เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 471 กรรมกับสังสารวัฏ การเนรเทศจอมเทพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 471 กรรมกับสังสารวัฏ การเนรเทศจอมเทพ
จอมเทพปี้หลิ่วเพิ่งกล่าวถ้อยคำเหี้ยมเกรียมจบ มือที่
ขว้างลำแสงแห่งกฎออกมาข้างนั้นก็มีลำแสงแห่งกฎอีกสาย
หนึ่งก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง กลิ่นอายของมันน่าครั่นคร้าม
มากกว่าเดิม
เจียงฉางเซิงไม่แปลกใจ หลังจากแตกฉานพลังแห่ง
กฎเกณฑ์ ย่อมหยิบยืมกฎมากมายที่ล่องลอยอยู่ในห้วงมิติมา
ใช้ได้ มิใช่กระบวนท่าที่โจมตีได้เพียงครั้งเดียว
‘นั่นคือกฎของสิ่งใดกันแน่นะ แม้แต่ปราณกำเนิดเทพ
อนธการก็ยังดูดกลืนเข้าไปได้’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดในใจ ระหว่างที่เขาตกตะลึง จอม
เทพปี้หลิ่วก็มีอาการเดียวกัน
ชั่วอึดใจที่ปราณกำเนิดเทพอนธการขวางกั้นลำแสงแห่ง
กฎเอาไว้ได้ นางรู้สึกว่ามันบ้าบอสิ้นดี นี่มันพลังอันใดกัน
จึงขวางกั้นพลังเทพของนางเอาไว้ได้
จอมเทพปี้หลิ่วยกแขนสี่ข้างขึ้นมาพร้อมกัน ลำแสงแห่ง
กฎทั้งสี่สายเชื่อมหัวหางเรียงกันกลายเป็นค่ายกลทรง
สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด เช่นเดียวกับที่ใช้จัดการเทพแห่งหยิน
หยาง
เจียงฉางเซิงรู้สึกถึงภัยคุกคาม คลื่นพลังของอีกฝ่าย
กำลังเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คลื่นพลังอันน่ากลัวที่เขากับมู่หลิง
ลั่วสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็คือกระบวนท่านี้นั่นเอง!
“ไม่ได้การ จะประมาทไม่ได้!”
เจียงฉางเซิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นแล้วเรียก
ยอดของวิเศษทั้งหมดมาไว้ใกล้กับตนเองทันที เสร็จแล้วเขาก็
กระทืบเท้าขวา
ชั่วอึดใจนั้นทั้งห้วงสุญญตาราวกับสูญสิ้นสีสัน ลำแสง
เจิดจ้ากลบทับเส้นทางสีทอง
จอมเทพปี้หลิ่วสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน นางใช้พลังเทพ
ทั้งสี่ชนิดออกมาทันที แต่แล้วทันใดนั้นนางก็พบว่าพลังอันน่า
หวาดหวั่นอย่างที่นางไม่เคยพบมาก่อนกำลังจู่โจมเข้ามา
“นี่มันพลังใดกัน! เป็นไปมิได้!”
…
ในห้วงสุญญตา เงาสองร่างกำลังเหาะอย่างเร็วรี่
พวกเขาก็คือไท่ซั่งคุนหลุนกับฟ้าดินสรวลนั่นเอง
“ไม่ไหวหรอก เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของจอมเทพปี้หลิ่วแน่ นาง
แข็งแกร่งเกินไป ต่อให้บรรพจารย์ยุทธ์ลงมือเองก็ไม่แน่ว่า
จะทำอันใดนางได้!”
ฟ้าดินสรวลพูดอย่างร้อนใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้า
หวาดหวั่น
สายตาของไท่ซั่งคุนหลุนจดจ้องไปเบื้องหน้า เขาแค่น
เสียงเหอะ “ข้าจะจัดการนาง หากเจ้ากลัวก็ไสหัวไปเสีย!”
“ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจกับตัวเจ้าไปตั้งเท่าไร จะทนดู
เจ้าไปรนหาที่ตายได้อย่างไร อสุรกายมหันตภัยทำอันใดนาง
มิได้ บรรพจารย์ยุทธ์ก็ทำอันใดมิได้ เจ้าเอาสิ่งใดมาคิดว่า
ตนเองจะสังหารนางได้ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
ฟ้าดินสรวลโมโหจนแทบกระอักแล้ว เขาพรวด
ไปขวางหน้าไท่ซั่งคุนหลุนแล้วฟาดฝ่ามือใส่เขา
ไท่ซั่งคุนหลุนเบี่ยงกายหลบทันที เขาหลบพ้นฝ่ามือนี้
อย่างง่ายดาย จากนั้นฟาดท่อนแขนกระแทกหน้าอกของ
ฟ้าดินสรวลเสียงดังก้อง ฟ้าดินสรวลถูกกระแทกลอยออก
ไปไกล พลังอันยากจะจินตนาการกระแทกกายเนื้อของฟ้าดิน
สรวลจนแหลกเละ โลหิตสาดกระเซ็นอยู่ท่ามกลางห้วง
สุญญตา
ไท่ซั่งคุนหลุนหยุดนิ่ง สายตาจับจ้องกลุ่มหมอกโลหิต
ลอยย้อนกลับมาก่อตัวรวมกันกลายเป็นร่างของฟ้าดินสรวล
ใหม่อีกครั้ง
ฟ้าดินสรวลสีหน้าซีดเผือด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วย
เส้นเลือดฝอยแตกระแหง เขาข่มกลั้นโทสะอันเกรี้ยวราด แล้ว
กัดฟันกรอดเอ่ยว่า “เจ้ากำลังทำอะไร! หากไม่มีข้า อาศัย
เพียงโลกเทพยุทธ์ เจ้าจะดูดซับพลังของมหามรรคาได้
มากมายถึงเพียงนั้นหรือ”
“ข้าก็เพียงอยากเห็นพลังคืนชีพของอสุรกายมหันตภัยก็
เท่านั้น ช่างเร็วเสียจริง แต่ดูแล้วพลังของเจ้าอ่อนแอลง
ไปมากกว่าครึ่ง การคืนชีพนี่ก็คงมีสิ่งที่ต้องแลกสินะ หาก
คืนชีพมากครั้งเกินไป เจ้าก็คงทนไม่ไหวล่ะสิ” แววตาของ
ไท่ซั่งคุนหลุนเต็มไปด้วยแววตาคุกคาม ราวกับกำลังมอง
เหยื่อตัวหนึ่ง
ฟ้าดินสรวลมองออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่จึงเอ่ยเสียง
เย็นชา “หากสังหารข้า เจ้าก็จะเดียวดายไร้ความช่วยเหลือ
ใจของเจ้าออกห่างจากวิถียุทธ์นานแล้ว เหล่าเทวะของวิถียุทธ์
ล้วนมองทะลุจิตใจผู้คนได้”
ไท่ซั่งคุนหลุนเงียบไป
ฟ้าดินสรวลกำลังคิดจะเกลี้ยกล่อมต่อ ทันใดนั้นเขาก็
สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันหลังกลับไปมองอย่างไม่มีเวลาคิด
สิ่งใดทั้งสิ้น แสงเจิดจ้าฉายวาบบนใบหน้าของเขา ทำให้เขา
เบิกตาโตอย่างห้ามตนเองไม่ได้
ไท่ซั่งคุนหลุนก็มีอาการเช่นเดียวกัน แสงเจิดจ้า
ส่องสว่างอาบดวงตาของเขา จนสีดำในลูกตาจืดจางหาย
ไปอย่างรวดเร็ว
…
เงียบสงบ!
มีแต่สีขาว!
ไร้สีสันและมิอาจมองเห็นสิ่งใด!
