เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 431 งานชุมนุมใหญ่ศาสตราเทวะ
ความวุ่นวายในแดนมนุษย์หยวนแอบด่าทอในใจขณะมองเหยี่ยวทองตัวนั้นจากไปไกลเขาสัมผัสได้ถึงปราณของผูบำเพ็ญเซียนแสดงว่า
เหยี่ยวทองตัวนั้นก็เป็นสัตว์พาหนะเช่นกัน
นับแต่เปิดวิถีเซียนก็เริ่มมีสัตว์เลี้ยงวิญญาณและสัตว์พาหนะปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อยๆผูบำเพ็ญเซียนสามารถ
สื่อสารกับสัตว์เลี้ยงวิญญาณและสัตว์พาหนะได้ด้วยเหตุนี้จึงมีสัตว์ปีศาจและสัตว์อสูรเข้ามาในสายตาของเผ่ามนุษย์
มากขึ้นเรื่อยๆหยวนเพิ่งคิดว่าจะนั่งลงก็พบว่าเหยี่ยวทองตัวนั้นบินค
ย้อนกลับมาเขารีบล่วงเอากระบี่ยาวเล่มหนึ่งออกมาจากในถุงบรรจุสรรพสิ่งเพื่อเตรียมเข้าต่อสู้ท่องยุทธภพมาตั้งหลายปีเขาจึงเคยพบกับการต่อสู้มาไม่น้อยแต่ด้วยมหามรรคาปราณทองคำและดาวดินเจ็ด
สิบสองจำแลงเขาจึงไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้แม้แต่ครั้ง
เดียว
เวลานี้มีผูบำเพ็ญเซียนมากขึ้นเรื่อยๆแต่ไม่ใช่ว่าผู้
บำเพ็ญเซียนทั้งหมดจะอยู่ในมหาพิภพจิตจรแม้จะเป็นผู้ร่วม
วิถีเดียวกันก็ยังอาจลงมือเพื่อผลประโยชน์ได้
ไม่นานนักเหยี่ยวทองก็บินมาถึงเบื้องบนของป่าเขาห
ยวนจึงได้เห็นบุรุษผู้หนึ่ง
“สหายไม่ธรรมดาเลยนี่สามารถควบคุมอสูรเช่นนี้ได้ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังมองระดับพลังของเจ้าไม่ออกอีกด้วย”
บุรุษบนหลังเหยี่ยวทองก็คือเจียงเทียนเชิงซึ่งเป็นฮ่องเต้เทียนจงกลับชาติมาเกิดนั่นเองและตอนนี้เขาออกมาหาประสบการณ์ข้างนอกเขาสวมชุดจอมยุทธสีขาวทั้งตัวสวมหมวกฟางไว้บนหัว
พกถุงบรรจุสรรพสิ่งสองถุงและน้ำเต้าหนึ่งขวดไว้ที่เอวท่าทางสง่าผ่าเผยดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากปิดซ่อนเอาไว้เหลือเพียงลวดลายมรรคาเส้นหนึ่งเท่านั้น
หยวนเห็นว่าอีกฝ่ายมีราศีไม่ธรรมดาจึงกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ขอบใจสหายที่ชมเชยสหายย้อนกลับมาเพราะ
เรื่องนี้บ่งบอกว่าอีกฝ่ายสามารถคุกคามเขาได้
เจียงเทียนเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สหายไม่ต้อง
ตื่นตระหนกข้าก็เพียงสงสัยอยากผูกมิตรกับเจ้าก็เท่านั้นข้าท่องไปในใต้หล้าชมชอบการผูกมิตรร่วมกันศึกษาวิถีแห่ง
มรรคามิใช่เพื่อแสวงประโยชน์ส่วนตนและลงมือตามใจเขากระโดดลงมาตรงหน้าวัวเขียวคราม
วัวเขียวครามช้อนตาขึ้นมองวัวที่มองคล้ายว่า
เกียจคร้านพลันมีแววดุร้ายขึ้นในดวงตา
เมื่อเห็นว่าหยวนนิ่งเงียบไม่พูดจาเจียงเทียนเชิงก็พลันเอ่ยว่า “สถิตทวารวิเศษสวรรค์ชั้นเก้า!”
