เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 460 ครบกำหนดเวลาพันปี จิงเทียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 460 ครบกำหนดเวลาพันปี จิงเทียน
งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีถูกจัดขึ้นใหม่ที่โลกอิสระที่หก ไม่
มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก หลังจากเผชิญการจู่โจมของ
อสุรกายมหันตภัย งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีก็มีบรรยากาศที่
กลมเกลียวมากขึ้น วิถียุทธ์กับมหามรรคาสายอื่นต่างมีศัตรู
ร่วมกันแล้ว ดังนั้นความแค้นระหว่างกันจึงลดทอนน้อยลง
อสุรกายมหันตภัยเป็นเพียงฉากเปิดม่านของมหันตภัย
วิถียุทธ์เท่านั้น บรรพจารย์ยุทธ์สั่งให้ประกาศการมีอยู่ของเทพ
แห่งหยินหยางไปทั่วโลกเทพยุทธ์ เรื่องนี้ทำให้งานชุมนุมใหญ่
หมื่นวิถีถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึม
หลังจากจัดงานต่อเนื่องเกือบสิบปี งานชุมนุมใหญ่หมื่น
วิถีก็ปิดม่านลง ผู้ฝึกบำเพ็ญของมหามรรคาแต่ละสาย
เดินทางกลับ ฝ่ายคนของแดนสวรรค์ก็ได้ร่างแยกของเจียง
ฉางเซิงพาเดินทางกลับเช่นกัน
ระหว่างทางแม้หวาดเสียวอยู่บ้างแต่ก็กลับมาได้อย่าง
ปลอดภัย
งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีหนนี้ทำให้แดนสวรรค์
ได้ประโยชน์มามากมาย คณะที่เดินทางไปล้วนมีแต่เทพเซียน
ผู้มีพรสวรรค์กับความสามารถโดดเด่น ระหว่างงานชุมนุม
พวกเขาจึงรวบรวมเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญมาได้จำนวนมาก
ได้ประโยชน์กลับมามากนัก พวกเขาตั้งใจจะนำสิ่งเหล่านี้
ไปประยุกต์ใช้แล้วสร้างเคล็ดวิชาบำเพ็ญของตนเอง
แดนสวรรค์ครึกครื้นจนความครึกครื้นถ่ายทอดไปยัง
มหาพิภพจิตจร เลยไปจนถึงโลกคุนหลุน
ถึงอย่างนั้นสวรรค์ชั้นสามสิบสามก็ยังคงเงียบสงบ เจียง
ฉางเซิงหมกมุ่นอยู่กับการสร้างร่างแยกผานกู่อยู่เช่นเดิม
เรื่องราวของหายนะในงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี
แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้ศรัทธาทั้งหลายตื่นเต้นกับ
เรื่องนี้ เพราะในเมื่อมรรคาจารย์เป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ วิถี
เซียนย่อมได้แสงไปด้วย
นามของระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิ์กับดาบบินสะบั้นเซียน
ถูกเล่าขานไปทั่วโลกบำเพ็ญเซียนอย่างรวดเร็ว พวกมัน
กลายเป็นเป้าหมายของนักหลอมศาสตรานับไม่ถ้วน พวกเขา
ต่างเฝ้าฝันอยากหลอมยอดของวิเศษเช่นนี้ออกมาได้ในสักวัน
ยิ่งชื่อเสียงของวิถีเซียนรุ่งเรือง จำนวนของนักหลอม
ศาสตราก็มากมายดั่งมัจฉาในสมุทร ผู้บำเพ็ญเซียนเกือบ
ทุกคนล้วนเคยลองหลอมศาสตรา สิ่งนี้คือจุดที่พิเศษที่สุดของ
วิถีเซียน การบำเพ็ญเซียนมุ่งหมายให้เก่งกาจสามารถ
รอบด้าน ต่อให้เก่งกาจสามารถรอบด้านไม่ได้ จะมากจะน้อย
ก็ต้องเข้าใจศาสตร์ด้านต่างๆ อย่างนิดๆ หน่อยๆ
กาลเวลาไหลผ่านไปดุจโบยบิน
สิบห้าปีผ่านไป ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็สร้างผลผานกู่ให้
กลายเป็นร่างแยกผานกู่สำเร็จ ร่างแยกร่างนี้เหมือนเขาทุก
ประการ ทว่ามองเห็นเพียงร่างกายเท่านั้น สัมผัสพลังไม่ได้
