เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 483 เทวะหกตัณหา พลังของมหันตภัย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 483 เทวะหกตัณหา พลังของมหันตภัย
เมื่อคำพูดของไท่ซั่งคุนหลุนจบลง วิหารหลังใหญ่ก็
เงียบกริบ พลังล่องหนสองสายกำลังประชันพลังกัน
“ช่างพูดจาได้สง่าผ่าเผย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้ามอง
ทุกสิ่งกระจ่างแล้วจริงๆ”
บรรพจารย์ยุทธ์เอ่ยเสียงเย็นชา เห็นชัดว่าไท่ซั่งคุนหลุน
จุดโทสะของเขาขึ้นมาแล้ว
“เจ้าถือกำเนิดจากวิถียุทธ์ ได้รับการฟูมฟักจากโลกเทพ
ยุทธ์ เจ้าคิดว่าขอเพียงเจ้าไม่คิดเช่นเดิมแล้ว เจ้าจะมิใช่คน
ของวิถียุทธ์อย่างนั้นหรือ หากวิถียุทธ์ล่มสลาย เจ้าก็ต้องตาย
ไปด้วย
ผู้คนบนโลกนี้ล้วนต้องมีจุดยืน แม้กระทั่งฟ้าดินสรวลยัง
ต้องออกตามหาจุดยืนที่ถูกโฉลกกับตนเอง เจ้าคิดว่ามีสติ
แจ่มชัด ละทิ้งจุดยืนแล้วจะใช้ชีวิตตามความเชื่อของตนเอง
อย่างแท้จริงได้หรือ หากมีขุมพลังที่เจ้าต้านไม่ไหวบุกมาสั
งหารเจ้า นอกจากวิถียุทธ์ ผู้ใดยังจะมาช่วยเหลือเจ้าอีก”
แต่ละประโยคของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานรุนแรงขึ้น
เรื่อยๆ เขาไม่มีท่าทีวางเฉยเฉกเช่นวันวานอีกต่อไป โทสะนั้น
กดเก็บไว้ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว
ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นเสียงหยันดังเหอะแล้วเอ่ยว่า “จริง
อย่างที่คิด ท่านสมคบกับฟ้าดินสรวลสินะ มหาศึกโลกเทพ
ยุทธ์ก่อนหน้านี้ ท่านล่วงรู้แผนการของพวกผู้ฝึกบำเพ็ญสาย
อื่นจากฟ้าดินสรวลมาก่อนแล้ว จึงเลือกลงมือในจังหวะที่
เหมาะสม ส่วนที่ฟ้าดินสรวลมาช่วยข้าตามหาพลังของมหา
มรรคาสายอื่นก็เพราะเป็นการช่วยในสิ่งที่ท่านต้องการด้วย
สินะ!”
ไอสังหารพลุ่งพล่านออกมาจากตัวบรรพจารย์ยุทธ์
นิพพาน “ถูกต้องแล้ว โม่วั่งเป็นเพียงหมากในฉากหน้าของข้า
ฟ้าดินสรวลต่างหากคือหมากที่ข้าเอาไว้จับตาดูพวกผิดแผก
ข้าไม่ได้มีเพียงหมากเม็ดนี้ แต่ยังมีหมากอีกมากมาย ในเมื่อ
เจ้ารู้แล้ว มิหนำซ้ำยังคุยกันมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าเตรียมใจจะรับ
ผลของการเปิดโปงทุกสิ่งไว้แล้วหรือยัง”
ครืนนนน!
วิหารหลังใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังอันน่ากลัว
โถมเข้ามาห้อมล้อมไท่ซั่งคุนหลุน แต่เขากัดฟันต้านรับอย่าง
ไร้ความกลัว
ไท่ซั่งคุนหลุนเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะอันมากมายท่วม
ฟ้าของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน แต่ใบหน้ากลับค่อยๆ ฉีกยิ้มที่
แลดูคลุ้มคลั่งออกมา
“ก็แค่แรงกดดันเท่านี้…”
หน้าผากของไท่ซั่งคุนหลุนมีลวดลายที่เปล่งแสงสีเงิน
ปรากฏออกมา เส้นผมยาวสะบัดพลิ้วอย่างไร้การควบคุม
คลื่นพลังของเขาค่อยๆ ไต่ขึ้นสูง
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเติบใหญ่มาได้ถึงขั้นนี้ น่าเสียดาย
เจ้าไม่รู้สักนิดว่าพลังที่เหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์
แข็งแกร่งมากเพียงใด!”
