เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 447 ผู้อาวุโสหญิงลึกลับ
“ฮ่าๆ เจ้าอย่าวู่วามเชียว มรรคาจารย์คือผู้ที่ทำให้บรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานบาดเจ็บได้เชียวนะ พลังของเขาย่อม
เหนือกว่าอัครเทพยุทธ์ทั้งสิบแปดอย่างแน่นอน”
ฟ้าดินสรวลจับปอยเคราของตนเองแล้วเอ่ยยิ้มๆ แววตา
ดูเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง
ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นเสียงดังเหอะ “ข้าย่อมทราบ แต่ใน
เมื่อหาพบทั้งที จะให้อ้อมหลบก็ใช่เรื่อง อีกอย่างข้าก็อยากเห็น
เหมือนกันว่าโลกของเขาหน้าตาเป็นเช่นไร”
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วไม่ห้ามปรามอีก เขาเชื่อ
ว่าไท่ซั่งคุนหลุนพูดจริงทำจริง
นาวาสวรรค์เคลื่อนตัวต่อไปด้านหน้า คลื่นความร้อน
ขนาดมหึมาแผ่ขยายไปรอบทิศ ตามต่อกันมาไม่ขาดสาย
“ดูท่าเจ้าคงร่ำเรียนมรดกวิชาของเทวะมหาอัคคีสำเร็จ
แล้วสินะ จิ๊ๆ ตาเฒ่าพวกนั้นเก่งเสียจริงที่ตัดใจลง”
ฟ้าดินสรวลชะเง้อไปรอบด้านพลางถอนหายใจ
ไท่ซั่งคุนหลุนหลับตาลงอีกครั้ง เขาไม่ตอบอะไรกลับไป
“หากเจ้ารวบรวมมหามรรคาทั้งหมดที่สืบทอดอยู่ในห้วง
อนันต์สุญญตาแล้วจับพวกมันมาผสานรวมกัน บางทีเจ้าอาจ
สร้างมหามรรคาสายใหม่ที่โค่นล้มวิถียุทธ์ได้สำเร็จ ไท่ซั่งคุน
หลุน ข้าคาดหวังในตัวเจ้ายิ่งนัก อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า”
ฟ้าดินสรวลพึมพำกับตนเอง แต่บนใบหน้านั้นกลับไร้
รอยยิ้ม สิ่งที่ปรากฏคือสีหน้าที่คล้ายกับกำลังหวนระลึกถึงบาง
สิ่งบางอย่าง
ยอดเขาแห่งนั้นจมลงสู่ความเงียบงัน
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดนาวาสวรรค์ก็เข้ามาใกล้โลกคุนหลุน ไท่ซั่งคุน
หลุนลืมตา เขาลุกขึ้นยืนแล้วทอดสายตามอง
มองจากไกลๆ โลกคุนหลุนดูเหมือนดวงแสงสีทองดวง
หนึ่งที่ถูกน้ำแข็งผนึกไว้ ผิวของชั้นน้ำแข็งกำลังละลายอย่าง
รวดเร็ว พลังสายตาของไท่ซั่งคุนหลุนโดดเด่นเหนือผู้คนมาก
เพียงใด เขามองปราดเดียวก็มองเห็นคงคาสวรรค์
นั่นคือสิ่งที่เหล่าเทวะของโลกเทพยุทธ์สร้างขึ้นมิใช่หรือ
เหตุไฉนจึงอยู่ในโลกของมรรคาจารย์ได้
ไท่ซั่งคุนหลุนเหลือบมองอีกาทองที่อยู่ในดวงตะวัน เหล่
มองทารกเทพกำเนิดสวรรค์ที่อยู่เหนือคงคาสวรรค์ จากนั้นก็
ปรายตามองทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่กำลังฝึกกองทัพ
กับฝึกบำเพ็ญเพียรเหล่านั้น
มิทราบเพราะเหตุใดยามมองดูโลกใบนี้ จิตใจของเขา
กลับสั่นไหวอย่างไร้สาเหตุ
ความทรงจำบางอย่างที่ลืมเลือนไปเนิ่นนานแล้วผุดขึ้น
มาในสมองของเขา ทำให้นาวาสวรรค์หยุดนิ่งตาม
เหนือคงคาสวรรค์ เทพเซียนระดับขั้นสูงบางส่วนสัมผัส
ได้ถึงคลื่นความร้อนของไท่ซั่งคุนหลุน พวกเขาพากันลืมตา
มามอง คนเผ่าฉางเหล่านั้นมองปราดเดียวก็มองออกว่านั่นคือ
นาวาสวรรค์
“โลกเทพยุทธ์มา!”
