เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 426 กรรมเคราะห์สังหารเริ่มต้นกำจัด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 426 กรรมเคราะห์สังหารเริ่มต้นกำจัด
ตอบที่ 426 กรรมเคราะห์สังหารเริ่มต้นกำจัด
ซากธารน้ำแข็งทอดตัวยาวมีช่องน้ำแข็งพาดกลาง น้ำแข็งสลักก้อนหนึ่งตั้งอยู่ ณ ต้นธารน้ำแข็งมีคนผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในนั้น ใบหน้าของเขากรานชีวิตมีลวดลายสีดำรูปเปลวไฟประทับอยู่ตรงหว่างคิ้ว เวลานี้น้ำแข็งยะเยือกที่เกาะบนตัวเขากำลังหลอมละลายไป ไอเย็นลอยขึ้นเบื้องบนบนผิוגายเต็มไปด้วยหยดน้ำที่กำลังไหลลงมา จิตสำนึกของเจียงฉางเชิงจับจองเขาจากเบื้องบนมองดูเขาขจัดความหนาวเย็นจากคลื่นเหมันต์นิรันดรออกไปอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามคนผู้นี้สามารถกำจัดความหนาวเย็นบนตัวออกไปได้โดยสิ้นเชิง เสื้อคลุมสีครามโบกสะบัดไปตามลมหนาวผมแห่งกรานโบกไหวเช่นเปลวเพลิงเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นพ่นลมหายใจออกมาดวงตาทั้งคู่เปี่ยมแววเย็นเยียบ
“ช่างเป็นพลังแสนเยือกเย็นที่ทรงอำนาจเหลือเกิน ท่าจะเป็นฝีมือของฟ้าแห่งโลกเทพยุทธ…”
บุรุษอาภรณ์สีครามพึมพำกับตนเองด้วยแววตาคมกริบ เขาลุกขึ้นช้าๆ เหินขึ้นไปบนอากาศสูงแล้วกางแขนทั้งสองข้างออก เขาถึงกับเริ่มดูดซับไอเย็นระหว่างฟ้าดินเลยทีเดียว!
เจียงฉางเชิงดูถึงตรงนี้ก็อดนับถือเขาไม่ได้ คนผู้นี้จะต้องเป็นบุคคลระดับต้นๆ ของลัทธิโบราณเป็นแน่ จึงถึงกับสามารถดูดซับพลังของคลื่นเหมันต์นิรันดรได้
ทว่าเขาก็ไม่แน่ใจว่าลัทธิโบราณจะมีกำลังเล็กน้อยเพียงเท่านี้หรือไม่ พวกเขาอาจยังมีดินแดนลี้ลับเช่นเดียวกับโลกเทพยุทธอยู่ด้วย
ดูอยู่พักหนึ่งเจียงฉางเชิงก็กระเด็นออกมาจากพิภพของลัทธิโบราณและเห็นผ่านห้วงอนันตสูญญตาไป พิภพทั้งหมดที่เขาตรวจจับได้ก่อนหน้านี้ถูกแช่แข็งห้วงอนันตสูญญตาต้องสูญเสียความลึกลับไปด้วยเหตุนี้ ก่อนหน้านี้มีเพียงความดำมืดแต่เวลานี้กลับเผยโฉมหน้าดังเดิมออกมาจนหมด หากโลกเทพยุทธฉวยโอกาสเข้ามาในเวลานี้พิภพนานาจะไม่อาจหลบหนีเคราะห์กรรมไปได้ ผานไปเนิ่นนานเจียงฉางเชิงเก็บจิตสำนึกกลับมา ห้วงอนันตสูญญตากว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแม้แต่เขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าขอบเขตอยู่แห่งใดยังอีกไกลเพียงใด คลื่นเหมันต์นิรันดรก็ไม่ได้แช่แข็งห้วงอนันตสูญญตาทั้งหมดเพียงแต่ทำให้ขอบเขตที่กว้างขวางมากกลายเป็นน้ำแข็งเท่านั้น โลกคุนหลุนลัทธิโบราณมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณและอื่นๆ ล้วนอยู่ในขอบเขตนี้ด้วย
