เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 455 มรรคาจารย์มหันตภัย บรรพจารย์ยุทธ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 455 มรรคาจารย์มหันตภัย บรรพจารย์ยุทธ
มหันตภัย
รัตติกาลมาเยือน นครอันยิ่งใหญ่จุดโคมไฟสว่างไสว
โลกเทพยุทธ์มีทิวาราตรีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน
เช่นเดียวกัน เพียงแต่ช่วงเวลาก่อนที่จะสลับทิวาราตรี
ยาวนานกว่ามาก แตกต่างจากสามพันพิภพอย่างสิ้นเชิง
ถนนแต่ละสายในเมืองมีสิ่งมีชีวิตเดินขวักไขว่
ไม่ขาดสาย เวทีประลองจำนวนไม่น้อยมีผู้คนกำลังประลอง
ฝีมือกัน
หลายปีมานี้ บรรพจารย์ยุทธ์เปิดโอกาสให้มหามรรคา
สายอื่นมาประลองฝีมือ ทำให้คนทั้งหลายได้เข้าใจการฝึก
บำเพ็ญของมหามรรคาสายอื่นมากขึ้น นอกจากนี้โลกเทพ
ยุทธ์ยังเป็นฝ่ายแบกค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้มาเยือน เป็น
การแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่
เวลากลางวันของโลกเทพยุทธ์ยาวนาน เวลากลางคืนก็
ยาวนานเช่นกัน
ภายในหอแห่งหนึ่ง
เจียงฉางเซิงผู้นั่งสมาธิอยู่เป็นกิจวัตรลืมตาขึ้นมา เขา
ได้กลิ่นสิ่งผิดปกติลอยมาจางๆ
“ในที่สุดก็มาแล้วหรือ”
นับตั้งแต่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเปิดเผยเรื่องอสุรกาย
มหันตภัยกับเขา เขาก็รอคอยมาตลอด แต่งานชุมนุมใหญ่
หมื่นวิถีก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นดีจนมองไม่ออกว่า
มีความผิดปกติตรงที่ใด ทว่ายิ่งเงียบสงบ ยิ่งราบรื่น ยิ่งบ่งบอก
ว่าคลื่นใต้น้ำกำลังปั่นป่วน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าอสุรกาย
มหันตภัยจะบุกมาเมื่อใด ฝั่งเจียงฉางเซิง ขณะที่เขาหวั่นเกรง
อสุรกายมหันตภัย เขาก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับพวกมันอย่าง
เต็มเปี่ยมด้วย
ยิ่งก้าวขึ้นไปสูงเท่าใดก็ยิ่งค้นพบพลังที่ไม่รู้จักมากขึ้น
เท่านั้น นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้เขาหมั่นเพียรฝึก
บำเพ็ญ
ตอนนั้นเองเจียงฉางเซิงก็จับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาเหล่
มองมุมมืดภายในห้อง แล้วก็เห็นไอสีดำเคลื่อนไหวอยู่
เลือนราง
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะจับสัมผัสการมีอยู่ของข้าได้ล่วงหน้า
ไม่แปลกที่ข้าจะกลายเป็นเจ้า”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกน่าขนลุกดังขึ้น ถ้อยคำเต็มไปด้วย
จิตสังหาร
ไอสีดำทะลักออกมาจากเงามืด มันก่อตัวกลายเป็นเท้า
คู่หนึ่ง จากนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นร่างกายไล่ขึ้นมาข้างบน
สุดท้ายก็กลายเป็นบุรุษที่รูปร่างหน้าตาเหมือนเจียงฉางเซิงทุก
ประการ
อาภรณ์เหมือนกัน หน้าตาเหมือนกัน ประหนึ่งร่างแยก
ของเจียงฉางเซิงก็ไม่ปาน เพียงแต่ว่าบนผิวหนังของเจียงฉาง
เซิงคนนั้นมีไอดำขยับไหวอยู่ ทำให้ทั้งร่างดูมืดทะมึน
มาพร้อมกับสีหน้าชั่วร้าย
เจียงฉางเซิงผินหน้าไปมองเขาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นสิ่ง
ใดกัน”
ยามเห็นอีกฝ่ายหน้าตาเหมือนตนเองทุกประการ เขา
กลับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าคิดเอาไว้อยู่แล้ว
“พวกเจ้าเรียกพวกข้าว่าอสุรกายมหันตภัย นามนี้ไม่เลว
ทีเดียว แต่อสุรกายมหันตภัยเป็นเพียงคำเรียกพวกเรารวมๆ
เท่านั้น เจ้าเรียกข้าว่ามรรคาจารย์มหันตภัยก็ได้”
อีกฝ่ายหัวเราะหยัน เสียงหัวเราะนั่นชวน
ขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก
มรรคาจารย์มหันตภัยรึ
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลง หรือว่าอีกฝ่ายรู้จักเขา
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังสะเทือนฟ้าสะเทือนดินลอยมาจากไกลๆ
บ่งบอกว่าการต่อสู้ปะทุขึ้นแล้ว เจียงฉางเซิงหยัดกายลุกอย่าง
เนิบช้า หันไปมองมรรคาจารย์มหันตภัย
“ดูท่าอสุรกายมหันตภัยคงมิได้มีเพียงหนึ่งสินะ”
เจียงฉางเซิงถามด้วยสีหน้านิ่งสงบ เสื้อคลุมนักพรตบน
ร่างขยับไหวเบาๆ
มรรคาจารย์มหันตภัยยิ้มอย่างดูแคลนแล้วตอบว่า
“ถูกต้องแล้ว โลกเทพยุทธ์มีสิ่งมีชีวิตมากเท่าใดก็มีอสุรกาย
มหันตภัยมากเท่านั้น แม้ข้าจะไม่รู้จักเจ้า แต่ชั่วพริบตาที่
กลายเป็นเจ้า ข้าก็ล่วงรู้นามและความสามารถของเจ้าแล้ว
เจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้ เพราะข้าก็คือเจ้า!”
กล่าวจบ เขาก็ยกมือขึ้นอย่างฉับพลัน หอทั้งหลังแหลก
กระจุยจากเงาฝ่ามือสีม่วงข้างหนึ่งที่ร่วงลงมาจากฟ้า
ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
เจียงฉางเซิงหายวับไปจากที่เดิม หลบพ้นฝ่ามือนี้ได้
สำเร็จ เงาฝ่ามือที่ร่วงลงมากวาดเขตภูเขากับเขตตลาดใน
บริเวณหลายสิบลี้จนราบเป็นหน้ากลอง
เขาปรากฏตัวอีกครั้งบนท้องฟ้าแล้วทอดสายตามอง บน
ท้องฟ้าสี่ทิศแปดด้านต่างมีเงาคนกำลังต่อสู้อยู่ คู่ต่อสู้ฝั่งหนึ่ง
ล้วนเป็นร่างมืดทะมึนเฉกเช่นเดียวกับมรรคาจารย์มหันตภัย
บนผิวของพวกเขามีไอสีดำขยับไหวดูประหลาดยิ่งนัก
เขามองเห็นอสุรกายมหันตภัยของทัณฑ์เทวะด้วยซ้ำไป
‘อสุรกายมหันตภัยถึงกับสร้างโลกเทพยุทธ์อีกใบขึ้น
มาได้จริงหรือ’
เจียงฉางเซิงลอบตกตะลึงในใจ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขา
ไม่เคยตรวจจับพบพลังงานใดๆ มาสำรวจร่างกายของเขาเลย
เช่นนั้นอสุรกายมหันตภัยทำได้อย่างไรกันเล่า
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หากมีตัวเขาอีกคนหนึ่ง นั่นมิเท่ากับว่ามีบรรพจารย์ยุทธ์
อีกคนหนึ่งด้วยหรือ
พลังของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานน่ากลัวมากขนาดนั้น
หากถูกอสุรกายมหันตภัยสร้างตัวเขาอีกคนขึ้นมา ก็คง
คาดเดาไม่ออกเลยว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด
ไม่รอให้เจียงฉางเซิงขบคิดได้สักเท่าใด มรรคาจารย์
มหันตภัยก็บุกเข้ามาจู่โจม ทั้งสองจึงต้องต่อสู้โรมรันกันอย่าง
ไร้ทางเลือก
มรรคาจารย์มหันตภัยใช้พลังอภินิหารต่างๆ อย่าง
รวดเร็ว วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง วิชาเกาทัณฑ์ต้าอี้
พิฆาตโลกา วิชาจักรวาลกลางฝ่ามือ วิชาเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี
ภาพจำลองฟ้าดินเป็นต้น การต่อสู้ของทั้งสองคนตระการตา
ยิ่งนัก ดึงผู้คนไม่น้อยให้หันมาสนใจ รวมไปถึงอสุรกาย
มหันตภัยทั้งหลายด้วย
“นั่นมรรคาจารย์!”
