เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 444 มรรคาจารย์พันร่างหมื่นลักษณ์ สั่นสะเทือน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 444 มรรคาจารย์พันร่างหมื่นลักษณ์ สั่นสะเทือน
ตั้งแต่ยุคโบราณถึงปัจจุบัน
ขณะที่มู่หลิงลั่วและไป๋ฉีกำลังหารือเรื่องศึกใหญ่ของโลก
เทพยุทธ์อยู่ เจียงฉางเซิงก็หลับตาลงพักผ่อนไปแล้ว และรอ
ให้รางวัลรอดชีวิตมาถึงไปพร้อมกันด้วย
ศึกใหญ่ในครั้งนี้ร่างแยกของเขาได้พบกับผู้แข็งแกร่งตั้ง
มากมายเท่าใด จะต้องมีรางวัลรอดชีวิตจำนวนมาก
เป็นประวัติการณ์แน่นอน!
ไม่ว่าจะเป็นสมบัติอาคมหรือเป็นอภินิหาร เขาก็ตั้งตารอ
อย่างยิ่งทั้งสิ้น
เขารอข้อความแจ้งเตือนรางวัลรอดชีวิตในครั้งนี้นาน
กว่าครั้งใดๆ อาจเป็นเพราะเชื่อมโยงถึงกรรมที่มีความซับซ้อน
เกินไป ทำให้ระบบจำเป็นต้องคำนวณออกมาให้ดี
[ปีเซวียนเต้าที่สิบห้า โม่วั่งเชิญเจ้าเข้าร่วมโจมตีโลกเทพ
ยุทธ์ เจ้ารอดพ้นจากเคราะห์ครั้งใหญ่นี้มาได้ สามารถแก้ไข
กรรมครั้งใหญ่นี้ไปได้ พ้นเคราะห์ไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิต
เป็นของวิเศษมหามรรคา นามว่า ‘ปราณกำเนิดเทพอนธการ’]
ปราณกำเนิดเทพอนธการ?
คือสิ่งใดกัน
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความใคร่รู่ เขารับ
สืบทอดความทรงจำของปราณกำเนิดเทพอนธการในทันที
ปราณกำเนิดเทพอนธการเป็นของวิเศษที่เกิดขึ้น
ครั้งแรกเมื่อมหามรรคาถือกำเนิด มีต้นกำเนิดของมหามรรคา
สามารถช่วยในการตระหนักรู้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็
สามารถใช้ตั้งรับและรุกโจมตีได้ทั้งสองทาง สามารถใช้ตนเอง
ป้องกันการโจมตีในรูปแบบใดก็ได้และสามารถใช้ต่อสู้ได้ดั่ง
ใจประสงค์
ลำพังแค่การแนะนำก็ยังไม่อาจทำให้สัมผัสถึงจุดที่
ร้ายกาจได้ เจียงฉางเซิงหยิบเอาปราณกำเนิดเทพอนธการ
ออกมาทันใด ชั่วพริบตานั้นพลันปรากฏกลุ่มไอสีม่วงขึ้นกลาง
ฝ่ามือของเขา
เขาทำให้มันรู้จักเจ้านายด้วยวิธีถ่ายทอดความทรงจำ
วิธีที่จะทำให้ของวิเศษนี้รู้จักเจ้าของไม่ใช่การทลายเขตอาคม
แต่เป็นการทำให้จิตวิญญาณประสานกันและกลายเป็น
ความเข้าใจหนึ่งเดียวกัน นับแต่นี้ปราณกำเนิดเทพอนธการจะ
ไม่สามารถแยกไปจากตัวเขาได้ เว้นเสียแต่ดวงจิตของเขา
จะแหลกสลายไป
ปราณกำเนิดเทพอนธการขยายตัวปกคลุมทั่วร่างของ
เจียงฉางเซิงอย่างรวดเร็ว เป็นเช่นหมอกเซียนที่พันอยู่รอบ
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
มู่หลิงลั่วและไป๋ฉีมองไปเพียงครั้งเดียวก็เก็บสายตา
กลับมา
