เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 479 ความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน ระเบียบ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 479 ความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน ระเบียบ
แห่งมิติเวลา
‘เจ้าหมอนี่เป็นใครมาจากไหนกันแน่ เป็นคนเผ่าเจียง
แท้ๆ แต่กลับไม่รู้เรื่องเผ่าเจียงเลย แล้วยังเอาแต่ถามคำถาม
พิลึกพิลั่นอีก...’
เจียงสวินจ้องเจียงฉางเซิงขณะที่ในใจฉงนงงงวย
เจียงฉางเซิงถามคำถามอื่นต่อ โดยล้วนเป็นข้อมูล
เกี่ยวกับยุคสมัยที่เขาอยู่ เจียงสวินไม่รู้แม้แต่อย่างเดียว
เห็นชัดอย่างยิ่งว่า เจียงฉางเซิงอยู่ห่างไกลจากเส้นเวลา
ก่อนหน้านี้ไกลโพ้น มันไกลจนถูกเรียกว่าประวัติศาสตร์
หรือไม่ก็ตำนาน
แต่ในเมื่อมีดวงเนตรมหามรรคาอยู่ มิหนำซ้ำยังแซ่เจียง
เจียงฉางเซิงจึงแน่ใจได้ว่าเผ่าเจียงคือทายาทของเขา
หลังจากทำความเข้าใจเจียงสวินกับเผ่าเจียงเสร็จดีแล้ว
เจียงฉางเซิงก็พบปัญหายากเข้าให้
ต่อจากนี้เขาควรทำสิ่งใดจึงจะออกไปจากภาพมายา
ได้กันเล่า
การผ่านด่านเคราะห์หนก่อน เขาติดตามผู้แสวงหา
มรรคาทั้งหลายไปฟังเทศนา หลังจากการเทศนาจบ เขาก้าว
ออกมาพ้นลานเทศนา ภาพมายาก็สิ้นสุด
แล้วหนนี้เล่า
ตอนนี้คนที่เขาพบมีเจียงสวินเพียงคนเดียว หรือว่าเขา
ต้องช่วยเจียงสวินให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ลำบากอย่างนั้น
หรือ
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ไปเถิด ไปหาอีกาทอง
”
เจียงสวินเบิกตาโต ถามอย่างงงงัน “เหตุใดเจ้าต้องการ
ไปตามหาอีกาทองเล่า”
เจียงฉางเซิงทอดสายตามองออกไปไกลๆ แล้วเอ่ยว่า
“เจ้าอยากตามหาอีกาทองไม่ใช่หรือ ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”
แสงตะวันลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมาเบื้องล่าง
ร่างกายของเจียงฉางเซิงดูราวกับห่มด้วยอาภรณ์แสง ชั่ว
ขณะนั้นเจียงสวินรู้สึกว่าเขาดูคุ้นตาอยู่นิดๆ
เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...
