแต้ม เริ่มเปิดฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอน]
[จิตหวนสดับหลักคำสอน: สามารถใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนย้อนกลับไปยังยุคของการบำเพ็ญเซียนในอดีต เพื่อฟังการเทศนาในสถานฝึกบำเพ็ญต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุในสายมรรคาที่ทรงฤทธานุภาพในยุคโบราณ ยิ่งใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมากเท่าใด ก็จะได้ไปยังสถานฝึกบำเพ็ญที่มีความรู้สั่งสมลึกซึ้งมากเท่านั้น]