ตัวเจียงฉางเซิงมีความลึกลับมากเกินไปทว่าด้วยฐานะ
ของบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงทำให้ทุกสิ่งดูสมเหตุสมผลทั้ง
สิ้น
…
ณ มหาพิภพจิตจร เยี่ยจ้านเหินขึ้นไปบนชั้นเมฆ บิน
มายังตำหนักแห่งหนึ่ง เขาเจอไป๋ฉีที่มีปีศาจหญิงกลุ่มหนึ่ง
ห้อมล้อมเป็นดาวล้อมเดือนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว
“มรรคาจารย์ยังอยู่ดีหรือไม่”
เยี่ยจ้านผลักปีศาจหญิงกลุ่มนั้นออกไปและถามด้วย
เสียงร้อนใจ
ไป๋ฉีเอนตัวอยู่บนเก้าอี้และเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
“เจ้าพูดจาเลอะเลือนอันใดกัน นายท่านจะไม่อยู่ดีได้อย่างไร”
เยี่ยจ้านรีบถามต่อไปว่า “เช่นนั้นครั้งก่อนที่ท่านได้เห็น
ท่านผู้เฒ่าเป็นเมื่อใดเล่า”
“ก็เมื่อครู่นี้เองไง!”
ไป๋ฉีตอบไป เยี่ยจ้านได้ฟังก็โล่งอกในทันที
เห็นสีหน้าของเขาเป็นเช่นนี้ ไป๋ฉีจึงจ้องเขาแล้วพ่น
หัวเราะออกมา “เจ้าคงไม่คิดว่านายท่านที่อยู่ในศึกใหญ่แห่ง
โลกเทพยุทธ์เป็นตัวจริงหรอกกระมัง ตอนนั้นข้ายังชมการต่อสู้
กับนายท่านอยู่เลย นายท่านใช้ร่างแยกร่างหนึ่งทำให้ผู้
แข็งแกร่งจำนวนมากต้องสั่นสะเทือน ไม่มีทางที่พวกเรา
จะจินตนาการวิถีมรรคาของท่านได้”
เยี่ยจ้านยิ้มขัดเขินแล้วกล่าวว่า “น่าละอายนัก ข้า
บุ่มบ่ามไปแล้ว”
เขาตื่นเต้นดีใจอยู่ในอก
อาศัยร่างแยกเพียงร่างเดียวก็สามารถทำให้เกิดยุคทอง
แห่งหมื่นวิถีได้ นี่เป็นความสามารถระดับใดกัน
เขาขอตัวจากไปในทันที เพราะเวลานี้เขายังไม่ได้
ปลอดภัยนัก จึงไม่สามารถอยู่ในมหาพิภพจิตจรนานเกินไป
หลังจากเยี่ยจ้านหายไป เหล่าปีศาจหญิงต่างก็ตื่นเต้น
ขึ้นมาและสอบถามเรื่องศึกใหญ่ในโลกเทพยุทธ์ด้วยความ
สงสัยใคร่รู้
“พวกเจ้าก็อยากรู้เช่นกันรึ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ระดับขั้น
อย่างพวกเจ้าจะเข้าใจได้ พวกเจ้าจงรู้เพียงว่ามรรคาจารย์นั้น
ไร้เทียมทานก็พอ…”
…
วสันต์ผ่านสารทมาเยือน
โลกคุนหลุนผ่านไปสิบปีแล้ว เวลาสิบปีเต็มๆ เจียงฉาง
เซิงเพิ่งจะทำให้จิตวิญญาณของปราณกำเนิดเทพอนธ
การหลอมรวมเขากับตนได้ นับแต่นี้ไปปราณกำเนิดเทพ
อนธการจะราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเขา สามารถควบคุมได้
ตามใจ เล็กใหญ่ดังประสงค์
พริบตาที่ปราณกำเนิดเทพอนธการประทับเข้ากับร่าง
เขาสัมผัสได้ว่าตนเองมีความตระหนักรู้ในพลังแห่งกฎเกณฑ์
กระจ่างชัดยิ่งขึ้น แม้แต่พลังอาคมเขาก็ยังสามารถควบคุมได้
อย่างง่ายดายและละเอียดมากขึ้น
ปราณกำเนิดเทพอนธการสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้
