เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 427 วัดฝีมือกับมรรคาจารย์อีกสักครั้ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 427 วัดฝีมือกับมรรคาจารย์อีกสักครั้ง
หลังจากดูดซับมหาพิภพโบราณได้สำเร็จ กลิ่นอายของบุรุษอาภรณ์สีครามก็พุ่งทะยานจนเกินหยั่งถึง แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปเจียงฉางเชิงในตำหนักเมฆาม่วงก็ยังสัมผัสได้ แม้จะไม่ถึงระดับเดียวกับคลื่นเหมันต์นิรันดร์ในอดีตกาล แต่ก็ยังทำให้เขาต้องหวั่นเกรง
บุรุษอาภรณ์สีครามในสภาวะเช่นนี้หากเจียงฉางเชิงไม่ลงมืออย่างเต็มกำลัง ก็เกรงว่าจะสังหารอีกฝ่ายได้ยากยิ่ง เหล่ายอดฝีมือจากโลกเทพยุทธสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่า ต่างรีบถอยห่างไม่กล้าเข้าใกล้แม้แต่น้อย
บุรุษอาภรณ์สีครามชูฝ่ามือเก็บโพรงสีดำกลางอกเอาไว้ จากนั้นตบหน้าผากตนเองเบาๆ พลันปรากฏอักขระดำทะมึนพวยพุ่งจากทั่วร่างแผ่กระจายเต็มท้องฟ้า ในมิติอันเยือกแข็งอักขระเหล่านั้นแผ่ขยายดังใยแมงมุม ขณะเดียวกันก็เหมือนโซ่ตรวนที่ปิดผนึกห้วงสุญญตาเอาไว้
เบิกเนตรอัครยุทธผู้นั้นตื่นตระหนกยิ่ง รีบรายเคล็ดวิชาสองมือซัดออกเป็นโลกหนึ่งใบ ภายในปรากฏภูเขาไฟนับพันลูกพลุ่งพล่านดังขุมนรกขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว อยากจะทะลวงใส่พันธนาการอักขระสีดำนั้น แต่พอโลกแห่งเพลิงสัมผัสกับอักขระสีดำเพียงชั่วพริบตาก็แตกราวกลายเป็นฝุ่นละออง บุรุษอาภรณ์สีครามกำหมัดแน่น อักขระสีดำทั่วห้วงสุญญตาเริ่มบีบอัดอย่างรวดเร็ว อักขระที่เคยแผ่ราบกลับลอยตัวขึ้นเป็นรูปทรงสามมิติคล้ายกับกระโดดออกมาจากกระดาษล้อมรอบผู้คนจากโลกเทพยุทธไว้ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เมื่อควบแน่นกลายเป็นทรงกลมสีดำสนิท กลิ่นอายของเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งโลกเทพยุทธก็พลันมลายหายสิ้น
เร็วเกินไปแล้ว!
ตั้งแต่บุรุษอาภรณ์สีครามเริ่มโต้กลับหลังจากดูดกลืนมหาพิภพโบราณไปจนถึงสังหารศัตรูทั้งหมดสิ้นสุดลงภายในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ!