ยังดีที่ก่อนคลื่นเหมันต์นิรันดรมาถึง เจียงฉางเชิงได้ย้ายโลกคุนหลุนไปไว้ข้างหลังลัทธิโบราณมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณและดินแดนอื่นๆ อีกหลายสิบแห่งจึงสามารถดูได้ก่อนว่าโลกเทพยุทธจะจัดการกับดินแดนเหล่านี้เช่นใด
คาดไม่ถึงว่าข้าจะประเมินพวกเขาต่ำเกินไป เจียงฉางเชิงคิดอยู่นิ่งๆ เขาค้นพบว่าในดินแดนหลายแห่งซุกซ่อนผู้แข็งแกร่งในหล้าเอาไว้ พวกเขาลวนมีวิธีที่จะต้านทานพลังของคลื่นหนาวเย็นได้เพียงแต่ไม่ได้รวดเร็วเท่ากับเขาและบุรุษอาภรณ์สีครามแห่งลัทธิโบราณผู้นั้น
ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ไม่เคยมีตัวตนมาก่อนเห็นชัดว่าเพิ่งจะกลับมาในระยะนี้ อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาได้รับข่าวสารมาล่วงหน้า เมื่อมีผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ขวางอยู่ข้างหน้ากลับทำให้เจียงฉางเชิงมีความกดดันน้อยลง ในเวลาเดียวกันทั่วทั้งโลกคุนหลุนเริ่มต้านทานความหนาวเย็นได้ แดนสวรรค์ก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมาในเวลาหลายเดือนหลังจากนั้น แต้มเช่นไหวของเจียงฉางเชิงเพิ่มขึ้นได้ช้าลงมาก เพราะสรรพชีวิตในแดนมนุษย์โยนความผิดเรื่องภัยแห่งความหนาวไว้ที่สวรรค์ สำหรับสรรพชีวิตแล้วสวรรค์ก็คือมรรคาจารย์หรือจักรพรรดิสวรรค์นั่นเอง
เรื่องนี้ก็จนปัญญา แดนสวรรค์ไม่สามารถไปอธิบายเรื่องของคลื่นเหมันต์นิรันดรแก่สรรพชีวิตได้ ต่อให้อธิบายอย่างชัดแจ้งสรรพชีวิตก็ยังคงโทษแดนสวรรค์อย่างใหญ่หลวงว่าไม่ควรไปยั่วยุศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่เคราะห์ภัยนำมา ก็ทำได้เพียงใช้วันเวลาทำให้เรื่องนี้สงบลง
มหาพิภพจิตจรคึกคักยิ่งนัก จากบทเรียนของเผ่าเหยียนและเผ่าฉางเหล่าผู้ศรัทธาต่างรู้ว่ามีสิ่งที่เรียกว่าคลื่นเหมันต์นิรันดรอยู่และพากันนับถือในความทรงพลังของมรรคาจารย์ตามคำกล่าวของคนในมหาพิภพนิลเหลือง คลื่นเหมันต์นิรันดรสามารถแช่แข็งมิติเวลาทั้งหมด ผู้ศรัทธาเผ่าเหยียนก็ยังขยับตัวไม่ได้ ทำได้เพียงตั้งสติและรออยู่ในมหาพิภพจิตจร เมื่อรู้ว่าแม้โลกคุนหลุนจะถูกแช่แข็งแต่สรรพชีวิตยังคงเคลื่อนไหวอยู่ได้ มีเพียงคนธรรมดาสามัญที่ได้รับผลกระทบ คนเผ่าเหยียนก็ตื่นตกใจนักหนา หลังจากที่ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้จึงรู้ว่ามรรคาจารย์ใช้สมบัติอาคมชิ้นหนึ่งปกป้องโลกคุนหลุนเอาไว้ เรื่องนี้จึงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาตื่นเต้นดีใจขึ้นมา อานุภาพของสมบัติอาคมสามารถทรงพลังได้ถึงเพียงนี้เชียว!
