เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 448 มหามรรคาของตน
ในสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง บนสวรรค์ชั้นเก้าของแดนสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์เจียงจื่ออวี้กำลังร่ำสุราอยู่กับมหาเทพ
ทั้งสามองค์ เฉินหลี่ นายท่านไป๋ กับหยางเช่อกลายเป็น
มหาเทพมาเนิ่นนานแล้ว ชื่อเสียงของพวกเขาขจรขจายไกล
กว่าก่อนหน้านี้มาก
“การเทศนาสั่งสอนวิชาหนที่สองของนักปราชญ์ฉีคง
ทำให้ผู้คนฮือฮาไม่น้อย”
จักรพรรดิสวรรค์คลี่ยิ้ม น้ำเสียงแฝงแววอิจฉา
นับตั้งแต่เขากลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ได้ลงไปโลก
เบื้องล่างน้อยครั้งนัก กิจของแดนสวรรค์มีมากมาย เพราะ
สิ่งที่ต้องดูแลไม่ใช่เพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งหนึ่ง แต่
เป็นแดนมนุษย์ทั้งหมด ต้องเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์นับหมื่นใน
สามภพ จึงมีเรื่องมากมายมาให้เขาปวดหัวไม่หยุดหย่อน
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นจักรพรรดิสวรรค์ จะไปเปิด
เทศนาสอนสั่งวิชาให้แก่ผู้บำเพ็ญเซียนก็ไม่ได้ เพราะ
จักรพรรดิสวรรค์ควรเว้นระยะห่างกับสรรพชีวิตทั้งหลาย
เช่นนี้จึงจะธำรงความยุติธรรมไว้ได้ มิถูกผลกระทบจาก
สายสัมพันธ์ใกล้ชิด
หยางเช่อหัวเราะฮ่าๆ แล้วบอกว่า “ก็มีแต่นักปราชญ์
ฉีเท่านั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ หากเปลี่ยนเป็นเทพเซียนผู้อื่นเทศนา
สั่งสอนวิชา ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้”
เฉินหลี่ดื่มสุราหนึ่งจอกแล้วเอ่ยว่า “ไม่นานมานี้จอม
ราชันเผ่าปีศาจต่อสู้กับผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์คนหนึ่ง ผู้
บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์คนนั้นร่ำเรียนมาแต่วิชาเซียนเพียง
อย่างเดียว ในร่างไม่มีลมปราณแม้แต่น้อย เขามีนามว่าหูยวน
ฝีมือระดับนี้ต้องเป็นอัจฉริยะในการบำเพ็ญเซียนเป็นแน่แท้
ข้าส่งคนไปสืบดูแล้ว พบว่ายังมีคนอื่นจับตาดูเขาอยู่อีก
ฝ่าบาท ทราบหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม “ผู้ใดรึ”
หยางเช่อกับนายท่านไป๋ต่างสงสัยใคร่รู้มากเช่นกัน
“ไป๋ฉี”
“นางน่ะนะ ปกตินางชอบไปยุ่งกับเผ่าปีศาจมากกว่า
ไม่ใช่หรือ เหตุไฉนจึงไปให้ความสำคัญกับผู้บำเพ็ญเซียนเผ่า
มนุษย์คนหนึ่งได้”
“ดูท่าผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์คนนี้คงมิธรรมดา
ปีศาจอย่างไป๋ฉี หากไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีทางยอมตื่นเช้า
ไม่มีทางทำเรื่องไร้ผลประโยชน์แน่”
“ผู้บำเพ็ญเซียนที่ไม่เคยฝึกวิชายุทธ์แล้วยังต่อสู้กับจอม
ราชันเผ่าปีศาจได้ หรือว่าจะเกี่ยวกับตำหนักเมฆาม่วง”
เมื่อเอ่ยถึงตำหนักเมฆาม่วง จักรพรรดิสวรรค์ก็สีหน้า
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
จักรพรรดิสวรรค์ก็กล่าวทันที “เช่นนั้นก็จงชักชวนหูยวน
มาเป็นพรรคพวกของเรา เฉินหลี่ งานนี้ยกให้เจ้า!”