อักขระสีดำลึกลับเหล่านั้นปิดผนึกมิติไว้อย่างแน่นหนา แม้ในช่วงท้ายเจียงฉางเชิงจะมองเห็นชัดเจนว่าผู้ฝึกยุทธเหล่านั้นพยายามเปลี่ยนเป็นกายาสุญญตา แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวทั้งสิ้น ผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นสุญญตาทะลวงยุทธยากจะถูกสังหารอย่างน้อยก็ยากจะถูกวิถียุทธสังหาร แต่เสียดายที่คนเหล่านี้เผชิญหน้าด้วยไม่ใช่วิถียุทธ บุรุษอาภรณ์สีครามสะบัดมือรวบอักขระสีดำทั่วร่างกลับเข้าสู่ร่างตนเอง ทันใดนั้นก็กระอักโลหิตออกมาเป็นสาย ทั่วร่างเริ่มแตกเป็นริ้วๆ ราวกับกระสอบทรายที่ถูกกระแทกอย่างแรง สั่นสะเทือนหนักอยู่ห้าลมหายใจกว่าจะหยุดลง กลิ่นอายทั่วร่างของเขาอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ที่แท้ท่าเมื่อครู่มีราคาที่ต้องจ่าย
เวลานี้บุรุษอาภรณ์สีครามอ่อนแรงจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง เขาไม่แม้แต่จะหยุดพักกลับหันหลังมุ่งหน้าบินตรงไปสู่ส่วนลึกของห้วงอนันตสุญญตา
เจียงฉางเชิงมองภาพเขาหลบหนีไป ดวงใจเต็มไปด้วยความรู้สึกนับไม่ถ้วน
ไม่นึกเลยว่ามหาพิภพโบราณจะล่มสลายลงเช่นนี้ โลกเทพยุทธเองก็เสียหายย่อยยับ ผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือที่บ่มเพาะขึ้นมาด้วยทรัพยากรและเวลานับไม่ถ้วน
ภายใต้สายตาของเจียงฉางเชิง บุรุษอาภรณ์สีครามหายตัวหลบซ่อนในพิภพที่ถูกแช่แข็งแล้วค่อยๆ ดำดิ่งเข้าไปเริ่มฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
“ประมาทใครไม่ได้เด็ดขาด นอกจากโลกเทพยุทธแล้วห้วงอนันตสุญญตาแห่งนี้ก็ยังมีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนอยู่เช่นกัน”
เจียงฉางเชิงคิดในใจ วิชาโบราณของบุรุษอาภรณ์สีครามทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง ดูจากสถานการณ์นี้โลกเทพยุทธคงไม่สามารถกวาดล้างห้วงอนันตสุญญตาได้ง่ายๆ
เจียงฉางเชิงเก็บเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับคืนมา เขาลุกขึ้นยืนเดินไปยังหน้าเตาหลอมโอสถแล้วเริ่มต้นการหลอมโอสถ กลิ่นหอมของโอสถค่อยๆ กระจายไปทั่ว ไปฉีลืมตาตื่นนางเดินเข้ามาใกล้เจียงฉางเชิงแล้วถามว่าเขาต้องการวัตถุดิบใดบ้าง เจียงฉางเชิงเอ่ยขึ้นสั้นๆ นางจดจำไว้แล้วเดินออกจากตำหนักเมฆาม่วง เขารู้ดีว่าการที่ไปฉีลงไปยังโลกเบื้องล่างครานี้เป็นการเผชิญกับเคราะห์สังหาร เขาไม่ได้ห้ามเพราะอยากรู้ว่าความเข้าใจของตนที่มีต่อการพยากรณ์กรรมก้าวข้ามธรณีประตูแล้วหรือไม่
หนึ่งปีต่อมาแดนสวรรค์เริ่มคึกคักขึ้นมา ทหารสวรรค์แม่ทัพสวรรค์ต่างพูดคุยถึงข้อพิพาทหนึ่งในแดนมนุษย์ ระหว่างวังมังกรกับเที่ยนจิง สองขั้วอำนาจต่างมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กระทั่งยังสืบย้อนไปถึงมรรคาจารย์ได้ด้วยซ้ำ จึงพอจะทำให้แดนสวรรค์ปวดหัวไม่น้อย ในตำหนักเหนือเมฆาราชามังกรแห่งวังมังกรและอัครมหาเสนาบดีแห่งเที่ยนจิงต่างก็ขึ้นมาเล่าความคับข้องใจของตน