สิ่งมีชีวิตที่มีระดับขั้นสูงส่งต่างเหินขึ้นไปบนฟ้าเพื่อยลโฉมคันฉ่องฟ้าดิน ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวเมื่อชื่อของคันฉ่องฟ้าดินแพร่ไปทั่วมหาพิภพจิตจรจึงมีคนว่ากันว่าเซียนพิภพที่มรรคาจารย์จะคัดเลือกเป็นอันดับแรกจะได้ใช้คันฉ่องฟ้าดินนี้เอง!
เมื่อข่าวนีแพร่ออกไปแม้แต่หลิวเสินโจวก็ยังไม่สามารถรักษาท่าทีเยือกเย็นเอาไว้ได้
หลิวเสินโจวมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเซียนที่ไม่เลวเลย กอปรกับเขามีพลังยุทธที่สูงส่งลึกล้ำเขาสามารถแปรพลังบรรพยุทธไปเป็นพลังวิญญาณได้ สิ่งที่ยากสำหรับเขามีเพียงเรื่องความเข้าใจต่อระดับขั้นของหลักในการฝึกตนเท่านั้น เวลานี้แดนสวรรค์เกิดกระแสหลอมศาสตราขึ้นมาแล้ว แต่เขายังไม่ได้รับสมบัติอาคมที่ถูกใจเรื่อยมาจวบจนได้พบกับคันฉ่องฟ้าดินเขาต้องการสมบัติอาคมเช่นนี้เหลือเกิน!
และคนที่มีความคิดเช่นเดียวกับเขายังมีเยียจานด้วย เพื่อให้ได้คันฉ่องฟ้าดินมา เยียจานจึงท่องไปทั่วฟ้าดินเป็นจอมยุทธผดุงคุณธรรมด้วยต้องการสั่งสมบุญบารมี สรุปก็คือแม้คลื่นเหมันต์นิรันดรจะกระทบกับสิ่งมีชีวิตทั่วไปในโลกคุนหลุน แต่นำแรงกระตุ้นมาสู่โลกของการบำเพ็ญเซียนเช่นกัน บรรยากาศในการบำเพ็ญเซียนเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะศาสตร์การหลอมศาสตราที่เข้ามากลบศาสตร์แห่งการฝึกกระบี่ไปในทันใด ณ อุทยานเมืองจิงเฉิง
เจียงซิวนั่งอยู่ในศาลามองหิมะที่ปลิดปลิวเต็มท้องฟ้าด้วยความคิดที่ล่องลอย สุราในมือเย็นชืดหมดแล้วแต่ยังไม่ทันได้ดื่ม
เสด็จพ่อ!
เสียงหัวเราะแสนกระตือรือร้นและมีชีวิตชีวาดังเข้ามา เป็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองผู้หนึ่งเดินก้าวเร็วๆ เข้ามาในศาลาเล็กแห่งนี้เขาก็คือองค์ชายเจียงเทียนเชิงซึ่งหน้าตาเหมือนกับฮ่องเต้จิงเทียนจงในอดีตไม่มีผิดเพี้ยนเพียงแต่มีดวงตาแนวตั้งดวงหนึ่งเพิ่มขึ้นมาบนหน้าผากของเขา ดวงตาแนวตั้งดวงนี้เป็นสีน้ำเงินงดงามประหนึ่งอัญมณี