บรรพจารย์ยุทธ์เอ่ยเสียงเย็นชา สิ้นเสียงทั้งวิหารก็
เปลี่ยนไปในพริบตา มันกลายเป็นห้วงมิติสีม่วงเข้ม ภาพ
สัญลักษณ์หยินหยางขนาดมหึมาที่ดูเลือนรางลอยอยู่เหนือ
ร่างของทั้งสองคน
ภาพหยินหยางเคลื่อนหมุน พัดพาพลังอันไร้ขีดสุดลงมา
สู่เบื้องล่าง ภาพมายานับพันหมื่นทะลักเข้ามาในดวงตาของ
ไท่ซั่งคุนหลุน เขายกสองมือขึ้นมากุมหัว สีหน้าเจ็บปวด
ทรมาน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานผู้ยืนอยู่เบื้องบน ปรายตาลงมา
มองเขาดิ้นรน
“อ๊ากกกก!”
ทันใดนั้นไท่ซั่งคุนหลุนก็แหงนหน้ากู่ร้องอย่าง
เกรี้ยวกราด กวานที่สวมประดับบนเรือนผมแตกกระจาย
ปล่อยเส้นผมทิ้งตัวลงมายุ่งเหยิง สองตาของเขาเต็มไปด้วย
เส้นเลือดฝอยแตกระแหง มองไปยังบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
อย่างโกรธเกรี้ยว
ลวดลายที่ทอแสงสีเงินบนหน้าผากรวมตัวกันกลาย
เป็นเงาร่างของเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง เขาสะบัดกระบี่ฟาดฟัน
ใส่ท้องฟ้า หนึ่งกระบี่นี้ทรงพลังอย่างยิ่งประหนึ่งจะสะบั้นท้อง
นภาลงมา มันโจมตีถูกภาพสัญลักษณ์หยินหยางอย่างจัง
เปรี้ยง!
ร่างขององค์เทพสั่นระริกอย่างรุนแรง พลังอัน
น่าหวาดกลัวทำให้ห้วงมิติบิดเบี้ยว
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยื่นมือออกมากดลงเบื้องล่าง
สัญลักษณ์หยินหยางร่วงลงมาตาม มันใช้พลังที่ไม่มีสิ่งใด
ต้านทานได้บดขยี้ร่างขององค์เทพแล้วโถมทับลงมาบดขยี้
ไท่ซั่งคุนหลุน
ทุกสิ่งเบื้องหน้าไท่ซั่งคุนหลุนแตกสลายในพริบตา ตัว
เขาราวกับสะดุ้งตื่นจากความฝัน หลังจากได้สติเขาพลัน
ลืมตาดู เขาพบว่าตนเองยังอยู่ในวิหารหลังใหญ่ แต่
มิได้รับบาดเจ็บอย่างใด บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยังยืนอยู่บน
บันได มองมาที่เขาอย่างนิ่งสงบ
“ทุกสิ่งเมื่อครู่คือภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ”
สองมือของไท่ซั่งคุนหลุนกำเป็นหมัด หน้าผากมีเหงื่อ
เย็นเฉียบผุดพราย
แม้จะเป็นภาพลวงตา แต่พลังอันน่าหวาดกลัวที่ไม่อาจ
พรรณนาได้ที่กดทับลงมานั่นเป็นของจริง!