เฉินหลี่หัวเราะ “วังมังกรจะพาเขาเดินทางไปงานเทศนา
สั่งสอนของนักปราชญ์ฉี ถึงเวลาข้าจะไปชักชวนเขาด้วย
ตนเอง สำหรับโลกบำเพ็ญเซียนแล้ว คำเชื้อเชิญจากแดน
สวรรค์ย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ”
นายท่านไป๋นับนิ้วทำนายแล้วก็ยิ้มปุเลี่ยนๆ แต่ไม่พูดสิ่ง
ใดออกมา
…
หลังจากไอเย็นที่ปกคลุมโลกคุนหลุนสลายไป ฤดูกาลทั้ง
สี่ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ปราณวิญญาณในฟ้าดินเพิ่มขึ้น
ไม่น้อย โลกทั้งใบราวกับเปลี่ยนโฉมใหม่ มันเต็มไปด้วยพลัง
ชีวิตท่วมท้น จำนวนผู้บำเพ็ญเซียนเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผ่ามนุษย์ อาณาจักรแห่งโชคชะตาแต่ละ
แห่งล้วนมีผู้บำเพ็ญเซียนขี่กระบี่เหาะเหิน นั่งสมบัติวิเศษ
โบยบินให้เห็น
โลกบำเพ็ญเซียนกลายเป็นโลกที่ผู้คนสนใจมากที่สุด
แม้แต่ยุทธภพของวิถียุทธ์ก็เทียบไม่ติด
ปัจจุบันการเทศนาสั่งสอนวิชาเซียนกลายเป็นเรื่อง
แพร่หลายในใต้หล้า นักปราชญ์ฉีแห่งแดนสวรรค์ลงมาเทศนา
ที่ทะเลตะวันออกครานี้ มีผู้มาเยือนผู้หนึ่งโดดเด่นออกมาจาก
ผู้อื่น เขามีนามว่าหูยวน เพราะในงานเทศนา ณ ทะเล
ตะวันออกหนนี้ เขากลับปฏิเสธคำเชื้อเชิญของมหาเทพเฉินห
ลี่ต่อหน้า แล้วยังลั่นวาจาว่าตนเองต้องการจะเป็นผู้นำแห่ง
เซียนพิภพอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้ทั่วหล้าฮือฮา
ก่อนหน้านี้หูยวนก็มีชื่อเสียงพอตัวอยู่แล้ว หลังจาก
เกิดเรื่องนี้ ชื่อเสียงของเขาก็ดังกระหึ่มไปทั่วหล้าอย่างสมบูรณ์
แต่ขณะเดียวกันการปฏิเสธมหาเทพของเขาก็ทำให้เทพ
เซียนบนแดนสวรรค์มีโทสะ เริ่มมีเทพเซียนลงไปโลกเบื้องล่าง
เพื่อหาเรื่องเขา
ช่วงชีวิตที่เป็นตำนานของหูยวนจึงเริ่มต้นนับแต่นั้น
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ในตำหนักเมฆาม่วงบนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม
เจียงฉางเซิงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
ปรือตาเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า เขายกสองแขนขึ้นเหยียดร่างกาย
ในขณะเดียวกันก็ฟังเสียงในใจของเหล่าผู้ศรัทธาไปด้วย จน
ทราบว่าเวลานี้เป็นปีใดแล้ว
ปีเซวียนเต้าที่สามร้อยห้าสิบเจ็ด เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
มายาวนานถึงสองร้อยสามสิบปี
หลังจากศึกใหญ่ที่โลกเทพยุทธ์ กาลเวลาได้ผ่านไป
สามร้อยกว่าปีแล้ว!
กาลเวลาช่างผันผ่านไปไวจริงๆ!
