เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 443 กลายเป็นตำนาน ยุคสมัยผันเปลี่ยน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 443 กลายเป็นตำนาน ยุคสมัยผันเปลี่ยน
ยินดีบุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต!
คำพูดนี้ของมรรคาจารย์ทำให้ผู้ฝึกบำเพ็ญในมหา
มรรคาต่างๆ ต้องตื่นตะลึง เยี่ยจ้าน หลี่ว์เสินโจวและชีหมิง
หวังยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติ
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยอุทานตระหนกในใจ มรรคาจารย์
จิตใจกว้างขวางโดยแท้!
แค่คำพูดประโยคนี้ก็ทำให้เรื่องน่าอึดอัดใจกลายเป็น
มีเกียรติ กลายเป็นมีความหมายขึ้นมาได้!
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ไกลออกไปก็ยังตกตะลึง สายตาที่
พวกเขามองเจียงฉางเซิงก็เปลี่ยนไปด้วย
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง แต่ก็
ไม่ได้พูดสิ่งใด เพียงแค่กวักมือบอกให้เจียงฉางเซิงลงมือ
เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้ลงมือ ผู้ที่สามารถกดดันอัครเทพ
ยุทธ์ทั้งสิบแปดได้ต้องไม่ใช่คนที่เขาต่อกรได้เป็นแน่
เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเซิงไม่ยอมขยับ บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานจึงสะบัดแส้ขนในทันที ลมสลาตันที่แสนคุ้นเคยพัด
ออกไป เจียงฉางเซิงจึงพุ่งตัวเข้าใส่
เกิดเสียงดังตูม!
ลมสลาตันถูกสั่นสะเทือนจนสลายไป เขาพุ่งเข้ามา
ตรงหน้าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาเห็นภาพนี้แล้วต่างมีสีหน้า
ตื่นตกใจอย่างยิ่ง!
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยกฝ่ามือซ้ายขึ้นมากำลังจะซัด
ใส่เจียงฉางเซิง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าผมเส้นหนึ่งของ
เจียงฉางเซิงกำลังส่องประกายจึงหลบออกไปตามสัญ
ชาตญาณ
พริบตานั้นแสงแรงกล้าก็สาดส่องออกไปจากภายในตัว
ของเจียงฉางเซิง ก่อนแผ่กว้างออกไปอย่างรวดเร็ว จนปกคลุม
กายเนื้อของเขา แสงจ้านั้นสาดส่องไปบนใบหน้าของทุกคน
ส่องให้สีหน้าตกตะลึงของทุกคนสว่างขึ้นมา
สิบแปดอัครเทพยุทธ์ตื่นตกใจเป็นที่สุด พวกเขาเคย
ได้ยินชื่อของมรรคาจารย์มานานแล้ว แต่ในสายตาของ
พวกเขา เมื่อเทียบกับบรรดาพวกผิดแผกที่ก่อความวุ่นวาย
มานานแล้ว เจียงฉางเซิงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ ด้วยเหตุนี้พวกเขา
จึงยินยอมใช้มรรคาจารย์เป็นหินลับมีดให้แก่ไท่ซั่งคุนหลุน
ทว่าพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามรรคาจารย์จะสา
มารถประมือกับบรรพจารย์ยุทธ์ได้!
หลังจากใช้ฟ้าดินสิ้นสลายไปครั้งหนึ่งและแสงแรงกล้า
เพิ่งจางหายไป เจียงฉางเซิงก็กระโดดออกมาในทันที เป็นดังที่
คาดไว้ บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหลบออกไปแล้ว
เจ้าหมอนี่ว่องไวเหลือเกิน!
คนทั้งสองเพิ่งประมือกัน เจียงฉางเซิงใช้เส้นผมที่มีวิชา
ฟ้าดินสิ้นสลายไปแล้วถึงสองเส้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ
กระบวนท่าของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เขาได้แต่ใช้ฟ้าดิน
สิ้นสลายเข้าต้านเพื่อให้ปลอดภัยเอาไว้ก่อน ซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่
เขาพุ่งตัวทะลุผ่านลมสลาตัน
ลมสลาตันของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ได้เรียบง่าย
เฉกเช่นที่มองเห็น แม้ว่าก่อนหน้านี้จะช่วยให้ร่างกายของ
ทุกคนจะกลับมาอยู่ในสภาวะเดิมแล้ว แต่หากมาเป็นศัตรูของ
เขา ลมสลาตันนี้ก็จะกลายเป็นไอสังหารที่ไม่จบสิ้น ด้วยเหตุนี้
เขาจึงใช้เส้นผมฟ้าดินสิ้นสลายไปโดยไม่ทันรู้ตัว
‘ต้องหาช่องโอกาส!’