ต้นตอของเรื่องนั้นแสนง่ายเป็นเพียงแค่ความขัดแย้งด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบระหว่างโอรสของสองราชวงศ์ แต่ราชามังกรกับเจียงซิวล้วนไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งโอรสมังกรและองค์ชายทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ ลุกลามไปถึงสรรพชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าราชามังกรและเจียงซิวจะรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว ไปฉีเคยลองไปเป็นผู้เจรจาแต่เจียงซิวกลับสั่งให้โจมตีผู้แทนวังมังกรทันที เที่ยนจิงในยามนี้แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก อีกทั้งไปฉีไม่ใช่คนขยันฝึกฝนนางบาดเจ็บจากการถูกล้อมโจมตี ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงยอมหยุดมือ เพราะอย่างไรไปฉีก็มาจากตำหนักเมฆาม่วงและเป็นหญิงรับใช้ของมรรคาจารย์ ฐานะนี้เพียงพอจะทำให้ทั้งเที่ยนจิงและวังมังกรหวั่นเกรง สุดท้ายเรื่องจึงบานปลายมาถึงแดนสวรรค์ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการให้แดนสวรรค์ตัดสินอย่างเป็นธรรม
ทางฝั่งเที่ยนจิงมองว่าเป็นวังมังกรที่เริ่มหาเรื่องก่อน โอรสมังกรเป็นฝ่ายก่อกวนองค์ชายเที่ยนจิงก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่วังมังกรมองว่านั่นเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ไม่มีใครบาดเจ็บด้วยซ้ำ ทว่าองค์ชายเที่ยนจิงกลับใจแคบใช้อารมณ์นำเหตุผลสั่งสังหารไม่เลือกหน้า ทั้งเหตุการณ์นี้ฝ่ายที่เสียหายมากกว่าคือฝั่งวังมังกร จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่าฝ่ายเที่ยนจิงหลายเท่าตัว
เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความผิดแดนสวรรค์จึงไม่อาจตัดสินได้โดยง่าย จักรพรรดิสวรรค์เจียงจืออวิ๋ก็มองเห็นภัยคุกคามจากเที่ยนจิงเช่นกัน เที่ยนจิงอาศัยความเป็นรากฐานที่มรรคาจารย์ทิ้งไว้ทำตัวโอหัง ในสายตาของพวกเขาไม่จอาจมีสิ่งใดขัดใจได้ มีหลายฝ่ายที่เสียเปรียบและได้แต่กัดฟันทน ทว่าคราวนี้คนที่พวกเขาแตะต้องคือวังมังกร ซึ่งเป็นหนึ่งในขุมอำนาจที่ตำหนักเมฆาม่วงแต่งตั้งไว้ พวกเขามีความมั่นใจที่จะเรียกร้องขอความยุติธรรม หลังจากเหตุการณ์ลดอำนาจเชื้อพระวงศ์เมื่อหลายร้อยปีก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิสวรรค์กับโอรสสวรรค์เที่ยนจิงก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างประหลาด พวกเขาทั้งสองไม่เคยติดต่อกันอีกเลยตั้งแต่นั้น จักรพรรดิสวรรค์รู้สึกอยู่เสมอว่าเที่ยนจิงยังเก็บความมุ่งมั่นบางอย่างเอาไว้
