เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 456 เทพแห่งหยินหยาง พลังของจักรพรรดิเทพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 456 เทพแห่งหยินหยาง พลังของจักรพรรดิเทพ
ระหว่างที่ฟ้าดินสรวลทั้งสองคนกำลังยิ้มแย้ม
ชมการต่อสู้ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอยู่ เจียงฉางเซิงก็มอง
ความจริงออกแล้ว
อสุรกายแห่งมหันตภัยไม่ได้ครอบครองพลังทั้งหมดของ
สิ่งมีชีวิตนั้น แต่สิ่งมีชีวิตสำแดงพลังออกมาแข็งแกร่งเท่าใด
พวกมันก็ได้รับพลังที่แข็งแกร่งเท่ากันมาในชั่วพริบตา
เท่านั้นเอง
“หากพลังของพวกมันเพิ่มพูนตามพลังของสิ่งมีชีวิต
เช่นนั้นพลังที่สร้างอสุรกายมหันตภัยก็ต้องปกคลุมอยู่ทั่วโลก
เทพยุทธ์ หรือไม่ก็ปกคลุมอยู่บนร่างสิ่งมีชีวิตทุกตน มีแต่
แบบนี้ถึงจะเพิ่มขึ้นพร้อมกันได้…”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิด เขาหันสายตาไปมองโลกเทพยุทธ์
แล้วสำรวจดูอย่างถี่ถ้วน
หากคิดตามนี้ ตัวตนของอสุรกายมหันตภัยก็ดูเหมือน
จะก่อเกิดมาจากพลังแห่งกรรม เพราะพวกมันไร้รูปไร้ลักษณ์
ตรวจจับไม่ได้ แต่ส่งผลกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกเทพยุทธ์
ทว่าแม้การพยากรณ์กรรมของเจียงฉางเซิงจะถูกรบกวน
แต่เขาก็จับสัมผัสไม่พบการเคลื่อนไหวของพลังแห่งกรรม
เช่นกัน
ร่างแยกของเขามีสัมผัสเฉียบคมต่อพลังแห่งกรรม หาก
มีพลังแห่งกรรมปริมาณมหาศาลปกคลุมโลกเทพยุทธ์อยู่จริง
ร่างแยกของเขาต้องจับสัมผัสได้อย่างแน่นอน
หากไม่ใช่พลังแห่งกรรมแล้วจะเป็นพลังอะไรได้เล่า
เจียงฉางเซิงพลันนึกถึงการเทศนาที่ได้ฟังก่อนหน้านี้
ตอนที่บรรพจารย์เสวียนถีสั่งสอนมหามรรคาแห่งกรรม เขา
เคยกล่าวถึงมหามรรคาอื่นด้วย
หนึ่งในนั้นมีมหามรรคาสายหนึ่งเหมือนจะสอดคล้องกับ
เหตุการณ์ที่เกิดในตอนนี้พอดี
แต่ต่อให้เขาขบคิดออกแล้วว่ามันเป็นพลังชนิดใด แต่ก็
ยังไม่รู้อยู่ดีว่าผู้ที่ควบคุมพลังสายนี้แข็งแกร่งมากเพียงใด
ส่งผลกระทบกับโลกเทพยุทธ์ได้ทั้งใบเช่นนี้ พลังของเขา
จะแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน
…
ท้องนภาถูกทะลวงจนเป็นรู เจียงฉางเซิงกับมรรคาจารย์
มหันตภัยเหาะควงสว่านขึ้นไปด้านบนจนมาถึงโลกอิสระอีก
ดวงหนึ่ง โลกอิสระดวงนี้ก็ตกอยู่ท่ามกลางสงคราม
เช่นเดียวกัน
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง พลังของเจ้าขึ้นอยู่กับว่าข้าใช้พลัง
ออกมาเท่าใด หากตอนแรกข้าไม่แผ่พลังไปข่มขู่เตือนเจ้า
เจ้าก็ไม่มีอะไรอันตรายแล้วอย่างนั้นสินะ”
เจียงฉางเซิงถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย มรรคาจารย์
มหันตภัยได้ยินคำพูดของเขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันใด
มรรคาจารย์มหันตภัยตอบด้วยเสียงชวนขนหัวลุก “เจ้า
มองออกแล้วสินะ แต่พลังที่เจ้าสำแดงออกมาแข็งแกร่งมาก
พอแล้ว เจ้าเหลือทางเลือกแค่คอยรั้งข้าไว้ หรือถูกข้าสังหาร
เท่านั้น!”