‘เพิ่งถือกำเนิดก็มีกายเนื้อระดับนี้แล้ว หากฝึกบำเพ็ญ
ต่อ ภายภาคหน้าต้องไม่ธรรมดาแน่’
เจียงฉางเซิงมองสำรวจพลางขบคิดไปด้วย
มหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ต้องใช้ผู้กาง
ค่ายกลอย่างน้อยสิบสองคน นั่นก็หมายความว่า ต้องรออีก
หนึ่งแสนกับอีกหนึ่งหมื่นปี ร่างแยกผานกู่ของเขาจึงจะได้ใช้
งานจริง
จิ๊ๆ หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นปีนี่ช่าง…
ยาวนานจริงเชียว
เจียงฉางเซิงเพิ่งมีชีวิตอยู่มาสองพันกว่าปีเท่านั้น
สำหรับเขาแล้วกาลเวลาหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นปีช่างยาวนาน
ยิ่งนัก
แต่แน่นอนว่าหากทุกสิ่งสงบสุขดี บางทีเขาหลับตาหน
เดียว กาลเวลาอาจผ่านเลยไปถึงหมื่นปีหรืออาจนานกว่านั้นก็
เป็นได้ หากเขาปิดด่านเช่นนั้นได้จริง ก็หมายความว่าวิถีเซียน
ก้าวเข้าสู่ช่วงที่มั่นคงแล้ว ไม่ต้องให้เขาเฝ้าจับตามอง
เป็นระยะอีกต่อไป
เมื่อกาลเวลาผ่านพ้นไปหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นปี ร่างแยกผา
นกู่ร่างแรกนี้จะแข็งแกร่งมากเพียงใดกันนะ
เจียงฉางเซิงนึกถึงเรื่องนี้แล้วในใจก็เต็มไปด้วย
ความคาดหวัง
วันเวลาแห่งการฝึกบำเพ็ญช่างเหี่ยวแห้งจึงต้องหมั่น
ตั้งความหวังให้ตนเองเสมอ เขาจะแอบฝึกมหาค่ายกลเทพ
สังหารสิบสองนคราสวรรค์อย่างลับๆ พอวันใดศัตรูที่แข็งแกร่ง
อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนปรากฏตัว เขาก็จะสำแดงพลังของ
มันออกมา ถึงยามนั้นทั้งโลกคุนหลุนต้องตะลึงแน่
เจียงฉางเซิงนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญพรตขั้นสูงแล้วก็จริง แต่
ข้างในก็ยังซุกซ่อนหัวใจที่ปรารถนาชื่อเสียงจอมปลอมอยู่เสี้ยว
หนึ่ง เขาไม่ต่อต้านเรื่องนี้ เขาไม่เคยต้องการกลายเป็นผู้ละสิ้น
แล้วซึ่งกิเลส เขารู้จักตนเองดีที่สุด เขารู้ว่าตนเองมีสิ่งที่
ปรารถนาไม่น้อย แต่เขาไม่ถึงขั้นลุ่มหลงไปกับพวกมัน
หลังจากเก็บร่างแยกผานกู่เข้าไปในโลกแห่งมรรคา
พร้อมกับทิ้งดวงจิตเสี้ยวหนึ่งไว้กับมันเพื่อให้มันฝึกบำเพ็ญ
เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เรียกมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีกลับมา
หลายปีที่ผ่านมาสตรีทั้งสองนางท่องเที่ยวแดนมนุษย์
ด้วยกัน แล้วยังรับเทพธิดาเข้ามาในสังกัดไม่น้อย คนที่มู่หลิง
ลั่วรับเข้ามาล้วนเป็นสตรีเผ่ามนุษย์ผู้มีความกล้าหาญและรัก
ความยุติธรรม ส่วนพวกที่ไป๋ฉีรับมาจะเป็นสตรีเผ่าปีศาจ
ปีศาจที่นางเลือกมาล้วนเป็นนางปีศาจที่มีชาติกำเนิดลำบาก
แต่บากบั่นทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
แม้แต่พวกนางยังทำเช่นนี้ นับประสาอะไรกับแดน
สวรรค์ เทพประจำแต่ละองค์ต่างมีบรรทัดฐานในการเลือกผู้
ถวายงานเทพไม่เหมือนกัน สิ่งนี้ทำให้แดนสวรรค์เกิดการแบ่ง
ฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นทุกวัน ความสัมพันธ์ภายในแดนสวรรค์
ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ อำนาจของจักรพรรดิสวรรค์
ไม่ใช่อำนาจที่เด็ดขาดอีกต่อไปแล้ว
กาลเวลาผ่านไปอีกยี่สิบปี
เทียนจิ่งดำรงอยู่มาถึงปีเซวียนเต้าที่ห้าร้อยยี่สิบสอง
วันนี้ ณ ดินแดนทิศเหนือของโลกคุนหลุน
ครืน!
แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ปราณวิญญาณแห่ง
ฟ้าดินปั่นป่วน
เทพเซียนทั้งหลายบนท้องฟ้าต่างรับรู้เหตุการณ์นี้ แดน
สวรรค์ควบคุมพลังโชคชะตาของโลกคุนหลุนได้ดีขึ้นทุกวัน
ดังนั้นยามใดแดนมนุษย์เกิดเหตุการณ์ผิดปกติ แดนสวรรค์
จึงหันมาจับตามองได้ทุกครั้ง
ณ ประตูสวรรค์ทิศเหนือ
แม่ทัพสวรรค์องค์หนึ่งวางมือสองข้างไว้บนหน้าผาก
ดวงตาสีทองอร่ามข้างหนึ่งปรากฏบนหน้าผากของเขา นี่คือ
อำนาจแห่งเทพของเขา เขากำลังใช้เนตรพันลี้ส่องดูแดน
มนุษย์เพื่อค้นหาสถานที่เกิดเรื่อง
ทหารสวรรค์ทั้งหลายรอบด้านวิตกกังวล พวกเขาเพิ่ง
เคยเห็นพลังโชคชะตาเคลื่อนไหวผิดปกติเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เทพประจำทยอยกันเดินออกมาจากตำหนัก พวกเขาเอง
ก็ออกมาสังเกตปรากฏการณ์ประหลาดในแดนมนุษย์เช่นกัน
แม้แต่ไป๋ฉีผู้อยู่ในตำหนักเมฆาม่วงก็รับรู้เหตุการณ์นี้ด้วย นาง
เดินออกมามุงดูเรื่องสนุกทันที
แม้เจียงฉางเซิงจะฝึกบำเพ็ญอยู่ แต่เขามิได้เข้าสู่ภวังค์
สมาธิจนลืมเลือนโลกรอบตัว เพราะการเผชิญหน้ากับ
อสุรกายมหันตภัยหนก่อนทำให้เขาเข้าใจมรรคาแห่งกรรมได้
ลึกซึ้งมากขึ้นแล้ว
เขาสัมผัสความผิดปกติในแดนมนุษย์ได้เช่นกันจึงนับนิ้ว
ทำนาย จากนั้นก็ทำหน้าแปลกใจ
สิ่งที่ชักนำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดครานี้กลับเป็น
เพียงสิ่งมีชีวิตแรกเกิดตนหนึ่ง มันมิใช่เผ่ามนุษย์ แต่เป็นเผ่า
ปีศาจ ลึกเข้าไปในหมู่เขาอันรกร้าง ปีศาจน้อยตนหนึ่งเพิ่งเกิด
มาก็ดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง จน
ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดนี้ขึ้นมา
เหตุการณ์เช่นนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจียงฉาง
เซิงนับนิ้วคำนวณกรรมของมัน ทันใดนั้นเขาก็เผยสีหน้า
ประหลาดใจออกมา
‘ดูท่าโลกคุนหลุนคงมั่นคงแล้วสินะ ถึงปรากฏผู้
มีโชคชะตายิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดจากโลกใบนี้ มิใช่ร่าง
กลับชาติมาเกิดทั้งหลาย น่าสนใจ’
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ จากนั้นเขาก็หลับตาฝึกบำเพ็ญ
ต่อ
เขาทำนายจนล่วงรู้แล้วว่า นับจากวันนี้ปีศาจตนนี้จะ
ปั่นป่วนโลกจนฟ้าดินแทบพลิกถล่ม แต่ผลลัพธ์สุดท้ายจะจบ
ลงด้วยดี เขาจึงคร้านจะสอดมือเข้าไปยุ่ง อีกอย่างก็สมควร
มอบแรงกระตุ้นให้แดนสวรรค์เสียบ้าง ตัวตนที่ดำรงอยู่เพื่อ
ธำรงระเบียบของฟ้าดินเช่นแดนสวรรค์ หากอยู่อย่างสงบสุข
เกินไปกลับมิใช่เรื่องดี
