เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 478 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เทพผู้สร้างโลก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 478 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง เทพผู้สร้างโลก
แสงเจิดจ้าบดบังสายตา ขณะที่ประสาทสัมผัสของเจียง
ฉางเซิงพร่ามัวลงเรื่อยๆ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเหมือนฟ้าดิน
กำลังหมุนคว้าง
เจียงฉางเซิงคุ้นเคยกับความรู้สึกเช่นนี้แล้ว จึงไม่เกิด
อาการผิดปกติแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปราวห้าลมหายใจ ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็
ลืมตาขึ้น ในใจเขาโอบกอดความคาดหวัง
ไม่ว่าจะเป็นการเทศนาของผู้ใด อย่างน้อยก็ช่วยเพิ่ม
ความรอบรู้ให้เขา
สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาของเขาคือทิวเขาที่
ทอดยาวสูงต่ำอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม ทะเลเมฆบนท้องฟ้า
ซ้อนเหลื่อมเป็นชั้น ทำให้ท้องนภาแลดูสูงอย่างยิ่ง
“ที่นี่มัน…”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามอง แต่มองไม่เห็น
ร่างของผู้บำเพ็ญเซียนคนใด บนท้องฟ้ามีวิหคจำนวนหนึ่ง
กำลังบินเป็นวง
เขาทะยานร่างเหาะขึ้นไปด้านบนแล้วพบว่าตนเองเหาะ
ได้ เขายังรู้สึกถึงพลังอาคมของตนเองอีกด้วย ราวกับว่าเขา
อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างไรอย่างนั้น
แต่เมื่อสัมผัสพลังดูอย่างถี่ถ้วน เขากลับจับ
ความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้ได้ นั่นก็คือเขาไม่อาจใช้พลัง
แห่งกรรมกับพลังแห่งสังสารวัฏได้ แล้วยังสัมผัสโลกแห่ง
มรรคาในดวงวิญญาณไม่ได้อีกด้วย
ดูท่าเขาจะยังอยู่ในภาพมายา เพียงแต่ภาพมายาหนนี้
เหมือนจริงยิ่งกว่าเดิม
เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้มาตลอดว่าจิตหวนสดับ
หลักคำสอนเป็นพลังเช่นไร มันเป็นเพียงภาพมายาจริงๆ
หรือว่ามันส่งเขากลับไปยังอดีต
แล้วภาพมายาในด่านเคราะห์สวรรค์มีเพื่อจุดประสงค์
อันใด
เจียงฉางเซิงทอดสายตามองจากบนท้องฟ้า ทันใดนั้น
เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งกำลังเดินทางอยู่ไกลๆ บนภูเขา เขาเหาะ
ไปทางนั้นแล้วร่อนลงไปบนไหล่เขาก่อนจะเดินเข้าไปหาคนผู้
นั้น
คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาว มือถือฝักกระบี่ สวมหมวก
ฟางบนศีรษะ ตรงเอวห้อยถุงเก็บของอยู่สามใบ สายลมบน
ภูเขาพัดอาภรณ์ของเขาให้พลิ้วไหว ทำให้เขาแลดูเป็นคนเจ้า
สำราญ
เจียงฉางเซิงเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุด แล้วเอ่ยปากถามว่า