“สัมผัสได้แล้วใช่หรือไม่ นี่ก็คือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ มัน
จะทำให้ครอบครัวกลายเป็นศัตรู ทำให้สามพันโลกจมลงสู่
สงครามอันไร้ที่สิ้นสุด สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจทุกชนิดจะถูก
มหันตภัยกระตุ้นความชั่วร้ายในจิตใจให้เพิ่มพูน ข้าเพียง
ปล่อยให้เป็นไปตามครรลองเท่านั้น เพราะหากโลกเทพยุทธ์
ฝืนขัดขวาง รังแต่จะทำให้เกิดสงครามที่ขนาดใหญ่มากกว่า
เดิม”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานอธิบายอย่างนิ่งสงบ เขากลับมา
มีท่าทีสุขุมวางเฉยตามปกติอีกครั้ง
ไท่ซั่งคุนหลุนย้อนนึกถึงสภาวะก่อนหน้านี้ เขารู้สึก
เหมือนมีมารเข้าสิงจริงๆ เขานึกหวาดกลัวย้อนหลังแล้ว
เงยหน้าถามว่า “นี่คือพลังแห่งกฎของสิ่งใด”
“พลังแห่งกฎอย่างนั้นรึ กฎทั้งหลายเป็นเพียง
ภาพสะท้อนของมหามรรคา กฎที่เจ้าสัมผัสได้ล้วนเป็นกฎที่
มรรคาสวรรค์เผยให้เห็น แต่ตัวมหันตภัยเป็นพลังของมรรคา
สวรรค์เองจึงมิอาจจับต้องได้ ยามที่พลังสายนี้ปกคลุมทั่วห้วง
อนันต์สุญญตา ยามนั้นมหันตภัยที่แท้จริงจึงจะมาเยือน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกล่าวตอบ น้ำเสียงของเขาแฝง
ไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน
ไท่ซั่งคุนหลุนนิ่งเงียบ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานกลับไปนั่งสมาธิอีกครั้ง “กลับไป
เถิด”
ไท่ซั่งคุนหลุนกัดฟันถามว่า “ข้าอยากรู้ว่าเหนือกว่าขั้น
เบิกเนตรอัครยุทธ์คือระดับขั้นใด”
“เทวะหกตัณหาของระดับขั้นเทวะ”
“เทวะหกตัณหา…”
ไท่ซั่งคุนหลุนเอ่ยทวนนามของระดับขั้นนี้ ในดวงตา
มีแววตาประหลาดฉายวาบออกมา
…
เริ่มแรกเหตุการณ์ที่มรรคาจารย์ไปเยี่ยมเยือนโอรส
สวรรค์เซวียนเต้ายังไม่แพร่กระจายออกไปข้างนอก กระทั่ง
ยี่สิบปีให้หลัง โอรสวรรค์เซวียนเต้าเดินทางไปร่วมสนามรบ
ด้วยตนเอง แล้วใช้ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพพิชิต
สนามรบนั้นจนราบคาบ สร้างชื่อเสียงโด่งดังสะเทือนใต้หล้า
ผู้คนไม่น้อยในใต้หล้าจึงเริ่มสงสัยว่าค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์
สวรรค์พิภพเป็นสิ่งที่มรรคาจารย์มอบให้
เหตุการณ์นี้ทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่นแตกตื่น
แม้แต่แดนสวรรค์ก็ยังถกเถียงกัน
ในสวนท้อสวรรค์ของแดนสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์กับเฉินหลี่กำลังร่ำสุราสนทนากัน
“ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทร์สวรรค์พิภพนั่นร้ายกาจ
ถึงเพียงนั้นจริงหรือ” จักรพรรดิสวรรค์ถามอย่างสงสัยใคร่รู้
เฉินหลี่ลูบหนวดเครา “ไม่ธรรมดาจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ หาก
โอรสสวรรค์เซวียนเต้ามีพลังแข็งแกร่งมากพอ จะใช้ค่ายกล
กระบี่นี้สยบโลกสักใบก็ไม่มีปัญหาสักนิด”
จักรพรรดิสวรรค์จิ๊ปากชื่นชมความมหัศจรรย์ของมัน
แล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะยังคิดถึงลูกหลานของ
เขาอยู่”
“หรือบางทีเทียนจิ่งอาจทำให้เขาผิดหวังแล้วก็เป็นได้
