เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 482 หน้าที่ของราชันนภา
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเห็นเจียงฉางเซิงแวบแรกก็นิ่งอึ้ง
เขารีบสาวเท้าเข้ามาในศาลาหินแล้วคุกเข่าโขกศีรษะคำนับ
เสียงดังสามหนติดกันเบื้องหน้าเจียงฉางเซิงทันที
“ทายาทขอคารวะท่านบรรพบุรุษ!”
โอรสสวรรค์เซวียนเต้ากล่าวทักทายอย่างตื่นเต้น เขา
ไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบสายตาขึ้นไปมองเจียงฉางเซิง
ตอนที่ไป๋ฉีมาหาเขาด้วยตนเอง เขาก็เดาได้แล้วว่าคง
มีผู้ยิ่งใหญ่บนสวรรค์สักคนมาเยือน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็น
มรรคาจารย์
เขาไม่เคยพบมรรคาจารย์มาก่อน แต่อีกฝ่ายหน้าตา
เหมือนบิดาของเขายิ่งนัก แล้วเมื่ออีกฝ่ายสั่งให้ไป๋ฉีมาตามเขา
ด้วยตนเองได้ เขาจึงเดาได้ในพริบตาว่าอีกฝ่ายคือมรรคา
จารย์
ว่ากันว่าบิดาของเขาเป็นคนสกุลเจียงที่คล้ายมรรคา
จารย์ที่สุด
“ลุกขึ้นเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเบา ไป๋ฉีไม่เดินไปนั่ง แต่เดินมายืน
ด้านหลังเขา
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าลุกขึ้น เขามองใบหน้าอ่อนเยาว์
ของบรรพบุรุษแล้วเกิดความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เขารู้สึก
ราวกับตนเองตกอยู่ในห้วงฝัน
หลังจากสติปัญญากลับมาทำงานอีกครั้ง เขาก็เริ่ม
หวาดหวั่น ท่านบรรพบุรุษมาตามหาเขาด้วยเหตุใดกัน
หรือว่ามหาศึกสถาปนาเทพจะยืดเยื้อนานเกินไป
นับตั้งแต่เขาเริ่มสงคราม เทียนจิ่งก็แผ่ขยายดินแดน
อย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาก็ยังห่างไกลจากการรวมเผ่ามนุษย์
เป็นหนึ่ง ห่างไกลอีกมากเหลือเกินจนทำให้เขารู้สึกไร้สิ้น
พละกำลัง
เมื่อท่านบรรพบุรุษมาพบเขาในเวลานี้ เขาจึงนึกได้แต่
สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ นานา
ไป๋ฉีหยิบน้ำชากาหนึ่งกับถ้วยชาออกมารินให้เจียงฉาง
เซิง เขาไม่ดื่มมันแต่ยื่นให้โอรสสวรรค์เซวียนเต้าด้วยมือ
ตนเอง
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าผู้เป็นฮ่องเต้มาแล้วหนึ่งพันเจ็ด
ร้อยกว่าปีคนนี้รับถ้วยน้ำชามาอย่างระมัดระวัง หัวใจของเขา
เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าประคองถ้วยชาไว้ระหว่างสองมือ
แต่ไม่กล้ายกดื่ม ยามเผชิญหน้ากับเจียงฉางเซิง เขา
กระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าปรารถนาจะเป็นสามราชันหรือ”
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็เอ่ยถาม โอรสสวรรค์เซวียนเต้าได้ยิน
คำนี้ก็มือไม้สั่น ส่วนไป๋ฉีทำหน้าสนอกสนใจ
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ผู้เยาว์มีเป้าหมายนี้อยู่จริงๆ”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มแล้วถามว่า “ด้วยพลังของเจ้า เจ้าคิด
ว่าอีกนานเท่าใดจึงจะทำสำเร็จ”
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเงียบงัน ในหัวใจรู้สึกขมขื่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “วิถีเซียนเผยแพร่ไปทั่วใต้หล้า
แล้ว มิหนำซ้ำเทียนจิ่งก็ผ่านการสถาปนาเทพมาหลายหน
ข้อได้เปรียบของเทียนจิ่งไม่นับว่ามากมายนัก มันไม่มากพอ
จะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ ข้าลองพยากรณ์ดูแล้ว หากไม่
มีโชคชะตาฟ้าเสริมส่ง เจ้าต้องใช้เวลาราวแปดหมื่นเก้าพันปี
จึงจะรวมโลกคุนหลุนให้เป็นหนึ่งเดียวได้”
ได้ยินดังนี้ โอรสสวรรค์เซวียนเต้าก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง
สีหน้าซีดเผือด ไป๋ฉีฟังแล้วก็หันไปมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ
แปดหมื่นเก้าพันปีนานพอให้ลูกหลานกี่รุ่นขึ้นไปอยู่บน
แดนสวรรค์ เขาจะอดทนไปจนถึงตอนนั้นได้หรือ
“ความจริงแล้วข้าไม่สนใจนักหรอกว่าผู้ใดจะเป็นราชัน
นภา หากทำหน้าที่ไม่ดีก็แค่เปลี่ยนคนใหม่ เทียบกับราชันนภา
แล้ว ข้าเป็นห่วงสกุลเจียงมากกว่า”
เจียงฉางเซิงจับจ้องโอรสสวรรค์เซวียนเต้าพร้อมกับเอ่ย
อย่างเนิบช้า คำพูดท่อนนี้ทำให้โอรสสวรรค์เซวียนเต้าฉงน
งงงวย
ไป๋ฉีก็ประหลาดใจเช่นกัน นายท่านลงมายังโลก
เบื้องล่างเพื่อสกุลเจียงหรอกหรือ
สกุลเจียงเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ “ตำแหน่งโอรสสวรรค์ย่อม
มีการผลัดเปลี่ยน ช้าเร็วเจ้าก็ต้องไปจากแดนมนุษย์ ดังนั้นข้า
มิสนใจว่าเจ้าจะรวมเผ่ามนุษย์ให้เป็นหนึ่งได้หรือไม่ แต่ข้า
สนใจสกุลเจียง ข้าไม่เพียงหวังว่าสกุลเจียงจะอยู่ดี แต่ยังหวัง
ว่าสกุลเจียงจะไม่กระทำสิ่งผิดด้วย ในฐานะทายาทของข้า
สถานะของสกุลเจียงจึงสูงส่งอย่างยากจะเลี่ยง พูดให้ชัดเจน
ยิ่งกว่านั้นก็คือพวกเจ้าปกครองดูแลทั้งสามภพแทนข้า ได้เสพ
สุขกับอำนาจอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ความคาดหวังที่ข้ามีต่อสกุล
เจียงย่อมสูงตาม”
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเหงื่อไหลโชก หรือว่าพวก
เชื้อพระวงศ์ไปก่อเรื่องอะไรมา
องค์ชายกับอ๋องของสกุลเจียงมีมากมายขนาดนั้น หาก
สืบดูจริงๆ ย่อมมีพวกชั่วช้าทำเรื่องเลวทรามอยู่แน่ ไม่ว่า
อย่างไรพวกเขาก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมวลมนุษย์ เสพสุขกับ
อำนาจที่สรรพชีวิตยากจะเอื้อมถึง ความปรารถนาของ
พวกเขาย่อมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึงเช่นกัน
โอรสสวรรค์เซวียนเต้ายิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัว ในใจถึงขั้น
เกิดจิตสังหาร
เจ้าตัวน่าตายพวกนั้นไปทำเรื่องหนักหนาเกินทนอันใด
จนท่านบรรพบุรุษต้องหันมาสนใจอย่างนั้นหรือ
“ข้าจะมอบพลังที่จะทำให้เจ้ากลายเป็นราชันนภา หน้าที่
ต่อจากนี้ของเจ้าคือควบคุมสอดส่องสกุลเจียงตราบจน
ชั่วนิรันดร์ ส่วนเรื่องของเผ่ามนุษย์ เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจ”
เจียงฉางเซิงจ้องโอรสสวรรค์เซวียนเต้าระหว่างที่เอ่ย
คำพูดนี้ ยามนี้สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจังอย่างยิ่ง
ระดับขั้นบำเพ็ญอย่างเขา ต่อให้แผ่พลังออกมากดดัน
เพียงเสี้ยวเดียวก็มากพอทำให้โอรสสวรรค์เซวียนเต้าพังทลาย
แล้ว
เวลานี้โอรสสวรรค์เซวียนเต้ารู้สึกเหมือนจะหายใจ
ไม่ออก เขาไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน เขาไม่สงสัยสักนิด
ว่าสายตาของท่านบรรพบุรุษสังหารคนได้ แล้วยังเป็นการตาย
ชนิดที่ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไปด้วย!