ตามใจ ลมปราณที่อยู่ภายในมหาศาลหาใดเปรียบ กระทั่ง
สามารถปกคลุมทะเลปราณของโลกคุนหลุนทั้งหมดได้ เมื่อ
ถูกปราณกำเนิดเทพอนธการปกคลุม ผู้ที่อยู่ภายในนั้นจะสูญ
เสียเรื่องการรับรู้ทิศทางไป
ปราณกำเนิดเทพอนธการสีม่วงม้วนพันอยู่รอบบัลลังก์
เทพสวรรค์มหามรรคาและเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างต่อเนื่อง ดู
งดงามตระการตา ทำให้เจียงฉางเซิงยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
เขาหายไปจากในตำหนักทันทีและพาบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคามายังห้วงสุญญตา
เขาสร้างร่างแยกขึ้นมาร่างหนึ่งแล้วให้ร่างแยกเข้าโจมตี
ตนเอง
เมื่อร่างแยกออกไป ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็เริ่มเข้าโจมตี
เจียงฉางเซิงทันทีด้วยอภินิหารต่างๆ นานา
ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี ดาวดินเจ็ด
สิบสองจำแลง จักรวาลกลางฝ่ามือวิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้พิฆาต
โลกา ร่างอาคมยอดยุทธ์ รัศมียูไล สัจจะวาจาเก้าอักษร…
ไม่ว่าร่างแยกจะใช้กระบวนท่าลึกล้ำเพียงใดก็ยังไม่สา
มารถทำลายการป้องกันของปราณกำเนิดเทพอนธการได้
ปราณกำเนิดเทพอนธการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กลายร่าง
เป็นปราการไร้จุดบอด เมื่อพลังอาคมสัมผัสจะถูกขวางเอาไว้
และสลายไป
หากว่าร่างแยกไม่ได้ใช้พลังอาคมของเขาแต่เป็นพลัง
ชนิดอื่น ปราณกำเนิดเทพอนธการก็จะกำจัดไปได้ทันที ไม่ใช่
แค่ปะทะและสลายไปง่ายๆ เท่านั้น
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดียิ่ง เขาแทบไม่ได้ลงมือเลย ปราณ
กำเนิดเทพอนธการก็เข้าขัดขวางการโจมตีทั้งหมดด้วยตนเอง
เขาถึงกับเกิดความคิดที่แสนอาจหาญอย่างหนึ่งขึ้นมา!
จะลองให้ร่างแยกใช้ฟ้าดินสิ้นสลายดูดีหรือไม่
เขาตื่นเต้นจนสะท้านไปทั้งตัว รีบโยนความคิดนี้ทิ้งไป
เสียและบอกตนเองในใจว่า ‘ห้ามลำพอง ห้ามประมาท…ศัตรู
ที่ตายไปก็เพราะประเมินความสามารถของตนสูงเกินไปทั้งนั้น
…’
หากว่าเขาถูกตนเองระเบิดตายก็จะขาดทุนเกินไปแล้ว
หลังจากทดลองไปยกใหญ่ จวบจนร่างแยกใช้พลังอาคม
ไปจนหมด เจียงฉางเซิงจึงได้กลับมายังตำหนักเมฆาม่วง
ปราณกำเนิดเทพอนธการมีความพิเศษข้อหนึ่ง นั่นก็คือ
เจียงฉางเซิงไม่สามารถใช้พลังอาคมกำจัดมันออกไปได้ ตัว
มันเองจะดูดซับปราณวิญญาณชนิดต่างๆ เอาไว้ ซึ่งรวมทั้ง
ปราณวิญญาณยุทธ์ด้วย ความสามารถพื้นฐานใดๆ ล้วนถูก
มันดูดซับไปได้ทั้งสิ้น หนำซ้ำยังเติมไม่มีวันเต็มอีกด้วย
ไม่เสียแรงที่เป็นของวิเศษมหามรรคา!