“ขอถามสหายนักพรต ที่แห่งนี้คือที่ใดหรือ”
ได้ยินคำนั้น อีกฝ่ายกลับไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาหาเขา
จนระยะห่างระหว่างสองคนเหลือเพียงสิบก้าว อีกฝ่ายถึงหยุด
แล้วเงยหน้ามองเขา
เจียงฉางเซิงเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนตอนนั้นเอง
เขามีหน้าตาหล่อเหลาคมคายยิ่งนัก บนหน้าผากมีลวดลาย
เรียวเล็กอยู่เส้นหนึ่ง
ลวดลายเรียวเล็กอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงนึกถึงดวงเนตรมหามรรคาในพริบตา
บุรุษอาภรณ์สีขาวดูเหมือนจะอายุยี่สิบต้นๆ เขายัง
เยาว์วัยยิ่งนัก เขามองสำรวจเจียงฉางเซิงแล้วยิ้มเย้า “บนโลก
ใบนี้มีผู้ใดไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ใดด้วยหรือ”
“ข้าน้อยพลัดเข้ามาในค่ายกลเคลื่อนย้ายระหว่างฝึก
วิชาจึงถูกส่งมาที่นี่ ไม่ทราบจริงๆ ว่าที่แห่งนี้คือที่ใด” เจียงฉาง
เซิงตอบอย่างเยือกเย็น
บุรุษอาภรณ์สีขาวส่ายหน้า เอ่ยว่า “ที่แห่งนี้คือยอดเขา
เซียนอีกาทอง หากเจ้าพลัดลงเข้ามาจริง ข้าแนะนำให้เจ้า
มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ไปให้ห่างจากที่แห่งนี้เสีย มิฉะนั้น
ยามอีกาทองถือกำเนิด เพลิงสุริยันจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งใน
ระยะหมื่นลี้จนหมดสิ้น”
ยอดเขาเซียนอีกาทองอย่างนั้นหรือ
เจียงฉางเซิงถามอย่างไม่เผยพิรุธอันใดบนใบหน้า “ที่
แห่งนี้คือสถานที่เทศนาของอีกาทองอย่างนั้นหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีขาวได้ยินประโยคนี้ก็แค่นหัวเราะออกมา
อย่างกลั้นไม่ไหว “ที่แท้เจ้าก็มาตามหาวาสนาเซียน ที่แห่งนี้ใช่
สถานที่เทศนาที่ไหนเล่า ยอดเขาเซียนอีกาทองคือสถานที่
ทำรังของอีกาทองต่างหาก ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดมาเทศนาสั่ง
สอนวิชาที่นี่หรอก”
“เช่นนั้นเหตุใดสหายนักพรตจึงมาที่นี่เล่า”
“ย่อมต้องมาเพื่ออีกาทองน่ะสิ สหายนักพรต เจ้า
มีคำถามมากเกินไปแล้ว หากถามต่ออีก ระหว่างเจ้ากับข้าคง
ได้มีกรรมผูกกันพอดี”
บุรุษอาภรณ์สีขาวยกกระบี่ในมือขึ้นมาแล้วเอ่ยด้วย
สีหน้ารำคาญ
เจียงฉางเซิงกลับคลี่ยิ้ม เจ้าหมอนี่จิตใจดีแต่แสร้งทำตัว
ร้ายกาจ ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกสนิทสนมกับอีกฝ่าย
อย่างไร้เหตุผล
อุตส่าห์ศึกษามรรคาแห่งกรรมมาเนิ่นนานถึงเพียงนั้น
ต่อให้ยามนี้ไม่มีพลังแห่งกรรมอยู่บนร่าง เขาก็ยังมีสัมผัส
เฉียบคมต่อกรรมอย่างยิ่งอยู่ดี หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง ใน
ใจเขาก็มีข้อสันนิษฐานบางอย่างแล้ว
เจียงฉางเซิงยิ้มแย้มถามว่า “ขอถาม สหายนักพรตแซ่
เจียงใช่หรือไม่”
ชิ้ง!