แต่จะโทษเทียนจิ่งก็มิได้ สาเหตุที่เทียนจิ่งมิอาจรวมใต้หล้า
เป็นหนึ่งได้ ก็เพราะแดนสวรรค์สูบเอาขุมกำลังของเทียนจิ่ง
มา” เฉินหลี่ส่ายหน้ายิ้มๆ
การสถาปนาเทพแต่ละครั้งในรอบหนึ่งพันปีล้วนสูบเอา
กำลังรบชั้นยอดจำนวนมากมาจากเทียนจิ่งที่กำลังอยู่ในยุค
รุ่งเรือง ทว่าถึงจะเป็นเช่นนี้ เทียนจิ่งก็ยังคงรักษาขุมกำลังของ
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาอันดับหนึ่งในใต้หล้าเอาไว้ได้ ความ
แข็งแกร่งที่อาณาจักรแห่งนี้สั่งสมไว้ช่างชวนให้ใต้หล้า
ตกตะลึง
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มตอบ “ดูท่ามรรคาจารย์จะตั้งใจ
สนับสนุนให้เขากลายเป็นหนึ่งในสามราชัน เช่นนี้ก็ดี เผ่า
มนุษย์บนโลกคุนหลุนสมควรรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว
เช่นนี้จึงจะเผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ได้ สนทนาเรื่อง
อื่นกันเถิด ระยะนี้ความขัดแย้งระหว่างผู้บำเพ็ญเซียนกับผู้ฝึก
ยุทธ์รุนแรงมากขึ้นทุกวัน แดนสวรรค์เจรจากับโลกเทพยุทธ์
ล่มอยู่บ่อยครั้ง สถานการณ์ดูไม่ค่อยปกติเท่าไร”
เฉินหลี่ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาท เรื่องนี้ข้าก็กำลังอยาก
จะพูดอยู่เช่นกัน ท่านรู้สึกหรือไม่ว่า พวกเราอารมณ์ร้อนอย่าง
ควบคุมไม่ได้มากขึ้นทุกที เผลอพูดโพล่งด้วยโทสะง่ายดาย
ยิ่งนัก แม้กระทั่งเทพเซียนยังเป็นเช่นนี้ มิต้องพูดถึงแดนมนุษย์
หากเกิดกับคนจำนวนน้อยก็แล้วไปเถิด แต่สถานการณ์เช่นนี้
กลับขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ หรือว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้
จะมีพลังอันใดขับเคลื่อนอยู่”
“ข้ารู้สึกมาตั้งนานแล้ว แต่สถานการณ์เช่นนี้มิได้เกิดกับ
โลกคุนหลุนเพียงแห่งเดียว มหาพิภพนิลเหลืองวุ่นวายกว่า
พวกเราเสียอีก แม้แต่เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจเหล่านั้นยังเปิด
สงครามกัน บางทีสิ่งนี้ต่างหากที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
พลังของภัยพิบัติช่างเหนือกว่าที่พวกเราจิตนาการเอาไว้มาก
นัก”
จักรพรรดิสวรรค์ตอบอย่างนิ่งสงบ เขาวางจอกสุราลง
อย่างเนิบช้าแล้วเงยหน้ามองท้องนภา
เฉินหลี่ก็จมลงในห้วงภวังค์ความคิดด้วย
พวกเขารู้ว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธ์กำลังจะมาเยือน แต่
มิทราบว่ามันจะมาเยือนยามใด บรรยากาศกดดันเช่นนี้
ช่างหนักหน่วงเป็นที่สุด
พวกเขาล้วนสัมผัสได้ว่าโลกคุนหลุนไปจนถึงมหาพิภพ
นิลเหลืองคล้ายภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด สิ่งต่างๆ กำลังถูกบีบ
อัดกดทับ ยามใดมันระเบิดออกมา หายนะที่บังเกิดย่อมเป็น
สิ่งที่ยากจะจินตนาการออก
…
กาลเวลาไหลเร็วรี่ดุจกระสวยทอผ้า
นับตั้งแต่แวะไปหาโอรสสวรรค์เซวียนเต้า เจียงฉางเซิงก็
เข้าสู่การปิดด่าน จนกระทั่งเขาสัมผัสพบคลื่นพลังแผ่ออก
มาจากหยกโบราณ
เขาลืมตาขึ้น แล้วเรียกหยกโบราณออกมา
ในเวลาเดียวกันก็นับนิ้วคำนวนเวลาไปด้วย
การปิดด่านหนนี้ใช้เวลาไปแล้วสามร้อยหกสิบปี แต่เขา
กลับรู้สึกว่ามันเร็วยิ่งกว่าการปิดด่านครั้งไหนๆ