ในตำหนักเมฆาม่วงใบหน้าของไปฉีซีดขาว นางมาหาเจียงฉางเชิงเพื่อระบายความเจ็บปวด นางบาดเจ็บหนักจากค่ายกลโชคชะตาของเที่ยนจิง แม้จะไม่ถึงตายแต่ก็สูญเสียเลือดลมไปมาก จำเป็นต้องใช้เวลารักษาฟื้นฟู
เจียงฉางเชิงไม่ได้กล่าวโทษเที่ยนจิงแม้แต่น้อย
“ก็เพราะเจ้าไม่ขยันฝึกฝนมัวอาศัยแต่ฐานะของตนเอง คิดว่าตัวเองจะสำราญอยู่เหนือโลกได้โดยที่สรรพชีวิตยังเคารพนับถือหรือไร” เจียงฉางเชิงพูดขึ้นอย่างเฉยเมยขณะจ้องเตาหลอมโอสถ
เรื่องนี้ไม่อยู่ในสายตาเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเกือบไม่สนใจ องค์ชายคนนั้นเป็นแค่หนึ่งในเหล่าผู้สืบสายเลือดของเขาเท่านั้น เขาไม่ได้สนิทสนมด้วยเลย วังมังกรก็เป็นเพียงขุมอำนาจที่เขาใช้งานเพื่อควบคุมมหาสมุทร เขาบ่มเพาะแดนสวรรค์ขึ้นมาก็เพื่อจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้โดยเฉพาะ
“เฮ้อ ท่านพูดถูก แต่แดนมนุษย์นี้เปลี่ยนไปมากจริงๆ ตอนนี้มีผู้บำเพ็ญเซียนเก่งๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด แม้แต่ค่ายกลก็พัฒนาอย่างเห็นได้ชัด” ไปฉีถอนหายใจ ท่าทางดูน่าเวทนานัก จำนวนสิ่งมีชีวิตในแดนมนุษย์มีมากกว่าแดนสวรรค์หลายเท่า อีกทั้งเที่ยนจิงยังสามารถรวบรวมยอดฝีมือจากทั่วใต้หล้าได้ ไม่เหมือนแดนสวรรค์ที่มีเกณฑ์สูงเกิน แม้ว่าบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเซียนรวมกันเที่ยนจิงจะด้อยกว่าแดนสวรรค์ แต่นั่นเป็นเพียงระดับขั้นสูงเท่านั้น หากวัดกันด้วยจำนวนผู้บำเพ็ญเซียนแล้วแดนสวรรค์เทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ
มูหลิงลัวเดินเข้ามายิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ใช่พวกเขาเก่งหรอก เจ้าต่างหากที่อ่อนแอเกินไป เจ้าเด็กสองคนอย่างหวงเที่ยนกับเฮยเที่ยนยังใกล้จะแซงหน้าเจ้าอยู่แล้ว” ไปฉีเจ็บปวดถึงขีดสุดไม่มีแรงแม้แต่จะโต้กลับ
แม้เจียงฉางเชิงจะคาดเดาความยากลำบากที่ไปฉีกำลังจะเจอได้ แต่เขาไม่คิดจะเตือน ถึงขั้นมีท่าทีเหมือนรอดูความวุ่นวายด้วยซ้ำ มูหลิงลัวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจียงฉางเชิงพลางพูดถึงความสับสนของตนเองในการบำเพ็ญเซียน เจียงฉางเชิงก็ไม่ปฏิเสธจะให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็เป็นสตรีของเขาย่อมต้องสอนให้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
“ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว ข้าจะสอนวิชาหลีกเร้นหาธาตุกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงให้เจ้า เจ้าสนใจหรือไม่”
เจียงฉางเชิงหันไปมองนางพลางยิ้มถาม
มูหลิงลัวได้ยินก็ตาเป็นประกายทันทีรีบพยักหน้ารัวๆ ในมหาพิภพจิตจรเจียงฉางเชิงทิ้งคัมภีร์พื้นฐานด้านวิชาอาคมและเคล็ดวิชาไว้มากมาย แต่กลับไม่อภินิหารที่ลึกล้ำนัก เพราะเขาหวังให้สรรพชีวิตเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งพาเขา อีกทั้งช่วงต้นของวิถีเซียนก็ยังไม่เหมาะแก่การฝึกอภินิหารจะถ่วงการสะสมพลังเสียมากกว่า