บุรุษอาภรณ์สีขาวชักกระบี่ออกมาทันที ปลายกระบี่ชี้
มาที่เจียงฉางเซิง พร้อมกับเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “เจ้าเป็นผู้ใดกัน
แน่ เหตุใดจึงสะกดรอยตามข้า”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ข้าเองก็แซ่เจียงเช่นกัน”
“จะพิสูจน์อย่างไรเล่า” บุรุษอาภรณ์สีขาวขมวดคิ้วกระบี่
แล้วถามเสียงเข้ม
เจียงฉางเซิงแววตาสั่นไหววูบหนึ่ง ดวงเนตรมหามรรคา
ก็ปรากฏบนหน้าผาก บุรุษอาภรณ์สีขาวเห็นสิ่งนั้นพลันเบิก
ตาโต แต่ยังไม่วางกระบี่ลง
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่” บุรุษอาภรณ์สีขาวจ้องเจียง
ฉางเซิงเขม็งแล้วถามเสียงดุดัน
หืม?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว หรือว่าในอนาคตภายในสกุลเจียง
มิปรองดองกันอย่างนั้นหรือ
พอลองคิดให้ละเอียดแล้วก็เป็นไปได้มากจริงๆ กระทั่ง
เจียงจื่ออวี้กับเจียงซิ่วสองพ่อลูกคู่นี้ยังทะเลาะกันได้
นับประสาอะไรกับลูกหลานรุ่นหลัง ยิ่งสกุลเจียงมีอำนาจมาก
ความขัดแย้งภายในย่อมมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
แต่พอเขามาถึงที่นี่ ใกล้ๆ ก็มีเพียงบุรุษอาภรณ์สีขาวผู้นี้
นี่หมายความว่าหากเขาต้องการไปจากภาพมายา ก็ต้องหาวิธี
เอาจากตัวของบุรุษอาภรณ์สีขาว
เห็นเจียงฉางเซิงนิ่งเงียบไม่พูดจา บุรุษอาภรณ์สีขาวก็
เหินร่างขึ้นฟ้า เขาขว้างกระบี่วิเศษในมือออกไป สองเท้าก้าว
ไปเหยียบบนตัวกระบี่ แล้วขี่กระบี่เหาะไปทางตะวันออก
เจียงฉางเซิงอึ้งไปชั่ววูบ จะหนีไปเช่นนี้เลยรึ
หรือว่าเจ้าหมอนี่ถูกสกุลเจียงไล่ล่าอยู่
เจียงฉางเซิงมองออกว่าอีกฝ่ายพลังอยู่แค่ขั้นเซียนอิสระ
ดังนั้นย่อมไม่เป็นภัยคุกคามต่อตัวเขา
แม้เขาเชื่อว่าที่แห่งนี้เป็นเพียงภาพมายา แต่ภาพมายานี้
สมจริงยิ่งนัก ถ้าเขามองพลังของบุรุษอาภรณ์สีขาวไม่ออกล่ะ
ก็ เขาคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าใกล้อีกฝ่ายแน่
บุรุษอาภรณ์สีขาวเหยียบกระบี่บินข้ามภูเขาสูงลูกแล้ว
ลูกเล่า สีหน้าของเขาถมึงทึงนัก แม้เหลือบมองไปด้านหลัง
แล้วไม่พบร่างของเจียงฉางเซิงไล่ตามมา จิตใจของเขาก็ยัง
เคร่งเครียด
“บัดซบ ผลัดถึงตาข้าเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือว่า
คนในตระกูลของข้า…”
บุรุษอาภรณ์สีขาวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในดวงตา
เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่มีท่าทางสบายอกสบายใจ สุข
สำราญอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว
ในตอนนี้เอง เบื้องหน้าก็พลันมีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
บุรุษอาภรณ์สีขาวตกใจจนหยุดชะงัก
ร่างนั้นก็คือเจียงฉางเซิงนั่นเอง
บุรุษอาภรณ์สีขาวเห็นชายหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามจน
แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบผู้นี้ก็เคร่งเครียดจนถึงขีดสุด
“เร็วนัก จับสัมผัสไม่ได้สักนิด…อีกฝ่ายเป็นเซียนพิภพ
อย่างนั้นหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีขาวกำกระบี่ในมือแน่น เขาไม่คิด
