เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 445 งานชุมนุมหมื่นวิถี ศึกแห่งวิถียุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 445 งานชุมนุมหมื่นวิถี ศึกแห่งวิถียุทธ์
“การกระทำของมรรคาจารย์ ช่างเหมาะสมกับชื่อเสียง
ในปัจจุบันของเขายิ่งนัก”
ทัณฑ์เทวะเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม
ในสายตาของเขา เรื่องนี้พวกเขาก็ถือเป็นฝ่าย
ได้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีวิธีการแบบร่างแยกของมรรคาจารย์
หากไปท้าทายบรรพจารย์ยุทธ์ด้วยตัวเอง ผลลัพธ์คงไม่ดีนัก
โม่วั่งพยักหน้า เขาเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจต่อมรรคาจารย์
เพราะเป็นมรรคาจารย์ที่ก้าวออกมาในช่วงเวลาวิกฤต
ฟ้าดินสรวลส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้ายังไม่เข้าใจ
สิ่งที่ข้าพูด”
จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์เอ่ยว่า “อาจเป็น
การวางแผนของบรรพจารย์ยุทธ์ เพื่อเผยแพร่เรื่องราวของ
มรรคาจารย์ ช่วยส่งเสริมให้เขาผลักดันยุคทองหมื่นวิถี อีก
อย่าง พวกเจ้าอย่าคิดว่าเขายอมอ่อนข้อ บรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานผู้นี้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเจ้าสวรรค์ก็วางแผนลึกล้ำ เขา
ไม่ใช่คนซื่อๆ หรือผู้ใจดีที่ไร้เดียงสาหรอก”
ทัณฑ์เทวะแค่นเสียงแล้วกล่าวว่า “กลยุทธ์ของเขาเดา
ไม่ยาก เห็นได้ชัดว่ามีบางสิ่งคุกคามเขา เขาจึงต้องการพลัง
ของพวกเรา หรืออาจกล่าวได้ว่า มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ที่
แท้จริงเพิ่งจะเริ่มขึ้น เป็นมหันตภัยที่วิถียุทธ์ไม่อาจแบกรับได้”
โม่วั่งสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยว่า “ไม่ว่าเกี่ยวข้องกับ
มหันตภัยหรือไม่ อย่างน้อยพวกเราก็รอดพ้นช่วงวิกฤตไปแล้ว
ต่อไปไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีก”
ฟ้าดินสรวลกล่าวเย้ยหยัน “เจ้าลัทธิโม่ เจ้าร่วมมือกับ
บรรพจารย์ยุทธ์ เหตุใดไม่บอกพวกเรา ตอนท้ายเหตุการณ์
ควบคุมไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่เจ้าเองก็ไม่คาดคิดว่าเขา
จะเล่นงานพวกเราเช่นนี้ใช่หรือไม่”
โม่วั่งนิ่งเงียบ ในใจเขาก็รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
ชั่วขณะนั้น ภายในโถงใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบ
ผู้สืบทอดแห่งมหามรรคาทั้งสี่ต่างครุ่นคิดกันไปคนละทาง
…
ภายในมหาพิภพจิตจร มีแนวสันเขาขนาดใหญ่ดั่งมังกร
ลอยอยู่เหนือมหาสมุทร มองจากระยะไกลแล้วงดงาม
ตระการตา
“นึกถึงเมื่อครั้งอดีต โลกเทพยุทธ์ยังไม่มีเจ้าเทพยุทธ์
ขณะนั้นมีประมุขยุทธ์คนหนึ่งเสนอให้รับตระกูลต่างๆ เข้ามา
ทำงานให้โลกเทพยุทธ์ และข้าผู้ก่อตั้งเผ่าเยี่ย เป็นคนแรกที่
ปฏิเสธการเป็นเจ้าเทพยุทธ์…”
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เล่าถึงความรุ่งโรจน์ใน
อดีตด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมจังหวะ
เบื้องหน้าเขา มีผู้บำเพ็ญเซียนหนุ่มสาวจำนวนมาก
รวมตัวกัน แม้แต่ปีศาจน้อยก็มีอยู่ด้วย
ไกลออกไป หลี่ว์เสินโจวและเยี่ยจ้านยืนอยู่ด้วยกัน มอง
ภาพเหตุการณ์นั้นเงียบๆ อยู่เนิ่นนาน