“เกิดอะไรขึ้น โลกเทพยุทธ์จะโจมตีพวกเราหรือ”
“อย่าเพิ่งตระหนก อย่าลืมสิว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไร
ขึ้น”
“นาวาสวรรค์มาเพียงลำเดียว ไม่เหมือนมารุกรานนะ
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงรนหาที่ตายชัดๆ!”
“ไอร้อนสายนี้แผ่ออกมาจากนาวาสวรรค์ ดูเหมือนมัน
กำลังขจัดน้ำแข็งของโลกคุนหลุนอยู่”
ฉางเยวี่ยเฉียนแห่งเผ่าฉางขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าเหตุใด เขา
จึงรู้สึกว่านาวาสวรรค์ลำนั้นดูคุ้นตาอยู่นิดๆ เหมือนกับว่าเขา
เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าจะ…
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ฉางเยวี่ยเฉียนสีหน้าเปลี่ยนไปในบัดดล ร่างของเขา
สั่นเทิ้ม เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายออกมาบนหน้าผาก
เงาร่างหนึ่งโผล่มาปรากฏกายข้างตัวเขา ท่านเทพจื่อ
หวนนั่นเอง ยามพบเรื่องใหญ่ นางมักจะมายืนอยู่ข้างกายบิดา
อย่างเคยชิน นางสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“เขามาแล้ว…เขามาแล้ว…”
ฉางเยวี่ยเฉียนพึมพำกับตนเองราวกับวิญญาณ
หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
ท่านเทพจื่อหวนรีบถาม “เขาคือใครเจ้าคะ”
“ไท่ซั่ง…คุนหลุน…”
“อะไรนะ”
ท่านเทพจื่อหวนตกใจจนดวงหน้างามถอดสี นามนี้
ทำให้นางตกใจเฉกเช่นเดียวกัน
นางถามอย่างเคร่งเครียด “ต้องแจ้งมรรคาจารย์หรือไม่
”
ฉางเยวี่ยเฉียนไม่ตอบ เขาจ้องมองไท่ซั่งคุนหลุนอย่างนิ่
งงัน
ผ่านไปไม่นานนัก นาวาสวรรค์ที่ทำให้สองพ่อลูกหัวใจ
หล่นจากอกลำนั้นก็จากไป ไม่มีผู้ใดก้าวลงมา ขณะเดียวกัน
โลกคุนหลุนก็หลุดพ้นจากคลื่นเหมันต์อย่างสมบูรณ์
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงเผยสีหน้าชื่นชม คิดในใจว่า ‘แต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์สามแต้ม ไม่เลว หลี่ว์เสินโจวเคยบอกว่าไท่ซั่งคุ
นหลุนระดับขั้นสูงกว่าเขาเพียงหนึ่งขั้นใหญ่ ดูท่าช่วงที่ผ่านมา
เขาคงพัฒนาอย่างก้าวกระโดดสินะ’
เขาทราบว่าคนผู้นั้นคือไท่ซั่งคุนหลุน แน่นอนว่าเขารู้
มาจากความคิดในใจของฉางเยวี่ยเฉียนกับลูกสาวของเขา
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สามแต้มก็เท่ากับขั้นเบิกเนตร
อัครยุทธ์ระดับสี่!
