เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 432 สถาปนาเทพหนึ่งพันปี
บทที่ 432 สถาปนาเทพหนึ่งพันปี
เตรียมเข้าโจมตีเจียงฉางเชิงวางแผนสำหรับเจียงซิวและทายาทคนอื่นๆ
เอาไว้นานแล้วเมื่อแดนสวรรค์เติบโตแข็งแกร่งขึ้นก็จะไม่
แบ่งระดับขั้นเรียบง่ายเหมือนในยามนี้แต่จะเพิ่มมากขึ้น
เรื่อยๆซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่เวลานี้เขาเปิดสวรรค์แค่สิบชั้นเพราะสวรรค์แต่ละชั้นจะเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่งฐานะยิ่งไปกว่านั้นในสายตาของเจียงฉางเชิงแล้วแดนสวรรค์จะเข้าควบคุมโลกคุนหลุนได้อย่างเบ็ดเสร็จยังเป็นเรื่องที่
ห่างไกลนักเมื่อมีเทพเซียนจำนวนน้อยเกินไปการจะเติมเต็ม
พื้นที่ว่างได้ก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลมากเช่นกันปัญหาสําคัญของเจียงจื่ออวี่และเจียงซิวในเวลานี้ก็คือตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์
เจียงฉางเชิงไม่ไปสนใจไป่ฉีอีกแต่ไปตั้งใจจับตาดูหยวนแทน
หยวนและเจียงเทียนเชิงสร้างกรรมเอาไว้ไม่น้อยหลังจากไปจากวังมังกรแล้วคนทั้งสองก็แยกย้ายกันไปหยวนท่อง
อยู่ภายในไท่หวงและได้พบกับเรื่องราวมากมายตลอดทาง
ทำให้กรรมของเขานับวันจะเพิ่มพูนขึ้นมีทั้งวาสนามีทั้ง
ความแค้นและมีทั้งความเสียใจ
สิ่งที่ประสบมาตลอดทางทำให้หยวนเติบโตมากยิ่งขึ้นไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาเช่นแต่แรกอีกแล้วเจียงฉางเชิงดึงสายตากลับมาเขามีความหวังอย่างมาก
ต่อคนคุ้นเคยผู้นี้จนถึงขั้นที่คอยจับตาดูมากกว่าเจียงเทียน
เชิงและเจียงซิวเสียอีกนั่นเพราะคนทั้งสองได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเขาแล้วกลับกลายเป็นว่าวังเฉินที่เคยอยู่กับเขามาชั่วชีวิตต่างหากที่ถูกละเลยมาเนิ่นนานเขาเริ่มถอดจิตออกไปท่องนอกพิภพเพื่อสำรวจห้วงอนันตสูญญตาโมวังผู้สืบทอดศาสตร์โบราณบอกว่าต้องการร่วมมือกับ
ผู้สืบทอดวิถีบำเพ็ญอื่นๆแต่จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว
ทำให้เจียงฉางเชิงเริ่มเป็นกังวลกับแผนการนี้ขึ้นมา
นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมป้องกันการรุกรานของโลกเทพยุทธด้วย
มหาพิภพอาคมจิตวิญญาณและลัทธิโบราณก็ยัง
วางแผนลงมือกับโลกคุนหลุนได้หากโลกเทพยุทธต้องการ
ค้นหาโลกคุนหลุนขึ้นมาจริงๆก็ย่อมทำได้เพียงแต่เวลานี้โลกคุนหลุนยังไม่ใช่เป้าหมายหลักของโลกเทพยุทธจิตสำนึกของเขาล่องลอยไปตลอดทางเขากลับมายังตำแหน่งที่โลกคุนหลุนเคยอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มในห้วงสูญญตา
เป็นดังที่คาดไว้พื้นที่แถบนี้มีผู้ฝึกยุทธของโลกเทพยุทธ