“นั่นคือบรรพจารย์เผ่าเยี่ยหรือ เหตุใดถึง…”
หลี่ว์เสินโจวเอ่ยพลางทำสีหน้าแปลกประหลาด เขา
ไม่ได้อธิบายให้ชัดเจน
เยี่ยจ้านกล่าวอย่างจนใจว่า “อาจเป็นเพราะอัดอั้น
มานาน ตอนพวกเราเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกัน
ไม่ใช่หรือ ว่าแต่ชีหมิงหวังล่ะ”
หลี่ว์เสินโจวกลอกตาแล้วพูดว่า “เจ้านั่นมัวแต่สร้างซาก
โบราณสถานที่ตัวเองเคยพบ ข้าแปลกใจจริงๆ ที่เขาจำได้แม่น
ถึงขนาดนั้น”
เยี่ยจ้านหัวเราะ “ดูเหมือนชีหมิงหวังจะมีวิสัยทัศน์
กว้างไกล หากมีผู้บำเพ็ญเซียนได้รับปัญญาจากโบราณสถาน
ของเขา ก็ถือเป็นกุศลใหญ่นัก”
กุศลใหญ่หรือ
หลี่ว์เสินโจวสะดุ้ง หายตัวจากจุดเดิมทันที
อย่างไรเยี่ยจ้านก็เคยเป็นโอรสสวรรค์ ยังพอเข้าใจได้
ทันเวลา พลางสบถในใจ ‘เจ้าเล่ห์กันหมด!’
ผู้นำแห่งเซียนพิภพ!
นี่คือเป้าหมายที่ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนในปัจจุบันต่าง
ไล่ตาม โดยเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ไม่เลว หลี่ว์เสินโจวกับเยี่ย
จ้านก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
เพียงแต่พวกเขาคิดจะช่วยคนของตนช่วงชิงตำแหน่ง
อย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นเทพเซียนของแดนสวรรค์ จำต้อง
หลีกเลี่ยงข้อครหา แต่พวกเขาสามารถเสนอชื่อคนของตนเอง
ได้ หากเป็นเช่นนี้ ผู้นำแห่งเซียนพิภพก็จะจดจำบุญคุณของ
พวกเขา มีแต่ได้ไม่มีเสีย
ชีหมิงหวังไม่ได้มาจากแดนสวรรค์ จึงสามารถร่วม
ชิงตำแหน่งได้ แต่พวกเขารู้จักชีหมิงหวังดี หากเจ้านั่นได้เป็น
ผู้นำแห่งเซียนพิภพ ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกซาบซึ้งใจ ยังจะดูแคลน
พวกเขา ต่อไปหากจะให้เขาช่วยจัดการเรื่องใดก็ยากยิ่ง!
แม้ไม่ชัดเจนว่าผู้นำแห่งเซียนพิภพมีอำนาจมากเพียงใด
แต่แค่ได้ยินชื่อนี้ก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา
เยี่ยจ้านก็รีบจากไป ส่วนบรรพจารย์เผ่าเยี่ยยังคงพร่ำ
บรรยายถึงความรุ่งเรืองของตนและเผ่าเยี่ยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนที่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกภายนอก
แล้ว ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่และน่าสนใจ
ภายใต้อิทธิพลของผู้นำแห่งเซียนพิภพ ข่าวคราวของ
มหาสงครามโลกเทพยุทธ์ก็เริ่มแพร่กระจายออกไป เพราะมีผู้
ศรัทธาที่ได้เห็นการต่อสู้นั้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากคนเหล่านี้เข้าสู่มหาพิภพจิตจร ต่างก็ถูกความ
งามตระการตาในที่แห่งนี้ดึงดูด เพื่อให้กลมกลืนกับกลุ่มผู้
ศรัทธา พวกเขาจึงนำสงครามโลกเทพยุทธ์มาเป็นหัวข้อ
พูดคุยอย่างภาคภูมิใจ จึงได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว
การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้พวกเขาเริ่มเชิดชูมรรคาจารย์ในโลก
ความจริง ดึงดูดให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้ศรัทธาเช่นกัน
ในมหาพิภพจิตจรมีปรากฏการณ์ประหลาดอย่างหนึ่ง
นั่นคือใครก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นกลายเป็นผู้ศรัทธา ผู้นั้นจะได้รับ
การจดจำในฐานะผู้มีพระคุณ ทุกคนที่เข้ามาต่างเข้าใจว่านี่คือ