แต่มูหลิงลัวไม่เหมือนกัน ทุกครั้งที่หลอมโอสถเจียงฉางเชิงจะมอบโอสถบางส่วนให้นางอยู่เสมอ ตอนนี้นางมีวรยุทธอยู่ในขั้นผสานมรรคาแล้ว ในแดนสวรรค์มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะตามนางทัน แต่นางกลับถ่อมตัวอย่างยิ่งจนไม่มีใครล่วงรู้ถึงระดับขั้นของนางเลย หลอมปราณ, สร้างฐานปราณ, ปราณทองคำ, กำเนิดวิญญาณ, แปลงวิญญาณ, หลอมสุญญตา, ผสานมรรคา, มหายาน, เซียนอิสระ, เซียนพิภพ, เซียนสวรรค์…
วิถีเซียนถูกเปิดมากว่าสองร้อยปีแล้วแต่มูหลิงลัวสามารถไปถึงขั้นผสานมรรคาได้ถือว่าเร็วเป็นพิเศษจริงๆ ในแดนสวรรค์ผู้บำเพ็ญเซียนส่วนมากยังอยู่แค่ขั้นกำเนิดวิญญาณ แต่หากอยู่ในแดนมนุษย์ขั้นกำเนิดวิญญาณก็นับว่าสูงส่งถึงขีดสุดแล้ว
ผู้คนได้เปลี่ยนทัศนคติใหม่แล้วและเริ่มให้ความสำคัญเพียงระดับขั้นในการบำเพ็ญเซียน แม้ขั้นกำเนิดวิญญาณจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิยุทธแต่เหล่าจักรพรรดิยุทธก็ไม่กล้ากดขี่ผู้ที่อยู่ในขั้นกำเนิดวิญญาณเช่นกัน เพราะใครที่อยู่ขั้นกำเนิดวิญญาณในวันนี้ในวันหน้าก็อาจทะยานสู่ระดับสูงที่ยากจะจินตนาการได้
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปห้าปี หลังจากแดนสวรรค์ลงโทษวังมังกรกับเที่ยนจิงพอเป็นพิธีแล้วเรื่องก็ยุติลง แต่ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมหาพิภพจิตจรขึ้นมามากมาย
เที่ยนจิงหาใช่ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในแดนมนุษย์เพียงผู้เดียว แดนสวรรค์ยึดถือคุณธรรมและแยกแยะถูกผิด มรรคาจารย์เองก็ไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างสายเลือดของตน
เรื่องนี้ยังทำให้เหล่าผู้ทะเยอทะยานทั้งหลายในแดนมนุษย์เกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นอีก เจียงฉางเชิงยังได้ยินความคิดของเหล่าผู้ศรัทธาของตนบ้าง มีความคิดอันดำมืดบ้าง คิดจะยุแยงให้เที่ยนจิงกับวังมังกรขัดแย้งกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ บ้างก็คิดจะฉวยโอกาสโค่นล้มเที่ยนจิงสร้างระบอบมหาอำนาจในแดนมนุษย์ขึ้นมา
เจียงฉางเชิงไม่ได้เข้าไปยุ่งกับความคิดเหล่านั้นเพราะอย่างไรก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น จะลงมือหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต่อให้ลงมือจริงเขาก็จะรอดเฉยๆ รอจนกระทั่งแดนสวรรค์เองก็ยังจัดการไม่ได้ เขาค่อยลงมือก็ไม่สาย
จู่ๆ วันนี้เองขณะที่เจียงฉางเชิงกำลังเตรียมจะฝึกพลัง เขากลับรู้สึกถึงบางสิ่งจึงหรี่ตามองออกไปนอกพิภพ เห็นเพียงเงาร่างหนึ่งเคลื่อนที่รวดเร็วอยู่ในห้วงสุญญตาอันเย็นเยือกไร้ที่สิ้นสุด
คนผู้นี้ก็คือเจายุทธวิบัติที่เคยบุกโจมตีผิงอันก่อนหน้านี้!