ระหว่างที่ปิดด่านหนนี้พลังของเขาเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
ยิ่งนัก สิ่งนี้เป็นผลประโยชน์จากการได้เปิดหูเปิดตาระหว่าง
ศึกใหญ่ที่โลกเทพยุทธ์ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังห่างจากการ
เลื่อนขั้นอีกไกลโพ้นอยู่ดี
แต้มเซ่นไหว้มีมากเกินสิบล้านล้านแต้มแล้ว แต่ก็ยังเปิด
ฟังก์ชั่นใหม่ไม่ได้ ถึงอย่างนั้นเจียงฉางเซิงก็ไม่ผิดหวัง ไม่ว่า
อย่างไรแต้มเซ่นไหว้ของเขาก็เอาไปใช้ผ่านด่านเคราะห์
เป็นหลักอยู่แล้ว ฟังก์ชั่นหลายอย่างก็ทำได้เพียงเก็บเอาไว้เฉย
ๆ หลังจากบุกเบิกวิถีเซียนได้ เขาก็แทบไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่นอย่าง
เซ่นไหว้ประทานพรกับดวงชะตาเทพเซียนอีกเลย
แต่ฟังก์ชั่นเหล่านั้นไม่ใช้ได้ แต่ไม่มีไม่ได้
ปัจจุบันฟังก์ชั่นเซ่นไหว้ที่เปิดใช้งานแล้วได้แก่ แต้ม
เซ่นไหว้พยากรณ์ เซ่นไหว้ประทานพร เซ่นไหว้อธิษฐาน ฟ้าดิน
เซ่นไหว้ เซ่นไหว้ประทานเทพ เซ่นไหว้อัญเชิญเทพ ซ่นไหว้
เคลื่อนย้าย
เจียงฉางเซิงขยับเขยื้อนร่างกายไปพลางก็มองดูมหา
พิภพนิลเหลืองไปด้วย
กาลเวลาผ่านไปสามร้อยกว่าปี คลื่นเหมันต์นิรันดร์
น่าจะจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว งานชุมนุมหมื่นวิถีคงใกล้มาถึง
แล้ว
เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยงานชุมนุมหมื่นวิถีที่กำลังมาถึง
มากทีเดียว บางทีอาจเป็นเพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะเผยแผ่
วิถีเซียน
ไม่ผิดจากที่คาด เมื่อภาพจากเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
เลื่อนไปถึงด้านในมหาพิภพนิลเหลือง ท้องนภาที่มีดาว
ดารดาษงามตระการตาดุจภาพวาดไม่แพ้วันวานก็ปรากฏให้
เห็นอีกครั้ง น้ำแข็งที่ปกคลุมหมู่ดาราบนท้องนภาสลายไปแล้ว
ท่ามกลางหมู่มวลดาราบนท้องฟ้ามีเงาร่างมากมายกำลัง
เดินทางไปมาอยู่
ก่อนการปิดด่านหนที่แล้ว เจียงฉางเซิงเปิดประตูหมื่น
โลกใหม่แล้ว โลกใบหนึ่งที่เชื่อมอยู่กับมันก็คือมหาพิภพนิล
เหลือง เขามองตามกลิ่นอายของผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งไปจน
พบโลกใบนั้น มันตั้งอยู่บริเวณใจกลางของมหาพิภพนิลเหลือง
ทว่าพื้นที่แถบนั้นกลับมีดวงดาวเพียงหรอมแหรม ขณะที่ไอ
แค้นท่วมทะลัก เห็นชัดว่าที่แห่งนี้เคยเกิดสงครามมาก่อน
เพราะสิ่งมีชีวิตวายชีวา ณ ที่แห่งนี้มากเกินไป มันจึงสั่งสมไอ
แค้นเอาไว้จนกลายเป็นดินแดนอันตราย
ประตูหมื่นโลกชอบเชื่อมต่อกับโลกเช่นนี้นัก บางทีอาจ
เป็นเพราะในอันตรายมีโชควาสนาซ่อนอยู่ ส่วนดินแดนที่
มีโชควาสนามากแต่ไร้อันตรายถูกโลกเทพยุทธ์ยึดครอง
ไปนานแล้ว
เจียงฉางเซิงจับตาดูอยู่หลายชั่วยาม ก่อนจะรั้งสายตา
กลับมาศึกษามรรคาแห่งกรรมต่อ แต่หนนี้เขาไม่ปิดด่านแล้ว
เขาใช้การพยากรณ์กรรมของสิ่งมีชีวิตต่างๆ มาฝึกฝนแทน
ดินแดนของโลกคุนหลุนกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งมีชีวิตใน
โลกคุนหลุนมีมากมายเหลือคณา กรรมอันสลับซับซ้อนของ
พวกเขามากพอให้เจียงฉางเซิงศึกษาไปอีกนานแสนนาน งาน
นี้ก็เหมือนเลื่อนระดับขั้นให้องค์ความรู้เกี่ยวกับกรรมนั่นเอง
ทุกเรื่องราวที่มองเห็นที่ได้ยินล้วนเกี่ยวพันกับกรรม!