“นั่นน่ะหรือวิถีเซียน น่าเหลือเชื่อจริงๆ!”
“มรรคาจารย์กำลังต่อสู้กับมรรคาจารย์อีกคนหนึ่งหรือ”
“เจ้าพวกน่าตายพวกนี้มันมาจากไหนกัน เหตุใด
จึงเหมือนข้าทุกอย่าง”
“ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเสียด้วย แม้กระทั่งพลังกับ
กระบวนท่าก็เหมือนกัน!”
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นทั่วนครอันมหึมา นอกเมืองมี
เงาร่างมากมายกำลังต่อสู้กัน
ครืนนน!
เสียงน่ากลัวดังก้องฟ้าดิน แสงสีทองฉายฉานลงบนนคร
ยักษ์จรดมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องล่าง สิ่งมีชีวิตนับไม่
ถ้วนเงยหน้ามองก็เห็นพระพุทธรูปยักษ์สององค์กำลังต่อสู้กัน
อยู่บนท้องฟ้า พระพุทธรูปองค์หนึ่งในนั้นมีไอสีดำคล้าย
เปลวเพลิงขยับไหวอยู่บนผิว เหมือนกำลังบ่งบอกว่านั่นเป็น
ฝั่งของสิ่งชั่วร้าย
บรรพจารย์พุทธอารัมภะกำลังต่อสู้กับบรรพจารย์พุทธ
มหันตภัย!
บรรพจารย์พุทธอารัมภะสีหน้าถมึงทึง เห็นชัดว่าคิดไม่
ถึงว่าอสุรกายมหันตภัยจะปรากฏตัว
ไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ โลกอิสระดวงที่เจ็ดทั้งดวงก็ตกอยู่
ท่ามกลางสงครามอันโกลาหลอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งมีชีวิต
ทั้งหมดพานพบกับอสุรกายมหันตภัยที่หน้าตาเหมือนตนเอง
ทุกประการ
สิ่งที่แปลกประหลาดก็คือ อสุรกายมหันตภัยล้วนโผล่
มาใกล้ๆ กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย แล้วตามหาพวกเขาพบอย่าง
แม่นยำ จากนั้นพวกเขาก็ถูกบีบให้ต่อสู้กับตนเอง
ฝั่งของแดนสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย
เจียงเจี่ยนสะบัดง้าวสามแฉกสองคมต่อสู้กับเจียงเจี่ยน
มหันตภัย เขาพบว่าอีกฝ่ายไม่มีศาสตราเทวะ ใช้แต่พลังอาคม
ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ของง้าวสามแฉกสองคมเท่านั้น เรื่องนี้
ทำให้เขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าอยู่ในตอนนี้
ถึงอย่างนั้นข้อได้เปรียบจากศาสตราเทวะก็ไม่ทำให้เกิด
ความห่างชั้นมากนัก เพราะกระบวนท่าทั้งหมดที่เขาใช้เป็น
อีกฝ่ายก็ใช้เป็นเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เขาสู้ไปก็หงุดหงิด
ไปอย่างยิ่ง
ฝั่งแดนสวรรค์ล้วนมีวัตถุอาคม สมบัติอาคมของตนเอง
ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดถูกตัวเองอีกคนกดดัน พวกที่ลำบากที่สุดคือ
พวกผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่ใช้อาวุธ อาศัยเพียงกายเนื้อต่อสู้เพียงอย่าง
เดียว พวกเขาแทบไม่มีปัจจัยใดเหนือกว่าคู่ต่อสู้เลย แม้กระทั่ง
สัญชาตญาณในการต่อสู้ของพวกอสุรกายมหันตภัยก็ยัง
เหมือนกับตัวพวกเขาเองทุกประการ
เจียงฉางเซิงเป็นเพียงร่างแยกไม่ได้พกสมบัติอาคม