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “มิได้มีเพียงข้าที่มองออก คนไม่น้อย
ก็มองจุดนี้ออกแล้วเช่นกัน”
ผู้สืบทอดมหามรรคากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ทั้งหลาย
ต่างควบคุมพลังของตนเองไม่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว เห็นชัดว่า
พวกเขาล้วนมองจุดนี้ออก
แม้จะคุมพลังของมหามรรคาสายต่างๆ ในร่างไว้ แต่
มิได้หมายความว่าพวกเขาจะสำแดงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้
มิว่าจะเป็นวิถียุทธ์ ศาสตร์โบราณ วิถีเก้าหยินและวิถีอื่นๆ
ล้วนมีความลี้ลับของตนเองอยู่ทั้งสิ้น ยิ่งระดับขั้นสูงเท่าใดก็
มีไพ่ลับให้ใช้มากเท่านั้น
ทว่าแม้พวกเขาจะทำแบบนี้ได้ แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ต่าง
สับสนรับมือไม่ทันจนเริ่มมีคนตายจำนวนมาก
ยามเผชิญหน้ากับศัตรูที่เหมือนกับตนเองทุกประการ
ย่อมเกิดแรงกดดันทางจิตใจง่ายดายอย่างยิ่ง เรื่องนี้ย่อม
ส่งผลกับความสามารถระหว่างการต่อสู้
กลุ่มของแดนสวรรค์ใช้ศาสตราอาคมกับสมบัติอาคม
จึงทำให้ครองความเหนือกว่าได้อย่างรวดเร็ว จักรพรรดิ
สวรรค์ชิงปราบอสุรกายมหันตภัยที่เขาต่อสู้ด้วยอยู่สำเร็จเป็น
คนแรก สิ่งที่อยู่ในมือเขาเป็นถึงสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งที่สุด
ในตอนนี้ของแดนสวรรค์ ผลงานการหลอมจากนักปราชญ์ฉี
น่าเสียดาย แม้เขาจะเอาชนะคู่ต่อสู้ของตนเองได้ แต่
ยังมีอสุรกายมหันตภัยอีกมากที่รอให้เขาไปจัดการ
สถานการณ์ยังไม่อาจมองไปในแง่ดี!
“เจ้าพวกนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่”
จักรพรรดิสวรรค์เหาะอยู่เหนือซากปรักหักพัง เขา
ทอดสายตามองรอบด้าน ดวงตาเต็มไปด้วยแววตาหวาดกลัว
ศัตรูมีจำนวนมากเกินไปแล้ว!
เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสงครามเช่นนี้มาก่อน แรงกดดัน
มหาศาลที่ก่อตัวรวมตัวกันอยู่ตรงนี้ราวกับจะทำให้ท้องฟ้า
ถล่มลงมา
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ท่านพ่อก็กำลัง
เผชิญหน้ากับตัวเองอีกคนหนึ่งเหมือนกันใช่หรือไม่
แต่เขาไม่ทันขบคิดต่อไปมากกว่านั้นก็ต้องหันกลับ
ไปช่วยเหลือเทพเซียนคนอื่นต่อ
…
ลำแสงเจิดจ้าแผ่ขยายในห้วงขอบสุญญตา คลื่นพลังแผ่
พุ่งออกจากกายของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานที่อยู่ตรงกลาง
ดุจดั่งสายรุ้ง มือของเขาถือแส้ปัดฝุ่น พลังบรรพยุทธ์มหาศาล
ก่อตัวรวมกันเป็นภาพมัจฉาหยินหยาง ลอยหมุนวนเชื่องช้าอยู่
เบื้องหลัง
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยที่อยู่ด้านล่างเลือดโทรมกาย
หน้ากากแหลกละเอียด เผยให้เห็นใบหน้าสีดำสนิทที่
ไม่มีอวัยวะอยู่บนนั้นเลย
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก้มลงมองเขาแล้วเอ่ยเสียง
เย็นชา “เจ้าหลั่งเลือดได้ด้วยหรือ พลังที่อยู่เบื้องหลังอสุรกาย
มหันตภัยช่างสุดยอดเสียจริง”
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยเอ่ยตอบเสียงเย็นชา “เจ้า
มีพลังระดับนี้ได้อย่างไรกัน หรือว่าเจ้าจะเป็นเทวะแห่งโลก
เทพยุทธ์”
“เอ๋ เจ้ารู้จักเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์เสียด้วย ดูท่า
เบื้องหลังเจ้าคงมีคนของโลกเทพยุทธ์อยู่ด้วยสินะ มิเช่นนั้น
พวกเจ้าที่ถูกสะกดอยู่ใต้น้ำพุเหลืองอนธการคงไม่ล่วง
รู้เรื่องราวมากมายปานนี้หรอก”
“ฮ่าๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกเทพยุทธ์ส่งพวก
ผิดแผกมาขังไว้ใต้น้ำพุเหลืองอนธการตั้งเท่าไร พวกข้า
จะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกเทพยุทธ์มิเห็นยากตรงไหน”
“แต่พวกผิดแผกเหล่านั้นไม่รู้จักเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตวาดเสียงเย็นชา เขาหันไปมอง
จุดที่อยู่ไกลๆ แล้วเอ่ยว่า “ฟ้าดินสรวล ออกมาเถอะ”
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยเงียบงัน
เสียงหัวเราะประหลาดลอยมาจากไกลๆ จากนั้นฟ้าดิน
สรวลก็ปรากฏตัว ฟ้าดินสรวลทั้งสองคนเหาะมาด้วยกัน
ดูท่าทางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“บรรพจารย์ยุทธ์ เรียกข้ามามีสิ่งใดหรือ”
ฟ้าดินสรวลเอ่ยถาม ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มสบายอก
สบายใจ ราวกับว่าด้านข้างไม่มีอสุรกายมหันตภัยอยู่
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแค่นเสียงหยัน “ข้าเคยคิดว่าเจ้า
เป็นพวกนกสองหัว คิดไม่ถึงว่าเจ้ากลับมีถึงสามหัว หรือ
อาจจะมากกว่านั้น เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่”
ฟ้าดินสรวลยักไหล่เอ่ยว่า “ข้าก็ร่ำเรียนมาจากท่าน
อย่างไรเล่า เมื่อครั้งกระโน้นยามมหาพิภพนิลเหลืองพานพบ
วิกฤติ ท่านหยิบยืมพลังอมตะที่ควบคุมไม่ได้มาสร้างมารร้าย
อมตะ ให้พวกข้ากลายเป็นตัวพลิกสถานการณ์ของสงคราม
จนได้รับความดีความชอบ ผลงานโดดเด่นเกินหน้าผู้อื่น ยาม
นี้ข้าอาศัยอสุรกายมหันตภัยมาสร้างผลประโยชน์ให้ตนเอง
บ้าง มีสิ่งใดไม่ได้กันเล่า”
“ข้าหวังแย่งชิงความดีความชอบก็จริง แต่พลังอมตะ
มิอาจทำให้วิถียุทธ์สั่นคลอนได้ แต่เจ้า อสุรกายมหันตภัย
สั่นคลอนวิถีบำเพ็ญของเจ้ามิได้หรืออย่างไร”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ฟ้าดินสรวลส่ายหัวไปมา
เวลานี้เองบรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยก็เหาะมาหยุดยืนอีก
ฝั่งของฟ้าดินสรวล
“บรรพจารย์ยุทธ์ จริงอยู่ที่อสุรกายมหันตภัยทำให้วิถี
บำเพ็ญของข้าสั่นคลอนได้ แต่มันก็เปิดทางให้วิถีบำเพ็ญของ
ข้าได้เช่นกัน เช่นเดียวกับวิถียุทธ์ในอดีตอย่างไรเล่า อสุรกาย
มหันตภัยใช่ว่าจะควบคุมมิได้เสียหน่อย มันมีนายของมันแล้ว
ศึกใหญ่หนนี้ก็คือการประกาศสงครามกับวิถียุทธ์ บอกกล่าว
ทั้งสามพันโลกว่าเขามาแล้ว!”