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ เคราะห์ดีที่เขาเตรียมตัว
มาอย่างพร้อมสรรพ ส่วนเส้นผมมหามรรคาจำแลงกาย
สำหรับฟ้าดินสิ้นสลายเขาก็เตรียมมาเป็นจำนวนไม่น้อยและ
เพียงพอให้ใช้งาน
ทว่าฟ้าดินสิ้นสลายเช่นนี้ได้แต่ใช้เมื่อเผชิญหน้ากับการ
โจมตีที่ไม่อาจต้านทานได้เท่านั้น เจาะจงสังหารศัตรูได้ยาก
แม้แต่อู่ซินก็ยังสังหารไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน
ต้องลงมือเอง!
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก้มมองเจียงฉางเซิงแล้วกล่าวว่า
“วิถีเซียนมีพลังทำลายล้างที่รุนแรง ข้าจำไว้แล้ว แต่หาก
เจ้าต้องการทำให้ข้าบาดเจ็บ หาใช่ง่ายดายเพียงนั้น!”
ทันทีที่สิ้นเสียงก็ปรากฏแสงสีทองเก้าสายขึ้น
มาเหนือศีรษะของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน เป็นเช่นแสงแห่ง
เทพสาดส่องลงมาด้วยความรวดเร็วยิ่งยวด!
เป็นวิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาตโลกา!
เจียงฉางเซิงเข้าใจขึ้นมาทันใดว่าร่างจริงกำลังช่วยเขา
อยู่!
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเงยหน้าขึ้นแล้วสะบัดแส้ขน
ขึ้นไปบนฟ้า
พริบตาที่เขาสะบัดแส้ขน เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นไปดึง
เส้นผมบนศีรษะแล้วโยนเส้นผมหลายสิบเส้นออกไป
กลายเป็นร่างจิตจำแลงเทพหลายสิบร่าง
แสงสีทองลำแสงแรกถูกทำลาย แสงสีทองที่เหลืออีก
แปดเส้นหลบไปทันใด ก่อนหมุนคว้างอยู่สูงๆ ในห้วงสุญญตา
อย่างรวดเร็ว เข้าล้อมเจียงฉางเซิงและบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานเอาไว้
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานถูกร่างจิตจำแลงเทพล้อมเอาไว้
แต่ยังคงมีท่าทีผ่อนคลายคล้ายกำลังเดินเล่น แค่สะบัดแส้ขน
ก็ทำลายร่างจิตจำแลงเทพไปได้หนึ่งร่าง
ทุกคนมองภาพนี้แล้วต้องถอนหายใจ อานุภาพทรงพลัง
ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานและอภินิหารยิ่งใหญ่ของมรรคา
จารย์ต่างทำให้ทุกคนตื่นตะลึง เวลานี้ทั้งสองฝ่ายยังเสมอกัน
โม่วั่งตะลึงค้าง มรรคาจารย์สามารถต่อกรกับผู้อาวุโส
ได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ
เห็นว่าทั้งบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานและมรรคาจารย์
เข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ มรรคาจารย์พุ่งเข้าใส่ ก้าวเข้าไปก้าว
หนึ่ง คล้ายก้าวเดินไปในห้วงสุญญตา แต่เพราะก้าวนี้กลับ
ทำให้ขอบห้วงสุญญตาไร้ซึ่งสีสัน
ฟ้าดินสิ้นสลาย!
ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่มหามรรคาจำแลงกาย แต่เจียงฉาง
เซิงลงมือด้วยพลังอาคมทั้งหมดที่ร่างแยกมี
ไม่เหลือแรงไว้!
แสงจ้าปรากฏขึ้นพร้อมกับฟ้าดินสิ้นสลาย รวดเร็ว
ยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ แทบจะแค่พริบตาเดียว ลำแสงแรงกล้า
อย่างที่สุดก็เข้าปกคลุมบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ลำแสงสีทองทั้งแปดเส้นยิงเข้าไปในแสงแรงกล้า เพื่อ
ป้องกันไม่ให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหลบหนีไปได้
เปรี้ยง…
พลังอันน่าหวาดกลัวทำให้สิบแปดอัครเทพยุทธ์ยก
มือขึ้นพร้อมกันเพื่อใช้พลังบรรพยุทธ์ของตนเข้าคุ้มกันผู้ฝึก
ยุทธ์ เช่นเดียวกับเหล่าผู้สืบทอดแห่งมหามรรคาที่ต่างก็คุ้มกัน
คนใต้บังคับบัญชาของตน
ทว่าเมื่อพลังของพวกเขาแพร่กระจายออกมาและ
กระทบถูกลำแสงแรงกล้า พลังของพวกเขาก็สลายหายไปใน
พริบตา
“เป็นไปได้เยี่ยงไร!”