จะหมุนตัวหนีไปอีกทาง เพราะเวลานี้หากหันหลังให้อีกฝ่ายซ้ำ
ย่อมอันตรายอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไม่ต้องกังวลนักหรอก บอกข้าได้
หรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงหวาดกลัวคนสกุลเจียงเช่นนี้ ข้า
รับประกันกับเจ้าได้ว่าข้าไม่มีทางทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน
ความจริงแล้วข้าจับพลัดจับผลูมาถึงสถานที่แห่งนี้ ข้าเองก็
อยากออกไป หากเจ้าช่วยข้าได้ ข้าจะถ่ายทอดพลังอภินิหาร
ให้เจ้า ช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากสถานการณ์ยากลำบากในเร็ว
วัน”
บุรุษอาภรณ์สีขาวสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา ความคิดตก
อยู่ในห้วงความสับสน
ตอนนั้นเองเจียงฉางเซิงก็เพ่งกระแสจิต เพียงวูบเดียว
ขุนเขาธาราในระยะหมื่นลี้ก็พลันหายวับ ฟ้าดินมืดทะมึน บุรุษ
อาภรณ์สีขาวตกตะลึง เขาเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณแล้ว
เห็นขุนเขาธาราเหล่านั้นลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะ
“นี่มัน…”
บุรุษอาภรณ์สีขาวตาโตอ้าปากค้าง สีหน้าของเขา
ประหนึ่งเห็นผีกลางวันแสกๆ
มุมปากของเจียงฉางเซิงโค้งขึ้นนิดๆ ภูเขาที่ลอย
เคว้งคว้างอยู่บนท้องฟ้าพลันหายวับไป ขุนเขาธาราเบื้องล่าง
ฟื้นกลับคืนสภาพเดิมอีกครั้ง บุรุษอาภรณ์สีขาวยืนตะลึงงัน
อยู่กับที่
“สิ่งนี้เรียกว่าอภินิหารเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี ข้าสอนเจ้าได้
”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนยิ่งนัก ทว่า
มันกลับนำแรงกดดันมหาศาลมาให้บุรุษอาภรณ์สีขาว
‘นี่มิใช่วิชาลวงตาอย่างแน่นอน เมื่อครู่สายลมกับปราณ
วิญญาณแห่งฟ้าดินต่างเปลี่ยนไปหมด…’
ในใจบุรุษอาภรณ์สีขาวคิดอย่างตกตะลึง ไม่ใช่ว่าเขา
ไม่เคยเห็นพลังอภินิหาร แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นพลังอภินิหาร
ที่พิสดารและยิ่งใหญ่เช่นนี้
เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี…
ช่างเป็นชื่อที่ยิ่งใหญ่นัก!
หากอีกฝ่ายอยากสังหารเขา เขาต้องหนีไม่รอดแน่…
บุรุษอาภรณ์สีขาวสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ได้ ข้ายินดีบอกเจ้า”
เจียงฉางเซิงหันกลับมายิ้มให้ “ถ้าเช่นนั้นก็เปลี่ยน
สถานที่สนทนาสักหน่อยเถิด”
กล่าวจบ เขาก็เหินลงไปเบื้องล่าง บุรุษอาภรณ์สีขาว
ไม่เล่นตุกติก เขาตามหลังไปติดๆ
ทั้งสองคนมาถึงป่าผืนหนึ่งแล้วนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้
บุรุษอาภรณ์สีขาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้า
มีนามว่าเจียงสวิน มาจากตระกูลสาขาของเผ่าเจียง
สืบเชื้อสายมาจากท่านบรรพบุรุษเสวียนเหนียน นับเป็น
ทายาทรุ่นหลังของจักรพรรดิเซียน หนึ่งพันปีที่ผ่านมา เผ่า
เจียงสายรองที่ข้าสังกัดอยู่ขัดแย้งกับสายรองที่แข็งแกร่งกว่า
อีกสายหนึ่ง ฝั่งนั้นออกปล้นชิงพลังดวงเนตรมหามรรคาของ
ลูกหลานเผ่าเจียงอย่างเหิมเกริม สาเหตุที่ข้าเดินทางมาที่
ยอดเขาเซียนอีกาทองก็เพราะอยากช่วงชิงร่างของอีกาทองให้
หลุดพ้นจากชะตากรรมของเผ่าเจียง…”
สืบเชื้อสายมาจากเสวียนเหนียน?