หยวนดวงตาเป็นประกายขึ้นมาและตอบไปทันใดว่า
“เบิกปัญญาสรรพชีวิตบรรลุเซียน!”
คนทั้งสองมองตากันแล้วหัวเราะลั่นความสัมพันธ์กระชับเข้ามาในบัดดลแม้ในขณะที่ท่องยุทธภพพวกเขาทั้งสองคนจะเคยพบกับ
ผู้ร่วมวิถีที่เป็นศัตรูแต่ผู้ร่วมวิถีส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นมิตรอย่างมาก
หยวนลงมาบนพื้นและเริ่มสนทนากับเจียงเทียนเชิงเจียงเทียนเชิงปิดบังแซ่ของตนคนทั้งสองสนทนากันถูกคอ
มากขึ้นเรื่อยๆแม้ดูคล้ายว่าสนทนากันอย่างถูกคอแต่ความจริงแล้วหยวนยังคงระวังตัวอยู่อย่างตลอดเวลา
เมื่อได้ยินว่าหยวนอยากไปวังมังกรเจียงเทียนเชิงก็บอกว่าตนเองอยากจะไปด้วยเช่นกันมิสู้ร่วมทางกันไปดีกว่าหรือวังมังกรอยู่ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตยินดีเปิดรับทุกเผ่า
ยิ่งนักยินยอมให้ผูบำเพ็ญเซียนไปซื้อหาแลกเปลี่ยน
ศาสตราวุธและชุดเกราะพวกเขาถึงขั้นยินดีเอาศาสตราเทวะ
ชั้นยอดจำนวนหนึ่งออกมาให้ผู้ที่มีวาสนาได้ทดลองฝึกฝนนับเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แดนศักดิ์สิทธิ์วังมังกรคนทั้งสองเข้ากันได้ดีอย่างรวดเร็วร่วมทางมุ่งหน้าไปยัง
วังมังกรและที่นี่ก็อยู่ห่างจากมหาสมุทรไร้ขอบเขตไม่ไกลแล้ว
ณ วังมังกรบูรพาลึกลงไปใต้ทะเลไป่ฉีนอนอิงกายอยู่อย่างเกียจคร้านอยู่บนบัลลังก์สีทองราชามังกรอาวตงยืนอยู่ในตำหนักเขากลายร่างเรียบร้อยแล้ว
มีหัวมังกรร่างมนุษย์สวมเสื้อคลุมมังกรบนตัว น่าเกรงขามแต่เวลานี้กลับโค้งตัวคอยยกอาหารปรนนิบัติเหล่าปีศาจหญิงไป่ฉีกลิ้งเล่นแขนเสื้อและปรายตามองสุราอาหารชั้นเลิศ
บนโต๊ะหนหนึ่งพร้อมกล่าวว่า “เหตุใดมีแค่เล็กน้อยเท่านี้เล่า”
ว่าหรือว่าเจ้ายังไม่พอใจที่ข้าออกหน้าให้เจ้าไม่สำเร็จอาวตงยิ้มเจื่อนกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรท่านต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสด้วยเรื่องของวังมังกรข้าน้อยรู้สึกผิด
อย่างยิ่งยิ่งไปกว่านั้นที่แดนสวรรค์จัดการเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมต้องเป็นเพราะเห็นแก่หน้าท่านเป็นแน่”
ไป่ฉีพยักหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นับว่าเจ้ารู้ความ”
อาวตงหน้าซีดตาบานและคอยประจบเอาใจนางไม่ยอมหยุดไป่ฉีดื่มสุราไปจอกหนึ่งแล้วถามว่า “ระยะนี้วังมังกร
ครึกครื้นดีนี่อาวตงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก็แค่ทำตามอย่างงานชุมนุมหลอมโอสถของแดนสวรรค์เท่านั้นข้าน้อยจัดงานชุมนุมใหญ่ศาสตราเทวะในวังมังกรผู้บำเพ็ญเซียนพากันมารวมงานท่านอยากจะไปดูสักหน่อยหรือไม่”
ไป่ฉีส่ายหน้า “ไม่อยากหรอกข้าเคยเห็นสมบัติอาคมของมรรคาจารย์มาแล้วแล้วจะมาสนใจอาวุธธรรมดาของวังมังกรของเจ้าได้อย่างไร”
“ก็จริงขอรับอย่างไรท่านผู้เฒ่าก็เก่งกาจสามารถเข้าออกสวรรค์สามสิบสามชั้นได้อย่างอิสระทั้งสวรรค์และ
พิภพผู้ใดจะทัดเทียมท่านได้”
“อย่าได้พูดคำพูดเช่นนี้ออกไปส่งเดช”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้วขอรับ!”