เมื่อแสงเจิดจ้าค่อยๆ จางลง บัลลังเทพสวรรค์มหา
มรรคาก็ปรากฏขึ้น เจียงฉางเซิงนั่งลงแล้ว
ความมืดรุกคืบเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง มันกลืนกิน
แสงสว่าง สีขาวโพลนรอบด้านกลายเป็นสีดำอันมืดมิดอย่าง
รวดเร็ว มันดำเสียยิ่งกว่าห้วงสุญญตาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้
“ออกมาสิ เจ้ายังมิตายหรอกกระมัง”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น น้ำเสียงของเขาเฉยเมยนัก
ทันใดนั้นเส้นทางสีทองขนาดมหึมาก็พลันปรากฏขึ้น
เบื้องหน้า มันทอดยาวออกมาอย่างรวดเร็ว เงาร่างบนนั้นหาย
ไปมากกว่าครึ่ง แต่จอมเทพปี้หลิ่วยังอยู่ นางอยู่ด้านหลังของ
ร่างเหล่านั้น
จอมเทพปี้หลิ่วในตอนนี้แขนขาดด้วนทั้งสี่ข้าง ทว่าทั้งที่
บางส่วนของร่างกายขาดหายไป นางกลับยังดูงดงามอยู่
“เมื่อครู่นั่นคือพลังใดกัน มันมีนามว่าอะไร”
เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วดังก้องไปทั่วห้วงสุญญตา
บริเวณนี้ เสียงของนางฟังดูเหมือนกำลังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ใน
น้ำเสียงแฝงด้วยความหวาดหวั่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “นี่คือพลังอภินิหาร นามว่าฟ้าดิน
สิ้นสลาย”
ในใจเขาก็ตกตะลึงมากเช่นกัน ฟ้าดินสิ้นสลายที่เขาใช้
เมื่อครู่ แม้ไม่ได้ใช้พลังอาคมทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้ประมาท
แม้แต่น้อย
ถึงอย่างนั้นจอมเทพปี้หลิ่วกลับหลบพ้นภัยหนนี้ไปได้!
ไม่ถูกต้องสิ นางหลบไม่พ้นเสียหน่อย ความแข็งแกร่ง
ของพลังนางลดลงอย่างฮวบฮาบ
ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับเงาบนเส้นทางสีทองนั่น
เมื่อครู่เจียงฉางเซิงค้นพบว่าเงาบนเส้นทางสีทองล้วน
เป็นร่างวิญญาณ ทั้งยังไม่มีสตินึกคิดเป็นของตนเองอีกด้วย
พวกมันล้วนมิใช่สิ่งมีชีวิต
เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ตอนที่ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต
ก่อนหน้านี้ ครานั้นดวงวิญญาณของเขาก็ได้ยินเสียงของจอม
เทพปี้หลิ่ว หรือว่าหนึ่งในพลังเทพสี่ชนิดที่นางครอบครองอยู่
จะเป็นมรรคาแห่งวิญญาณกัน
เจียงฉางเซิงขบคิดเรื่องมากมายออกในพริบตา แสงเทพ
สุดขอบตะวันที่ลอยอยู่เหนือหัวไหล่บดบังสีหน้าของเขา
เวลานี้บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาลอยอยู่สูงขึ้นมา สายตา
เขาจึงกำลังก้มมองจอมเทพปี้หลิ่วกับเส้นทางสีทองจาก
เบื้องบน
“ช่างเป็นพลังที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ คล้ายกับดัชนี
ก่อนหน้านี้มาก แต่ฟ้าดินสิ้นสลายวิชานี้พลิกแพลงมิค่อยได้
เท่าใดนัก มันทำได้เพียงแผ่ขยายออกมาจากตัวเจ้าที่เป็น
จุดศูนย์กลาง หากมิใช่ว่าข้าเร็วพอ ข้าคงตายไปแล้ว…”
เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วดังขึ้นเหมือนพูดกับตนเอง
จากนั้นน้ำเสียงของนางก็ค่อยๆ กลายเป็นน้ำเสียงตื่นเต้น
แม้เสียแขนไปสี่ข้าง แต่นางมิได้สิ้นหวัง สิ่งที่นาง
หวาดกลัวมิใช่เจียงฉางเซิง แต่สิ่งที่นางกลัวคือพลัง
ทำลายล้างของอภินิหารฟ้าดินสิ้นสลาย
พลังระดับนี้ ช่างสุดยอดเหลือเกิน!
นี่สิ พลังที่นางปรารถนาจะไขว่คว้ามาครอง!