พลังระดับนี้มากพอจะสยบผู้ยิ่งใหญ่นิรันดร์กาล
ส่วนใหญ่ในสามพันโลกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังครอบครอง
พลังที่กำจัดคลื่นเหมันต์นิรันดร์ได้อีก ยามต่อสู้พลังของเขาคง
ไม่เท่ากับมูลค่าแต้มที่แสดงให้เห็นอย่างแน่นอน
ความร้อนระอุจากต้นไม้วิเศษเกล็ดทองขจัดไอเย็นจาก
คลื่นเหมันต์นิรันดร์ได้เหมือนกันก็จริง แต่ประสิทธิภาพของ
มันห่างชั้นจากไท่ซั่งคุนหลุนมากนัก ไท่ซั่งคุนหลุนเพียง
ย่างกรายผ่าน น้ำแข็งที่ผนึกห้วงมิติอยู่ก็ละลายหายสิ้น
ความเร็วในการละลายน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก มันให้ความรู้สึก
ราวกับศัตรูตามธรรมชาติของไอเย็นชนิดนี้เลยทีเดียว
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ไท่ซั่งคุนหลุนครอบครองพลังที่ข่ม
เทวะมหาเหมันต์คนนั้น
เยี่ยมมาก!
นี่หมายถึงรางวัลรอดชีวิตที่มีศักยภาพเยี่ยมยอด!
ในเมื่อเขาเคยสังหารเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะ ช้าเร็วไท่ซั่งคุน
หลุนย่อมมาหาเรื่องเขา จุดนี้เขาเข้าใจดีอย่างยิ่ง
สาเหตุที่เขาไม่ขุดรากถอนโคนอีกฝ่าย ประการหนึ่งเป็น
เพราะรางวัลรอดชีวิต แต่สาเหตุที่สำคัญกว่าก็คือต้องไว้หน้า
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ยุคแห่งหมื่นวิถีเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่วิถีบำเพ็ญ
ของเขาอย่างยิ่งยวด เขาจะทำลายมันไม่ได้
การมีอยู่ของมหาพิภพจิตจร ทำให้เจียงฉางเซิงไม่จำ
เป็นต้องทำสงครามก็เผยแผ่วิถีบำเพ็ญได้อย่างไม่ติดขัด
เมื่อแน่ใจว่าไท่ซั่งคุนหลุนจากไปไกลแล้ว เจียงฉางเซิงก็
หลับตาจดจ่ออยู่กับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
หลังจากนี้เขาสามารถเพิ่มช่วงเวลาการปิดด่านให้
ยาวนานขึ้นได้แล้ว นับตั้งแต่เลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคา
ธรรมชาติขั้นสิบสอง การปิดด่านเพียงร้อยปีก็สั้นเกินไป
สำหรับเขา บางครั้งมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเขาถูกปลุก
กลางคันระหว่างหลับ
…
อาทิตย์อัสดงย่างเยื้องใต้หล้า ดวงตะวันแดงฉานดุจ
โลหิต
ท่ามกลางขุนเขาทอดยาวนับแสนลี้ ฝุ่นดินฟุ้งตลบ
ปกคลุม ภาพภูเขาลูกแล้วลูกเล่าถูกตัดเว้าแหว่งบ่งบอกว่าที่
แห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นศึกใหญ่มา
เงาร่างหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าพร้อมกับปราณปีศาจที่
วนเวียนล้อมรอบกาย เขาก็คือจอมราชันเผ่าปีศาจนั่นเอง