เจียงซิวถูกขัดจังหวะความคิดอดมองไปทางเขาไม่ได้และถามว่า “มีเรื่องอันใด” เจียงเทียนเชิงนั่งลงข้างเขาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อยากออกไปท่องยุทธภพและจะไปหาวัตถุดิบสำหรับหลอมศาสตราไปพร้อมกันด้วย แม้ว่าเทียนจิงจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมของล้ำค่าหายากจากทั้งโลกคุนหลุนมาได้ อยู่อย่างไรเสียหากลูกคอยอยู่ข้างกายท่านก็ช่วยเรื่องใดไม่ได้อยู่แล้วพะยะคะ”
ได้ยินเช่นนั้นเจียงซิวก็ขมวดคิ้วและเริ่มลังเล
แม้เจียงเทียนเชิงจะไม่ใช่องค์รัชทายาทแต่ก็เป็นโอรสที่เขารักใคร่เป็นที่สุด แม้มีการกำหนดกฎระเบียบในใต้หล้าไว้เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ยังมีที่ที่ไม่ปลอดภัย คุณสมบัติในการบำเพ็ญเซียนของเจียงเทียนเชิงมีความหมายต่อกลยุทธ์การทำศึกของเทียนจิง
“เสด็จพ่อมิต้องทรงเป็นกังวล ความสามารถของลูกหาได้อ่อนด้อยยิ่งไปกว่านั้นท่านปู่ทวดเคยบอกว่าท่องไปในใต้หล้าจึงจะตระหนักรู้ถึงมรรคาธรรมชาติได้”
เจียงเทียนเชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขารู้ว่าเสด็จพอกังวลในเรื่องใด ดังนั้นหลังจากหยุดสักพักก็เอ่ยต่อว่า “หลายวันก่อนผู้อาวุโสไป๋ฉีจากศาลาสวรรค์มอบวัตถุอาคมโอสถและยันต์ให้ลูกมาไม่น้อย ผนวกกับอาศัยความสามารถของลูกเป็นไปได้ยากที่จะล้มตายพะยะคะ”
เจียงซิวได้ฟังก็รู้ว่าท่านปู่คอยจับตาดูเจียงเทียนเชิงอยู่ หากว่าตนขืนบังคับให้เขาอยู่ท่านปู่จะมองเขาเช่นไร
“ตกลงต้องการคนไปกับเจ้าหรือไม่”
“ไม่จำเป็นพะยะคะ ท่องใต้หล้าลำพังมิใช่เรื่องน่าสำราญหรอกหรือพะยะคะ”
เมื่อเห็นเขาแสร้งทำที่สง่าผ่าเผย เจียงซิวก็อดหัวเราะไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้เชื่อมั่นในตัวเองเช่นนี้เสมอ
พอลูกสนทนากันพักหนึ่งเจียงเทียนเชิงจึงกลับไปเขาเตรียมตัวว่าจะออกเดินทางในวันนี้เลย
เจียงซิวเอ่ยทอดถอนใจว่า “นิสัยเช่นนี้เรียกว่ารออีกอึดใจเดียวก็ไม่ได้จริงๆ”
เวลานี้องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้เจียงซิวแกะออกดูแล้วพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด
“บังอาจยิ่งนัก ไม่เห็นเราอยู่ในสายตาสักนิด!”