เจียงสวินไม่เสียเวลาขบคิดนาน ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคน
เผ่าเจียง เช่นนั้นจะรู้สึกว่าเคยรู้จักก็ปกติยิ่ง เขาลุกขึ้นยืนแล้ว
เริ่มนำทาง
หนนี้เขาไม่ขี่กระบี่บินแล้ว แต่เดินตามเส้นทางบนภูเขา
ไปทางตะวันออก
“เจ้าดูเหมือนจะไม่รีบนะ” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม
เจียงสวินที่เดินนำอยู่ด้านหน้าผายมือ “อุณหภูมิของ
ฟ้าดินยังไม่เพิ่มสูง แสดงว่าอีกาทองยังไม่ถือกำเนิด ข้าย่อม
ไม่รีบ”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ถามขึ้นมาว่า “เจ้ารู้ประวัติ
ความเป็นมาของอีกาทองหรือไม่”
เจียงสวินเอี้ยวหน้ากลับมาถามว่า “ประวัติความเป็นมา
อันใด อีกาทองมิใช่สัตว์เทพแห่งฟ้าดิน ถือกำเนิดมาตามลิขิต
สวรรค์หรอกหรือ”
“ย่อมไม่ใช่ ในอดีตอีกาทองเป็นนกนางแอ่นน้อยตัวหนึ่ง
ที่มรรคาจารย์เก็บมาเลี้ยง ต่อมามันได้มรรคาจารย์สร้างร่าง
อีกาทองให้ แล้วไปอาศัยอยู่ในดวงตะวัน ควบคุมให้ดวงตะวัน
เคลื่อนไปตามครรลอง” เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม
เจียงสวินผ่อนฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว จนมาเดินคู่กับเจียง
ฉางเซิง เขาถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “จริงหรือ นี่เป็นตำนานลับ
ที่เล่ากันในสายรองของพวกเจ้าเช่นนั้นรึ”
“ถูกต้องแล้ว”
“เป็นอย่างที่คิด เผ่าเจียงปิดบังความลับยุคโบราณไว้
มากมายนัก ยิ่งพรสวรรค์สูงส่งมากเท่าใด ก็ได้แตะต้องข้อมูล
มากขึ้นเท่านั้น”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าอยากฟังเรื่องของเจียงเสวียนเหนียน
หรือไม่”
“นี่ ถึงพวกเราจะไม่ใช่สายรองเดียวกัน แต่บรรพบุรุษ
ของข้าก็นับเป็นบรรพบุรุษของเจ้าด้วย เรียกให้มันเคารพ
หน่อยได้หรือไม่”
“ได้ๆ จักรพรรดิเซียนเสวียนเหนียน เป็นอย่างไร”
“เช่นนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย”
เจียงฉางเซิงมองเจียงสวินผู้กำลังทำหน้าภาคภูมิใจแล้ว
รู้สึกน่าขันนัก
เจ้าเด็กคนนี้เพียรพยายามสลัดฐานะเผ่าเจียงทิ้ง
แต่กลับภาคภูมิใจในตัวบรรพบุรุษเสียเหลือเกิน บางทีเขาอาจ
แค่ต่อต้านสายเลือดจักรพรรดิเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเริ่มเล่าเรื่องราวของเจียงเสวียนเหนียน พอ
ได้ยินว่าเจียงเสวียนเหนียนเคยเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา เจียง
สวินก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง
สิ่งที่เขาเคยเรียนรู้มา คือเผ่าเจียงถือกำเนิดมาก็เป็นเผ่า
เทพ อยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งมวล
เมื่อเขาได้ยินว่าเจียงเสวียนเหนียนกลายเป็นจักรพรรดิ
หุ่นเชิด ถูกคนชั่วช้าที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาควบคุม เขาก็
ใจเย็นไม่ลงทันที
“จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้ากำลังใส่ความบรรพบุรุษของข้า
ชัดๆ ถึงเจ้าจะแข็งแกร่งมาก แต่หากว่าร้ายกันเช่นนี้ต่อไป ก็