จอมราชันเผ่าปีศาจก้มมองเบื้องล่างด้วยแววตาเฉยชา
แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ “เจ้าแข็งแกร่งมาก เป็นอัจฉริยะแห่ง
การบำเพ็ญเซียนที่ยากจะหาพบ ในหมู่คนที่ระดับขั้นเท่านี้ คง
มีเพียงเจ้าที่ฝึกแต่วิชาเซียนโดยไม่มีวิชาสายอื่นปะปน
เบื้องหลังเจ้าคงมีผู้สูงส่งชี้แนะกระมัง ต่อให้เจ้ามีวาสนากับ
มหาพิภพจิตจร เจ้าก็ยังโดดเด่นกว่าปกติอยู่ดี เจ้าจะต้อง
มีโชควาสนาอื่นอีกแน่”
ท่ามกลางซากปรักหักพังเบื้องล่าง หูยวนผู้เลือดโทรม
กายคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่กับพื้น เขาใช้กระบี่ค้ำกับพื้นดิน แล้ว
เงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขามองเงาร่างที่ลอย
สูงด้านบนร่างนั้นด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความไม่ยินยอม
น่าชังนัก…
ข้ามีฝีมือเพียงเท่านี้เองหรือ…
หูยวนกัดฟันกรอด ไม่พอใจกับความพ่ายแพ้ของตนเอง
อย่างยิ่ง
จอมราชันเผ่าปีศาจเอ่ยเสียงเย็นชา “อยู่ให้ห่างจากนาง
เสีย ตัวตนของเจ้าจะนำโชคร้ายมาให้นาง ไม่ว่าเจ้า หรือว่า
นาง ต่างก็เป็นพวกที่นิสัยพาให้ชีวิตไม่สงบสุขทั้งคู่”
หูยวนลุกขึ้นอย่างยากเย็น เขายกกระบี่ขึ้นมาแล้วแหงน
มองจอมราชันเผ่าปีศาจ “เจ้ามิสิทธิ์อะไรมาตัดสินเอาเอง
เพียงเพราะเจ้าเป็นจอมราชันเผ่าปีศาจ แต่ข้าเป็นเพียง
คนพเนจรอย่างนั้นหรือ”
ดวงตาของจอมราชันเผ่าปีศาจฉายแววรำคาญ “วันนี้
ข้าจะสั่งสอนหลักการให้เจ้าสักข้อ ใต้หล้านี้ผู้แข็งแกร่งล้วน
เป็นผู้ตัดสินชีวิตผู้อ่อนแอ หรือพูดอีกอย่างก็คือเบื้องหลังใคร
ใหญ่กว่ากัน หากคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าทำให้ข้าหวั่นกลัวได้ ข้า
ก็จะยอมให้พวกเจ้าสมหวัง!”
หูยวนหอบหายใจ หัวใจรู้สึกขื่นขม
เบื้องหลังอย่างนั้นหรือ
คนแรกที่เขานึกถึงก็คืออาจารย์ แต่เขาติดต่ออาจารย์
ไม่ได้ เขาไม่รู้ประวัติความเป็นมาของอาจารย์ด้วยซ้ำ
จากนั้นเขาก็นึกถึงเจียงเทียนเซิง เจ้าหมอนั่นเป็น
เชื้อพระวงศ์ของเทียนจิ่งก็จริง แต่ไม่แน่ว่าเทียนจิ่งจะกล้า
ล่วงเกินจอมราชันเผ่าปีศาจสักหน่อย ถึงอย่างไรจอมราชันเผ่า
ปีศาจคนนี้ก็เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากมรรคาจารย์
หูยวนนึกเสียใจสุดแสน หากว่าเขาพานพบคนงามผู้นั้น
ช้ากว่านี้ หากว่าเขาเฝ้าพากเพียรฝึกฝน ไหนเลยเขาจะตกอยู่
ในสถานการณ์เช่นนี้ได้
“ดูท่าเจ้าจะไม่มีเบื้องหลังอย่างที่ข้าว่าสินะ หากหนหน้า
เจ้ายังมาอีก ข้าจะสังหารเจ้าเสีย แล้วอย่ากล่าวโทษว่าข้า
มิเห็นแก่ไมตรีระหว่างผู้ฝึกบำเพ็ญเล่า!”
