เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 522 ร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีเซียน อัครเซียนยุทธ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 522 ร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีเซียน อัครเซียนยุทธ์
ภายในเวลาห้าปีนี้ เจียงอี้เรียกได้ว่าเค้นสมองทุกหยาด
หยด ทุ่มเทใจอย่างไม่คิดเสียดาย พยายามช่วยให้เฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์เข้าสู่วิถีเซียนให้ได้ ผู้ศรัทธาในมหาพิภพจิตจร
มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน หลังจากกาลเวลาผ่านมานาน
ขนาดนี้ ย่อมมีผู้ศรัทธาหลายคนเคยตั้งวงวิเคราะห์กันบ่อยๆ
ว่าการจะชักชวนผู้อื่นให้เข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้ต้องทำ
อย่างไร แต่เพราะมรรคาจารย์มิเคยกล่าวอย่างกระจ่างแจ้ง
ทุกสิ่งจึงเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
แต่มีบรรทัดฐานข้อหนึ่งที่ค่อนข้างพบได้ทั่วไปที่สุด นั่นก็
คือสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้ล้วนเชื่อมั่นอย่าง
แน่วแน่ว่าวิถีเซียนคือวิถีที่แข็งแกร่งที่สุด และเชื่อมั่นอย่าง
แน่วแน่ว่ามรรคาจารย์ทำได้ทุกสิ่ง
เจียงอี้อยากทำให้เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เชื่อมั่นว่าวิถีเซียน
แข็งแกร่งที่สุด เชื่อมั่นว่ามรรคาจารย์คือบรรพจารย์แห่งเซียน
ทั้งปวง แต่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์มีชีวิตอยู่มานานเกินไป ผ่าน
ชีวิตมามากเกินไป การจะทำให้เขาเลื่อมใสศรัทธาคนผู้หนึ่ง
ถึงขีดสุดช่างยากเย็นยิ่งนัก
ด้วยความจนปัญญา เจียงอี้จึงได้แต่ขนตำนานของท่าน
ปู่ของตนออกมาเล่าให้เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ฟัง
…
สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนในวิถีเซียน กาลเวลาห้าปีรวดเร็ว
ยิ่งนัก แต่เพราะมรรคาจารย์บอกว่าจะเทศนาสั่งสอนวิชา ห้า
ปีนี้กลับทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายรู้สึกว่ายาวนานอย่างยิ่ง
เมื่อวันเทศนามาถึง โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ก็
เงียบสงัดลงไม่น้อย
ผู้ศรัทธาเข้ามาในมหาพิภพจิตจรอย่างไม่ขาดสาย
ดินแดนห้วงฝันแห่งนี้เอะอะครึกครื้นจนฟ้าแทบสะเทือน
บนแผ่นดินผืนใหญ่ทางทิศตะวันออก ผู้ศรัทธาหลาย
ล้านคนกำลังเดินมาเป็นขบวนแถวใหญ่โต ผู้ที่นำอยู่ด้านหน้า
คือฟ้าดินสรวล เมื่อเห็นภาพอันยิ่งใหญ่อลังการเบื้องหน้า
ฟ้าดินสรวลก็ทั้งตกตะลึงทั้งตื่นเต้น
เขาเข้ามาในมหาพิภพจิตจรได้ระยะหนึ่งแล้ว เขารู้ว่าสิ่ง
มีชีวิตที่ศรัทธาในวิถีเซียนมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ต้องรู้
ก่อนว่าไม่ใช่ผู้ใดบำเพ็ญเซียนแล้วจะเข้ามาได้ พวกเขาต้อง
ภักดีต่อมรรคาจารย์และต่อวิถีเซียนอย่างที่สุดจึงจะเข้ามาได้
คิดไม่ถึงเลยว่าเงื่อนไขเคร่งครัดถึงเพียงนั้นก็ยังมีผู้ศรัทธา
มากมายขนาดนี้อีก
ฟ้าดินสรวลเงยหน้ามอง บนนภาและบนผืนดินล้วนมีผู้
ศรัทธาปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าอย่างไม่ขาดสาย
ภาพนี้ช่างอลังการยิ่งนัก
ฟ้าดินสรวลมองเห็นราชันมรรคานิพพานอยู่ไกลๆ ข้าง