จำนวนมากเดินทางขวักไขว่ดินแดนต่างๆในแถบนี้ก็ถูกพวกเขาตรวจค้นเหมือนจับคว่ำเทลงมาเวลาผ่านไปครึ่งวัน
เจียงฉางเชิงดึงจิตสำนึกกลับมาและลืมตาทั้งคู่ขึ้นโลกเทพยุทธเคลื่อนไหวในอาณาเขตที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ช้าก็เร็วจะต้องกระทบถึงโลกคุนหลุนหากไม่เอาแต่
หลบซ่อนเรื่อยไปเช่นนั้นก็ต้องเข้ารุกรานโลกเทพยุทธเพื่อเป็น
การเบี่ยงเบนความสนใจ
เวลานี้เขาทำได้เพียงรอข่าวจากโมวังด้วยใจสงบเท่านั้น
เขามองมู่หลิงลั่วที่กำลังฝึกวิชาอยู่ข้างๆแล้วบอกว่า
“ตำแหน่งเทพประจำในแดนสวรรค์จะต้องขยายเพิ่มมากขึ้นเจ้าจงจำไว้ไปบอกกับจื่ออวี่ว่าให้เขาเตรียมสถานที่ฝึกบำเพ็ญและตำหนักสวรรค์เอาไว้ให้พร้อมก่อนล่วงหน้า”
มู่หลิงลั่วได้ยินก็ลืมตาขึ้นนางมีสีหน้าดีใจและมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
บัญชีสถาปนาเทพนับวันจะแข็งแกร่งขึ้นดังนั้นตำแหน่ง
เทพประจำย่อมต้องมีเพิ่มมากขึ้นทว่ามีเพียงเขาที่สามารถเปิดออกมาได้แม้เจียงจื่ออวี่จะเป็นผู้ควบคุมดูแลบัญชีสถาปนาเทพแต่สิ่งที่เขามองเห็นนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เจียงฉางเชิงให้เขามองเห็นซึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของบัญชีสถาปนาเทพไป่ฉีก็ลืมตาขึ้นมาเช่นกันและจับจ้องเจียงฉางเชิงด้วยความใคร่รู้เจียงฉางเชิงเอ่ยพรั่งพรูออกมาแม้นางทั้งสองฟังแล้วต้องตกใจเพราะพวกนางไม่เคยคิดมาก่อนว่าแดนสวรรค์
จะมีระบบที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ในที่สุดพวกนางก็รู้แล้วว่าเหตุที่
เหลือสวรรค์ขั้นที่สิบเอ็ดถึงสวรรค์ชั้นที่สามสิบสองเอาไว้นั้นเพื่อใช้ประโยชน์ใดต้องพูดทีเดียวว่าการแบ่งฐานะตามชั้นสูงต่ำของสถานที่ฝึกบำเพ็ญนั้นมีแรงดึงดูดใจมากจริงๆเวลาเฉกเช่นลูกศรแล่นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่าง
แดนสวรรค์และเทียนจิงหนักข้อขึ้นมหาพิธีสถาปนาเทพครั้งใหม่ก็กำลังจะเริ่มขึ้นด้วยข่าวเรื่องตำแหน่งของเทพประจำจำนวนมากแพร่ออกไปในมหาพิภพจิตจรตรีราชันเบญจจักรพรรดิจตุมหาจักรพรรดิจตุรทิศเกากรมสามสำนักจตุเทพแห่งทิศเหนือขุนนางสวรรค์ทั้งหลายเทพแห่งบุญคุณและโชคลาภทวยเทพกลุ่มดาวทั้งหลายและ
อื่นๆ
ตำแหน่งเทพประจำที่มีอยู่ยังจะขยายออกไปและแยกย่อยลงไปอีกภายภาคหน้าตั้งแต่สวรรค์ขั้นเก้าขึ้นไปล้วนเป็นสัญลักษณ์ของฐานะผู้ที่อยู่บนสวรรค์ขั้นสูงเท่าใดก็
จะได้รับโชคชะตาและสิทธิต่างๆที่ดียิ่งขึ้นรวมทั้งมีอำนาจ
มากขึ้นด้วยตำแหน่งเทพประจำปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนมีถึงหนึ่ง
พันสิบเก้าตำแหน่งและภายหน้ายังจะมีเพิ่มขึ้นอีก!