วาสนาอันยิ่งใหญ่ พวกเขาจึงรู้สึกขอบคุณผู้ที่นำทางอย่าง
ลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้ศรัทธาส่วนใหญ่จึงชอบแสวงหาและ
ชักชวนผู้ศรัทธารายใหม่
เพราะจิตสำนึกและปรากฏการณ์เช่นนี้ จึงก่อให้เกิด
ผลประโยชน์แตกแขนงนานัปการภายในมหาพิภพจิตจร
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง นับตั้งแต่เจียงฉางเซิงหลอม
รวมปราณกำเนิดเทพอนธการ เขาก็มัวแต่หลอมโอสถ ไม่ได้
ฝึกฝนในทันที
เขารอให้การเจรจาของโลกเทพยุทธ์สิ้นสุดลง หากบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานเปลี่ยนใจกะทันหัน เขาก็จะได้เตรียมตัวทัน
กาล
จนกระทั่งวันนี้ เขาจึงได้รับข่าวสาร มีกระแสจิตส่งมา
จากหลี่ว์เสินโจวและเยี่ยจ้าน
โลกเทพยุทธ์ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่นี้จะ
ไม่จำกัดสายการฝึกบำเพ็ญอีกต่อไป ลบล้างคำว่าพวก
ผิดแผกไป ทั้งสองดีใจมาก คิดว่าเป็นความดีความชอบของ
มรรคาจารย์
ส่วนชีหมิงหวัง…
เจ้านี่ยังไม่รู้เรื่องนี้ ยังคงขลุกอยู่ในมหาพิภพจิตจร บรรพ
จารย์เผ่าเยี่ยก็เช่นกัน
นอกจากนั้น โม่วั่งก็รับปากแล้วว่าจะพาพวกเขากลับมา
เรื่องนี้นับว่าเป็นอันสิ้นสุด ต่อไปโลกเทพยุทธ์จะช่วย
กอบกู้สามพันดินแดน ขจัดคลื่นเหมันต์นิรันดร์แล้วค่อย
ประกาศบุกเบิกยุคแห่งหมื่นวิถี
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็สามารถฝึกฝนได้เสียที
ก่อนฝึกฝน เขาแบ่งร่างแยกออกเป็นสองร่าง หนึ่งรออยู่
ในตำหนัก อีกหนึ่งไปยังขอบห้วงสุญญตา
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีไม่ได้อยู่ในตำหนัก ช่วงนี้เซียนหญิงของ
แดนสวรรค์มีปัญหาขัดแย้งเล็กน้อย มู่หลิงลั่วจึงออกไปจัดการ
ส่วนไป๋ฉีก็แค่ชอบชมเรื่องครึกครื้น
เจียงฉางเซิงรู้อยู่แล้วว่ามีเรื่องอะไร คล้ายกับเทพนิยาย
ในชาติก่อน เซียนหญิงลงมาจากฟ้า ผูกสัมพันธ์กับมนุษย์
แม้แดนสวรรค์จะไม่ห้ามเรื่องรักใคร่ แต่เซียนหญิงนางนั้น
อยากสละตำแหน่งเซียน นั่นย่อมกระทบอานุภาพแห่งแดน
สวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์จึงกริ้วหนัก
ตำแหน่งเซียนให้ได้แค่แดนสวรรค์ จะละทิ้งได้อย่างไร
หากเปิดช่องให้เรื่องนี้ได้ ต่อไปตำแหน่งเซียนในแดนสวรรค์
จะกลายเป็นสิ่งที่แจกจ่ายตามอำเภอใจหรือไม่
เรื่องยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งแพร่ไปทั่วมหาพิภพจิต
จร
จักรพรรดินีสวรรค์มีความสนิทสนมกับเซียนหญิงนาง
นั้น เพราะเป็นคนสนับสนุนให้ขึ้นมา จึงพยายามขอ
ความเห็นใจ
เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้ยึดติดนัก ศัตรูภายนอกไม่มี
ความขัดแย้งภายในย่อมเกิดขึ้น และเรื่องเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้น
สักวันอยู่แล้ว
วันนี้เป็นเซียนหญิงลงไปยังโลกเบื้องล่าง วันหน้าอาจ
เป็นเทพประจำหญิงที่อยากมอบตำแหน่งเซียนให้มนุษย์
เมื่อเจียงฉางเซิงหลับตาฝึกฝน ความเป็นไปของโลก
ภายนอกก็เร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
หลายปีต่อมา
โม่วั่งพาหลี่ว์เสินโจว เยี่ยจ้านและชีหมิงหวังมาถึงห้วง
สุญญตาใกล้โลกคุนหลุน ผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกเขาคือร่าง
แยกของเจียงฉางเซิง
พอเห็นเจียงฉางเซิง พวกหลี่ว์เสินโจวทั้งสามก็ปลื้มปีติ