ณ ตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเชิงปิดด่านหลายสิบปีอีกครั้งแล้วเขาลืมตาขึ้นช้าๆ ยกมือขวาขึ้นนับ ตั้งแต่เทศนาครั้งก่อนเขาก็ตระหนักรู้ในพลังแห่งกรรมลึกล้ำยิ่งขึ้นกอปรกับการฝึกบำเพ็ญในระยะนี้ทำให้เขาสามารถควบคุมพลังแห่งกรรมของตนเองได้ในเบื้องต้นแล้ว พลังแห่งกรรมไม่ใช่แค่สามารถสอดส่องหาโอกาสทองและพยากรณ์อนาคตได้เท่านั้นยังสามารถใช้กรรมของตนเองเขาทลายกรรมของผู้อื่นได้ด้วย เมื่อใดที่ไม่มีกรรมหลงเหลืออยู่ฟ้าดินจะไม่ยอมรับกฎเกณฑ์จะต่อต้าน
เจียงฉางเชิงมองไปข้างๆ กรรมบนตัวของมู่หลิงลั่วใหญ่โตนักมีหลายสิ่งปนเปกัน ทว่าตอนนี้กรรมของนางยังไม่ได้ก่อปัจจัยแห่งเคราะห์ เขามองไปทางไป๋ฉีแล้วอดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
“เจ้าหนี้…กรรมของไป๋ฉีแม้จะมีมากกว่ามู่หลิงลั่วแต่กรรมที่เจ้านี่สัมผัสมีมากมายเหลือเกินจริงๆ วาสนาโชคดีมีมากแต่เคราะห์จากการสังหารก็มีมากเช่นกัน”
ระยะนี้ไป๋ฉีจะมีเคราะห์สังหารครั้งหนึ่ง กรรมที่กระทบถึงนั้นกลับมาจากเทียนจิง
เจียงฉางเชิงเกิดสนใจขึ้นมาจึงได้พยากรณ์ตามกรรมของนางต่อไปและเป็นการทดสอบอำนาจในการพยากรณ์กรรมของตนไปด้วย ไป๋ฉีล้วนมีกรรมกับวังมังกรและเทียนจิงเพราะเทียนจิงและมหาสมุทรไร้ขอบเขตอยู่ติดกัน อิทธิพลของทั้งสองฝ่ายจึงยากที่จะไม่กระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ องค์ชายองค์หนึ่งของเทียนจิงเกิดขัดแย้งกับโอรสมังกรของราชามังกรแห่งวังมังกร นี่ก็คือกรรมซึ่งเป็นเคราะห์สังหารของไป๋ฉี เมื่อความขัดแย้งลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมอำนาจของทั้งสองฝ่ายถูกตรึงเอาไว้ไม่สามารถหาทางออกได้ทำให้เกิดเคราะห์ภัยใหญ่หลวง ไป๋ฉีเป็นผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ของวังมังกรจึงจำเป็นต้องลงไปเป็นคนไกล่เกลี่ยในโลกเบื้องล่างด้วยต้องการคลี่คลายภัยครั้งนี้ แต่ปรากฏว่าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายกลับล้มตอนที่เทียนจิงทำสงครามครั้งใหญ่กับวังมังกรจึงกระทบมาถึงไป๋ฉี นี่ก็คือผลกรรมจากเคราะห์สังหารของไป๋ฉี เคราะห์สังหารมิใช่เคราะห์สิ้นชีพสามารถคลี่คลายได้อยางไรในฟ้าดินนี้ก็มีตัวแปรอยู่มากมายและตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดของไป๋ฉีก็คือเจียงฉางเชิง
เจียงฉางเชิงพยากรณ์เคราะห์สังหารของไป๋ฉีที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่อไป เคราะห์จากเผ่าปีศาจเคราะห์จากเผ่ามารการขัดแย้งภายในของแดนสวรรค์…
เจ้าตัวดี!
อนาคตของเจ้าหนี้น่าดูชมจริงๆ ยิ่งพยากรณ์ต่อไปเรื่อยๆ กรรมที่เจียงฉางเชิงพยากรณ์ได้ก็จะยิ่งเลือนราง หลังจากพยากรณ์ไปพักหนึ่งเจียงฉางเชิงก็หยุดพยากรณ์จากนั้นใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปนอกโลกคุนหลุน สำหรับเขาแล้วกรรมบนตัวของไป๋ฉีไม่ได้สลักสำคัญเพราะในโลกคุนหลุนต่อให้ไป๋ฉีตายแล้วเขาก็มีวิธีให้คืนชีพได้ ที่ตื่นเต้นมาในครั้งนี้เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของการต่อสู้ที่อยู่ห่างไกลจากโลกคุนหลุนอยู่อย่างมาก
เขาเดาว่าโลกเทพยุทธกำลังเคลื่อนไหว!