แม้จะเป็นแค่กระแสข่าวเล็กๆแต่ข่าวนี้ก็แพรไปอย่างรวดเร็วห้องทรงพระอักษรเมืองจิงเฉิงแดนมนุษย์
เจียงซิวนั่งบนบัลลังก์มังกรฟังเหล่าอัครเสนาบดีหารือ
กันซึ่งก็เป็นเรื่องการสถาปนาเทพนั่นเอง
องค์รัชทายาทก็ยืนอยู่ข้างๆเช่นกันเขามองไปยังเจียง
ซิวด้วยสีหน้าเปี่ยมปรารถนาและกล่าวว่า “เสด็จพ่อด้วยฐานะและคุณูปการของพระองค์ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะได้
เป็นหนึ่งในตรีราชันกระมังพะยะค่ะ”
อัครเสนาบดีคนอื่นๆต่างเห็นพ้องเพราะยิ่งเจียงซิวได้รับการสถาปนาเทพตำแหน่งสูงเท่าใดพวกเขาเหล่าขุนนาง
ทั้งราชสำนักจึงจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเท่านั้นหากแม้แต่
เจียงซิวก็ยังมีตำแหน่งบนสวรรค์ไม่สูงนักแล้วพวกเขา
จะมีตำแหน่งสูงไปได้สักเท่าใด
เจียงซิวเอ่ยราบเรียบว่า “ตรีราชันเบญจจักรพรรดิจำเป็นต้องมีคุณูปการยิ่งไปกว่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นโอรสสวรรค์ของเทียนจิงเราน่าจะได้เป็นจตุมหาจักรพรรดิกระมัง”
ก่อนหน้านี้มู่หลิงลั่วมาหาเขาด้วยตนเองเพื่อบอกเรื่องอำนาจของเทพในแต่ละขั้นฟ้าโดยละเอียดและทำให้เขา
ตั้งตารออยู่อย่างเต็มหัวใจความจริงแล้วเขาเองก็เข้าใจดีว่าตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ไม่มีทางตกมาถึงมือเขาแดนสวรรค์ไม่ใช่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาในแดนมนุษย์แต่แค่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นจักรพรรดิเขาก็ยังยอมรับได้อย่างยิ่ง
เวลานี้โลกคุนหลุนสุขสงบเผ่ามนุษย์ไม่มีทางมีเคราะห์ภัยใหญ่หลวงเกรงว่าเป็นการยากที่จะมีตรีราชันเบญจจักรพรรดิขึ้นมาพะยะค่ะ”
ขุนนางชราผู้หนึ่งเอ่ยทั้งส่ายหน้าหัวเราะและคนอื่นๆก็คิดว่ามีเหตุผลเช่นกัน
เจียงซิวกล่าวว่า “อย่าไร้เดียงสาเมื่อประตูหมื่นโลกแห่งแดนสวรรค์เปิดอีกครั้งหรือว่าโลกคุนหลุนไม่ได้ปิดผนึก
อีกต่อไปภัยพิบัติย่อมเกิดขึ้นตามลิขิตยิ่งไปกว่านั้นบางครั้งวิกฤตก็ไม่ได้มาจากนอกพิภพเท่านั้นแต่อาจมาจากภายใน
ด้วยวันหนึ่งแดนสวรรค์อาจเกิดความขัดแย้งภายในขึ้นก็เป็นได้หากแดนสวรรค์เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นมาแล้วแดนมนุษย์จะไม่วุ่นวายหนักได้เยี่ยงไรแม้แดนสวรรค์จะต้องใช้เวลาหลายร้อยปีเพื่อทำให้ความขัดแย้งสงบลงแต่กลับเป็นเวลาที่สั้นนักสำหรับแดนสวรรค์ทว่าสำหรับแดนมนุษย์แล้วกลับเป็นช่วงเวลาแห่งความมืดมนทีเดียว”
น้ำเสียงของเขาเศร้าสร้อยเขาเองก็ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกของตนได้อย่างชัดเจนเช่นกันเขารักปวงประชาเฉกเช่นบุตรของตนแต่วันใดที่เขาเห็นสู่โลกเบื้องบนก็จะตกอยู่ในตำแหน่งเทพไม่สามารถ