ฟ้าดินสรวลชูแขนสองข้าง สีหน้าตื่นเต้นฮึกเหิม
เขาอย่างนั้นรึ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนิ่งเงียบ มือที่กำแส้ปัดฝุ่นอยู่
ออกแรงมากกว่าเดิม
รอยยิ้มของฟ้าดินสรวลค่อยๆ เผยให้เห็นความคลุ้มคลั่ง
เขาจับจ้องบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“บรรพจารย์ยุทธ์ เจ้าชอบสร้างบททดสอบนักไม่ใช่หรือ วันนั้น
เจ้าสร้างบททดสอบให้ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลาย วันนี้
ถึงตาข้าบ้าง เจ้าคิดว่าหากไม่มีเจ้าสอดมือไปช่วย วิกฤติของ
โลกเทพยุทธ์หนนี้จะคลี่คลายได้หรือไม่
หากคลี่คลายได้ ก็เท่ากับว่านี่คือจุดเริ่มต้น แต่หาก
คลี่คลายไม่ได้ เช่นนั้นนี่ก็คือจุดจบ!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยอย่างดูแคลน “เจ้า
มีคุณสมบัติอันใดมาทดสอบข้า”
ฟ้าดินสรวลฉีกยิ้มชั่วร้าย “ข้าไม่มีคุณสมบัติหรอก เขา
ต่างหาก”
สิ้นเสียง ห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาก็มีดวงตามหึมาคู่
หนึ่งโผล่มา ดวงตาข้างหนึ่งมีลูกนัยน์ตาสีดำอยู่บนตาขาว
ส่วนดวงตาอีกข้างหนึ่งลูกนัยน์ตาเป็นสีขาว แต่ตาขาวรอบ
นัยน์ตากลับเป็นสีดำ มันจ้องมองบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
อย่างเย็นชา
ทันทีที่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นี้
เขาก็พลันรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อย เขารู้สึกเหมือนมนุษย์
ธรรมดาที่กำลังเผชิญหน้ากับทวยเทพสูงสุดผู้สรรสร้างทุก
สรรพสิ่ง
“เจ้าเป็นใครกัน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานถามเสียงเคร่งขรึม เขาสัมผัสได้
ถึงแรงกดดัน
“เจ้าจะเรียกข้าว่าเทพแห่งหยินหยางก็ได้ ตัวข้า
ถือกำเนิดจากความโกลาหลเพื่อเป็นผู้สรรสร้างระเบียบใหม่
วิถียุทธ์จะเป็นเฉกเช่นศาสตร์โบราณ อาคมจิตวิญญาณ วิถี
กำเนิดและวิถีวิญญาณในอดีต มันจะกลายเป็นรากฐานให้กับ
การสร้างระเบียบใหม่!
วันนี้ เจ้าจงคอยดูอยู่ที่นี่ คอยดูว่าเมื่อโลกเทพยุทธ์ไม่มี
เจ้า จะต้านทานพลังของข้าได้หรือไม่!”