กายอีกฝ่ายมีศิษย์ของลัทธิรุมล้อมอยู่เช่นเดียวกัน พวกเขาคือ
ศิษย์รุ่นต่างๆ ของลัทธิมรรคา
เนื่องจากความแข็งแกร่งของราชันมรรคานิพพาน ผนวก
กับลัทธิของเขาเป็นลัทธิบุญบารมีแห่งแรก ลัทธิจึงพัฒนา
รวดเร็วอย่างยิ่ง มันกลายเป็นขุมอำนาจอันดับสองของวิถี
เซียนรองจากแดนสวรรค์อย่างสมภาคภูมิ
แม้ว่าผู้นำเซียนพิภพอย่างมหาเซียนวั่งเฉินจะรับศิษย์
เหมือนกัน แต่เขามีฐานะพิเศษ จึงไม่ก่อตั้งสำนักหรือลัทธิ
เป็นการส่วนตัว
‘ลัทธิมรรคาสินะ ช้าเร็วข้าจะแซงให้ได้’
ฟ้าดินสรวลคิดอยู่ในใจ ระยะนี้เขากำลังกลุ้มกับเรื่อง
หนึ่งไม่หายเสียที เรื่องที่ว่าก็คือจะตั้งชื่อลัทธิว่าอย่างไรดี
นามบ่งบอกรางๆ ถึงลิขิตฟ้า ดังนั้นนามดีๆ ที่เหมาะกับ
ลัทธิจึงสำคัญยิ่ง!
จังหวะที่ฟ้าดินสรวลสังเกตเห็นราชันมรรคานิพพาน
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนมากมายก็กำลังสนใจฝั่งนั้นเช่นเดียวกัน
ราชันมรรคานิพพานปรากฏตัวออกมาก็กลายเป็นคนที่ได้รับ
สายตาจับจ้องมากที่สุดทันที
แต่เรื่องเช่นนี้ ราชันมรรคานิพพานคุ้นชินมานานแล้ว
สีหน้าของเขาจึงเรียบเฉย
เวลาเคลื่อยคล้อยผ่านไป ผู้ศรัทธาแห่แหนมาคอยบน
พื้นดินมากขึ้นทุกที จนเกิดเป็นมหาสมุทรสิ่งมีชีวิตที่กำลัง
เคลื่อนเป็นระลอก
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนทยอยมาปรากฏกายมากขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้ผู้ศรัทธาที่เพิ่งเข้าร่วมทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตา
ซึ่งในนั้นก็มีเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์รวมอยู่ด้วย
แม้เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์จะรอบรู้กว้างขวาง แต่เขาก็ยัง
ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าเช่นกัน ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าวิถีเซียน
เข้าฝันเจียงอี้ได้อย่างไร
เจียงอี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างเผยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ยิ่ง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตกตะลึงเท่าใด เขาก็ยิ่งดีอกดีใจเท่านั้น
“ถึงจะเห็นสิ่งมีชีวิตในมหาพิภพจิตจรมากมายเช่นนี้ แต่
ไม่ใช่ว่าผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนจะเข้ามาได้หรอกนะ รอท่าน
ปู่ของข้าเทศนาสั่งสอนวิชาเมื่อไร ตอนนั้นท่านจะได้รับรู้
ความมหัศจรรย์ของวิถีเซียน”
เจียงอี้แนะนำเยี่ยงเจ้าบ้าน แต่เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
ไม่เอ่ยตอบ เขายังตะลึงกับมหาพิภพจิตจรจนถึงขั้นดึงตัวเอง
ออกมาไม่ได้
กาลเวลาไหลเคลื่อนคล้อยต่อไป
ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ
เสียงที่ผู้ศรัทธาทั้งหลายยากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิตก็ดัง
ขึ้น
“จงเตรียมตัว การเทศนาจะเริ่มแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ผู้ศรัทธามากมายมหาศาลที่เบียดเสียด
กันประหนึ่งผืนสมุทรก็นิ่งเงียบ เกิดระลอกคลื่นขนาดมโหฬาร
ท่ามกลางฝูงชนเมื่อผู้ศรัทธาแต่ละคนลงไปนั่งสมาธิ พวกเขา
ข่มกลั้นความตื่นเต้นยินดีพลางมองเงาร่างขนาดมหึมาบน