“จงจำไว้ ตราบชั่วนิรันดร์ หากในอนาคตสกุลเจียง
มีลูกหลานสารเลว ทำให้คนในตระกูลเข่นฆ่ากันเอง หรือก่อ
เภทภัยให้สรรพชีวิตขึ้นมา ความรับผิดชอบของเจ้า
จะหนักหนาที่สุด นี่คือสิ่งแลกเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ของ
การกลายเป็นราชันนภา ข้าทำให้เจ้ากลายเป็นราชันนภาได้ ก็
ริบตำแหน่งราชันนภาจากเจ้าได้เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเย็นชา การจัดการเรื่องนี้มิอาจ
เห็นแก่สายสัมพันธ์ทางสายเลือด
“เจ้าจงคิดให้ดีว่าจะรับหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวจบก็ยกมือขวาขึ้นมา ไป๋ฉีหยิบถ้วย
น้ำชาอีกใบหนึ่งมารินชาให้เขาอย่างรู้ความ ก่อนจะวางลงบน
มือของเขา
ความคิดของโอรสสวรรค์เซวียนเต้าตบตีกัน เขาไม่
ใจร้อนตอบตกลงทันที เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับสกุลเจียง
ทั้งหมด มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากเกินไป
แต่เขาเข้าใจดีว่าอาศัยเพียงตัวเขาคนเดียว แทบ
ไม่มีทางรวมผ่ามนุษย์ของโลกคุนหลุนให้เป็นหนึ่งได้ กาลเวลา
แปดหมื่นเก้าพันปีที่ท่านบรรพบุรุษกล่าว เป็นเพียงระยะเวลา
หากสถานการณ์ราบรื่นเท่านั้น เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะอดทน
ถึงยามนั้นได้หรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่ง
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าก็ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งแล้ว
คุกเข่าโขกหน้าผากกับพื้นอีกครั้ง เขาเอ่ยเสียงขึงขัง “ทายาทผู้
นี้ยินดีน้อมรับภาระหน้าที่ของราชันนภา หากสกุลเจียงทำผิด
ต่อพระคุณของท่านบรรพบุรุษ ข้ายินดียอมรับโทษทัณฑ์ทุก
ประการ!”