การฝึกมรรคาแห่งกรรมช่างชวนให้หลงทางง่ายดายยิ่ง
การมองเห็นอดีตและอนาคต มองเห็นจุดจบของเรื่องราว
ต่างๆ เมื่อเห็นมากเข้าก็มักส่งผลกระทบ บางครั้งก็อาจส่งผล
กับความคิดของตนเอง
เจียงฉางเซิงเป็นดวงวิญญาณที่มีชีวิตมาสองชาติแล้ว
แม้ชาติก่อนเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ก็เคยรับข้อมูลข่าวสาร
มากมายมาก่อน เขาจึงปลงตกกับเรื่องราวมากมายที่เห็นได้
บอกตนเองให้เพียรยึดมั่นกับความคิดที่จะแข็งแกร่งขึ้นก็พอ
กาลเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่ว
เข้าๆ ออกๆ อยู่หลายหน
ผ่านไปอีกสิบปี
เจียงฉางเซิงลืมตาโพลงขึ้นมาราวกับสะดุ้งตื่นจากฝัน
“ความรู้สึกเมื่อครู่นั่นมัน…”
ความพรั่นพรึงลอยอบอวลอยู่ในใจของเจียงฉางเซิง
ระหว่างที่เขาจดจ่อกับกรรมของสรรพชีวิต จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้
ว่ากระแสกรรมของสรรพชีวิตเคลื่อนไหวอย่างเกรี้ยวกราด
แล้วหันมาโจมตีจิตของเขา เขาผละถอยออกมาอย่างตกใจ
นี่คือผลสะท้อนกลับจากพลังแห่งกรรม!
สรรพชีวิตทั้งหลายบนโลกคุนหลุนนั้น ต่อให้ผนึกกำลัง
รวมกันก็ยังสู้ฝ่ามือเดียวของเจียงฉางเซิงไม่ได้ ทว่ายามกรรม
ของสรรพชีวิตประสานรวมกัน มันกลับมีแรงกดดันมากพอที่
เจียงฉางเซิงจะต่อต้านในทันทีไม่ได้
พลังแห่งกรรมในโลกคุนหลุนรวมกันยังแข็งแกร่งปานนี้
หากรวมกรรมของมหาพิภพนิลเหลืองเข้าไปด้วยเล่า
จะแข็งแกร่งมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงกายสั่นสะท้าน จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้
ว่าความแข็งแกร่งบางประเภทมิได้อยู่ในรูปลักษณ์ที่เขารู้จัก
ความแข็งแกร่งที่มองเห็นได้ด้วยตามิใช่ความแข็งแกร่งที่สุด
พลังที่มิอาจสอดส่องมองเห็นแต่มีอยู่จริงเหล่านั้นต่างหากที่
แข็งแกร่งที่สุด
เขาไม่ขลาดกลัว ตรงกันข้ามเขากลับสนใจมรรคาแห่ง
กรรมมากขึ้นอีก พลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้คือสิ่งที่เขาสมควร
เสาะแสวงหา
ระยะนี้เขาขบคิดปัญหาประการหนึ่งอยู่ตลอด ปัญหานั้น
ก็คือเขาสมควรก้าวเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ ใช้วิชามรรคา
ธรรมชาติเป็นพื้นฐานต่อยอดผสมผสานสร้างสรรค์วิชาที่
แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาดีหรือไม่ สาเหตุเป็นเพราะว่าเขา
กำลังกังวลกับเรื่องหนึ่ง
เห็นชัดว่าระบบรอดชีวิตเป็นมรดกตกทอดของวิถีเซียน
ถ้าเช่นนั้นก่อนมันมาพบเขา จะเคยมีผู้สืบทอดคนอื่นก่อนหน้า
เขาหรือไม่ เท่าที่เขารู้ประวัติศาสตร์มา วิถียุทธ์กับวิถีเซียนถูก
คั่นห่างด้วยห้วงเวลาอันแสนยาวนาน ยาวนานถึงขั้นที่ระหว่าง
กลางมีวิถีบำเพ็ญอื่นถือกำเนิด เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าระหว่าง