อย่างยิ่ง รีบบินเข้าไปคุกเข่าคารวะ
โม่วั่งกลับลอยมาตามสบายแล้วเอ่ยว่า “ขอถามมรรคา
จารย์ นี่คือร่างจริงหรือร่างอาคมกัน”
เจียงฉางเซิงยิ้มแล้วตอบ “ร่างอาคมก็คือร่างจริง ร่าง
จริงก็คือร่างอาคม สหายจะใส่ใจไปไย ระหว่างเจ้ากับข้า
มีเพียงบุญวาสนาเท่านั้น”
คำว่าบุญวาสนาทำให้โม่วั่งยิ้มออก เขากล่าวอย่าง
ซาบซึ้ง “ขอบคุณเจ้ามาก ข้าติดหนี้เจ้าเรื่องหนึ่ง หากวันหลัง
ต้องการสิ่งใด ก็ติดต่อข้าผ่านหยกโบราณก้อนนี้ได้เลย”
เขาโยนหยกก้อนหนึ่งออกมาอีก เจียงฉางเซิงรับไว้ พบ
ว่าหยกนี้หนักกว่าหยกก้อนก่อน
“อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อคลื่นเหมันต์นิรันดร์สิ้นสุดลง บรรพ
จารย์ยุทธ์จะรวบรวมผู้สืบทอดมหามรรคาจากทั่วห้วงอนันต์
สุญญตาให้มารวมตัวกันในโลกเทพยุทธ์ จัดงานชุมนุมใหญ่
หมื่นวิถี ถือเป็นการเปิดฉากหน้าแรกของยุคหมื่นวิถี”
โม่วั่งเสริมต่อด้วยน้ำเสียงสะท้อนใจ
เจียงฉางเซิงยิ้มแล้วพยักหน้า
โม่วั่งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากนั้นก็จากไปอย่าง
รวดเร็ว
เจียงฉางเซิงพาพวกเยี่ยจ้านกลับสู่แดนสวรรค์
ตลอดทางทั้งสามมีเรื่องมากมายอยากพูด แต่เห็นเจียงฉาง
เซิงไม่มีทีท่าสนใจจะถามจึงได้แต่กลืนไว้ในใจ
จนกระทั่งกลับถึงหน้าลานฝึกของตนเอง ทั้งสามก็รู้สึก
ราวกับผ่านการกลับชาติมาเกิด
ชีหมิงหวังเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดมรรคาจารย์
จึงไม่ถามพวกเราเล่า”
หลี่ว์เสินโจวส่ายหน้า จากนั้นก็หันตัวเดินจากไป
เยี่ยจ้านกลับยิ้มแล้วพูดว่า “มรรคาจารย์ย่อมล่วงรู้ทุก
สรรพสิ่ง จะต้องถามให้เสียเวลาหรือไร”
ชีหมิงหวังนิ่งงันไปเล็กน้อย คิดแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
จึงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
…
ในมหาพิภพนิลเหลือง ท่ามกลางนภาดาราอัน
เย็นยะเยือกที่กำลังหลอมละลายอยู่ มีนาวาสวรรค์ลำหนึ่ง
กำลังแล่นอยู่เบื้องหน้า
บนยอดนาวาสวรรค์มียอดเขาสูงอยู่ ไท่ซั่งคุนหลุน
นั่งขัดสมาธิหันหน้าไปทางด้านหน้าของเรือ มือทั้งสองข้าง
ประสานไว้ตรงจุดตันเถียน ลมปราณอันร้อนแรงพวยพุ่ง
ออกจากกายแผ่ขยายไปทั่ว ทะลวงนภาดาราเยือกแข็ง
ตรงหน้า
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเขา พูดเบาๆ สอง
สามประโยค ไท่ซั่งคุนหลุนลืมตาขึ้นทันทีด้วยแววตาคมกล้า
เขาลุกขึ้นยืน หันไปมองอีกฝ่ายแล้วถามอย่างเคร่งขรึม
“อัครเทพยุทธ์เล่า พวกเขาไม่ขัดขวางหรือ”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มาแจ้งข่าวตอบว่า “ตอนนี้พวกเขาถูก
กักบริเวณไว้แล้ว บรรพจารย์ยุทธ์สั่งให้พวกเขากลับไปทบทวน
ตัวเอง”
“ไร้สาระ ยุคแห่งหมื่นวิถีอย่างนั้นหรือ แล้วโลกเทพยุทธ์
ที่ผ่านมานับเป็นอะไร ยังมีหน้ามาพูดเรื่องมรรคาจารย์อีก ฆ่า
เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะของข้า ฆ่าผู้ฝึกยุทธ์นับล้าน คนเหล่านี้ล้วน
แค่ลบแล้วลืมไปรึ”
ไท่ซั่งคุนหลุนกล่าวเสียงขรึม เพราะการไม่ได้ล้างแค้น
มรรคาจารย์ ทำให้เรื่องนี้ใกล้จะกลายเป็นปมฝังใจของเขาแล้ว
ผู้ฝึกยุทธ์นิ่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เขาไม่มีสิทธิ์ใด
จะตัดสินใจแทนโลกเทพยุทธ์ได้
“ข้าจะกลับโลกเทพยุทธ์!”