ไป๋ฉีมองภาพนี้แล้วรู้สึกว่านี่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของ
ประวัติศาสตร์ เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานหลังจากนี้
จะต้องมีผู้คนมากมายสงสัยใคร่รู้เรื่องนี้เป็นแน่
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น กระบี่น้อยเล่มแล้วเล่มเล่าร่วง
กราวลงบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงใสกังวาน
“เงยหน้าขึ้น”
เมื่อได้ยินเสียงของท่านบรรพบุรุษ โอรสสวรรค์เซวียน
เต้าก็เงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เป็นจังหวะพอดีกับที่นิ้วชี้มือขวา
ของท่านบรรพบุรุษจิ้มลงมา แสงเจิดจ้าสายหนึ่งมุดเข้าไปใน
หน้าผากของเขา ทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์ นิ่งงันไปทั้งตัว
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยว่า “ข้าจะกลับไปก่อน”
ไป๋ฉีได้ยินก็รีบบอกว่า “ข้าก็จะกลับไปด้วย”
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อพานางกลับไปยังตำหนัก
เมฆาม่วงด้วยกัน
ไป๋ฉีเห็นเจียงฉางเซิงนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาอีกครั้งก็ขยับเข้ามาถามว่า “นายท่าน สกุลเจียง
เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ”
“แค่ป้องกันภัยที่ยังไม่เกิดเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบจากนั้นก็หลับตาลง
ความจริงเขาเองก็สงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งว่าหลังจากเขาทำ
เช่นนี้แล้ว อนาคตจะยังเป็นอนาคตที่เขาเคยเห็นอยู่อีกหรือไม่
หากไม่ใช่ ย่อมพิสูจน์ว่าอนาคตนั้นเป็นเพียงบททดสอบ
ที่มรรคาสวรรค์ทดสอบเขา
แต่หากใช่ เช่นนั้นเจียงฉางเซิงก็คงต้องทอดถอนใจกับ
ความน่ากลัวของโชคชะตา
โอรสสวรรค์เซวียนเต้าเป็นทั้งมาตรการควบคุมสกุล
เจียงของเขา แล้วก็เป็นการทดสอบโชคชะตาอย่างหนึ่งด้วย
“นายท่าน กระบี่เหล่านั้นคือสมบัติอาคมอันใดหรือ” ไป๋
ฉีเปลี่ยนมาถามเรื่องอื่น ดวงตาของนางกลอกกลิ้งล่อกแล่ก
สิ่งที่คิดอยู่ในใจเผยมาอยู่บนใบหน้าเสียหมด
เจียงฉางเซิงเหล่มองแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้าสร้างจอม
ปราชญ์สักคนให้โลกคุนหลุนได้ ข้าจะยกยอดของวิเศษที่
เหนือกว่าคันฉ่องฟ้าดินให้เจ้าหนึ่งชิ้น”
ไป๋ฉีเบิกดวงเนตรงามจนกลมโตแล้วรีบถามว่า “สิ่งใด
คือจอมปราชญ์เจ้าคะ คนอย่างนักปราชญ์ฉีอย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างแฝงความนัย “คนผู้นั้นคือผู้
มีบุญบารมีใหญ่หลวงต่อทั้งโลกและวิถีเซียน อิทธิพลของ
ฉีหยวนอยู่แค่ในเผ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ยามจอมปราชญ์
ปรากฏตัว สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนยอมรับว่าเขาคือจอม
ปราชญ์”
กล่าวจบเจียงฉางเซิงก็หลับตา ไป๋ฉีเดินไปหยุดตรงหน้า
ไป๋หลงแล้วเริ่มขบคิดพิจารณาคำพูดของเจียงฉางเซิง ยาม
จอมปราชญ์ปรากฏตัว สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนยอมรับว่าเขา
คือจอมปราชญ์…นี่ไม่ใช่นายท่านหรอกหรือ
แล้วนางจะไปหามรรคาจารย์คนที่สองมาได้อย่างไรกัน
จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!