จอมราชันเผ่าปีศาจทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วหมุนกายจากไป
เพิ่งจะตอนนี้เองที่หูยวนยอมพรูลมหายใจออกมา แล้ว
ทิ้งตัวนอนพังพาบกับพื้นที่เกลื่อนกลาดด้วยเศษหิน
เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยามตกอยู่
ใต้เงื้อมมือของอีกฝ่าย วิชามหามรรคาปราณทองคำกับกับ
วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงไม่อาจตอบโต้ได้แม้แต่น้อย
เขาไม่เคยต้องกล้ำกลืนความขมขื่นเช่นนี้มาก่อน
“หากข้ามีอำนาจ…ไม่สิ หากว่าข้าแข็งแกร่งมากพอ
แข็งแกร่งเช่นเดียวกับอาจารย์…”
หูยวนนึกถึงอาจารย์อีกครั้ง แม้เขาจะไม่เคยรู้ว่าอาจารย์
แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่ แต่ในหัวใจเขา อาจารย์ของเขา
คือผู้ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หากอาจารย์เห็นเขาตกอยู่ในสภาพนี้ อาจารย์คงจะ
ผิดหวังสินะ…
สายตาของหูยวนเริ่มพร่ามัว ระหว่างที่เขากำลังจะ
สิ้นสติ เขาก็เห็นเงาร่างขนาดมหึมาร่างหนึ่งเหาะผ่านท้องนภา
มา น้ำฝนพร่างพรมลงมากระทบใบหน้าของเขา
“แหมๆ จอมราชันเผ่าปีศาจนั่นลงมือหนักเสียจริง”
เสียงหวานหยดย้อยเสียงหนึ่งลอยมาจากบนฟ้า ทว่าสติ
ที่เริ่มมืดดับของหูยวนทำให้เขาได้ยินเพียงเลือนราง
“เจ้าเด็กคนนี้เกี่ยวข้องอันใดกับท่านหรือ แล้วไฉน
ก่อนหน้านี้ท่านมิออกหน้าเล่า จอมราชันเผ่าปีศาจต้องไว้หน้า
ท่านอยู่แล้ว”
“ข้าเพียงสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กคนนี้เท่านั้น หลังจากนี้
หากพบเขา เจ้าก็ช่วยดูแลสักหน่อย เขาไม่ธรรมดาหรอกนะ นี่
เป็นบุญวาสนาของเจ้าแล้ว อย่าเอาไปบอกต่อผู้อื่นเสียเล่า”
“เข้าใจแล้ว ขอบพระคุณผู้อาวุโส!”
เสียงช่างไพเราะเสียจริง…
จากนั้นหูยวนก็หมดสติไปอย่างสมบูรณ์
…
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างเชื่องช้า
บนชายหาดแห่งหนึ่ง หูยวนกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมทะเล
ลมทะเลพัดมาปะทะกับใบหน้าของเขา กระบี่ยาวสามเล่มลอย
วนเวียน แผ่ประกายแสงสีเงินจางๆ อยู่รอบกาย
เกลียวคลื่นสาดกระทบฝั่งส่งเต่าตัวหนึ่งคลานขึ้นมาจาก
น้ำทะเล จากนั้นมันก็กลายร่างเป็นมนุษย์อย่างรวดเร็วเขาเดิน
มาเบื้องหน้าหูยวนแล้วหัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “กระบี่เทพสามเล่ม
นี้เหมาะกับเจ้าจริงๆ นะเจ้าหนู”
หูยวนลืมตาขึ้นมาส่งยิ้มให้ “ท่านอัครมหาเสนาบดีเต่า
ท่านมาได้อย่างไร ฝ่าบาทราชามังกรเล่าขอรับ”
อัครมหาเสนาบดีเต่าลูบหนวดยิ้มๆ “พอดีว่าทะเล
ตะวันออกมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง เซียนคนหนึ่งอยากจะจัดเทศนา
สอนวิชา ผู้ที่เขาเชื้อเชิญล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาในโลก
บำเพ็ญเซียน ฝ่าบาทจึงประสงค์จะพาเจ้าไปด้วย”
หูยวนถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เป็นเทพเซียนท่านใดบน
ฟ้าหรือขอรับ”
“นักปราชญ์ฉีแห่งแดนสวรรค์”
“อะไรนะ! นักปราชญ์ฉีหรือขอรับ”
หูยวนเบิกตาโต ลมหายใจถี่รัว
ชื่อเสียงของนักปราชญ์ฉีผู้มีนามเต็มว่าฉีหยวนเป็นที่
เลื่องลือทั่วโลกคุนหลุน เขาเคยสร้างสรรค์วิถียุทธ์กับวิชาเซียน
มาไม่น้อย จิตใจมีคุณธรรมน่าเลื่อมใส แม้แต่หูยวนก็นับถือ
เขายิ่งนัก ความนับถือที่มีต่อเขาเป็นรองเพียงความนับถือที่
มีต่ออาจารย์ของเขากับมรรคาจารย์เท่านั้น
อัครมหาเสนาบดีเต่าหัวเราะฮ่าๆ แล้วเอ่ยว่า “รู้แล้วสินะ
ว่าเป็นบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ต่อให้อยู่ในมหาพิภพจิต
จร เจ้าก็ไม่มีทางได้พบเขาหรอก”
หูยวนกระโดดผลุงขึ้นมายืนแล้วถามว่า “จะไปเมื่อใด
หรือขอรับ”
“ตอนนี้นี่แหละ ไปกับข้า”
อัครมหาเสนาบดีเต่าหมุนตัว เขากลายร่างเป็นเต่ายักษ์
ตัวหนึ่ง หูยวนรีบกระโดดขึ้นไปบนกระดองเต่า ขี่หลังเขา
เดินทางไปไกลอย่างรวดเร็ว
“ท่านอัครมหาเสนาบดีเต่า ข้ายังอยากถามอีกหน่อย
เหตุใดฝ่าบาทจึงให้ความสำคัญกับข้านัก แล้วก็ในวังมังกร
มีผู้อาวุโสหญิงที่น้ำเสียงไพเราะอยู่บ้างหรือไม่ เสียงอย่างที่
ไพเราะมากๆ แบบนั้นน่ะขอรับ…”
หูยวนนั่งลงได้ก็เลียบๆ เคียงๆ ถาม
อัครมหาเสนาบดีเต่าหัวเราะฮ่าๆ “ในใจเจ้ามิได้มีนาง
ปีศาจลูกศิษย์ของจอมราชันเผ่าปีศาจอยู่หรือไร อะไรกัน
เปลี่ยนใจแล้วหรือ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าขอรับ ข้ารู้สึกขอบคุณผู้อาวุโส
หญิงท่านนั้นต่างหาก…”
หูยวนเบิกตาโต เขาจดจำบทสนทนาในวันนั้นได้ เห็นชัด
ๆ ว่าราชามังกรเห็นแก่หน้าผู้อาวุโสหญิงคนนั้น
ถึงให้ความสำคัญกับเขา
เขาแอบสงสัยว่าผู้อาวุโสหญิงคนนั้นอาจรู้จักกับอาจารย์
ของเขา!
การตามหาอาจารย์ เป็นสิ่งที่เขายึดติดอยู่ในใจมาตลอด
“ข้าไม่รู้หรอกว่าวังมังกรมีผู้อาวุโสหญิงอะไรหรือไม่ แต่
สนมมังกรที่เสียงไพเราะน่ะมีไม่น้อย”
อัครมหาเสนาบดีเต่าหัวเราะฮ่าๆ เขานึกถึงคำสั่งที่ราชา
มังกรสั่งเขา
‘ดูแลเจ้าหนูคนนี้ให้ดีๆ!’
เขาพอจะเดาออกว่าผู้อาวุโสหญิงที่หูยวนเอ่ยถึงเป็นใคร
เพราะจริงๆ แล้ววังมังกรก็มีผู้อาวุโสหญิงคนหนึ่งชอบแวะ
มากินมาดื่มโดยไม่จ่ายสักตำลึงอยู่บ่อยๆ แม้แต่ฝ่าบาทก็
เคารพนางยิ่งนัก
แต่ตัวตนของผู้อาวุโสหญิงนางนั้นเป็นความลับ ราชา
มังกรไม่อนุญาตให้เขาซอกแซกสืบ
แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยบังเอิญได้ยินว่าผู้อาวุโสหญิงคน
นั้นเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม
สวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม…
แค่อัครมหาเสนาบดีเต่าลองคิดเล่นๆ ร่างเต่าของเขาก็
สั่นสะท้านแล้ว
………………………………