ไท่ซั่งคุนหลุนกล่าวเสียงเย็น นาวาสวรรค์หยุดตามทันที
ผู้ฝึกยุทธ์รีบกล่าว “อัครเทพยุทธ์กำชับให้ข้าย้ำกับท่าน
ห้ามใจร้อนเด็ดขาด หากท่านไม่ยอมทำหน้าที่กอบกู้โลกให้
สำเร็จ อาจถูกบรรพจารย์ยุทธ์ทอดทิ้งเสียเอง!”
สีหน้าของไท่ซั่งคุนหลุนพลันหม่นหมองลง
“ก็ควรอย่าด่วนวู่วามจริงๆ นั่นแหละ ข้าว่าเรื่องนี้
เป็นเรื่องดี โดยเฉพาะสำหรับเจ้า”
เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้น เห็นเพียงด้านหลังผู้ฝึกยุทธ์มีร่าง
หนึ่งเดินออกมาจากช่องมิติ เป็นฟ้าดินสรวลนั่นเอง
ผู้ฝึกยุทธ์หันไปมอง สบตากับฟ้าดินสรวลเข้าโดยตรงจน
ตกอยู่ในภวังค์
ไท่ซั่งคุนหลุนเผยสีหน้ารังเกียจออกมาแล้วกล่าวว่า
“เจ้ามาเพราะเหตุใด หรือพวกอัครเทพยุทธ์ส่งเจ้ามาชักจูงข้า”
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้า “ศึกครั้งนี้ มองเผินๆ เหมือนเป็น
ศึกระหว่างวิถียุทธ์กับพวกผิดแผก แต่แท้จริงแล้วคือกลยุทธ์
การแย่งชิงอำนาจของบรรพจารย์ยุทธ์ บัดนี้ฝุ่นตลบจบสิ้นแล้ว
เจ้าหาได้มีความสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อีก ไม่ว่า
เจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน เจ้าสู้อัครเทพยุทธ์ทั้งสิบแปดพร้อมกัน
ได้หรือ ตอนนี้ยุคแห่งหมื่นวิถีกำลังจะเปิดแล้ว เจ้ามีความ
คับแค้นกับมรรคาจารย์ แต่เขาได้กลายเป็นนักบุญในสายตา
บรรพจารย์ยุทธ์ไปแล้ว หากเจ้าคิดต่อกรกับเขา เช่นนั้นบรรพ
จารย์ยุทธ์ย่อมลบล้างคุณความดีในการกอบกู้โลกของเจ้าเสีย
สิ้น สู้ไม่ต้องดิ้นรนเปล่าๆ หันมาใช้ยุคแห่งหมื่นวิถีนี้เพื่อ
เสริมสร้างตนเองจะไม่ดีกว่าหรือ
ไท่ซั่งคุนหลุน พรสวรรค์ของเจ้าไร้ผู้ใดเทียบเทียม วิถี
ยุทธ์กลับผูกมัดพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าย่อมรู้ดี หากปลด
ข้อจำกัดทั้งมวล เจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่า ขอเพียงเจ้า
แข็งแกร่งมากพอ เหตุใดจึงต้องสนใจโลกเทพยุทธ์ สนใจบรรพ
จารย์ยุทธ์อีกเล่า”
……………………………………………..