ทอดสายตามองไป สายตาของเจียงฉางเชิงไปถึงมหาพิภพโบราณอย่างรวดเร็ว เป็นดังคาดโลกเทพยุทธต้องการอาศัยคลื่นเหมันต์นิรันดรกำจัดผู้ที่เป็นปรปักษ์กับตนเอง เบิกเนตรอัครยุทธผู้หนึ่งเป็นคนนำขันวิวัฒนยุทธรังสรรค์หาคนเจายุทธปฐมมรรคาสามคนเขาล้อมบุรุษอาภรณ์สีครามเอาไว้ สองฝ่ายต่อสู้กันอย่างกำเริบเสิบสานในมหาพิภพโบราณทำให้มหาพิภพโบราณพังทลายไปอย่างต่อเนื่อง สรรพชีวิตที่ถูกแช่แข็งสลายเป็นผุยผงปลิดปลิว บุรุษอาภรณ์สีครามต้องการพลิกสถานการณ์ในสนามรบหลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว เบิกเนตรอัครยุทธผู้นั้นมีความสามารถพลิกผันฟ้าดิน ทุกคราวที่บุรุษอาภรณ์สีครามกระโดดออกไปจากมหาพิภพโบราณจะถูกเขาจับตัวกลับมา แม้บุรุษอาภรณ์สีครามไม่สามารถหลบหนีออกไปได้แต่ศาสตร์โบราณของเขาก็ทรงพลังอย่างยิ่งเมื่อเขาต่อสู้หนึ่งต่อศัตรูจำนวนมากก็ไม่ได้เสียเปรียบใดๆ จนถึงกับทำให้เบิกเนตรอัครยุทธผู้นั้นต้องตกที่นั่งลำบากไม่น้อยด้วยซ้ำ เจียงฉางเชิงกำลังชมและศึกษาการต่อสู้ของศาสตร์โบราณ ศาสตร์โบราณอาศัยพลังของอักขระยันต์ สิ่งที่เรียกว่าอักขระยันต์ก็คือการทำให้พลังแห่งกฎเกณฑ์ก่อตัวและปรากฏซ้ำขึ้นมา คุณสมบัติพื้นฐานของมหามรรคาทั้งสามพันก็เป็นดังนี้เช่นกัน เพียงแต่วิธีในการพึ่งพาพลังและใช้พลังต่างกัน กายเนื้อของบุรุษอาภรณ์สีครามอ่อนแอกว่า เขาจำเป็นต้องใช้ศาสตร์โบราณหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อไม่ให้ศัตรูเข้าใกล้ตนเองได้ พลังของศาสตร์โบราณของเขาสามารถประสานเข้ากับพลังบรรพยุทธของผู้ฝึกยุทธได้ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่โลกเทพยุทธรุกมาเนิ่นนานก็ไม่อาจทะลวงดินแดนแห่งนี้ได้
เจียงฉางเชิงอาศัยโอกาสนี้พยากรณ์ดูสักคราว
มูลค่าของบุรุษอาภรณ์สีครามอยู่ที่ 1.5 แต้มเช่นไหวมรรคาสวรรค์ ส่วนเบิกเนตรอัครยุทธผู้นั้นเป็น 1.4 แต้มเช่นไหวมรรคาสวรรค์ล้วนไม่ต่างกับเบิกเนตรอัครยุทธระดับสามมากมายเท่าใด ในเวลานั้นเองจู่ๆ เจียงฉางเชิงก็เห็นว่าบุรุษอาภรณ์สีครามแผดร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราดกางแขนทั้งสองข้างออก มีโพรงสีดำก่อตัวที่หน้าอกดูดซับทุกสิ่งในฟ้าดิน พื้นปฐพีแหลกสลาย ทะเลเมฆถาโถมเข้าไปในโพรงสีดำนั้น อานุภาพน่าสะพรึงกลัวบีบให้เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งโลกเทพยุทธต้องล่าถอย เวลาไม่ถึงสิบอึดใจมหาพิภพโบราณทั้งหมดก็ถูกบุรุษอาภรณ์สีครามดูดเข้าไป ลมปราณของเขาสูงส่งลึกล้ำเกินหยั่งขึ้นมาในทันที บนใบหน้าปรากฏอักขระยันต์สีดำขึ้นมาน่าขนพองสยองเกล้า