มาด้วย เขาจึงตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยากลำบากเช่นกัน
ในใจเขาสงสัยใคร่รู้นักว่าอสุรกายมหันตภัยมีกลไก
การทำงานอย่างไร เบื้องหลังของพวกมันมีผู้ใดกำลังควบคุม
อยู่
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสพบแรงกดดันอันน่ากลัวเกินกว่า
จะจินตนาการสองสายกำลังต่อสู้กันอยู่นอกพิภพ หรือพูดให้
ชัดเจนอีกหน่อยก็คือแรงกดดันนั่นแผ่ออกมาจากขอบห้วง
สุญญตา มันทะลุจากมิติจักรวาลอีกฝั่งข้ามมาถึงฝั่งนี้ ดูจาก
จุดนี้ก็พอทราบได้ว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!
แม้แต่บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็ถูกอสุรกายมหันตภัย
สร้างออกมาเหมือนกันหรือ
เจียงฉางเซิงหนักใจยิ่งนัก บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเป็น
ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในฝั่งของพวกเขา หากเขาถูกรั้งตัว
เอาไว้ เช่นนั้นย่อมยุ่งยากแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงทารกเทพกำเนิดสวรรค์ที่เคยพบ
ก่อนหน้านี้ แต่อสุรกายมหันตภัยร้ายกาจยิ่งกว่าทารกเทพ
กำเนิดสวรรค์เสียอีก
ไม่ถูกต้องสิ ไม่ว่าความสามารถใดล้วนต้องมีจุดอ่อน
ทั้งนั้น!
แล้วจุดอ่อนของอสุรกายมหันตภัยคือสิ่งใด
เจียงฉางเซิงต่อสู้ไปพลางครุ่นคิดไปพลาง จากนั้นเขาก็
สังเกตเห็นการต่อสู้ของฝั่งแดนสวรรค์
ใช่แล้ว!
จุดอ่อนก็คืออสุรกายมหันตภัยสร้างได้เพียงพลังของตัว
สิ่งมีชีวิตเองเท่านั้น
ร่างจริงของเขาก็คือจุดอ่อนอันใหญ่หลวงที่สุดของพวก
มัน!
ผู้บำเพ็ญเซียนมิได้อาศัยเพียงกายเนื้อ แต่ครอบครอง
สมบัติอาคมไว้มากมาย แล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ใช่ร่างจริงด้วย
หลังจากเขาจับสัมผัสอย่างถี่ถ้วน เขาก็พบว่ามรรคา
จารย์มหันตภัยแข็งแกร่งระดับเดียวกับเขาเท่านั้น แต่ไม่เท่า
ระดับร่างจริงของเขา แม้ร่างแยกจะสร้างมาจากพลังอาคมที่
แบ่งออกมาครึ่งหนึ่ง แต่กายเนื้อของร่างแยกก็เป็นสิ่งที่พลัง
อาคมสร้างขึ้นมา ดังนั้นมันย่อมเทียบกับกายเนื้อของร่างจริง
ไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเซิงที่อยู่ห่างไกลถึงตำหนักเมฆาม่วงกำลังเฝ้าดู
การต่อสู้ เขาก็คิดจุดนี้ออกเช่นเดียวกัน
หากเขาใช้ร่างจริงเข้าไปร่วมในสนามรบจะต้องแก้วิกฤต
หนนี้ได้แน่ พูดกันจริงๆ แล้วบัดนี้ขุมกำลังที่ฝั่งอสุรกาย
มหันตภัยเผยออกมาให้เห็นก็อยู่ในระดับที่เสมอกับกำลังรบ
ของโลกเทพยุทธ์เท่านั้นเอง
กุญแจสำคัญก็คือเบื้องหลังอสุรกายมหันตภัยมีตัวตนที่
แข็งแกร่งกว่าอยู่หรือไม่
เจียงฉางเซิงนับนิ้วทำนาย เขาพบว่ากรรมที่โยงใยอยู่กับ
งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีพร่ามัวลงเรื่อยๆ
มีพลังอันแข็งแกร่งกำลังยุ่งกับกรรมอยู่!