ปรากฏการณ์ประหลาดบนแดนมนุษย์หนนี้ดำเนิน
ต่อเนื่องอยู่สามวัน นอกจากแผ่นดินไหวยามแรก ต่อมาก็
มีเพียงปราณวิญญาณฟ้าดินที่เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงเท่านั้น
ไม่เป็นอันตรายต่อแดนมนุษย์แต่อย่างใด
หลังจากนั้นแดนมนุษย์ก็ตกสู่ความวุ่นวาย เทพเซียน
จากแดนสวรรค์ลงไปยังแดนมนุษย์เพื่อสืบข่าวจากเผ่าปีศาจ
และเผ่ามนุษย์ พวกเขาล้วนออกตามหาสิ่งมีชีวิตแรกเกิดที่
ชักนำให้ฟ้าดินเกิดปรากฏการณ์ประหลาดตนนั้น
…
แปดสิบปีให้หลัง โอรสสวรรค์เซวียนเต้าแห่งเทียน
จิ่งครองราชย์เกินหกร้อยปีแล้ว
ในที่สุดกำหนดเวลาพันปีแห่งการคัดเลือกผู้นำเซียน
พิภพก็ใกล้มาถึง โลกบำเพ็ญเซียนมีเรื่องให้ตื่นตาตื่นใจไม่เว้น
แต่ละวัน ผู้ฝึกบำเพ็ญชั้นยอดต่างทยอยออกมาจากการปิด
ด่าน พวกเขาออกเดินทางทำความดีสั่งสมบุญบารมีไปทั่ว
ทุกหนแห่งบนแดนมนุษย์ บ้างก็ออกเดินทางเทศนาสั่งสอน
วิชาไปทั่วทุกทิศเพื่อสั่งสมชื่อเสียง
ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่ามรรคาจารย์จะเลือกผู้นำแห่งเซียน
พิภพอย่างไร บุญบารมีอันยิ่งใหญ่ที่ว่า มีบรรทัดฐานอย่างไรก็
ไม่มีกำหนดนิยามชัดเจนนัก
แม้เทพเซียนของแดนสวรรค์จะเข้าคัดเลือกเป็นผู้นำแห่ง
เซียนพิภพไม่ได้ แต่พวกเขาก็สนใจเหตุการณ์นี้อยู่ ผู้มีอำนาจ
หลายฝ่ายแอบสนับสนุนผู้ฝึกบำเพ็ญฝีมือเก่งกาจในแดน
มนุษย์อย่างลับๆ ขณะที่ฉากหน้าแดนสวรรค์ให้ความสำคัญ
กับงานชุมนุมท้อสวรรค์มากที่สุด เพราะในงานชุมนุมท้อ
สวรรค์ที่จะจัดขึ้นหลังการคัดเลือกผู้นำเซียนพิภพหนนี้
จักรพรรดิสวรรค์กับจักรพรรดินีสวรรค์จะเชิญผู้นำแห่งเซียน
พิภพมาร่วมงานเลี้ยงด้วย นับว่าเป็นการเสริม
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างแดนสวรรค์กับโลกบำเพ็ญเซียน
ใต้ท้องนภาสีคราม ขุนเขาทอดตัวเรียงราย ยอดเขา
กระจุกเบียดเสียดเป็นกลุ่มก้อน
หูยวนนั่งสมาธิอยู่บนหน้าผาตรงไหล่เขา เสื้อคลุม
นักพรตสีเขียวโบกสะบัด สายลมสดชื่นของคิมหันต์ฤดูพัด
ปอยผมของเขาให้พลิ้วไหว
ร่างหนึ่งทะยานขึ้นจากใต้หน้าผามาหยุดยืนข้างกายหู
ยวน เจ้าของร่างนี้เป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง บนเรือนผมยาวดกดำ
ของเขามีเขาอยู่หนึ่งคู่ ร่างกายดูแข็งแกร่งกำยำ
“อาจารย์ ข้าร่ำเรียนวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง
สำเร็จแล้วขอรับ ยังมีวิชาอื่นอีกหรือไม่”
ชายหนุ่มเขาคู่ถามอย่างตื่นเต้น ในดวงตาเต็มไปด้วย
ความมั่นใจในตนเอง
หูยวนลืมตาขึ้นมาอย่างเนิบช้าแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อ