เจายุทธวิบัติก็เป็นขั้นเบิกเนตรอัครยุทธเช่นกัน ตอนนี้เขามีมูลค่า 0.5 แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ เขาดูเหมือนกำลังตามหาอะไรบางอย่างและยิ่งเข้าใกล้โลกคุนหลุนเข้าไปทุกทีในห้วงสุญญตาเยือกแข็ง
เจายุทธวิบัติเร่งเดินทางด้วยความรวดเร็ว สายตากวาดมองไปรอบทิศพลางพึมพำว่า “ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่”
เขาออกห่างจากมหาพิภพนิลเหลืองไปเรื่อยๆ แล้ว หากคลื่นเหมันต์นิรันดร์ถาโถมมาเขาก็ไม่กล้าเสี่ยงเข้าใกล้ด้วยซ้ำ เพราะห้วงอนันตสุญญตานี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้คนหลงทางได้ง่ายยังแฝงไปด้วยภัยร้ายเร้นลับนับไม่ถ้วนอีกด้วย ท่ามกลางคลื่นเหมันต์นิรันดร์ที่กวาดผ่านห้วงอนันตสุญญตา โลกเทพยุทธได้ปล่อยผู้แข็งแกร่งจำนวนมากออกมา มิติเวลากลับกลายเป็นหยุดนิ่งสำหรับโลกเทพยุทธแล้ว นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ พวกเขาสามารถกระทำได้หลายสิ่ง การเดินทางของเจายุทธวิบัติครั้งนี้หาใช่การปฏิบัติภารกิจแทนโลกเทพยุทธ หากแต่เป็นการออกตามหาพวกผิดแผก
แน่นอนว่าเป้าหมายที่เขาตามหาไม่ใช่มรรคาจารย์ แต่เป็นพวกผิดแผกคนอื่นเช่นพวกลัทธิโบราณที่มีพลังไม่เกี่ยวข้องกับวิถียุทธ
ตลอดทางเขาพบกับมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณหลังจากตรวจสอบแล้วเขาก็รู้สึกผิดหวังกับอาคมจิตวิญญาณอย่างมาก จึงสังหารสิ่งมีชีวิตกว่าค่อนหนึ่งของมหาพิภพอาคมจิตวิญญาณแล้วจากไป บรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นถูกแช่แข็งจนตายไม่มีแม้แต่ความรู้สึกเจ็บปวด
กระทำอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้เจายุทธวิบัติก็ไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย หากแต่ในสายตาของเจียงฉางเชิงเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยบาปกรรมและกลายเป็นเหยื่อไปเรียบร้อยแล้ว กาลเวลาผันผ่านต่อไป หลังจากเดินทางพิภพต่างๆ มากมายในที่สุดเจายุทธวิบัติก็ถูกมหาพิภพหนึ่งดึงดูด มหาพิภพนั้นเหมือนลูกแก้วทองคำที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ ภายใต้ชั้นน้ำแข็งโปร่งใสนั้นกลับเป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่
“นั่นมัน…”
แววตาของเจายุทธวิบัติสว่างวาบขึ้นมา เขาไม่เคยเห็นมหาพิภพที่เป็นเช่นนี้มาก่อนเลย
เขารีบบินเหินเข้าไปทันทีและเมื่อเขามาถึงขอบนอกของโลกคุนหลุนก็เห็นว่าด้านในมีคงคาสวรรค์สายหนึ่ง เหนือคงคาสวรรค์มีสรรพชีวิตจำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวอยู่
“เป็นไปได้อย่างไร!”
ดวงตาของเจายุทธวิบัติเบิกกว้าง ลมหายใจก็พลันเร่งร้อนขึ้นทันที นั่นต้องเป็นพวกผิดแผกแน่นอน! พวกผิดแผกที่สามารถต้านทานคลื่นเหมันต์นิรันดร์ได้ พลังต้องแข็งแกร่งถึงเพียงใดกัน หลังจากชิงพลังนี้มาได้อาจจะสามารถวัดฝีมือกับมรรคาจารย์ได้อีกครั้ง!