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว พลังแห่งกรรมแต่เดิมก็มิอาจ
คาดการณ์ทุกสิ่งได้แม่นยำอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ทัน
ศึกษามรรคาแห่งกรรมจนแตกฉานอีกด้วย
เวลานี้เขาเห็นภาพมหันตภัยวิถียุทธ์ชัดเจนขึ้นแล้ว
แต่เขากำลังลังเลว่าจะลงมือดีหรือไม่
เขาใช้ฟังก์ชั่นเซ่นไหว้เคลื่อนย้ายไปยังจุดใกล้ๆ เทพ
เซียนของแดนสวรรค์ในโลกเทพยุทธ์ได้ แค่ต้องเลือกเทพเซียน
ที่พลังอ่อนแอที่สุดสักคนเท่านั้น แต่เขาจะทำอะไรบุ่มบ่าม
ไม่ได้
อสุรกายมหันตภัยเพิ่งบุกมา ตอนนี้เขาต้องคอย
ดูไปก่อนว่าหลังจากนี้จะมีตัวแปรอะไรโผล่มาหรือไม่
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสอดส่องการต่อสู้
ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
ภายในขอบห้วงสุญญตา มีเงาสองร่างกำลังปะทะกัน
อย่างบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่พวกเขาปะทะกัน มิติล้วนสั่นไหวเป็น
ระลอกคลื่น เกิดเป็นประกายแสงหลากหลายสีสัน พวกเขา
รวดเร็วยิ่งนักจนตาเปล่ายากจะมองตามทัน ยามปะทะกัน
ภาพจำลองฟ้าดินก็ปรากฏ ยอดเคล็ดวิชาของวิถียุทธ์สารพัด
อย่างปรากฏออกมาไม่หมดไม่สิ้น ดูประหนึ่งภาพวิวัฒนาการ
ของฟ้าดิน
แม้จะใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตชมการต่อสู้ เจียงฉาง
เซิงก็สัมผัสแรงกดดันอันแข็งแกร่งสายนั้นได้อยู่ดี
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานต้องเหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัคร
ยุทธ์อย่างแน่นอน!
พลังระดับนี้แม้แต่ห้วงมิติก็กั้นขวางมันไม่อยู่!
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คืออสุรกายมหันตภัยดันสร้างบรรพ
จารย์ยุทธ์นิพพานอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้!