หลังจากถ้อยคำของเทพแห่งหยินหยางจบลง ทั่วทั้งขอบ
ห้วงสุญญตาก็มีดวงตาปรากฏเพิ่มมาทีละข้าง พวกมัน
มีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน คอยเพ่งมองบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพานจากทุกทิศทาง
ฟ้าดินสรวลถอนหายใจเอ่ยว่า “นี่ทำให้ข้านึกถึงเจ้าเด็ก
รุ่นหลังที่ชื่อเจ้ายุทธ์วิบัติคนนั้น เจ้านั่นพอจะมีพรสวรรค์ เป็น
เบี้ยหมากที่ไม่เลว น่าเสียดาย ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดสังหารไป”
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยกับฟ้าดินสรวลมหันตภัยล้วน
ไม่เอ่ยตอบ เขาจึงรู้สึกหมดอารมณ์ยิ่งนัก
เปรี้ยง!
คลื่นพลังอันแข็งกร้าวถึงขีดสุดสายหนึ่งระเบิดออกมา
จนห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาบิดเบี้ยว ดวงตานับไม่ถ้วน
เหล่านั้นพากันสั่นไหวตาม
“เทพแห่งหยินหยางเช่นนั้นหรือ กล้าเรียกขานตนเอง
เป็นเทพ เมื่อนานมาแล้วก็มีพวกที่เรียกตนเองว่าเผ่าเทพ
มิประเมินกำลังตนมาท้าทายวิถียุทธ์ ข้าจะส่งเจ้าตามรอย
พวกเขาไปก็แล้วกัน!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยเสียงเย็นชา กดจิตสังหารไว้
ไม่อยู่อีกต่อไป
ศึกใหญ่สะเทือนโลกาที่จะทำให้ขอบห้วงสุญญตา
สั่นคลอนกำลังจะปะทุขึ้นมาแล้ว!
…
เจียงฉางเซิงกำลังต่อสู้กับมรรคาจารย์มหันตภัย แม้จะรู้
วิธีดำรงอยู่ของอสุรกายมหันตภัยกระจ่างแล้ว แต่ในมือเขา
ไม่มีสมบัติอาคม จึงไม่อาจประหัตประหารอีกฝ่ายได้ในเวลา
สั้นๆ
เขากำลังลังเลว่าจะเรียกร่างจริงมาดีหรือไม่ เขาตายน่ะ
ไม่เป็นไร แต่พวกเจียงจื่ออวี้กับเจียงเจี่ยนก็ดันอยู่ที่นี่ด้วย
“มรรคาจารย์ ตอนนี้ข้าถูกรั้งตัวไว้ หากเจ้าช่วยข้าแก้
วิกฤติของโลกเทพยุทธ์ ข้าจะถือว่าติดค้างน้ำใจเจ้าหนึ่งหน
เจ้าจงวางใจ จะไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านั้นมาคุกคามเจ้า
เจ้าแค่จบความโกลาหลในโลกเทพยุทธ์ก็พอ!”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลอยเข้ามาในหูของ
เจียงฉางเซิง น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคย
เป็นมาก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียงฉางเซิงก็ทำสีหน้าพิกล
มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้อยู่เบื้องหลังจริงๆ สินะ แม้แต่
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยังถูกไล่ต้อนขนาดนี้เชียว!
เจียงฉางเซิงถอนหายใจ เขาทบทวนคำพูดท่อนนี้ในใจอี
กรอบหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจให้ร่างจริงมารับช่วงต่อ
เขาเหาะลงไปในโลกอิสระดวงที่เจ็ดอีกครั้ง มหาสมุทร
ยังคงมีเกลียวคลื่นโหมคลั่ง นครขนาดมหึมาพังทลายเป็นเศษ
ซาก กระทั่งผืนแผ่นดินริมมหาสมุทรก็พังทลายเช่นกัน
“ฮ่าๆ คิดไม่ถึงว่าพลังของเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้า
สัมผัสได้ว่าตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่ได้อีกต่อไป!”