อย่าแปลกใจหากข้าจะสู้ตายกับเจ้า!” เจียงสวินโกรธจนชัก
กระบี่ออกมา เขาจ้องเขม็งด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว
เจียงฉางเซิงยักไหล่แล้วหัวเราะ “ผู้แข็งแกร่งคนใดมิเริ่ม
จากเศษธุลีบ้าง เหตุใดเจ้าจึงแน่ใจนักว่าเรื่องที่ข้าเล่าเป็นเรื่อง
เท็จ ว่าแต่เจ้าลองคิดทบทวนให้ดีเถิด สถานการณ์ยากลำบาก
ของเจ้ากับสถานการณ์ยากลำบากของจักรพรรดิเซียนเสวียน
เหนียน เทียบกันแล้วผู้ใดสิ้นหวังกว่ากัน บรรพบุรุษของเจ้ายัง
อดทนผ่านมาจนสุดท้ายกลายเป็นจักรพรรดิเซียนผู้ทิ้งชื่อไว้
ตราบชั่วกาลนานได้ เหตุใดเจ้าจึงจะหลีกหนีเสียเล่า”
เจียงสวินได้ยินดังนี้ สีหน้าก็ย่ำแย่ในพริบตา
ความจริงเขาเข้าใจดีว่าวิธีที่เขาจะทำคือการหลบหนี
ก้นบึ้งหัวใจของเขาหวาดกลัวเผ่าเจียง หวาดกลัวสถานการณ์
อันยากลำบากของตนเอง เขารู้สึกว่าตนเองไม่มีทางเอาชนะ
ยอดอัจฉริยะเผ่าเจียงผู้นั้นได้ ไม่มีทางแก้แค้นให้คนในเผ่า
ของตนเองได้
เจียงฉางเซิงเอ่ยแฝงความนัยลึกซึ้ง “เจ้าดูแคลนดวง
เนตรมหามรรคาเกินไปแล้ว ดวงเนตรมหามรรคามิได้อยู่แค่
ในสายเลือด แต่มันฝังลึกลงไปถึงวิญญาณ ต่อให้เจ้าชิงร่าง
กลายเป็นอีกาทองได้ ดวงเนตรมหามรรคาก็ยังคงอยู่”
นี่มิใช่ถ้อยคำโป้ปด ตัวตนของดวงเนตรมหามรรคาเป็น
พลังอภินิหารที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เจียงสวินหน้าถอดสี รีบถามว่า “ถ้าเช่นนั้นมิเท่ากับว่า
แผนการของข้าเปล่าประโยชน์หรอกหรือ”
เจียงฉางเซิงหัวเราะแต่ไม่ตอบอันใด
เจียงสวินกลายสภาพเป็นมะเขือหลังจากถูกหิมะเกาะ
ท่าทางราวกับวิญญาณหลุดหายไปจากร่าง ณ ชั่วขณะนี้ เขา
สับสนอย่างสิ้นเชิง หัวใจถูกความสิ้นหวังครอบงำ
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็เข้าใจแล้ว
บางทีนี่อาจเป็นคำเตือนของด่านเคราะห์สวรรค์
คำเตือนเกี่ยวกับอนาคต
“หากหนีไม่พ้น เช่นนั้นก็เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญดูสิ
ข้าจะถ่ายทอดพลังอภินิหารให้เจ้าสักสองสามอย่าง เป็น
อย่างไร” เจียงฉางเซิงเอ่ยปากเสนอ
เจียงสวินตัวสั่นเทิ้มหันขวับไปมองเขา สองมือกำหมัด
แน่นกัดฟันกรอดถามว่า “พลังอภินิหารของเจ้าช่วยข้าเอาชนะ
ยอดอัจฉริยะของเผ่าเจียง แล้วต่อต้านสายเลือดจักรพรรดิได้
หรือไม่”
“หากเจ้าแข็งแกร่งขึ้น มิใช่ว่าสายเลือดจักรพรรดิ
จะให้ความสำคัญกับเจ้าหรือ”
“ไม่มีทาง ข้าจะไม่มีวันเข้าร่วมกับสายเลือดจักรพรรดิ
เด็ดขาด ข้าจะแก้แค้นให้คนในเผ่าของข้า…”
“ข้าคงมอบความสามารถที่จะทำให้เจ้าพลิกคว่ำทั้ง
สามพันโลกให้ไม่ได้ แต่ข้าช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ เจ้า
จะเรียนหรือว่าไม่เรียนเล่า”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าเอ่ยตอบ ที่แห่งนี้คืออนาคต เขา
ไม่แน่ใจว่าสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงแข็งแกร่งมากเพียงใด
บางทีสายเลือดจักรพรรดิอาจแข็งแกร่งกว่าตัวเขาในตอนนี้ก็
เป็นได้
เจียงสวินกัดฟันตอบว่า “เรียน!”