ไป๋ฉีสับสน แต่ในใจกลับยังคงครุ่นคิดอยู่ นางไม่อยาก
ยอมแพ้ หากได้ยอดของวิเศษที่เหนือกว่าคันฉ่องฟ้าดิน
มาครองจริงๆ ดูซิว่าผู้ใดยังจะกล้าหัวเราะเยาะนางว่าอ่อนแอ
อีก
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วนึกถึงเจียงสวิน
เริ่มแรกเขาเพียงเวทนาเจียงสวินเท่านั้น แต่ก่อนจาก
มาพรสวรรค์ที่เจียงสวินแสดงออกมาให้เห็นทำให้เขาทึ่ง เวลา
สั้นๆ เพียงสิบห้าปี นอกจากฝึกเคล็ดวิชามหามรรคาปราณ
ทองคำ วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง วิชาเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี
วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธาต่างๆ เหล่านี้สำเร็จแล้ว เขายังใช้ดัชนี
มรรคพิฆาตโลกาได้อีกด้วย
สติปัญญาระดับนี้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบ
มา มีลูกหลานเช่นนี้ ยากที่เขาจะไม่ภาคภูมิใจ
“หากอนาคตเป็นเรื่องจริง เจียงสวิน ข้าก็ตั้งตารอคอย
ที่จะพบเจอเจ้ายิ่งนัก” เจียงฉางเซิงยกมุมปากโค้ง หัวใจ
เปลี่ยนมาเบิกบาน
กาลเวลาช่างน่าสนใจเสียจริง แม้มันจะทำให้คนวิตก
หวาดหวั่นอย่างที่สุด แต่มันก็เต็มไปด้วยจินตนาการเช่นกัน
การพบพานกับเจียงสวินหนนี้ทำให้เขาตั้งตาคอยอนาคต
อย่างเต็มเปี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็ยังคอยระวัง เขาตั้งตาคอย
อนาคตได้ แต่มิอาจเชื่ออนาคตที่ตนเองเห็นมาได้ เพราะเมื่อ
เชื่อขึ้นมาแล้ว ย่อมเผลอปล่อยปละละเลยได้อย่างง่ายดาย
บางทีอาจเอาแต่เฝ้ารอให้เป็นเช่นนั้น
‘ระดับขั้นจักรพรรดิเซียนปรากฏแล้ว แม้แต่เจ้าเด็กเจียง
เสวียนเหนียนคนนั้นยังกลายเป็นจักรพรรดิเซียนได้ ข้าเองก็
จะหยุดนิ่งไม่ได้เช่นกัน ข้าต้องคอยทำตัวเป็นตัวอย่างให้
ลูกหลานสืบไป’ เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้
…
ณ โลกใบหลักของโลกเทพยุทธ์
ไท่ซั่งคุนหลุนก้าวเดินอยู่ในวิหารหลังใหญ่ สีหน้าของเขา
ถมึงทึง เมื่อเดินมาถึงหน้าขั้นบันได เขาก็เงยหน้ามองร่างที่นั่ง
สมาธิอยู่ด้านบน
“บรรพจารย์ยุทธ์ ในเมื่อท่านกุมอำนาจอยู่ เหตุใดจึงไม่
สนใจปกคอรงโลกเทพยุทธ์ ดูแลสามพันโลกเล่า” ไท่ซั่งคุน
หลุนถามเสียงเข้ม น้ำเสียงยากจะปกปิดโทสะ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่ตอบ
“ยามนี้เผ่าทั้งหลายต่างเปิดศึก สำนักทั้งหลายเข่นฆ่า
กัน โหดเหี้ยมเสียยิ่งกว่าก่อนยุคแห่งหมื่นวิถี โลกเทพยุทธ์
ไม่ได้รับคำสั่งของท่านจึงมิกล้าเคลื่อนไหว มหามรรคาแต่ละ
สายโอหังเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ บรรพจารย์ยุทธ์ ท่านผลักดันยุค
แห่งหมื่นวิถีเพื่อสิ่งใดกันแน่”
ไท่ซั่งคุนหลุนจี้ถาม เมื่อเห็นบรรพจารย์ยุทธ์ไม่ตอบ เขา
ก็ระเบิดโทสะออกมาจนวิหารหลังโตสั่นไหว