นั้นเคยมีผู้สืบทอดวิถีเซียนคนอื่นมาแล้ว แต่พวกเขาล้มเหลว
พวกเขาล้วนใช้วิชามรรคาธรรมชาติเป็นหลักในการฝึก
บำเพ็ญเหมือนๆ กัน ดังนั้นความล้มเหลวของพวกเขาก็ย่อม
เป็นสิ่งที่กำลังรอเจียงฉางเซิงอยู่ในอนาคต
ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากเจียงฉางเซิงเริ่มศึกษา
มรรคาแห่งกรรม พอสอดส่องความเป็นไปของกรรมนานเข้าก็
ย่อมกังวลเกี่ยวกับโชคชะตาของตนเองมากไปเป็นธรรมดา
ผู้สอดส่องกรรมมองเห็นกรรมของผู้อื่น แต่มิอาจ
พยากรณ์กรรมของตนเอง นี่ก็คือตัวแปรสำคัญ
อีกอย่างเจียงฉางเซิงค้นพบว่าหลังจากวิชามรรคา
ธรรมชาติก้าวมาถึงขั้นสิบสอง ถึงมันจะมีเคล็ดวิชา แต่
ส่วนใหญ่กลับเป็นการชักจูงให้ผู้ฝึกบำเพ็ญทำความเข้าใจพลัง
ของกฎฟ้าดินทั้งหลายเพื่อผลักดันวิถีบำเพ็ญให้เติบโต
มากกว่า
“หากใช้มรรคาแห่งกรรม จะล่วงรู้หนทางสู่ชั้นพรหม
หรือไม่”
ความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาในสมองของเจียงฉางเซิง
ระหว่างที่จิตหวนกลับไปฟังการเทศนาในอดีตสองครั้งก่อน
เขาล้วนเคยได้ยินคำว่าชั้นพรหม
เห็นชัดว่าพรหมเป็นระดับขั้นที่สูงยิ่งของวิถีเซียน มันสื่อ
ถึงการทำได้ทุกสิ่ง
หากใช้มรรคาแห่งกรรมมาสร้างวิชามรรคาธรรมชาติ
ฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ความคิดนี้หยั่งรากงอกเงยในสมอง
ของเจียงฉางเซิงอย่างรวดเร็ว
ถึงเวลาที่ตัวเขาควรจะตามหามหามรรคาของตนเอง
แล้วสินะ!
เจียงฉางเซิงเตรียมตัวจะใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับ
หลักคำสอนอีกครั้ง เพื่อไปสนทนาเรื่องมรรคาแห่งกรรมกับ
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนในอดีต
เขาเริ่มย้อนทบทวนความรู้สึกพรั่นพรึงก่อนหน้านี้
พลังแห่งกรรมสายนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังแห่งกฎใดๆ
ที่เขาเคยสัมผัสมาจนถึงบัดนี้ บางทีกฎอาจเป็นส่วนหนึ่งของ
มหามรรคา ทว่าพลังของมหามรรคาสูงกว่าพลังแห่งกฎ
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอน
ออกมา
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 153,266,210,004 แต้ม]
นับตั้งแต่ตรวจดูหนก่อน แต้มเผยแผ่หลักคำสอนเพิ่มขึ้น
มาเจ็ดเท่า สิ่งนี้บ่งบอกว่าวิถีเซียนเติบโตรวดเร็วมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงทุ่มแต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดเพื่อใช้
ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน ดวงจิตหวนกลับไปยัง
สถานที่เทศนาสั่งสอนวิถีเซียนในอดีต
“คงจะไม่พบเทพธิดาเซียวเหอคนนั้นอีกหรอกนะ”
จู่ๆ ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองของเจียงฉางเซิง
พานพบกันมาสองหนแล้ว หากยังพบกันอีก เจียงฉาง
เซิงจะสงสัยแล้วว่านี่มิใช่ความบังเอิญ