เจียงฉางเซิงเร่งฝีเท้าแล้วโบกมือไปทางหนึ่ง “เช่นนั้นก็
ไปหาสถานที่ทิวทัศน์งามตาสักแห่งกันเถิด”
“เดี๋ยวสิ เจ้ายังไม่ได้บอกนามของเจ้าเลย”
“เจียงเฉียน”
…
ทั้งที่เป็นภาพมายาเพื่อผ่านด่านเคราะห์เหมือนกัน แต่
ภาพมายาหนนี้ยาวนานกว่าที่เจียงฉางเซิงคาดคิดเอาไว้ แต่
เมื่อนึกได้ว่าหลังทุกสิ่งจบสิ้น ยามสติหวนกลับไปยังร่างตน
เวลาในความเป็นจริงคงจะเพิ่งผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ เขาก็
ไม่กังวลอีก
หลังจากถ่ายทอดวิชามหามรรคาปราณทองคำให้เจียง
สวินแล้ว เจียงฉางเซิงก็ถ่ายทอดวิชาดาวดินเจ็ดสิบสอง
จำแลง และอภินิหารต่างๆ อย่างเช่นเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี ฝ่า
มือดาวม่วงขังเทวภูมิ ทาบฟ้าเทียมพสุธาให้เขา
พรสวรรค์ของเจียงสวินยอดเยี่ยมกว่าที่เขาคิดเอาไว้ แต่
พรสวรรค์ระดับนี้กลับถูกยอดอัจฉริยะคนอื่นในเผ่าเดียวกัน
กดขี่ข่มเหง แล้วอีกฝ่ายยังไม่อยู่ในสังกัดสายเลือดจักรพรรดิ
อีกด้วย
สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงในยุคนี้มีพรสวรรค์
ยอดเยี่ยมสะท้านโลกาเช่นไรกันนะ
ดูท่าคงมิใช่ยิ่งรุ่นเก่า พรสวรรค์จะยิ่งเยี่ยมยอดเสียแล้ว
เมื่อยุคสมัยผลัดเปลี่ยน ทายาทรุ่นหลังกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เรื่อยๆ
เจียงฉางเซิงนั่งสมาธิอยู่ตรงขอบผา เขาเฝ้ามองเจียง
สวินที่อยู่ด้านล่างแล้วปล่อยความคิดลอยไปอยู่เงียบๆ
เขาสั่งสอนเจียงสวินมาสิบปีแล้ว ยามนี้เจียงสวินร่ำเรียน
พลังอภินิหารสำเร็จเพียงขั้นง่ายๆ เท่านั้น มิได้แตกฉานมัน
อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยเขาก็ยังไม่มีปัญญาเอาพวกมันไป
ใช้ต่อสู้ เขาทุ่มเทเวลาส่วนมากกับการฝึกบำเพ็ญมากกว่า
ความกว้างขวางลึกซึ้งของมหามรรคาปราณทองคำทำให้เจียง
สวินพิศวงและลุ่มหลงยิ่งนัก
เจียงสวินละทิ้งเคล็ดวิชาที่ได้รับสืบทอดจากเผ่าทันที
เขามุ่งมั่นฝึกฝนมหามรรคาปราณทองคำ
ภายในสิบปีนี้ เจียงฉางเซิงมิได้อยู่ว่างๆ ขณะที่สั่งสอน
เจียงสวิน เขาก็ครุ่นคิดถึงระเบียบของมิติเวลา กับศึกษากรรม
ที่พันผูกในอดีตและอนาคต เมื่อได้เห็นลูกหลานในอนาคต
แข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน เขาก็รู้สึกเหมือนสัมผัส
ระเบียบแห่งมิติเวลาได้ชัดเจนขึ้น
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมา เขาบิดขี้เกียจแล้วพึมพำ
กับตนเองว่า “อากาศเริ่มร้อนแล้ว ดูท่าเจ้าเด็กคนนั้นคง
ถือกำเนิดแล้วสินะ จิ๊ๆ เพิ่งถือกำเนิดก็มีวรยุทธ์ระดับเซียน
พิภพ ดูเหมือนพอเจ้านั่นแข็งแกร่งขึ้น สายเลือดของอีกาทองก็