เจียงฉางเซิงยิ่งมองก็ยิ่งชอบ รู้สึกว่านอกจากปราณ
กำเนิดเทพอนธการจะร้ายกาจแล้ว ตัวมันเองก็ยังเป็น
ของล้ำค่าด้วย มันมีพลังแห่งกฎเกณฑ์และยังสามารถทำให้
มันรู้แจ้งในมรรคาได้เองเหมือนกับตำหนักยมโลกของเขา
ตำหนักยมโลกสามารถช่วยหนุนการบำเพ็ญเพียรในวิถี
กรรมได้อย่างใหญ่หลวง ที่เขาสามารถประสบความสำเร็จได้
เช่นนี้ มิใช่ว่าอาศัยแค่วิชามรรคาธรรมชาติและการฟังเทศนา
เท่านั้น
เจียงฉางเซิงสงบอารมณ์ของตนให้เรียบร้อย แล้ว
ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตติดตามร่องรอยของพวกหลี่ว์เสินโจว
เขาพบว่าพวกหลี่ว์เสินโจวทั้งสามคนยังคงอยู่ในโลกเทพ
ยุทธ์ ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นๆ ก็
อยู่ด้วย โลกเทพยุทธ์ยังคงอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซม ใน
สงครามใหญ่ครั้งนี้มีเบิกเนตรอัครยุทธ์เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
เหลือเกิน จึงสร้างความเสียหายแก่โลกเทพยุทธ์จนไม่อาจ
ซ่อมแซมเป็นดังเดิมได้ จำเป็นต้องให้เหล่าเบิกเนตรอัครยุทธ์
ซ่อมแซมให้
ในเวลาสิบปี มหาพิภพจิตจรมีผู้ศรัทธาจากมหาพิภพนิล
เหลืองและมหามรรคาอื่นๆ เข้ามาชุดหนึ่ง ล้วนถูกดึงดูด
เพราะเลื่อมใสศรัทธาในตัวมรรคาจารย์ มักมีคนบางส่วนที่
คำนึงถึงสรรพชีวิต ส่วนพลังเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้
พวกเขาทำความฝันให้เป็นจริงได้เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็
ต้องยกความดีความชอบให้กับเยี่ยจ้านและหลี่ว์เสินโจวที่คอย
ปลุกปั่นด้วย
และสิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงก็คือ ในที่สุดชีหมิงหวังก็ได้
เข้ามาในมหาพิภพจิตจรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเข้าไปพร้อมกับ
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยด้วย
ทั้งสองเป็นผู้ฝึกยุทธ์จากต่างยุคกันก็ยังต้องตกตะลึง
เพราะมหาพิภพจิตจรเช่นเดียวกัน ในที่สุดความสงสัยที่
พวกเขามีเรื่อยมาก็ได้คลี่คลายแล้ว มิน่าเล่าเยี่ยจ้านและ
หลี่ว์เสินโจวจึงได้ลึกลับอยู่เสมอ มิน่าเล่าพวกเขาจึงได้เชื่อมั่น
ในมรรคาจารย์อย่างไม่ลืมหูลืมตา
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยบอกตามตรงว่ามหาพิภพจิตจร
เป็นการคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คุณค่าที่มหาพิภพจิตจรนำมา
นั้นมากมายกว่าที่มองเห็นภายนอกมากนัก สิ่งสำคัญที่สุดก็
คือตัวตนของมหาพิภพจิตจรมอบโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทั่วไปได้
แข็งแกร่งมากขึ้น โอกาสชนิดนี้มอบให้แก่ทุกผู้ทุกคนโดย
ไม่แตกต่างกัน
ลำพังแค่มหาพิภพจิตจร บรรพจารย์เผ่าเยี่ยก็รู้สึกว่า
มรรคาจารย์เหนือกว่าโลกเทพยุทธ์แล้ว อย่างน้อยวิชายุทธ์ใน