‘ดูท่าระดับขั้นยิ่งสูง ประสาทสัมผัสรับรู้ด้านเวลาจะยิ่ง
เฉื่อยลง เป็นความแตกต่างของระดับขั้นสินะ’ เจียงฉางเซิงคิด
เช่นนี้ในใจ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของโม่วั่งดังออกมาจาก
หยกโบราณ
“มรรคาจรย์ เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างพวกเรา
อาจกำลังถูกพลังปริศนาบางอย่างครองงำอยู่ พวกข้า
สอบถามผู้มิดับสลายในขอบห้วงสุญญตามาแล้ว เขาเปิด
เผยความลับสวรรค์บอกพวกข้าว่ามหันตภัยมาเยือนแล้ว!” น้ำ
เสียงของโม่วั่งเคร่งเครียดอย่างยิ่ง บังเอิญว่าไป๋ฉีไม่อยู่ใน
ตำหนักพอดี มิเช่นนั้นคงกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว
เจียงฉางเซิงเอ่ยถามว่า “ตัวตนผู้มิดับสูญคือผู้ใด”
“เขามีนามว่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ เขาอาศัยอยู่ในขอบ
ห้วงสุญญตามาช้านาน เป็นผู้แข็งแกร่งที่อยู่มาก่อนวิถียุทธ์
ถือกำเนิด มิตายมิสูญสลาย สอดส่องความลับของสวรรค์ได้
เขาไม่เลือกฝ่าย ขอเพียงตามหาเขาพบแล้วจ่ายค่า
แลกเปลี่ยนตามที่ตกลงกันก็จะได้ล่วงรู้ความลับของสวรรค์”
โม่วั่งอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
ที่แท้ก็เขานั่นเอง!
มูลค่าความแข็งแกร่งเท่ากับห้าสิบสองแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์ก็ไม่เลือกฝ่ายได้จริงๆ นั่นแหละ สาเหตุก็เป็น
เพราะเขาแข็งแกร่งมากพอ เขาไม่ต้องการคนอื่น มีแต่คนอื่นที่
ต้องมาขอร้องเขา
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เป็นผู้ที่
แข็งแกร่งที่สุดในขอบห้วงสุญญตาหรือ เทียบกับเทวะแห่งโลก
เทพยุทธ์เป็นอย่างไร”
โม่วั่งตอบว่า “เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์แข็งแกร่งมาก
เพียงใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ส่วนเทวะของโลกเทพยุทธ์ยิ่งลึกลับ
เข้าไปใหญ่ เทวะทั้งหลายเหมือนปล่อยวางจากสามพันโลก
ไปแล้ว พวกเขาแทบไม่เคยสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องของโลก
เทพยุทธ์เลย แล้วก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ด้วยว่าพวกเขาอยู่ที่ใด”
เขาเคยสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธ์
แล้วก็เคยหวาดกลัวพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เขาไม่เคยพบเท
วะเหล่านั้นมาก่อน
เจียงฉางเซิงฟังจบก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเหล่าเทวะแห่ง
โลกเทพยุทธ์มากกว่าเดิม ตัวตนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่ใดกันแน่
แล้วเทวะที่แข็งแกร่งที่สุดแข็งแกร่งมากเพียงใด
จู่ๆ เขาก็นึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากภาพมายาอนาคตครา
ก่อน แดนสวรรค์ยุคโบราณเหินขึ้นสู่ฟ้าไปจากสามพันโลก
แล้ว หรือว่าจะยังมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่อีกแห่งหนึ่ง
น่าจะไม่ใช่ หากโลกเทพยุทธ์เดินทางไปสู่ดินแดนที่ระดับ
ขั้นสูงกว่านี้ได้ โลกเทพยุทธ์ก็คงไม่ต้องมากังวลเกี่ยวกับ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เช่นนี้แล้ว