หมายถึงเจียงเสวียนเหนียนน่ะหรือ
แล้วจักรพรรดิเซียนคือระดับขั้นใด หรือว่าเป็นคำ
เรียกขานเท่านั้น
แต่แดนสวรรค์ไม่มีตำแหน่งจักรพรรดิเซียนเสียหน่อย
เจียงฉางเซิงฟังไปพลางขบคิดไปพลาง
ที่แห่งนี้คืออนาคตจริงๆ ทั้งยังเป็นอนาคตที่ห่างไกลมาก
อีกด้วย แม้แต่แดนสวรรค์ก็กลายเป็นตำนานยุคโบราณไป
เสียแล้ว
ฟังจากที่เจียงสวินเล่า จักรพรรดิสวรรค์ได้พาแดน
สวรรค์ยุคโบราณเหินสู่เบื้องบนไปจากสามพันโลกแล้ว ยามนี้
ผู้ที่ปกครองโลกทั้งสามพันใบอยู่คือสายเลือดจักรพรรดิเผ่า
เจียง
เผ่าสายรองของสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงมีมากกว่า
พันสาย สายรองที่เจียงสวินอยู่นับเป็นสายรองที่อ่อนแอ ฐานะ
ต่ำต้อย
ภายในเผ่าเจียงแบ่งลำดับขั้นอย่างเคร่งครัด ระหว่าง
สายรองมีการจัดอันดับ สายรองอันดับสูงจะจัดการสายรอง
อันดับต่ำอย่างไรก็ได้ตามใจ ยอดอัจฉริยะของสายรองที่คอย
ดูดกลืนพลังของดวงเนตรมหามรรคาผู้นั้นเป็นคนที่ได้รับการ
ยอมรับจากสายเลือดจักรพรรดิ ดังนั้นเจียงสวินจึงต้องหนี
ตาย
เจียงสวินคิดหาวิธีมามากมายสารพัด เขาคิดว่าการแย่ง
ชิงกายเนื้อของเผ่าพันธุ์อื่นเป็นทางรอดชีวิตเพียงทางเดียว
ดวงเนตรมหามรรคาของสายเลือดจักรพรรดิสามารถ
ค้นหาดวงเนตรมหามรรคาของสายรองได้ ดังนั้นไม่ช้าก็เร็ว
เขาย่อมถูกไล่ล่า
“เจ้ายังมีสิ่งใดจะถามอีกหรือไม่”
เจียงสวินถามหน้ายุ่ง เขาคอยสังเกตสีหน้าของเจียงฉาง
เซิงอยู่ตลอดจึงพบว่าอีกฝ่ายกำลังขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแวว
ไม่สบอารมณ์
สิ่งนี้ทำให้เขาเดาที่มาของอีกฝ่ายไม่ถูก คนผู้นี้ถึงกับกล้า
ไม่พอใจสายเลือดจักรพรรดิเชียวรึ
หรือว่าอีกฝ่ายจะเหมือนกับเขา ต้องทุกข์ทรมานกับ
ชะตากรรมของเผ่าเจียงมาเหมือนกัน
เจียงฉางเซิงถามว่า “แล้วบรรพบุรุษของสายเลือด
จักรพรรดิคือผู้ใด”
เจียงสวินนึกครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ย้อนไปได้ถึงมหา
จักรพรรดิเซวียนเต้า ราชันนภาแห่งแดนสวรรค์ในยุคโบราณ”
“เผ่าเจียงมิใช่สายเลือดของมรรคาจารย์หรอกหรือ
มรรคาจารย์มิยื่นมือเข้ามาจัดการหรือไร”
“มรรคาจารย์รึ นั่นเป็นแค่ตำนานเท่านั้น ไม่มีอยู่จริง