“เจ้ายังมิยอมบอกกล่าวนามอีกหรือ”
เสียงของจอมเทพปี้หลิ่วกลับไปเย็นยะเยือกเหมือนยาม
แรกเริ่มอีกครั้ง
“เจ้าเรียกข้าว่ามรรคาจารย์แห่งวิถีเซียนก็ได้”
เจียงฉางเซิงก้มมองนาง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเฉยชา
ประหนึ่งกำลังพูดกับมดปลวกตัวหนึ่ง
“มรรคาจารย์รึ ช่างโอหังเสียจริงจึงกล้าใช้มหามรรคามา
เป็นนาม เจ้ามิกลัวล่วงเกินเบื้องสูงหรืออย่างไร แล้วอีกอย่าง
น้ำเสียงที่เจ้าพูดนี่มันอะไร คิดว่าข้ากลัวเจ้าจริงๆ หรือไร”
พอเอ่ยถึงวรรคสุดท้ายเสียงของจอมเทพปี้หลิ่วก็แหลม
สูง จู่ๆ นางก็โจนทะยานออกมา หัวไหล่สองข้างมีแขนสีทอง
งอกออกมาสองแขน มือขวาวาดลงเบื้องล่างแล้วกำมือ
เส้นทางสีทองลอยเข้ามาในมือของนางอย่างรวดเร็วแล้ว
กลายร่างเป็นกระบี่ยาวสีทองเล่มหนึ่งที่ไม่รู้ว่ายาวมากเพียงใด
นางเงื้อกระบี่ฟาดฟันออกไป กระบี่ยาวสีทองราวกับ
จะฉีกห้วงมิติจากหนึ่งให้กลายเป็นสอง ยิ่งใหญ่เหลือจะเปรียบ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงได้แต่ชำระธรรมแทนสวรรค์
แล้ว!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น เขาเปิดน้ำเต้าสะบั้นเซียน
แสงสีขาวเส้นหนึ่งเหาะออกมา
ครืนนน!
ต่อจากนั้นเงาฝ่ามือสีม่วงข้างหนึ่งก็พลันก่อตัวจาก
ความว่างเปล่า มันพาพลังอันยิ่งใหญ่ที่มากพอจะบดขยี้
กาลเวลาและฟ้าดินลงมากระแทกกระบี่ยาวสีทองของจอม
เทพปี้หลิ่ว พลังสองสายต่างสาดพลังออกมาจนเกิด
ระลอกคลื่นแผ่ขยายเป็นวงกว้าง มิอาจทราบได้ว่าระลอกคลื่น
จะไปสุดอยู่ที่ใด
ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
จอมเทพปี้หลิ่วยกมุมปากเป็นเส้นโค้ง แต่แล้วนางก็
เหลือบไปเห็นแสงสีขาวเส้นหนึ่งกำลังอ้อมมาด้านหลังตนเอง
ด้วยความว่องไวปานประหนึ่งภูตผี
ดาบบินสะบั้นเซียนพุ่งเข้ามาประชิดด้านหลังศีรษะของ
นางอย่างรวดเร็ว แต่นางหลีกหลบด้วยความเร็วที่เร็วยิ่งกว่า
“ในกฎสี่ชนิดที่มี มีความเร็วอยู่ด้วยอย่างนั้นรึ”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ ตอนที่จอมเทพปี้หลิ่วขว้าง
ลำแสงแห่งกฎออกมาก่อนหน้านี้ ความเร็วของนางไม่ธรรมดา
ก็จริง แต่เขาคิดว่าเป็นเพราะได้กฎแห่งมิติเสริมส่งเสียอีก
ตอนนี้มาคิดๆ ดูแล้วคงมิใช่เพียงเท่านั้น
จอมเทพปี้หลิ่วหลีกหลบไม่หยุด อาณาเขตที่นางขยับตัว
กว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ดาบบินสะบั้นเซียนก็ยังพุ่งเป้ามาที่นาง
เสมอ ทำให้นางมิอาจสลัดหลุด
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็คิดถึงต้นไม้วิเศษเกล็ดทองของ
ตนเอง หากต้นไม้วิเศษเกล็ดทองอยู่ คงจะจำกัดขอบเขต
การเคลื่อนไหวของจอมเทพปี้หลิ่วได้
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น…
เจียงฉางเซิงสะบัดมือซ้าย เส้นผมที่บรรจุพลังแห่งมหา
มรรคาลอยออกมาก่อตัวกลายเป็นร่างจิตจำแลงเทพหลาย
ร้อยร่างพุ่งเข้าไปโจมตีจอมเทพปี้หลิ่ว
เจ้าพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเตรียมไว้ล่วงหน้า เขา