อาวตงหัวเราะแหะๆเขาภักดีต่อไป่ฉีอย่างจริงแท้เพราะก่อนนี้เขาไม่ได้เป็นพญามังกรเป็นไป่ฉีที่ให้โอกาสเขากลายร่างเป็นมังกรราชามังกรอีกสององค์ก็เป็นเช่นเดียวกันไป่ฉีสะบัดมือขวากระดาษแผ่นหนึ่งพลันร่วงลงมาในอกของอาวตง
“วัตถุดิบยาในนั้นจงช่วยข้ารวบรวมมาพระมารดาแห่งสวรรค์ต้องการ”
พระมารดาแห่งสวรรค์หมายถึงมู่หลิงลั่วคือแม่แห่งแดนสวรรค์เพราะนางสละตำแหน่งจักรพรรดินีสวรรค์ให้แก่
ฮองเฮาของเจียงจื่ออวี่ไปแล้วแดนสวรรค์จึงเรียกขานนางใหม่ว่าพระมารดาแห่งสวรรค์อาวตงได้ฟังก็รีบตรวจดูในทันที
จากนั้นเขาก็โค้งตัวลงคารวะและถอยออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อไปรวบรวมวัตถุดิบยาให้ไป่ฉี
ไป่ฉีหยิบผลไม้มาลูกหนึ่งและกัดไปหนึ่งคำดวงตาที่ชวนให้สรรพชีวิตลุ่มหลงคู่นั้นมองไปนอกตำหนักรำพึงกับตนเอง
ว่า “เจ้าเด็กเทียนจงนั่นมาได้อย่างไรกัน”
นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเจียงเทียนเชิงแต่นางก็
ไม่ได้ลุกขึ้นนางไม่ได้สนใจชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปในฐานะผู้ปรนนิบัติมรรคาจารย์เพียงหนึ่งเดียวนางจะไม่ไปโผล่หน้าโผล่ตาไปเรื่อยนี่เป็นเงื่อนไขที่นางมีต่อตนเองเฉพาะบุคคล
สำคัญเท่านั้นจึงจะพบนางได้
ส่วนเจียงเทียนเชิง?