เจ้าร่ำเรียนวิชามหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ด
สิบสองจำแลงสำเร็จ เจ้าก็มีความสามารถมากพอจะออกท่อง
ใต้หล้าได้แล้ว ถึงเวลาที่อาจารย์ควรจากไปเสียที”
“ไปหรือ ไปที่ใดขอรับ”
ชายหนุ่มเขาคู่ถามอย่างประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจ
ความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้
หูยวนลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ในอดีต อาจารย์ของข้าก็ทำ
เฉกเช่นเดียวกับข้า เขารอจนข้าบรรลุวิชามหามรรคาปราณ
ทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงแล้วก็จากไป วันนี้
เจ้าก็ควรอยู่ด้วยตัวเองบ้างแล้ว”
ชายหนุ่มเขาคู่ได้ยินดังนี้ ใบหน้าก็พลันถอดสี เขาคุกเข่า
อย่างตื่นตระหนก ถามเสียงสั่นว่า “อาจารย์ ศิษย์ทำอันใดผิด
ไปหรือ”
หูยวนจับจ้องขอบฟ้า แล้วเอ่ยว่า “เจ้ามิได้ทำสิ่งใดผิด
แต่ถึงเวลาที่เจ้าสมควรยืนด้วยขาของตนเองแล้ว หลังจากนี้
จงอย่าบอกตัวตนของข้ากับผู้ใด”
ขณะที่เอ่ยคำพูดนี้ หูยวนก็นึกถึงอาจารย์ของตนเอง
จากไปครานั้นอาจารย์ก็เคยกำชับเขาเช่นนี้
ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว
ไม่ว่าอย่างไรคนเราก็ต้องพึ่งพาตนเอง
“ศิษย์เอ๋ย เจ้าเกิดมาแตกต่างจากผู้อื่น ชะตาลิขิตให้เจ้า
มีชีวิตที่ไม่ธรรมดา ความยากลำบากจะย่างกรายมาหาเจ้า
มิหยุดหย่อน ข้าหวังว่านอกจากเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้น เจ้าจะ
ไม่ลืมคำสั่งสอนที่อาจารย์กำชับเจ้า แม้นเจ้าถือกำเนิดจาก
ฟ้าดิน ไร้บิดามารดร แต่เจ้านับถือฟ้าดินเป็นบิดามารดาได้
วันใดเจ้าเก่งกาจสามารถแล้ว จงทำความดีเพื่อฟ้าดิน จึง
จะนับว่าได้ตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา”
หูยวนหันมามองชายหนุ่มเขาคู่ด้วยแววตาอ่อนโยน
อยู่ด้วยกันมาแปดสิบปี ไหนเลยจะไม่ผูกพัน
พูดถึงการพบพานของพวกเขา หูยวนก็นึกถึงสตรี
อาภรณ์สีขาวผู้ลึกลับคนนั้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ สตรีนางนั้น
เป็นผู้ส่งปีศาจน้อยตนนี้มาไว้ในมือของเขา
นางช่วงชิงปีศาจตนนี้มาจากมือของเทพทั้งหลายของ
แดนสวรรค์ได้ ตัวตนของนางคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หูยวนสงสัยว่าสตรีนางนั้นรู้จักกับอาจารย์ของเขา แต่
จนปัญญาที่นางไม่ยอมบอกสิ่งใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งนามของตน
ก็ไม่ยอมบอก
“อาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ!”