โลกเทพยุทธ์ก็มีการแบ่งระดับชั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมี
ความคิดเห็นเรื่องสำนักหรือฝักฝ่ายที่ลึกล้ำมาก
เจียงฉางเซิงเห็นว่าเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญของมหามรรคา
อื่นๆ ยังคงมีชีวิตอยู่ เขาก็พลันโล่งใจขึ้นมา สิ่งนี้แสดงให้เห็น
ว่าบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ได้ผิดสัจจะ
ทว่าเมื่อผู้ศรัทธาใหม่ในมหาพิภพจิตจรมีจำนวนมากขึ้น
เรื่อยๆ ข่าวที่ว่าเขายังไม่ตายก็จะต้องแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงเก็บเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมา เขามอง
ไปยังไป๋ฉีแล้วส่งกระแสจิตออกไป
ไป๋ฉีลืมตาขึ้นมา เผยรอยยิ้มประจบจากนั้นก็พยักหน้า
เต็มแรง
…
ในโลกเทพยุทธ์ มีหออาคารมากมายตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่
เขา
เฟิงอวี้เดินเข้าไปในลานบ้าน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่กำลัง
ฝึกวิชาอยู่พุ่งตัวเข้ามาหาทันที
“พี่ใหญ่ เหตุการณ์เป็นเช่นใดบ้าง”
“พี่ใหญ่ ภายหน้าพวกเราจะฝึกพลังอื่นๆ ได้หรือไม่”
พวกเขาก็คือน้องชายน้องสาวของเฟิงอวี้ นับตั้งแต่ได้ยิน
ว่ายุคทองแห่งหมื่นวิถีมาถึงแล้ว พวกเขาก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
พวกเขามีคุณสมบัติด้านยุทธ์ที่ธรรมดามากจนยากที่จะเกิด
ผลสำเร็จได้ พวกเขาย่อมต้องการอาศัยเส้นทางของการฝึก
บำเพ็ญอื่นๆ เพื่อหาโอกาสทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
เฟิงอวี้นั่งอยู่ที่โต๊ะหิน รินชาให้ตนเองกาหนึ่งแล้ว
กล่าวว่า “บรรพจารย์ยุทธ์มีท่าทีแน่วแน่นัก หมื่นวิถีกำลังจะ
เปิดกว้าง เพียงแต่ต้องใช้เวลาสยบเสียงคัดค้านภายในโลก
เทพยุทธ์”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความนับถือ
เขาไม่เคยคิดเลยว่ามหันตภัยวิถียุทธ์ครั้งหนึ่งสามารถ
บุกเบิกยุคใหม่ขึ้นมาได้ หนำซ้ำยังเป็นยุคที่ไม่เคยมีมาก่อน
ด้วย
เฟิงหลิงนั่งลง เอาสองมือเท้าแกมแล้วเอ่ยด้วยสีหน้า
เคลิบเคลิ้มว่า “ต้องยกความดีให้มรรคาจารย์ ได้ยินว่ามรรคา
จารย์หล่อเหล่าดุจเซียนในภาพวาด น่าเสียดายที่เขาตาย
เสียแล้ว”
เรื่องที่มรรคาจารย์เสียสละตนเองเพื่อให้ได้บุกเบิกหมื่น
วิถีแพร่ไปในโลกเทพยุทธ์แล้ว ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่มากมาย
จิตใจพลุ่งพล่าน
สิ่งที่โลกเทพยุทธ์ประกาศต่อภายนอกคือคุณธรรมอันสูง
ส่งและความสงบสุข ยิ่งเป็นผู้ที่มีระดับขั้นต่ำก็ยิ่งเลื่อมใส
ศรัทธา
เฟิงอวี้ส่ายหน้าหัวเราะลั่น “มรรคาจารย์ไม่ได้ตาย
เสียหน่อย เวลานี้มีเรื่องหนึ่งแพร่ออกมาว่ามรรคาจารย์มีพัน
ร่างหมื่นลักษณ์ เป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดร้อยชาติ การตายเป็น
เพียงร่างในชาติหนึ่งของเขา มรรคาจารย์ยังคงมีชีวิตอยู่”
“ว้าว!”
เฟิงหลิงเบิกตาโตและยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิม เฟิงห
ลุนน้องชายที่อยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าใคร่รู้เช่นกัน
เฟิงอวี้ทอดถอนใจ “ศึกครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนนับว่า
ทำให้มรรคาจารย์มีชื่อเสียงขึ้นมา แม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์ก็ยัง
ยกย่องเขาอย่างยิ่ง เมื่อคลื่นเหมันต์นิรันดร์สิ้นสุดลง ชื่อเสียง
ของมรรคาจารย์จะต้องกระฉ่อนไปในสามพันดินแดนเป็นแน่”
เฟิงหลุนกลับเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ช่างมีจิตใจกว้างขวาง
นัก นี่ต่างหากคือท่าทีที่ผู้ฝึกยุทธ์ควรมี!”
“ถูกต้อง คนในโลกเทพยุทธ์ที่สนับสนุนเสียงของบรรพ
จารย์ยุทธ์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ความจริงแล้วโลกเทพยุทธ์ก็
เบื่อหน่ายกับการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นเช่นกัน”
เฟิงอวี้เอ่ยพลางส่ายหัว เพียงแต่สายตาของเขา
เลื่อนลอยเล็กน้อย
หากบุกเบิกยุคทองแห่งหมื่นวิถีแล้วเขาควรจะล้างแค้น
กับผู้ใด
หลายปีมานี้เขารู้สึกหวาดกลัวที่จะสูญเสียคนใน
ครอบครัวมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มกลัวการแก้แค้น
โดยเฉพาะหลังจากผ่านศึกครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน เขา
ก็ได้รู้ว่าตนเองช่างตัวเล็กนัก แม้ว่าจะมีของวิเศษคอยช่วย เขา
ก็ยังไม่สามารถรับผลอันหนักหนาจากการล้างแค้นกันและกัน
ได้
ยุคสมัยแปรเปลี่ยน ส่วนตัวเขาก็ต้องหาเส้นทางของ
ตนเองด้วยเช่นกัน
ที่แท้แล้วเขาต้องการฝึกบำเพ็ญเพื่อสิ่งใดกัน
…
ณ โถงใหญ่แห่งหนึ่ง โม่วั่ง ฟ้าดินสรวล จักรพรรดิเทพ
มหาวัฏสวรรค์ และทัณฑ์เทวะมารวมกันอยู่ที่นี่ แต่กลับไม่เห็น
ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นๆ
“มรรคาจารย์ยังมีชีวิตอยู่อย่างที่คิด เพียงร่างแยกร่าง
หนึ่งก็สามารถบุกเบิกยุคทองแห่งหมื่นวิถีได้ นับเป็นเรื่องน่า
สั่นสะเทือนทั้งในยุคโบราณและปัจจุบัน เวลานี้แม้แต่ผู้ฝึก
ยุทธ์ในโลกเทพยุทธ์ก็ยังคิดว่าความสามารถของมรรคาจารย์
เป็นรองเพียงบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้น”
โม่วั่งเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงสับสนนัก
ฟ้าดินสรวลลูบเคราแล้วกล่าวว่า “ข้ากลับรู้สึกว่ามีอีก
เรื่องหนึ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า นั่นก็คือข่าวของมรรคาจารย์แพร่
ออกไปเช่นใดกัน อาศัยแค่สามคนนั้นน่ะหรือ จะส่งผล
ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
………………………………………