ผู้แข็งแกร่งทั้งสองฝ่ายหน้าเสียไปทันใด บังเกิดคลื่น
สะเทือนขวัญขึ้นในใจพวกเขาและอยากถอยออกไปตามสัญ
ชาตญาณ แต่ยังดีที่ฟ้าดินสิ้นสลายไม่ได้กระทบถึงทุกคนที่อยู่
เบื้องล่าง แค่ทำลายเกราะป้องกันที่เหล่าผู้แข็งแกร่งสร้างขึ้น
มาจนย่อยยับเท่านั้น
เยี่ยจ้าน หลี่ว์เสินโจวและชีหมิงหวังหลับตาลง ไม่สา
มารถมองแสงสว่างแรงกล้าของฟ้าดินสิ้นสลายได้โดยตรง
“เป็นกระบวนท่านี้! เป็นกระบวนท่านี้!”
หลี่ว์เสินโจวตื่นเต้นเป็นที่สุด เสียงของเขาสะท้อนก้อง
อยู่ข้างหูของเยี่ยจ้านและชีหมิงหวัง
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยที่อยู่ในสภาพดวงวิญญาณหรี่ตาลง
มอง เขามองไม่เห็นร่างของมรรคาจารย์และบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานแล้ว
จวบจนแสงแรงกล้าหดหายไปและขอบห้วงสุญญตา
กลับมามีสีสันดังเดิม เหล่าผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในระดับขั้นสูงๆ ก็
เริ่มมองออกไปก่อน เบื้องบนเหลืออยู่เพียงร่างหนึ่ง
เป็นบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!
มรรคาจารย์หายไปแล้ว!
ชุดนักพรตของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานขาดวิ่น เขา
ก้มหน้าลงมาน้อยๆ มองมือขวาของตน แขนเสื้อขวากับฝ่า
มือขวาหายไปแล้ว รวมไปถึงแส้ขนของเขาก็หายไปด้วย
เช่นกัน เลือดสดหยดลงมาและเลือดของเขากลับเป็นสีทอง
“เจ้าบาดเจ็บแล้ว!”
เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงบ คนที่พูด
ก็คือฟ้าดินสรวล เขามีสีหน้าตื่นเต้นราวกับได้เห็นเรื่อง
ประหลาดยากพบเห็น!
แม้จะเป็นคนในขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ก็ยังมองออก
ว่ามือขวาของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหายไปและกำลังมีเลือด
ไหลออกมาจากกระดูกที่มือ
ฮือฮา…
ทุกคนส่งเสียงอื้ออึง บังเกิดความโกลาหลขึ้นมา
สิบแปดอัครเทพยุทธ์คิดไม่ถึงว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
จะถูกตบหน้าเช่นนี้ พวกเขาร้อนรนขึ้นมาในทันใดเพราะ
พวกเขาไม่อาจยินยอมให้มีมหามรรคาอื่นดำรงอยู่ได้
“มรรคาจารย์เล่า”
เสียงของบรรพจารย์อธรรมเก้าหยินดังขึ้น และดึง
ความคิดของทุกคนกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริง
จริงด้วย!
มรรคาจารย์ไปอยู่เสียที่ใดแล้ว
“เขาเสียสละตนเองเพื่อทำให้ข้าบาดเจ็บ”
เสียงบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานดังขึ้น น้ำเสียงของเขา
เย็นเยียบยิ่งกว่าก่อนแต่ยังคงราบเรียบ
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนตะลึงค้าง เหตุที่มรรคาจารย์
ทำให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานบาดเจ็บได้ ที่แท้ก็เพราะเลือก
เสียสละตนเองหรือ
ทันใดนั้นพวกเขาก็คิดถึงคำพูดของมรรคาจารย์
ก่อนหน้านี้…
‘มหามรรคาสามพันวิถี ต่างมีโชควาสนาของตน วันนี้ข้า
ยินดีบุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต!’
คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในห้วงสมองของทุกคน แต่เมื่อย้อน
นึกถึงกลับมีความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงภายในใจ
แม้แต่ฝ่ายของวิถียุทธ์ทุกคนก็ยังเกิดอารมณ์ถาโถม
พวกเขาคิดว่ามรรคาจารย์กับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานมีพลัง
พอจะต่อสู้กันได้สักตั้ง แต่มรรคาจารย์อาจรู้ชัดว่าตนเองห่าง
ชั้นจากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน จึงได้เลือกกลยุทธ์ที่รัดกุม
ที่สุด
เมื่อยืนอยู่ในมุมของพวกผิดแผก มรรคาจารย์ไม่มีทาง
แพ้ได้เลยจริงๆ
ฝ่ายวิถียุทธ์ก็ยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยบรรดาผู้ฝึก
บำเพ็ญแห่งมหามรรคา
มรรคาจารย์ตายเพื่อพวกเขา!