ทันใดนั้นเองจู่ๆ บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็หยุดชะงัก เขา
สะบัดแส้ปัดฝุ่นที่ถืออยู่ในมือข้างหนึ่ง เส้นขนยาวของ
แส้ยืดยาวออกอย่างรวดเร็วแล้วกลายเป็นพายุหมุนสีขาว
เงากระบี่นับไม่ถ้วนจู่โจมออกมาจากด้านในดุจกระแสธาร
ปราณกระบี่ที่รัศมีกินบริเวณยาวเกินล้านล้านลี้ ยิ่งใหญ่
อลังการหาใดเปรียบ
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยก็เป็นเช่นเดียวกัน แส้ปัดฝุ่น
สีดำสะบัด ปราณกระบี่อันทรงพลังเฉกเช่นเดียวกันพุ่งออกมา
ดั่งกระแสน้ำหลาก
ปราณกระบี่สองสายไหลมาปะทะกัน พวกมันก่อตัว
เป็นเงาเลือนรางของปราณกระบี่ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมนับหมื่น
เท่า ฟาดฟันกันจนหมู่มวลดาราบริเวณหนึ่งแหลกกระจุย
ทั้งสองเคลื่อนไหวแทบจะพร้อมกัน เงาเลือนรางของ
ปราณกระบี่ยังไม่ทันสลาย พวกเขาก็บุกเข้าไปเข่นฆ่ากัน
อีกครั้ง พลังปราณของทั้งสองโจมตีเงากระบี่ยักษ์จน
แตกสลาย ปราณกระบี่ระเบิดกวาดไปรอบทิศ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยกมือซ้ายขึ้น สะพานที่ยาวจน
มองไม่เห็นสุดปลายโผล่ออกมาพาดข้ามขอบห้วงสุญญตา
มันหน้าตาเหมือนสะพานหินสีเขียวที่มองไม่เห็นสุดปลาย
สะพานสองฝั่ง กลิ่นอายของความเก่าแก่โบราณแผ่อบอวล
เงาร่างแล้วร่างเล่าเริ่มปรากฏร่างบนสะพาน แต่ละร่างมีคลื่น
พลังแข็งแกร่งนัก
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยยกมือขึ้นบ้าง สะพานหินสีดำที่
ใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกันสะพานหนึ่งก่อตัวขึ้นมา บนนั้น
ปรากฏเงาร่างนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน เพียงแต่พวกมันทุกตน
ล้วนเป็นสีดำ
การเคลื่อนไหวของพวกเขาสองคนเหมือนกันเสีย
ทุกอย่าง เจียงฉางเซิงมองแล้วได้แต่ถอนหายใจ
ต่อให้บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลงมือรวดเร็วปานใด
บรรพจารย์ยุทธ์มหันตภัยก็ไล่ตามทันอยู่ดี
หากต่อสู้กันเช่นนี้ต่อไป บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานคงยาก
จะหันมาสนใจโลกเทพยุทธ์!
เจียงฉางเซิงกำลังคิดจะเลื่อนสายตาไปที่อื่น ทันใดนั้น
เขาก็มองเห็นเงาร่างหนึ่ง
ฟ้าดินสรวลกำลังยืนอยู่เหนือหมู่ดาวกลุ่มหนึ่ง เขากำลัง
ชมศึกจากที่ไกลๆ ด้านข้างเขามีร่างที่เหมือนตัวเขาทุกประการ
ร่างหนึ่งยืนอยู่ด้วยกัน แต่ทั้งสองกลับไม่สู้กัน พวกเขาเพียงยืน
ชมการต่อสู้ข้างกันเท่านั้น
“นี่น่ะหรือบรรพจารย์ยุทธ์แห่งวิถียุทธ์ แข็งแกร่งจริงๆ
ดูเหมือนพลังของมหันตภัยจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว”
ฟ้าดินสรวลมหันตภัยฉีกยิ้มชั่วร้าย เอ่ยด้วยน้ำเสียง
เย็นชา
แววตาของฟ้าดินสรวลซับซ้อนยิ่งนัก เขาเอ่ยว่า “ไม่ว่า
อย่างไรเขาก็คือปี่อ้าน ท่านเทพที่แข็งแกร่งที่สุด มหาเจ้า
สวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด อัครเทพยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด
หลังจากนั้นก็เป็นบรรพจารย์ยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด”
“พวกเราจะไม่ลงมือหรือ”
“เขายังไม่ทันใช้พลังเต็มที่ แค่กำลังหยั่งเชิงพลังของพวก
เจ้าอยู่เท่านั้น ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไปก็ตายเปล่าพอดี ขนาด
เขาค่อยๆ สำแดงพลังออกมาทีละขั้น บรรพจารย์ยุทธ์
มหันตภัยยังใกล้จะต้านไม่ไหวแล้วเลย หากพวกเราลงมือ คง
ได้กลายเป็นเศษธุลีในพริบตา”
…………………………………………………….