ไม่คาดหวังว่ามันจะสร้างปาฏิหาริย์อะไรได้ เขาหวังให้พวกมัน
ช่วยรั้งศัตรูไว้สักครู่เท่านั้น
จอมเทพปี้หลิ่วถูกรุมโจมตีก็ตวัดกระบี่ยาวสีทองอย่าง
บ้าคลั่ง นางอาจโจมตีไม่โดนดาบบินสะบั้นเซียนก็จริง แต่ร่าง
จิตจำแลงเทพทั้งหลายล้วนขวางคมกระบี่ของนางไม่ได้
เมื่อเห็นว่าร่างจิตจำแลงเทพรั้งจอมเทพปี้หลิ่วไว้ไม่ได้
เจียงฉางเซิงจึงสั่งการด้วยจิต บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
ดีดตัวอย่างรุนแรง
ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาก็
เป็นยอดของวิเศษ มันมิใช่ของประดับตกแต่งธรรมดาๆ การ
เคลื่อนที่ของมันรวดเร็วอย่างยิ่ง เขาเคลื่อนเข้าไปใกล้จอมเทพ
ปี้หลิ่วอย่างรวดเร็ว
จอมเทพปี้หลิ่วสังเกตเห็นเขาเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ก็
หมุนตัวแล้วฟันออกมาหนึ่งกระบี่ หนึ่งกระบี่นี้เป็นเฉกเช่น
ก่อนหน้า มันเร็วจนเกินกว่าที่ความเร็วจะนิยามได้
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น จอมเทพปี้หลิ่วรู้สึกถึงพลังอัน
แข็งแกร่งที่ส่งมาถึงตัว จากนั้นร่างกายของมรรคาจารย์ผู้นั้นก็
มหึมาขึ้นอย่างรวดเร็ว
พลังอภินิหาร จักรวาลกลางฝ่ามือ!
เจียงฉางเซิงใช้พลังอาคมของตนเองบังคับให้จอมเทพ
ปี้หลิ่วตัวหดเล็กลงเพื่อจำกัดความเร็วของนาง
จอมเทพปี้หลิ่วทะยานร่างหนเดียวก็หนีพ้นออกมาจาก
การควบคุมของพลังอภินิหาร
ฟิ้ว!
ทว่าดาบบินสะบั้นเซียนตัดศีรษะของนางออกมาได้เสีย
ก่อน มันหมายจะดึงดวงวิญญาณของนางออกมาด้วย แต่แล้ว
ศีรษะของนางก็สลายกลายเป็นหมอกควันแทบจะในพริบตา
ไม่มีดวงวิญญาณถูกดึงออกมาจากกายเนื้อแม้แต่น้อย
‘ไม่ผิดแน่ กฎแห่งวิญญาณจริงๆ เสียด้วย!’
เจียงฉางเซิงคิดในใจ ถึงอย่างนั้นหลังจากประมือหนนี้
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าจอมเทพปี้หลิ่วก็มิได้จัดการยากขนาดนั้น
บางทีอาจเพราะตอนเปิดฉากเล่นใหญ่เกินไปหน่อย พอ
ถึงเวลาสู้ พลังของจอมเทพปี้หลิ่วจึงอ่อนแอลง
ฉับพลันเจียงฉางเซิงก็ใจกล้ามากกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ระหว่างศึกษามรรคาแห่งสังสารวัฏ เขา
มีข้อสันนิษฐานประการหนึ่ง ตอนนี้สบโอกาสทดลองพอดี!
จอมเทพปี้หลิ่วที่ไร้ศีรษะยังคงต่อสู้ต่อ ไม่ถึงสอง
ลมหายใจนางก็สังหารร่างจิตจำแลงเทพที่เหลือจนหมด
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน มือซ้ายคว้ากำไปทางจอมเทพ
ปี้หลิ่วแล้วใช้วิชาจักรวาลกลางฝ่ามืออีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน
เขาก็ฟาดฝ่ามือขวาลงมาด้วย
จอมเทพปี้หลิ่วรู้สึกว่าตนเองตัวหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว
อีกหน นางยังคงหนีออกมาอย่างง่ายดาย ทว่าเพิ่งจะหลุดพ้น
จากพลังพันธนาการสายนั้นได้ เงาฝ่ามือสีดำข้างหนึ่งก็ฟาด
ลงมาจากฟ้า มันดูราวกับวัตถุล่องหนชิ้นหนึ่งที่อยู่ในห้วงมิติ
บริเวณนี้
เปรี้ยง!