ยกระดับขึ้นอย่างผิดหูผิดตาด้วยสินะ…”
อีกาทองของโลกคุนหลุนอาศัยอยู่ในดวงตะวัน
ตลอดเวลา มันตัดขาดจากโลก ตราบจนตอนนี้ก็ยังไม่เคย
ให้กำเนิดลูกหลาน ตอนนี้เจ้านกนั่นยังไม่บรรลุขั้นเซียนพิภพ
ด้วยซ้ำ มันคงคิดไม่ถึงแน่ว่าในอนาคตอันไกลโพ้นลูกหลาน
ของมันเพิ่งเกิดมาก็มีพลังขั้นเซียนพิภพแล้ว
เจียงฉางเซิงนึกถึงปัญหาอีกข้อหนึ่งขึ้นมาได้
หากที่นี่คืออนาคต เช่นนั้นเจียงฉางเซิงที่อยู่ที่นี่จะจับ
สัมผัสถึงตัวตนของเขาได้หรือไม่
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็ตกอยู่ในภวังค์
ฟ้าดินทั่วบริเวณราวกับกำลังสั่นสะเทือน แม้แต่ตัวเขาที่
มีระดับขั้นบำเพ็ญสูงยังรู้สึกมึนหัวตาลาย
เขารีบกำจัดความคิดที่เกี่ยวพันถึงอนาคตทิ้ง ทันใดนั้น
สภาวะมึนงงสับสนนั่นก็หายไป
“ความรู้สึกเมื่อครู่นั่นเหมือนผลสะท้อนกลับของกรรม
อย่างไรชอบกล ไม่ใช่สิ มันให้ความรู้สึกหนักอึ้งยิ่งกว่า
ผลสะท้อนกลับของกรรมเสียอีก...”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วขบคิด ในสมองของเขามีคำไม่กี่คำ
ลอยขึ้นมา
ระเบียบแห่งมิติเวลา!
นับตั้งแต่เขาฝึกบำเพ็ญ เขาไม่เคยพานพบการมีอยู่ของ
ห้วงเวลาอื่น นี่หมายความว่าระหว่างที่เขาไม่รู้เรื่องรู้ราวมีพลัง
สายหนึ่งคอยกีดกันเขาไม่ให้ก้าวข้ามมายุ่งกับสิ่งนี้
ความคิดของเจียงฉางเซิงลอยละล่องขณะที่เขาหลับตา
ลงอย่างเชื่องช้า
บนหน้าผา เจียงสวินที่นั่งสมาธิอยู่ริมแม่น้ำหันกลับ
ไปมอง เขาเห็นเจียงฉางเซิงนั่งสมาธิอยู่ริมหน้าผาอย่างนิ่ง
สนิท เขาจึงลอบถอนหายใจ
“ผู้อาวุโสเจียงเฉียนระดับขั้นเท่าใดกันแน่นะ เหตุใดการ
ฝึกบำเพ็ญของเขาจึงไม่ทำให้ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินขยับ
เลยสักนิด”
เจียงสวินหันกลับมาแล้วเลิกขบคิดเรื่องนั้น เขาต้อง
ถนอมเวลาที่ผู้อาวุโสยอมสั่งสอนเขาให้ดี
เขายังจำได้ว่าผู้อาวุโสเพียงพลัดหลงมายังสถานที่นี้
เท่านั้น มิได้เจตนามาตามหาเขา นั่นหมายความว่าช้าเร็ว
ผู้อาวุโสต้องจากไป
เขาเกิดความรู้สึกพึ่งพาเจียงฉางเซิงอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวไป
เสียแล้ว
สิบปีที่มีเจียงฉางเซิงคอยอยู่เป็นเพื่อน คือสิบปีที่เขา
จิตใจสงบที่สุด วันวันหนึ่งเขาแทบไม่กังวลสักนิดว่าเผ่าเจียง
จะมาสังหาร
เมื่อคิดว่าผู้อาวุโสอาจจากไป เจียงสวินก็ร้อนรนยิ่งนัก
เขาบังคับให้ตนเองเลิกคิดเรื่องนี้
เพียงแต่ว่า เรื่องราวหลายสิ่งมิใช่ว่าไม่คิดถึงมันแล้วมัน
จะไม่เกิดขึ้น
กาลเวลายังคงไหลเคลื่อนคล้อยต่อไป
ห้าปีผ่านไปเร็วเพียงชั่วพริบตา
วันนี้เจียงฉางเซิงก็สั่งสอนเจียงสวินให้ฝึกพลังอภินหาร