เอาไว้เขาได้รับการสถาปนาเทพแล้วค่อยว่ากัน
อีกด้านหนึ่งณตำหนักหลักของวังมังกรผู้บำเพ็ญเซียนนับพันนับ
หมื่นมารวมตัวกันอยู่ที่นี่พวกเขาจับจ้องไปยังตำหนักหลักของ
วังมังกรซึ่งมีสีทองอร่ามเรืองรองรวมไปถึงอสูรยักษ์ก้นทะเลที่
ว่ายน้ำอยู่ข้างนอกหลังคาโปร่งแสงต่างรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างยิ่ง
หยวนและเจียงเทียนเชิงยืนอยู่ข้างกันเจียงเทียนเชิงกำลังบอกเล่าเรื่องน่าอัศจรรย์ของวังมังกรกับหยวนวังมังกรดำรงอยู่มาเนิ่นนานในวันเวลาแสนยาวนานนี้เคยมอบวาสนาสูงส่งให้แก่สิ่งมีชีวิตในแต่ละเผามักมีคนที่ตกลงมายังก้นทะเลและถูกวังมังกรช่วยเอาไว้เวลานี้วังมังกร
จึงมีภาพลักษณ์ที่ดิอย่างยิ่งถึงขั้นที่ดิกว่าเทียนจิงเสียอีกเพราะเทียนจิงเป็นของเผ่ามนุษย์เท่านั้นและเผ่ามนุษย์
ก็มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาอีกมากมายหยวนมายังแดนศักดิ์สิทธิ์ในโลกของการผู้บำเพ็ญเซียนซึ่ง
เป็นครั้งแรกจึงสงสัยใคร่รู้กับทุกสิ่งอย่างยิ่ง
“ท่านอาจเคยเห็นแล้วหรือไม่ไม่ทันรู้ตัวข้าก็มาถึงขั้นนี้
แล้วแต่ยังห่างไกลกับท่านอีกมากเท่าใดกัน”
จู่ๆหยวนก็คิดถึงอาจารย์ของตนเขารู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเปี่ยมล้นแต่ในขณะเดียวกันใจคอก็หอเหี่ยวขึ้นมาหลังออกมาจากหมู่บ้านบนเขาแล้วเขาจึงเพิ่งรู้ว่าใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงใด
กว้างใหญ่จนถึงขั้นที่เมื่อใดที่พลัดพรากจากกันก็มีคน
มากมายที่ยากจะได้พบกันอีกในชีวิตนี้
แม้การบำเพ็ญเซียนคือการแสวงหาความเป็นอมตะแต่
แล้วจะมีใครที่สามารถเป็นอมตะได้แม้แต่เทพเซียนบนแดน
สวรรค์ก็มีเฉพาะเทพประจำที่มียศฐานะสูงส่งเท่านั้นจึงจะ
มีอายุขัยเที่ยมฟ้าดินในตำหนักอีกทึกครึกโครมคิกคักไม่ธรรมดาผ่านไปเนิ่นนาน
เสียงวาฬร้องดังขึ้นทำเอาทุกคนตกใจจนเงียบลงและหันหน้าไปมองเห็นว่าทหารและแม่ทัพปูเหาะมาข้างนอกสองแถวและตั้งแถวเอาไว้เรียบร้อยจากนั้นมังกรสีครามตัวยักษ์
ตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทรงอานุภาพเกรียงไกรนัก
ทุกคนล้วนเบิกตากว้างรวมทั้งหยวนด้วยพวกเขามองมังกรสีครามเหาะผ่านเหนือศีรษะไปก่อน
ตกลงมาบนแท่นที่อยู่เบื้องหน้าและกลายเป็นร่างมนุษย์เป็นราชามังกรอาวตงนั่นเอง!
อาวตงกวาดสายตาไปยังทุกๆคนด้วยสีหน้าราบเรียบ
ไม่มีใครกล้าสบตากับเขามีเพียงเจียงเทียนเชิงคนเดียวที่กล้านั่นเพราะเสด็จพ่อของเขามีฐานะสูงส่งทัดเทียมราชามังกรหยวนเพิ่งเคยเห็นมังกรกลายร่างเป็นคนครั้งแรก
ตำนานที่เคยฟังครั้งเป็นเด็กมาปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้วทำให้เขาตื่นเต้นหนักหนา
“ทุกท่านตัวข้าราชามังกรยินดีต้อนรับทุกท่านสู่วังมังกรงานชุมนุมใหญ่ศาสตราเทวะในครั้งนี้แบ่งเป็นสองช่วงหนึ่งคือแลกเปลี่ยนอย่างอิสระสองคือทดลองหลอมยอดสมบัติแห่งวังมังกร”
อาวตงเอ่ยช้าๆน้ำเสียงเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
ทำเอาเหล่าผูบำเพ็ญเซียนต่างไม่กล้าหายใจแรงแต่คำพูด
ของเขากลับทำให้ผูบำเพ็ญเซียนทั้งหลายตื่นเต้นขึ้นมายอดสมบัติแห่งวังมังกร!