“ข้าเริ่มยุคแห่งหมื่นวิถีก็เพื่อเตรียมตัวรับมือมหันตภัย
แห่งวิถียุทธ์ ข้าไม่สนใจสถานการณ์ในปัจจุบันก็เพราะ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เช่นกัน” บรรพจารย์ยุทธ์เอ่ยอย่างเนิบช้า
ไท่ซั่งคุนหลุนฟังแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว
ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังจะเอ่ยถามต่อ แต่แล้วเขาก็ได้ยิน
บรรพจารย์ยุทธ์เอ่ยต่อว่า “มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ร้ายกาจกว่า
ที่เจ้าจินตนาการไว้ วิถียุทธ์ต้องปรองดองกับขุมพลังทั้งมวล
ส่วนที่ข้าปล่อยให้พวกเขาเข่นฆ่ากันตามใจก็เพราะหวังว่าสิ่งนี้
จะผลักดันให้เกิดผู้แข็งแกร่งมากขึ้น ในท้ายที่สุดมหันตภัย
ย่อมคร่าชีวิตผู้อ่อนแอนับไม่ถ้วนไปอยู่ดี แทนที่จะให้พวกเขา
ตายในมหันตภัย มิสู้ให้ทำคุณประโยชน์เพื่อจบมหันตภัย
ดีกว่าหรือ
แล้วอีกอย่างมหันตภัยก็มาถึงแล้ว ทุกสิ่งที่เจ้าเห็นล้วน
เป็นอิทธิพลของมหันตภัย แต่ไหนแต่ไรมหันตภัยก็มิใช่การ
เผชิญหน้าระหว่างสรรพชีวิตกับเหล่าอสุรกาย แต่มหันตภัย
คือหายนะระหว่างสรรพชีวิตทั้งหลายด้วย!”
พูดถึงท่อนสุดท้าย พลังอันน่าหวาดกลัวของบรรพจารย์
ยุทธ์นิพพานก็แผ่ออกมากดดันไท่ซั่งคุนหลุน ไท่ซั่งคุนหลุน
ตระหนกจนหน้าถอดสี
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานลุกขึ้นยืน เขาก้มมองไท่ซั่งคุน
หลุนจากเบื้องบนแล้วเอ่ยว่า “อย่าบังอาจมากเกินไปนัก จิตใจ
ของเจ้าออกห่างจากความยำเกรงวิถียุทธ์แล้ว ข้าให้เจ้าไป
เปิดรับพลังที่แตกต่างก็เพราะหวังว่าเจ้าจะเปลี่ยนพวกมันให้
กลายเป็นวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้น มิใช่ให้เจ้ามาคลางแคลงในวิถี
ยุทธ์”
ไท่ซั่งคุนหลุนกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “พลังก็คือพลัง ไยต้อง
ยึดติดกับวิถีใดวิถีหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของมหันตภัย
มิใช่หมายความว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีจุดจบหรือไร
การกระทำของท่านไม่ใช่กำลังทำลายวิถียุทธ์อยู่หรือ ต่อให้
ดูเหมือนทำเพื่อรับมือหายนะก็จริง แต่ท่านจะรู้ได้อย่างไรเล่า
ว่านี่มิใช่การให้โอกาสมหามรรคาอื่นมาแทนที่วิถียุทธ์
ในสายตาข้า วิถียุทธ์เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดตั้งนานแล้ว
มิใช่เพราะวิถียุทธ์ไม่ได้ความ แต่เพราะความรู้สึกของสรรพ
ชีวิต พวกเขารู้สึกว่าหากปรารถนาจะสร้างยุคสมัยใหม่ มีแต่
ต้องทำให้วิถียุทธ์หายไปพร้อมกับความคั่งแค้นของสรรพชีวิต
เท่านั้น สรรพชีวิตจากหมื่นวิถีจึงจะได้ต้อนรับการมาเยือนของ
ยุคทองอันสงบสุข!”
………………………………………………………