พิจารณาทุกๆเรื่องจากมุมมองที่เห็นแก่ราษฎรเป็นหลักได้เขาอดมองไปยังองค์รัชทายาทไม่ได้ไม่รู้องค์
รัชทายาทของเขาจะสามารถนำพาเทียนจิงไปสู่เป้าหมายแสน
ห่างไกลในการรวมโลกคุนหลุนให้เป็นหนึ่งได้หรือไม่
เมื่อได้ยินเช่นนี้อัครเสนาบดีทั้งหลายต่างก็โล่งใจเพราะไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็มองออกว่าเจียงซิวเตรียมพร้อมรับการสถาปนาเทพแทนที่จะไปประชันกับจักรพรรดิสวรรค์พูดกันตามตรงหากเทียนจิงและแดนสวรรค์เป็นศัตรูกัน
พวกเขาทั้งแม่ทัพและขุนนางทั้งหลายต่างก็
ไม่มีความมั่นใจเลยราชวงศ์แห่งโชคชะตาในแดนมนุษย์จะไปต่อกรกับแดนสวรรค์ได้อย่างไรแม้ไม่ใช่ขุนนางบู๊บุ๋นทุกคนในราชสำนักแต่อย่างน้อยขุนนางส่วนใหญ่ต่างก็กังวลว่าเจียงซิวจะก่อปัญหา
เมื่อเจียงซิวเห็นดวงตาของพวกเขาก็รู้สึกปวดใจเช่นกันเพราะเขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตาแดนมนุษย์ไม่อาจต่อกรกับแดนสวรรค์!
อย่างน้อยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยมือเขาส่วนว่า
ภายหน้าจะทำได้หรือไม่เขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน
เพราะทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องดูว่าท่านปู่ของเขาจะอยู่ในแดนสวรรคนานเพียงใด
ตราบใดที่มรรคาจารย์ยังอยู่ในแดนสวรรค์แดนสวรรค์ก็
จะไม่มีทางเกิดความวุ่นวายขึ้นได้!
ปีเฉิงเทียนที่หนึ่งพันเทียนจิงจัดมหาพิธีสถาปนาเทพทุกอาณาจักรในใต้หล้าต่างส่งทูตมาชมพิธีเผ่าต่างๆก็ด้วยเช่นกันนอกจากนี้ยังมีนิกายและแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆของโลก
แห่งการผู้บำเพ็ญเซียนด้วยมหาพิธีสถาปนาเทพครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าสองครั้งก่อนมากณชายป่าแห่งหนึ่งหยวนบนหลังวัวเขียวครามมองไปยัง
เมืองจิงเฉิงแสนยิ่งใหญ่งดงามที่อยู่ไกลออกไปด้วยสีหน้า
เปี่ยมสุขเขาตื่นเต้นและประหลาดใจกับหน้าตาของเมืองจิงเฉิง
บนท้องฟ้ามีผูบำเพ็ญเซียนนับไม่ถ้วนที่เหินมาบนกระบี่
หรือเดินทางมาด้วยของวิเศษและมีผู้ที่ขี่สัตว์พาหนะหรือสิ่งมี
ชีวิตต่างเผ่ามาเป็นจำนวนมากประตูเมืองจิงเฉิงที่อยู่ไกลออก
ไปสูงนับร้อยจั้งภูเขาวิญญาณตั้งตระหง่านสง่างามสูง
เสียดฟ้าพลังวิญญาณจับตัวกันเป็นเส้นของวายุที่เหมือนตัวมังกรพันอยู่โดยรอบยิ่งใหญ่อลังการเป็นที่สุด
“นี่ก็คืออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนมนุษย์ศูนย์กลาง
ของฟ้าดินอย่างนั้นหรือ”
หยวนพึมพำกับตัวเองเขามาที่นี่ก็เพื่อชมมหาพิธีสถาปนาเทพเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในมหาพิภพจิตจรไปแล้ว
ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมองไปยังเมืองจิงเฉิงหยวนมักมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายว่าเคยรู้จักมาก่อนโดยเฉพาะภูเขาสองลูกที่อยู่ด้านหลังเมืองจิงเฉิงแม้จะอยู่ไกลมากจนมองเห็นแค่ออดเขาเท่านั้นแต่กลับทำให้หัวใจเขาสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าเขาเคยฝันถึงที่แห่งนี้เมื่อนานมาแล้วเขาหัวเราะเยาะกับตัวเองอาจเป็นเพราะเขาหมกมุ่นกับ
ตำนานของมรรคาจารย์มากเกินไปในความฝันครั้งหนึ่งเขา
ฝันว่าตนเองไปปรากฏตัวบนเขามังกรผงาดภูเขาที่เป็นต้นกำเนิดของมรรคาจารย์ลูกนั้นเขาเก็บอารมณ์ของตนเอาไว้และขี่วัวไปข้างหน้า
ชายคนหนึ่งกับวัวตัวหนึ่งหายเข้าไปในป่าในขณะที่เมือง
จิงเฉิงที่อยู่ไกลออกไปยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
จนเมื่อเตรียมพร้อมจะเปิดมหาพิธีสถาปนาเทพแดน
สวรรค์ก็คึกคักขึ้นมาเหล่าเซียนต่างก็อยากรู้ว่าผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นเทพเซียนในครั้งนี้จะได้อยู่ในสวรรค์ชั้นที่เท่าใด
หลายปีมานี้จักรพรรดิสวรรค์ได้ย้ายไปยังสวรรค์ขั้นที่สิบแปดแล้วส่วนจตุมหาจอมทัพและตรีมหาเทพสวรรค์ก็อยู่ในสวรรค์
ชั้นที่สิบเจ็ดส่วนเซียนคนอื่นๆต่างก็ทยอยย้ายตำหนักสวรรค์เช่นกัน
แม้จะเป็นเทพเซียนแต่ก็ยังหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนอยู่และไม่ต้องการให้คนรุ่นหลังมานำหน้าไปโดยง่าย
เจียงฉางเชิงก็ตื่นขึ้นมาแล้วและสนทนากับมู่หลิงลั่วเรื่องของแดนสวรรค์
“ซีหมิงหวังผู้นั้นหามหาพิภพจิตจรไม่พบเรื่อยมาเขา
แทบจะคลั่งอยู่แล้วเมื่อใดท่านจะยอมรับเขาเสียที่ข้าเห็นว่าเขาปักใจในวิถีเซียนแล้วจริงๆ”
มู่หลิงลั่วปิดปากเอ่ยทั้งหัวเราะพอคิดถึงซีหมิงหวังขึ้นมานางก็อยากหัวเราะ
ทั่วทั้งแดนสวรรค์มีแค่ซีหมิงหวังเท่านั้นที่ยังไม่ได้เข้าไปในมหาพิภพจิตจรแต่ก็ไม่มีใครยอมเปิดเผยเรื่องตัวตนของมหาพิภพจิตจรกับเขาไปตรงๆ
เจียงฉางเชิงยิ้มและกล่าวว่า “เขาก็แค่เทิดทูนในเรื่องของพลังเท่านั้นให้เขาไตร่ตรองอีกหน่อยเถิด”
ความจริงแล้วการเข้าไปในมหาพิภพจิตจรก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถควบคุมได้ก็ผู้ใดใช้ให้ซีหมิงหวังยังไม่ถึงระดับของผู้ศรัทธาแต้มเซนไหวกันเล่าจากข้อนี้เห็นได้ว่าซีหมิงหวังมีอัตตาสูงเพียงใดในใจเขาเทิดทูนแต่ตนเองตลอดกาลส่วนมรรคาจารย์นั้นก็เป็นแค่ผู้ทรงพลังหาใดเปรียบในสายตาเขาเท่านั้น
หลังจากพูดเรื่องของซีหมิงหวังจบมู่หลิงลั่วก็เอ่ยเรื่อง
ของเจียงเทียนเชิงต่อเนื่องจากเขาเป็นผู้มีคุณสมบัติในการ
บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาลูกหลานในแดนมนุษย์
มู่หลิงลั่วจึงคอยจับตาดูเจียงเทียนเชิงมาโดยตลอดเจียงเทียนเชิงมักจะได้รับการดูแลจากนางในระหว่างที่เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกนางมักแปลงกายเป็นมนุษย์และมอบโอกาสวาสนาให้กับเจียงเทียนเชิงคอยช่วยลงมือบ้างเป็นครั้งคราว
ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่เจียงซิวยินยอมสะกดความไม่พอใจ
ทั้งหลายทั้งมวลเอาไว้มู่หลิงลั่วดูแลเจียงเทียนเชิงเป็นอย่างดีถึงเพียงนี้เมื่อนางเป็นคนไปแนะนำตำแหน่งต่างๆบนแดนสวรรค์เขาเลย
จึงทำใจยอมรับได้
แต่ถึงกระนั้นเจียงเทียนเชิงก็ไม่ได้ทิ้งห่างหยวนไกลเกินไปจนถึงขั้นที่มีแนวโน้มว่าจะถูกนำหน้าไปด้วย
เบื้องหลังของเจียงเทียนเชิงคือมู่หลิงลั่วส่วนเบื้องหลังหยวนคือเจียงฉางเชิงในขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่เจียงฉางเชิงก็รู้สึก
ถึงบางสิ่งขึ้นมาและมองออกไปนอกโลกคุนหลุนในทันที
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือเจ้าคะ”
มู่หลิงลั่วถามด้วยความประหลาดใจใจนางบีบรัดขึ้นมา
หรือว่านอกพิภพจะเกิดเรื่อง
เจียงฉางเชิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสอดส่องดูโมวัง
จากนั้นก็ใช้ร่างจิตจำแลงเทพออกไปพูดไปว่าแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อมู่หลิงลั่วได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ถามให้มากความและไม่พูดรบกวนเขาอีกท่ามกลางห้วงสูญญตาร่างจิตจำแลงเทพอยู่ต่อหน้าโมวังในห้วงสูญญตาที่
เต็มไปด้วยน้ำแข็งคนทั้งสองช่างตัวเล็กจ้อยไปถนัดตา
“มรรคาจารย์ข้าเจรจาเรียบร้อยแล้วเวลานี้ท่าน
เตรียมเข้าโจมตีโลกเทพยุทธได้แล้วนี่คือหยกโบราณข้าสร้าง
มันขึ้นตามอย่างหยกแห่งยุทธเพื่อให้สามารถติดต่อถึงกันได้ซึ่ง
ผู้สืบทอดของมหามรรคาอื่นๆออกเดินทางไปแล้วส่วนข้าก็
เตรียมจะไปรวบรวมผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า”
โมวังยื่นหยกสีเหลืองชิ้นหนึ่งให้ร่างจิตจำแลงเทพ
จากนั้นก็หันหลังจากไป
ร่างจิตจำแลงเทพถือหยกโบราณเอาไว้รู้สึกใคร่รู้อยู่ในใจลัทธิโบราณยังไม่ดับสลายไปจริงๆที่แท้แล้วยังมีดินแดน
ที่ซุกซ่อนอยู่อีกมากมายเพียงใดกัน
จวบจนกลิ่นอายของโมวังหายไปเขาจึงรีบเดินทางไปยังโลกคุนหลุนร่างจิตจำแลงเทพส่งหยกโบราณไปยังตำหนักเมฆาม่วง
หลังจากมอบให้เจียงฉางเชิงแล้วจึงหายตัวไปจากตรงนั้นมู่หลิงลัวมองหยกในมือของเขาด้วยความใคร่รู้ท่วมท้นในนัยน์ตา
เจียงฉางเชิงถือหยกโบราณเล่นอยู่ในมือและกล่าวว่า
“มีคนเชิญข้าให้เข้าร่วมโค่นล้มโลกเทพยุทธและข้าก็ตกลงไปแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ดวงตาของมู่หลิงลั่วพลันเบิกกว้างขึ้นส่วนไป่ฉีที่กำลังฝึกวิชาอยู่ก็หันหน้ามามองเขาเช่นกัน