เสียหน่อย เผ่าเจียงชอบเสกสรรปั้นแต่งตำนานเพื่อให้ฐานะ
ของตนเองอยู่เหนือผู้อื่น แค่ตำนานที่ว่าปฐมบรรพบรุษของ
เผ่าเจียงเป็นเทพผู้สร้างโลกผู้ก่อตั้งวิถีเซียน เพียงจุดนี้ก็มาก
พอให้เผ่าเจียงอยู่เหนือสรรพชีวิตทั้งมวลแล้ว”
เจียงสวินแค่นเสียงหยัน คล้ายไม่ประทับใจตำนานของ
มรรคาจารย์สักเท่าไรนัก
เจียงฉางเซิงกลับโล่งอก ตำนานของมรรคาจารย์ยังอยู่
เพียงแต่สรรพชีวิตทั้งหลายมิเคยพบตัวจริงก็เท่านั้น
คิดดูแล้วก็ถูก หากเขาอายุถึงหลายล้านปีหรืออาจ
ถึงร้อยล้านปีขึ้นมาจริงๆ ทุกครั้งที่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญก็คง
เป็นเวลานับหมื่นปี ในเวลาหมื่นปีย่อมเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นได้
มากมาย
บางทีตัวเขาในตอนนี้อาจปิดด่านอยู่ก็เป็นได้
อีกอย่างที่บอกว่าแดนสวรรค์ยุคโบราณเหินสู่เบื้องบน
คืออย่างไร เขาสร้างโลกอีกแห่งขึ้นมา หรือว่ามีมิติที่อยู่สูงกว่า
สามพันโลกอยู่จริงๆ
เจียงฉางเซิงคิดถึงขอบห้วงสุญญตา แต่ขอบห้วง
สุญญตาไม่เหมาะให้สิ่งมีชีวิตธรรมดาอาศัยอยู่
ประเดี๋ยวก่อน หรือว่าจักรพรรดิเซียนก็คือขั้นเบิกเนตร
อัครยุทธ์?
เพราะอย่างนั้นเมื่อบรรลุขั้นจักรพรรดิเซียนจึงเดินทาง
เข้าไปในขอบห้วงสุญญตาได้…
เจียงฉางเซิงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้
เจียงสวินดูเหมือนจะโทสะแล่นขึ้นศีรษะแล้ว เขาตั้งแง่
สงสัยและก่นด่าตำนานกับการกระทำของเผ่าเจียงต่อ
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็รู้สึกว่าเผ่าเจียงในยุคนี้คล้ายกับโลก
เทพยุทธ์ยิ่งนัก แม้เชิดชูคุณธรรมและระเบียบกฎเกณฑ์
แต่กลับซ่อนสิ่งเลวทรามอัปลักษณ์ไว้ยากนัก
ช่างเหมือนกงเกวียนกำเกวียนเสียจริง
เจียงฉางเซิงถามขัดจังหวะเจียงสวินที่กำลังพร่ำก่นด่า
อย่างไม่จบไม่สิ้น “ยุคแห่งหมื่นวิถีเกิดขึ้นมานานเท่าใดแล้ว
ยุคนี้ยังมีวิถียุทธ์อยู่หรือไม่”
เจียงสวินงุนงง เขามองเจียงฉางเซิงอย่างแปลกใจ แล้ว
ตอบด้วยน้ำเสียงฉงน “ยุคแห่งหมื่นวิถีหรือ นั่นคือสิ่งใด ข้า
ไม่เคยได้ยินมาก่อน ส่วนวิถียุทธ์ย่อมยังอยู่ แต่วิถียุทธ์เป็น
วิธีฝึกบำเพ็ญของมนุษย์ธรรมดา”
………………………………………………