“เป็นไปไม่ได้! มรรคาจารย์ไม่มีทางตาย!”
เยี่ยจ้านแผดร้องสุดเสียง ดวงตาทั้งคู่ของเขาเต็มไปด้วย
เลือด ลำคอมีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา
ชีหมิงหวังจิตใจเหม่อลอย รู้สึกแต่เพียงว่าทุกสิ่งเป็นแค่
ฝันตื่นหนึ่ง
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยตะลึงงัน
เป็นไปได้อย่างไร
มรรคาจารย์จะเลือกใช้วิธีนี้ได้อย่างไร…
หลี่ว์เสินโจวคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้จึงส่งกระแสจิตไปหา
เยี่ยจ้าน เมื่อเยี่ยจ้านได้ฟัง สีหน้าเดือดดาลก็หายไปทันใด
กลับมีความตื่นตกใจเข้ามาแทนที่
“นับแต่นี้ไปยุคที่วิถียุทธ์เป็นใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ยุค
แห่งหมื่นวิถีอยู่ร่วมกันมาถึงแล้ว พวกเจ้าจงขอบคุณมรรคา
จารย์เถิด เพื่อให้อุดมการณ์ได้กลายเป็นจริง สิ่งที่เขาเลือก
ไม่ใช่การประหัตประหาร แต่เป็นการเสียสละ จิตวิญญาณ
เช่นนี้ยิ่งใหญ่กว่ามาก!”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานดังขึ้น เมื่อได้ยินคำพูด
ของเขา เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาทุกคนจึงโห่ร้องขึ้นมา
เสียงดังเลื่อนลั่นสนั่นหู
“ไม่ได้!”
อัครเทพยุทธ์จุนแผดเสียงด้วยโทสะ อัครเทพยุทธ์
คนอื่นๆ ก็สะกดใจไว้ไม่ไหว ต่างออกปากขัดขวาง
ล้อเล่นอะไรอยู่!
วิถียุทธ์ปราบพวกผิดแผกมาตั้งหลายปี บอกจะวางมือก็
วางลงเช่นนั้นหรือ
หากปล่อยให้พวกผิดแผกเติบโตขึ้นมา ไม่ช้าก็เร็วจะต้อง
มาแก้แค้นวิถียุทธ์ หนำซ้ำจะรวมตัวกันเข้ามาแก้แค้นด้วย!
“ข้าตัดสินใจไปแล้ว หากพวกเจ้ายังคงต้องการรักษา
อำนาจของอัครเทพยุทธ์เอาไว้ก็จงหุบปากเสีย!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตะโกนด่าทอ สิบแปดอัครเทพ
ยุทธ์โมโหจนหน้าบวมแดง ไม่ก็มีหน้าตาดำทะมึน
ฝ่ายวิถียุทธ์ล้วนขวัญกำลังใจถดถอยอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่
มีมากกว่าคือจมดิ่งอยู่ในการกระทำอันยิ่งใหญ่ของมรรคา
จารย์ที่เสียสละตนเอง
เรื่องนี้ต้องกลายเป็นตำนานไปตลอดกาล นามของ
มรรคาจารย์จะต้องสืบทอดไปชั่วนิรันดร์
ฟ้าดินสรวลพึมพำว่า “มรรคาจารย์ตายแล้วจริงหรือ”
สายตาของเขามองไปยังพวกของเยี่ยจ้าน คล้าย
มีความคิดบางอย่าง
…
ณ ตำหนักเมฆาม่วง
“นายท่าน เหตุใดร่างแยกของท่านจึงได้ระเบิดตัวเอง
เสียเล่า พวกเขากำลังพูดสิ่งใดอยู่ รู้สึกว่าดุเดือดกันจริงๆ
เชียว!
ฮ่าๆๆ นายท่าน ดูท่าร่างแยกของท่านจะทำให้เจ้าพวก
สวมหน้ากากตื่นตกใจเสียแล้ว!”