ตำนานเล่าขานว่ายอดสมบัติวังมังกรผู้มีวาสนาจึงจะได้ครอบครองไม่ได้พิจารณาจากระดับพลังเคยมีผู้ฝึกตนขั้น
หลอมปราณที่เพิ่งเข้ามาในเส้นทางของการบำเพ็ญเซียนได้
ครอบครองอัญมณีวังมังกรสามารถบำเพ็ญเพียรได้หนึ่งพันลี้ต่อ
หนึ่งวันนับแต่นั้น!
บรรดาผูบำเพ็ญเซียนต่างใจเต้นตูมตามเมื่อนึกย้อนไปถึงตำนานต่างๆของวังมังกร
“เทียนเชิงเจ้ารู้ว่าราชามังกรแข็งแกร่งเพียงใดและอยู่ในระดับขั้นใด”
หยวนส่งกระแสจิตไปหาเจียงเทียนเชิงที่อยู่ข้างๆสอบถามด้วยความใคร่รู้
เจียงเทียนเชิงจับจ้องราชามังกรที่เคยขัดแย้งกับเสด็จพ่อของตนและส่งกระแสจิตไปตอบว่า “ย่อมต้องไม่ใช่ระดับที่ทั้งเจ้าและข้าสามารถเทียบได้ประมุขของแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นพวกเขาได้รับมหาโชคชะตาความสามารถของเขาไม่มีทางใช้ระดับขั้นมาแจกแจงได้เขาสามารถรวบรวมโชคชะตาของวังมังกรเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งวังมังกรที่เจ้าเห็นมาตลอดทางล้วนสามารถกลายมาเป็นพลังของเขาได้ทั้งสิ้น”
ได้ยินเช่นนั้นหยวนก็สะท้านอยู่ในใจ
นี่ก็คือความร้ายกาจของมหาโชคชะตาหรือ
เขาก็คิดถึงเป้าหมายที่ตนเองกำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า
จะต้องเป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพให้ได้นั่นไม่เท่ากับว่าจะต้อง
มีโชคชะตาของโลกแห่งเทพเซียนหรอกหรือเช่นนั้นต้อง
แข็งแกร่งเพียงใดกันไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกันแล้วอาจารย์ของเขากับราชามังกรใครจะแข็งแกร่งกว่ากันหยวนเข้าสู่ห้วงจินตนาการแสนไกลไร้ขอบเขตจนไม่ได้ตั้งใจฟังคำพูดของอาวตงณตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นช้าๆเขาปิดด่านหนึ่งร้อยปีอีกครั้ง
แล้วตำแหน่งโอรสสวรรค์ของเจียงซิวในแดนมนุษย์เริ่มได้รับ
ผลกระทบมาหนึ่งพันปีแล้วเขาเริ่มพยากรณ์หาสุดยอดผู้แข็งแกร่งในแต่ละขอบเขต
“ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นห้าแต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์แล้วนับเป็นขั้นเบิกเนตรอัคร
ยุทธระดับห้าทีเดียวดีที่อีกฝ่ายไม่ได้เข้ามาในอาณาเขตที่ปลอดภัยของโลกคุนหลุนแต่แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ของเขาเองก็กำลังเพิ่มมากขึ้นตอนนี้ห่างจากการบรรลุขั้นก่อนเป็นเวลาห้าร้อยปีแล้ว
มูลค่าแต้มเซนไหวของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วการฝึก
บำเพ็ญในชั้นเอกเทวะทำให้ระดับพลังของเขาเข้าสู่ช่วงที่
เพิ่มขึ้นด้วยความเร็วสูง
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนเริ่มยืดเส้นยืดสายในขณะเดียวกันก็ถามว่า “กำลังจะเกิดความวุ่นวายขึ้นในแดน
มนุษย์อีกแล้วใช่หรือไม่ไป่ฉีและมู่หลิงลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ลืมตาขึ้นทันใดไป่ฉีปรากฏเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็วเช่นสายลมนางพยักหน้าและ
พูดว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะนายท่านท่านจะยืนมือเข้าไปในการนี้
จริงหรือเจ้าคะหากเทียนจิงและแดนสวรรค์เปิดศึกนี่หาใช่เรื่องเล็กน้อย!”