“มรรคาจารย์ มหันตภัยช่างแปลกพิสดารนัก ท่านมีสิ่ง
ใดที่หลงลืมไปหรือไม่” โม่วั่งเปลี่ยนมาถามเรื่องอื่น น้ำเสียง
ของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ก็มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่เพียงข้าคนเดียว
หรือ”
“ไม่ใช่ พวกผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างพวกข้าก็ล้วนรู้สึก
ว่าตนเองลืมเลือนสิ่งใดไปเช่นกัน นี่หมายความว่ามีพลังที่
เหนือจินตนาการของพวกเรากำลังรุกรานมาครอบงำพวกเรา
อยู่ พวกเรามาพบหน้ากันสักหนเถิด มาปรึกษาหารือ
มาตรการรับมือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ร่วมกันสักหน่อย”
โม่วั่งเอ่ยเสียงเครียดขรึม เรื่องนี้กวนใจพวกเขามาหลาย
ร้อยปี ทำให้พวกเขาจิตใจไม่สงบมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นพวกเขา
จึงตัดสินใจนัดรวมตัวกันอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตอบตกลง
โม่วั่งไม่พูดอะไรมากอีก เขาตัดการติดต่อไปอย่าง
รวดเร็ว
เจียงฉางเซิงย่อมไม่เดินทางไปด้วยตนเอง แต่สร้างร่าง
แยกร่างหนึ่งแล้วให้ร่างแยกนำหยกโบราณไป หลังจากร่าง
แยกจากไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็ยังไม่เริ่มฝึกบำเพ็ญทันที เขานั่ง
ครุ่นคิดอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
สิ่งที่เขาครุ่นคิดไม่ใช่อาการหลงลืมที่โม่วั่งพูดถึง เพราะ
เรื่องนั้นเป็นฝีมือของเขาเอง สิ่งที่เขาครุ่นคิดก็คือพลังปริศนา
อันแปลกประหลาดอีกสายหนึ่ง พลังสายนี้แผ่ปกคลุม
ไปทั่วโลกคุนหลุนแล้ว
“ทำให้สรรพชีวิตอารมณ์รุนแรง แม้แต่จิตใจของข้าก็
มิอาจสงบได้อย่างสมบูรณ์ นี่มันพลังอันใดกันแน่นะ”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาค้นพบว่าตนเอง
ประเมินพลังของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ต่ำเกินไป
บางทีเทพแห่งหยินหยางอาจเป็นเพียงห่วงโซ่ห่วงหนึ่ง
ของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เท่านั้น มิใช่ผู้บงการหลักของ
มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์
เขาเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่สำรวจ
ได้อีกครั้ง
แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์หนึ่งร้อยแปดสิบห้าแต้มที่
ปรากฏหมายถึงตัวเขาเอง ช่วงเวลาที่ผ่านมามูลค่าของเขา
ได้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์เพิ่มมาสองแต้มแล้ว
พอทราบว่าผู้แข็งแกร่งอันดับสองในขอบเขตที่สำรวจได้
มีมูลค่าเท่ากับแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ห้าสิบสองแต้ม เขาก็
เดาว่าเป็นเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์คนนั้น
ส่วนผู้แข็งแกร่งลำดับสามมีมูลค่าถึงสามสิบห้าแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์!
เขาพยากรณ์ดูมูลค่าของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแล้ว
พบว่ามันยังไม่เปลี่ยน ส่วนเทพแห่งหยินหยางคำนวนไม่ได้
นี่หมายความว่ามีผู้แข็งแกร่งคนใหม่หวนกลับมาอีกแล้ว
!
…………………………………………