เสียงหัวเราะอันโอหังเหิมเกริมดังมาจากไกลๆ เจียงฉาง
เซิงเพ่งสายตามองไปก็พบจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ภาค
ร่างแยกมหันตภัย คลื่นพลังรอบตัวเขาบรรลุถึงจุดที่น่า
หวาดผวาอย่างยิ่ง มันทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน
เจียงฉางเซิงใช้สายตาสอดส่องหาจักรพรรดิเทพมหาวัฏ
สวรรค์ พร้อมกับหลบการโจมตีของมรรคาจารย์มหันตภัย
ไปด้วย
ไม่นานนักเขาก็หาจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ตัวจริง
พบ
เจ้าหมอนี่กำลังยืนหน้านิ่งดูจักรพรรดิเทพมหันตภัย
ดื่มด่ำกับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดหย่อนบนท้องฟ้าจากที่
ไกลๆ
เจ้าหมอนี่มันตั้งใจอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาไม่เชื่อว่าจักรพรรดิเทพมหาวัฏ
สวรรค์มองวิธีการที่พวกอสุรกายมหันตภัยแข็งแกร่งขึ้นไม่ออก
ตัวจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์เองก็กำลังรีดเค้นพลัง
ออกมาเพิ่มไม่หยุดเช่นเดียวกัน นี่ทำให้จักรพรรดิเทพ
มหันตภัยจมดิ่งอยู่กับพลังที่เพิ่มขึ้น
เมื่อคลื่นพลังอันน่ากลัวของจักรพรรดิเทพมหันตภัยแผ่
ปกคลุมไปทั่วโลก อสุรกายมหันตภัยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็
เริ่มหยุดการต่อสู้ พวกเขาทยอยหันไปมองจักรพรรดิเทพ
มหันตภัย
อสุรกายมหันตภัยตนแล้วตนเล่าเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อเหาะขึ้นไปถึงกลางอากาศ พวกมันก็สำแดงพลังของ
ตนเอง ตรึงฟ้าดินบริเวณนั้น ปิดตายช่องโหว่ของมิติทุกแห่งไว้
อสุรกายมหันตภัยทั้งหลายหัวเราะเหี้ยมเกรียม ผู้ฝึก
ยุทธ์กับผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาสายอื่นสีหน้าย่ำแย่ขึ้นทุกที
พลังของจักรพรรดิเทพมหันตภัยแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
จริงๆ!
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายอย่างบรรพจารย์พุทธ
อารัมภะ โม่วั่งและทัณฑ์เทวะต่างพากันหันไปมองจักรพรรดิ
เทพมหาวัฏสวรรค์ แล้วก่นด่าการกระทำของเขาอย่าง
เกรี้ยวกราด แต่มิว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร จักรพรรดิเทพมหา
วัฏสวรรค์ก็ไม่สะทกสะท้าน
ทัณฑ์เทวะโกรธจัดจะพุ่งเข้าไปลงมือเป็นคนแรก แต่
ปรากฏว่าคลื่นพลังของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์กลับดีด
เขากระเด็นออกมา!
ภาพนี้ทำให้บรรดาผู้สืบทอดมหามรรคาหน้าถอดสีทันที
พลังของทัณฑ์เทวะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น แต่ทั้งที่เขาลงมือ
ขณะที่เปี่ยมโทสะก็ยังขัดขวางจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์
มิได้!
ตอนนี้เองเจียงฉางเซิงก็หยุดยืนนิ่ง เขาใช้พลังอาคมของ
ตนเองขวางการจู่โจมของมรรคาจารย์มหันตภัย
“คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ข้าช่วยเหลือวิถียุทธ์ด้วย”
เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง สายตาของเขาเหลือบมอง
ไกลออกไป ข้างกายเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์คนหนึ่ง ห้วงมิติ
กำลังไหวกระเพื่อม
…………………………………………………