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วไม่ได้เอ่ยคำใด
ต้นตอของความวุ่นวายที่เจียงฉางเชิงเอ่ยถึงนั้นมาจาก
เจียงซิว
เจียงซิวเป็นโอรสสวรรค์มากว่าแปดร้อยปีในขณะที่เจียง
จื่ออวี่ได้เป็นโอรสสวรรค์ในแดนมนุษย์แค่สามร้อยเก้าสิบเก้าปีเท่านั้นเจียงซิวย่อมต้องขัดข้องใจเพราะเขาก็อยากเป็นจักรพรรดิสวรรค์เช่นกันไม่ใช่แค่เจียงซิวเท่านั้นองค์รัชทายาทแห่งเทียนจิงก็
ขัดข้องใจอยู่เต็มอก
เขาเป็นองค์รัชทายาทมากว่าแปดร้อยปีจนมีทายาทไปหลายสิบรุ่นแล้วเขาแทบจะมีชีวิตอยู่จนกลายเป็นเรื่อง
น่าขันเสียแล้ว
เจียงจื่ออวี่เองก็ตกที่นั่งลำบากเช่นกันเพราะตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์แห่งแดนสวรรค์ไม่สามารถสละตำแหน่ง
ส่งเดชและเรื่องนี้ก็ทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะสถาปนาเทพอย่างไรด้วยไป่ฉีเล่าเรื่องนี้ออกมาเป็นน้ำไหลไฟดับแต่ดูจากท่าทาง
ของนางแล้วกลับไม่ใช่การรู้สึกกังวลแต่รอชมเรื่องครึกครื้น
อย่างตื่นเต้นเสียมากกว่า
ผู้ที่เป็นกังวลจริงๆคือมู่หลิงลั่วแต่มู่หลิงลั่วเลือกที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายเพราะอำนาจออกคำสั่งของแดนสวรรค์ล้วน
อยู่ในมือของเจียงฉางเชิงนางไม่ต้องการเข้าไปก้าวก่ายความคิดของเจียงฉางเชิง
“การแก่งแย่งระหว่างจักรพรรดิสวรรค์กับจักรพรรดิแดนมนุษย์นับว่ายุ่งยากจริงๆ”
เจียงฉางเชิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจแต่สายตาของเขากลับลงไปยังแดนมนุษย์ดูว่าระยะนี้หยวนกำลังทำสิ่งใดอยู่ไป่ฉีถามด้วยความสงสัยว่า “นายท่านตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนไม่ได้ใช่หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ไป่ฉีก็อดแอบปลงอนิจจังแทนเจียงซิวไม่ได้เมื่อโอรสสวรรค์แห่งแดนมนุษย์เข้ามาในแดนสวรรค์หากไม่เป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้วจะดำรงตำแหน่งใดเล่า
ไป่ฉียังคิดไม่ออกเพราะนางรู้จักความทะเยอทะยาน
ของเจียงซิวดีแค่ตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์ไม่มีทางทำให้เจียงซิวพึงพอใจได้แน่