ชั่วพริบตานั้นจิตของเจียงฉางเซิงจมลงในห้วงอนธการ
ดวงวิญญาณราวกับถูกกระชากลงสู่เบื้องล่าง
หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจ เขาก็รู้สึกว่าสองเท้า
สัมผัสพื้น เขาลืมตาขึ้นมาทันที
สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาคือทิวเขาขนาดยักษ์ที่
ยอดเขาสูงตระหง่านทะลุเข้าไปในหมู่เมฆ ปราณเซียนวนเวียน
รายล้อม เบื้องหน้ามีผู้มาฟังเทศนาจำนวนมากกำลังเดินอยู่
บนถนนที่ทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้า ขบวนคนยาวเฟื้อยดุจ
ลำตัวมังกรเคลื่อนหายไปในหมอกเซียนอย่างเชื่องช้า
เจียงฉางเซิงชะเง้อซ้ายชะเง้อขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่า
ไม่เห็นเทพธิดาเซียวเหอผู้นั้น เขาก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก
เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ
ความบังเอิญย่อมดีกว่าเป็นแผนร้ายตลบหลัง
เจียงฉางเซิงยกเท้าก้าวเดินตามฝูงชนขึ้นไปบนภูเขา
ทันที ระหว่างทางเขาไม่ได้ยินผู้อื่นพูดคุยกันเลย คาดว่า
พวกเขาน่าจะใช้วิชาส่งกระแสจิตกันหมด
ระหว่างทางขึ้นเขา พวกเขาต้องเดินฝ่าทะเลหมอกเซียน
ชั้นแล้วชั้นเล่า จนในที่สุดเจียงฉางเซิงก็มองเห็นอารามอัน
ยิ่งใหญ่หลังหนึ่ง มันช่างใหญ่โตโอฬารและโอ่อ่า
ประตูบานใหญ่เปิดกว้าง ผู้มาฟังเทศนาทั้งหลายเดิน
เข้าไปในห้องโถงทีละคน เจียงฉางเซิงก็ตามเข้าไปในห้องโถง
ด้วย ด้านในมิได้ทะลุไปแดนวิเศษแห่งอื่น แต่เป็นเพียง
ห้องโถงอันใหญ่โตอย่างยิ่ง เบาะกลมวางเรียงรายเป็นแถวๆ
รออยู่แล้ว เขาจึงสุ่มเลือกมาสักที่แล้วนั่งลง
หนนี้เขาไม่พบผู้มีน้ำใจไมตรีอย่างเทพธิดาเซียวเหอ ผู้
บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ล้วนเย็นชายิ่งนัก ต่างคนต่างหลับตา
รอคอย
เจียงฉางเซิงก็เริ่มหลับตาบ้าง เขาถือโอกาสทบทวนสิ่งที่
ตนเองเข้าใจเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรม
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดกลิ่นอายของพลังอันยิ่งใหญ่ก็มาเยือน เจียงฉาง
เซิงตกใจจนลืมตาหันไปมอง ผู้มาฟังเทศนารอบด้านก็ล้วน
เป็นเช่นเดียวกัน
เมื่อเจียงฉางเซิงมองเห็นเงาร่างที่ลอยลงมาจากท้องฟ้า
เบื้องหน้าชัดเจน สีหน้าของเขาก็อึ้งไปทันตา
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หลังจากนิ่งอึ้งเสร็จ หัวใจของเจียงฉางเซิงก็หวาดหวั่น
ผู้นำการเทศนาหนนี้คือเทพธิดาเซียวเหอชัดๆ นางสวม
อาภรณ์สีขาวทั้งร่าง มาเยือนพร้อมกับแสงสว่างไสวเจ็ดสีแล้ว
นั่งบนบัลลังก์ดอกบัวขนาดมหึมา ยามนางนั่งลง พลังอาคม
พลันปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวแย้มกลีบ ชวนให้ผู้คน
ดวงตาพร่ามัว
………………………………………………