ชายหนุ่มเขาคู่เงยหน้าขึ้น แม้ขอบตาแดงระเรื่อ แต่
แววตาแน่วแน่
ตั้งแต่เกิดเขาก็มิใช่คนนิสัยอ่อนแอ เขาสัมผัสได้ว่า
อาจารย์ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ดังนั้นเขาย่อมไม่ทำตัวดื้อดึงอีก
เขาเชื่อฟังอาจารย์ผู้นี้มาเสมอ ในใจของเขา อาจารย์คือ
ครอบครัวเพียงคนเดียวบนโลกใบนี้
“หลังจากนี้เจ้าจะไร้ที่พึ่ง เจ้าต้องออกไปผจญภัยในใต้
หล้า สร้างชีวิตของตนเอง ช้าเร็วข้างกายเจ้าจะมีผู้คน
มากมาย แต่เมื่อมีเสียงข้างกายมากเข้า เจ้าก็อาจหลงทางได้
ยามหลงทางจงนึกถึงคำที่อาจารย์เคยสั่งสอนเจ้าไว้”
หูยวนกล่าวคำพูดนี้จบก็ทะยานร่างเหาะขึ้นฟ้าขี่เมฆา
จากไป
ชายหนุ่มเขาคู่ยืนเหม่อมองจนอาจารย์จากไปไกลลิบ
แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
“อาจารย์ แล้วท่านมีนามว่าอะไร อีกอย่างท่านลืมตั้ง
นามให้ข้าด้วย!”
ชายหนุ่มเขาคู่ตะโกนเรียกอย่างตกใจ น่าเสียดายไม่มี
เสียงของหูยวนตอบกลับมาแล้ว
ในตอนนี้เอง ป้ายไม้แผ่นหนึ่งก็ร่วงลงมาจากท้องนภา
ตกลงมากระทบศีรษะของเขา เขาตกใจเงยหน้าดู แต่กลับ
ไม่เห็นเงาของผู้ใดทั้งสิ้น
เขาจึงก้มลงไปเก็บป้ายไม้ขึ้นมา แล้วพบว่าบนนั้น
มีตัวอักษรสลักอยู่สองตัว
จิงเทียน!
“จิงเทียน…นี่ช่างเป็นนามที่ดีนัก…อาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้า
หรือ”
ชายหนุ่มเขาคู่พึมพำกับตนเอง เขากำป้ายไม้ไว้แน่น
ขณะที่สำรวจดูมันอย่างละเอียด
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
มู่หลิงลั่วได้ยินเสียงฝีเท้า นางจึงลืมตาหันไปมอง นาง
เห็นไป๋ฉีเดินนวยนาดเข้ามาในตำหนักพร้อมกับรอยยิ้ม
กระหยิ่มยิ้มย่อง
“มีเรื่องอันใดหรือจึงอารมณ์ดีเช่นนี้” มู่หลิงลั่วถามอย่าง
สงสัยใคร่รู้
ไป๋ฉียิ้มอย่างมีเลศนัย “ไม่มีอะไร ก็แค่ต้นอ่อนดีๆ ต้น
หนึ่งกำลังจะเติบใหญ่แล้วก็เท่านั้น”
มู่หลิงลั่วถอนหายใจ “เจ้าช่างชอบหาเรื่องให้ตนเอง
วุ่นวายเสียจริง ฟูมฟักผู้อื่นต้องเอาใจใส่ยิ่งกว่าฟูมฟักตนเอง
เสียอีก เจ้าระวังให้ดีเล่า ฟูมฟักคนไว้มากเกินไปจะคุมยากเอา
”
ไป๋ฉีหัวเราะ “วางใจเถิด ในใจข้ารู้เหมาะควร หากมีผู้ใด
กล้าทำตัวเหลวไหล เดินผิดทาง ข้าย่อมมิใจอ่อน จักทำตาม
กฎสวรรค์อย่างแน่นอน ราชาปีศาจที่จีอู่จวินลงโทษ
ก่อนหน้านี้ก็เป็นคนที่ข้าฟูมฟักมา ข้าเป็นคนมอบเบาะแสช่วย
ให้จีอู่จวินจับกุมเขาได้อย่างราบรื่นด้วยซ้ำ”
………………………………………………..