จอมเทพปี้หลิ่วผู้ไร้ศีรษะถูกฝ่ามือนี้ของเจียงฉางเซิง
โจมตีเข้าอย่างจัง ชั่วพริบตานั้นกายเนื้อของนางหยุดนิ่ง
ฝ่ามือนี้ก็คือฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์ที่ได้รับถ่ายทอด
มาจากมหาเถระกษิติครรภ์นั่นเอง!
“เจ้า…”
จอมเทพปี้หลิ่วตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ความเร็วที่หลีกหลบ
ตกฮวบจากก่อนหน้านี้ นางตั้งใจหลบหลีก แต่บัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาก็ไล่ตามไม่เลิกรา ตัวนางที่ความเร็วช้าลง
เรื่อยๆ จึงสลัดหนีไม่พ้น
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง แหล่งพลังของเจ้าเกี่ยวข้องกับ
ดวงวิญญาณสินะ!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือก
ทำให้จอมเทพปี้หลิ่วราวกับตกอยู่ในน้ำแข็งหมื่นปี
กฎที่ใกล้ชิดกับกฎแห่งวิญญาณที่สุดก็คือมรรคาแห่งสัง
สารวัฏ!
ฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์มีผลทำให้กฎแห่งสังสารวัฏ
หายไปจากดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณจึงมิอาจ
เวียนว่ายตายเกิดได้อีกต่อไป ตัวมันเองก็ส่งผลกระทบกับ
ดวงวิญญาณอยู่แล้ว ยิ่งผนวกรวมกับพลังอันกร้าวแกร่งของ
ฝ่ามือนี้ มันจึงกำราบจอมเทพปี้หลิ่วในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี
จอมเทพปี้หลิ่วผู้สูญเสียแขนทั้งสี่ข้างทำได้เพียงอาศัย
พลังจากดวงวิญญาณมาต่อสู้ นี่จึงกลายเป็นการให้โอกาส
เจียงฉางเซิง
ทว่ากระบวนท่าฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ์หนนี้ของเจียง
ฉางเซิงไม่เรียบง่ายเช่นนั้น มันยังซ่อนมรรคาแห่งกรรมเอาไว้
ด้วย
เนรเทศ!
“เจ้าทำอันใดกับข้า”
จอมเทพปี้หลิ่วตวาดเสียงตกใจ นางเริ่มหวาดหวั่น
เป็นครั้งแรก น่าเสียดายที่ตัวนางไร้ศีรษะ เจียงฉางเซิงจึง
มิอาจมองเห็นสีหน้าของนาง
“จอมเทพปี้หลิ่ว เจ้าแข็งแกร่งนัก แข็งแกร่งจนทำให้ข้า
หวาดกลัว เจ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบใน
ชีวิตนี้ ข้าจึงทำได้เพียงกำจัดเจ้าเสีย!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ตัวเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
เทพดูประหนึ่งทวยเทพสูงสุดผู้สรรสร้างทุกสรรพสิ่ง มือขวา
ของเขาขยับกำกลายเป็นกำปั้น
พลังแห่งกรรมอันไร้รูปลักษณ์และน่าหวาดหวั่นระเบิด
ออกมาจากในร่างของเจียงฉางเซิงแล้วกลืนกลบจอมเทพ
ปี้หลิ่วเข้าไป
หลังจากศึกษามรรคาแห่งกรรมมาเนิ่นนาน นี่
เป็นครั้งแรกที่เขาใช้พลังแห่งกรรมในการต่อสู้!
ในห้วงเวลานี้เอง จู่ๆ จอมเทพปี้หลิ่วก็แทรกตัวหาย
เข้าไปในกระบี่ยาวสีทองในมือนาง แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ขณะที่พลังแห่งกรรมอันแปลกพิสดารและน่าหวาดหวั่นกำลัง
กัดกร่อนกระบี่ยาวสีทองอย่างรวดเร็ว
………………………………………