ไป๋ฉีร้องลั่นขึ้นมา เสียงดังสะท้อนอยู่ในตำหนัก ทำเอา
ไป๋หลงตกใจตื่น
แม้ว่าเจียงฉางเซิงจะรู้สึกว่าหนวกหูนักแต่ในใจก็สำราญ
ยิ่ง
จำต้องบอกว่าพรสวรรค์ด้านเล่ห์เหลี่ยมของไป๋ฉีเพิ่มขึ้น
มาเต็มที่ ทุกคำพูดล้วนสรรเสริญเขาเป็นนัยๆ
เขาเองก็มองออก แค่ไม่อยากไปเปิดโปงเท่านั้น
วาจาสัตย์ระคายหู แล้วผู้ใดเล่าไม่อยากฟังคำพูดดีๆ
เจียงฉางเซิงตัดขาดกับเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต ทำให้การ
มองเห็นของสตรีทั้งสองกลับมาเป็นปกติ ไม่มีความจำเป็น
ต้องดูเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกแล้ว
ใบหน้าของมู่หลิงลั่วเต็มไปด้วยอาการทอดถอนใจ
กล่าวว่า “นี่เรียกว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า มีผู้
แข็งแกร่งตั้งมากมายร่วมกันทำศึก ก่อนนี้ข้าไม่กล้าดูด้วยซ้ำ”
นับแต่พ้นจากระดับขั้นของคนธรรมดา สงครามที่
มีจำนวนถึงหลายล้านคนที่นางได้พบเห็นก็มีน้อยนัก
ไป๋ฉีพยักหน้าสุดชีวิต กล่าวว่า “ยิ่งใหญ่จริงๆ ได้
เปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง ทว่าต่อให้พวกเขาแข็งแกร่งอีกสักเท่าใด
ก็ยังไม่อาจทัดเทียมนายท่านได้ ร่างแยกหนึ่งร่างของนายท่าน
ก็ปั่นหัวพวกเขาได้แล้ว วิถียุทธ์อันใดนั่น ยามมาอยู่ต่อหน้า
บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงจะนับเป็นผายลมอันใดได้!”
เจียงฉางเซิงถลึงตาใส่นางหนหนึ่ง คำพูดนี้เกินเลย
ไปแล้ว ดูท่านางจะใส่อารมณ์เกินไป
เขามองมู่หลิงลั่วแล้วกล่าวว่า “ฝึกฝนให้ดีๆ เถิด กว่า
โลกคุนหลุนจะตามทันโลกเทพยุทธ์ได้ยังต้องใช้เวลาอีก
เนิ่นนานนัก ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่อยู่เหนือกว่าโลกเทพยุทธ์
ผู้ใดจะสามารถแน่ใจได้ว่าโลกเทพยุทธ์เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”
การปรากฏตัวและท่าทีของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานบอก
ชัดว่าต้องมีขุมอำนาจหนึ่งที่ควบคุมบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
อยู่ เขาจึงจำเป็นต้องปรากฏตัวในสถานการณ์ที่สิบแปดอัคร
เทพยุทธ์เกิดความผิดพลาด
หากบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตัวคนเดียวแล้วไยต้องอ้อม
คอมไปมาเล่า
เจียงฉางเซิงคิดถึงเทวะมหาเหมันต์ผู้ซึ่งสร้างคลื่น
เหมันต์นิรันดร์ขึ้นมา เทวะแห่งโลกเทพยุทธ์ยังมีอีกมากมาย
เท่าใด แล้วพวกเขาอยู่ที่ใดกัน
ตอนร่างแยกต่อสู้กับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน ทำให้เขา
สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นเบิก
เนตรอัครยุทธ์
ยังดีที่บรรพจารย์ยุทธ์ท่านนี้ก็มีหลักการของตนเอง ได้
แต่หวังว่าเขาจะไม่สับปลับ และต้องคอยดูท่าทีต่อไปของเขา
เจียงฉางเซิงอดคิดไปถึงอดีตของมหาจักรพรรดิกระดูก
วิญญาณไม่ได้
คล้ายว่ามหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณจะถูกบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานควบคุม แต่ทั้งรูปลักษณ์และความ
กระหายเลือดของนางจะกลับมายังโลกเทพยุทธ์ได้อย่างไร
ด้วยอานุภาพมหาค่ายกลเทพยุทธ์ เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าหาก
โลกเทพยุทธ์ต้องการกำจัดแดนโลหิตให้สิ้นซากกลับไม่ใช่เรื่อง
ยาก มหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณสามารถมีชีวิตต่อมาได้
ครั้งแล้วครั้งเล่า อาจเป็นเพราะความเมตตาของบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพาน
แต่พอนึกย้อนกลับมาอีกครั้ง!
รางวัลรอดชีวิตในครั้งนี้จะต้องใหญ่โตมโหฬารเป็นแน่
กระมัง!
………………………………………