ตามปกติ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสบางสิ่งได้ สีหน้าจึงเปลี่ยนไป
เล็กน้อย
เจียงสวินยืนอยู่ริมแม่น้ำ เขากำลังฝึกฝนวิชาเจ็ดสิบสอง
จำแลง ทั่วร่างของเขาเปียกซ่ก ก่อนหน้านี้เขากลายร่างเป็น
มัจฉา แหวกว่ายอยู่ในสายธารเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปแล้วเพิ่ง
ขึ้นมาบนฝั่ง
“ผู้อาวุโส วิชาเจ็ดสิบสองจำแลงนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
ไม่เพียงเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ แม้แต่…”
เจียงสวินเอ่ยขึ้นอย่างเบิกบานใจ แต่ทันใดนั้นเขาก็
หยุดชะงัก เพราะเขาสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเจียงฉาง
เซิงผิดปกติ
เจียงฉางเซิงเงยหน้ามองเจียงสวิน แล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึง
ว่าจุดสิ้นสุดจะเร็วเช่นนี้ สวินเอ๋อร์ ข้าควรไปแล้ว”
น้ำเสียงของเขาเศร้าสร้อย ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าต้องช่วย
ให้เจียงสวินหลุดพ้นจากสถานการณ์ลำบากก่อนจึง
จะออกจากภาพมายาได้เสียอีก คิดไม่ถึงว่าวันนี้ถึงเวลาต้อง
ไปแล้ว
ไม่มีเค้าลางบอกแม้แต่น้อย
เวลานี้สายตาเขามองเห็นฟ้าดินโคลงเคลงปั่นป่วน
แม้แต่เงาร่างของเจียงสวินก็พร่ามัวลงอย่างเห็นได้ชัด หนนี้
มิใช่ผลสะท้อนกลับของระเบียบแห่งเวลา เขาไม่รู้สึกไม่สบาย
ตรงไหน มันเป็นเช่นเดียวกับยามที่เขามาถึง
เจียงสวินหน้าถอดสี มือไม้สับสนเป็นพัลวันรีบเอ่ยว่า
“แต่ข้ายังไม่แตกฉานพลังอภินิหารเหล่านั้นที่ท่านสอนเลย…”
เขาไม่ทันสังเกตว่าคำเรียกขานที่เขาใช้เรียกเจียงฉางเซิง
เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
เจียงฉางเซิงมองเห็นสีหน้าของเจียงสวินไม่ชัดแล้ว แต่
ฟังจากน้ำเสียงของเขาก็จินตนาการออกว่าเขาตื่นตระหนก
มากเพียงไร
“มนุษย์สุดท้ายล้วนต้องพึ่งตนเอง นับจากวันนี้จงฝึก
บำเพ็ญให้ดี เจ้าจะต้องแตกฉานพลังอภินิหารที่ข้าสอนเจ้าแน่
ยามตกอยู่ในวิกฤต ทวยเทพจะช่วยเหลือเจ้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเผชิญหน้ากับเผ่าเจียง…”
เจียงฉางเซิงกำชับอย่างจริงจัง แต่ยังมิทันกล่าวจบเขาก็
เห็นท้องนภาด้านหลังของเจียงสวินกลายเป็นสีดำพร่ามัว เขา
สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งได้เลือนราง
เจียงสวินก็สัมผัสได้เช่นกัน เขาสัมผัสได้ชัดเจนยิ่งกว่า
เสียอีก ใบหน้าของเขาเผยสีหน้าหวาดกลัวและสิ้นหวัง เขา
หมุนร่างกายที่สั่นระริกกลับหลังไป
“สหายร่วมเผ่าผู้อ่อนแอ เจ้าหนีเก่งเสียจริงนะ ปล่อยให้
ข้าตามหาเสียตั้งนาน!”
……………………………………………..