ท้องฟ้า
ท่ามกลางแสงสีทองแผ่ไพศาล เค้าโครงของบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาปรากฏขึ้น สรรพชีวิตมองไม่เห็นโฉมหน้าที่
แท้จริงของเจียงฉางเซิง ทว่าความลึกลับเช่นนี้กลับยิ่งทำให้
พวกเขาตื่นเต้นและคลุ้มคลั่ง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กับฟ้าดินสรวลเห็นผู้ศรัทธา
ทั้งหลายเงียบสงัดในพริบตาก็แอบตกตะลึงอยู่ในใจ ทำให้
ผู้คนเชื่อฟังได้ขนาดนี้ช่างสุดยอดนัก
พวกเขาไม่รู้สึกว่ามรรคาจารย์ใช้กำลังบังคับพวกเขาเลย
ทั้งหมดล้วนเป็นความสมัครใจของผู้ศรัทธาทั้งหลาย แม้แต่
พวกเขาเอง ตอนได้ยินคำพูดของมรรคาจารย์ก็เผลอเงียบ
ปากอย่างไม่รู้ตัว
“ร้อยปีก่อน ข้าขอทรัพยากรล้ำค่าจากทุกท่าน ความ
ทุ่มเทของทุกท่าน ข้าสัมผัสได้จากหัวใจของพวกเจ้า การ
เทศนาหนนี้ ข้าจะบอกว่าเหตุใดข้าจึงขอทรัพยากรวิเศษ
เหล่านั้น แล้วถือโอกาสถ่ายทอดวิชาที่ข้าฝึกให้พวกเจ้าด้วย”
ผู้ศรัทธาจำนวนนับไม่ถ้วนได้ยินเสียงของเจียงฉางเซิงก็
ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
มรรคาจารย์จดจำความทุ่มเทของพวกเขาได้จริงๆ ด้วย
เจียงฉางเซิงเริ่มเทศนา สิ่งที่เทศนาก็คือเคล็ดวิชา
สำหรับหล่อหลอมกายา ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา เขาสรุปบท
พื้นฐานของวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลออกมาเป็น
วิชากายทองคงกระพันเพื่อมาสั่งสอนผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ก่อนหน้านี้เขาเคยสั่งสอนวิถีบำเพ็ญ สั่งสอนพลัง
อภินิหาร มาตอนนี้เขาสั่งสอนวิธีฝึกปรือกายเนื้อ เรื่องนี้ทำให้
ผู้บำเพ็ญเซียนในวิถีเซียนยุทธ์ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
แต่ผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดคือผู้บำเพ็ญเซียนที่ย้ายมาจากวิถี
ยุทธ์เหล่านั้น เคล็ดวิชาหล่อหลอมกายางั้นรึ เยี่ยมไปเลย
พวกเขาถนัดเรื่องนี้ที่สุดแล้ว
เมื่อเสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็พา
กันนิ่งสงบ เข้าสู่สภาวะวิปัสสนาหลงลืมตัวตนกันสิ้น
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์แอบตกตะลึงอยู่ในใจ ‘นี่มันความ
สามารถอันใดกันถึงส่งผลต่อจิตใจของข้าได้’
แต่เขาไม่ขบคิดให้มากความ หันมาจดจ่อสมาธิฟังคำ
เทศนาเพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสแทน
กายทองคงกระพันแตกต่างจากการหล่อหลอมร่างของ
วิถียุทธ์ การหล่อหลอมร่างของวิถียุทธ์อาศัยวัตถุภายนอก
มากระตุ้นกายเนื้อ แต่กายทองคงกระพันใช้วิธีดูดซับ วิธีนี้จะ
ส่งผลไปถึงดวงวิญญาณ นอกจากนี้ระหว่างกระบวนการ
ดูดซับพลังจากภายนอก ผู้ฝึกก็ยังสามารถดูดซับพลังแห่งกฎ
เพื่อช่วยให้กายเนื้อวิวัฒน์ได้ด้วย
กายทองคงกระพันอาจนับว่าเป็นการวิวัฒน์สายเลือด
ก็ได้ เมื่อฝึกปรือสำเร็จถือกำเนิดกายทองคงกระพัน ลูกหลาน
รุ่นหลังก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย แม้มิได้เกิดมาครอบครองกาย
ทองคงกระพันทันที แต่พวกเขาก็จะมีศักยภาพที่ดีกว่าผู้อื่น
บรรลุวิชากายทองคงกระพันได้ง่ายดายกว่าสิ่งมีชีวิตทั่วไป
การเทศนาสั่งสอนวิชาหนนี้ดำเนินต่อเนื่องอยู่เจ็ดวัน
สำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญระดับขั้นต่ำ เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้อง
เทศนาให้เนิ่นนานนัก เขาถ่ายทอดวิธีฝึกให้ทำตามก็เพียงพอ
หลังเทศนาเสร็จ เจียงฉางเซิงก็ทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง
แล้วหายตัวไปจากมหาพิภพจิตจรทันที
“ข้าจะคอยดูว่าผู้ใดบรรลุวิชากายทองคงกระพันเป็นคน
แรกของวิถีเซียน ผู้บรรลุวิชากายทองคงกระพันจะได้รับ
ขนานนามเป็นอัครเซียนยุทธ์ ได้รับบุญบารมีจากมรรคา
สวรรค์ คอยต่อสู้เพื่อสรรพชีวิตทั้งหลายในวิถีเซียน”
คำพูดประโยคนี้ทำให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายที่ยังไม่ทันเรียก
สติกลับมาได้สมบูรณ์เหล่านั้นพากันสะดุ้งตื่น ชั่วขณะนั้นเสียง
ฮือฮาดังสะเทือนท้องฟ้าของมหาพิภพจิตจรในบัดดล
“กายเนื้อกลายเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์ แล้วยังได้เป็นอัครเซียน
ยุทธ์ รู้สึกน่าเกรงขามยิ่งกว่าผู้นำเซียนพิภพอีก!”
“ผู้นำเซียนพิภพได้รับยอดของวิเศษจากมรรคาจารย์
แล้วอัครเซียนยุทธ์จะได้ด้วยหรือไม่”
“ไม่ต้องคิดเรื่องนั้นหรอกน่า ใช่ว่าทุกคนจะเอื้อม
ถึงตำแหน่งอัครเซียนยุทธ์สักหน่อย”
“นี่เป็นวิธีหล่อหลอมกายาวิชาใหม่ ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคน
ล้วนเริ่มวิ่งจากจุดเดียวกัน ไม่มีผู้ใดด้อยกว่าผู้ใดทั้งนั้น!”
“ฮ่าๆ เจ้าคิดว่าพรสวรรค์ในสายเลือดของเจ้าเทียบกับ
สกุลเจียงได้จริงหรือไร”
“คำกล่าวนี้ผิดแล้ว ผู้นำเซียนพิภพหาใช่คนสกุลเจียง
สักหน่อย มรรคาจารย์เคยกล่าวไว้ เผ่าเจียงอยู่ได้แต่ในแดน
สวรรค์เท่านั้น มิอาจรับหน้าที่สำคัญอื่นใดได้อีก”
…
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย
พร้อมกันนั้นก็พยากรณ์แต้มเซ่นไหว้ไปด้วย
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ตรวจสอบได้ยังไม่
เปลี่ยนแปลง มูลค่าของอริยเทวะโลกายังไม่ฟื้นกลับมา ทุกสิ่ง
ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
หลังจากพักผ่อนครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ
หนนี้ เป้าหมายของเขาคือการเลื่อนขั้น
หากไม่เลื่อนขั้น เขาจะไม่ยอมเลิกปิดด่านอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าหากมีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกมาจู่โจม โลกคุนหลุนกับ
โลกสวรรค์ล้วนมีร่างแยกของเขาคอยเฝ้าอยู่ ร่างแยกย่อม
ปลุกเขาให้ตื่นได้ตลอดเวลา
ผลกระทบจากการเทศนาหนนี้ส่งผลไปทั่วทั้งวิถีเซียน
หลังจากการเทศนาจบลง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเดือน วิชากายทอง
คงกระพันก็กลายเป็นสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนในวิถีเซียน
พูดถึง
วิชากายทองคงกระพันค่อยๆ ถูกเรียกขานว่าร่าง
ศักดิ์สิทธิ์
กายเนื้อกลายเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์ อยู่ยงคงกระพัน สิ่งนี้
มากพอจะทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนนับไม่ถ้วนบ้าคลั่ง
ณ มหาสมุทรเชื่อมอนธการ
เจียงอี้ลืมตาขึ้นริมทะเล ดวงเนตรมหามรรคาบน
หน้าผากค่อยๆ ถูกเก็บซ่อน
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็ลืมตาตามเช่นกัน
เจียงอี้หันไปมองเขาแล้วยิ้มแย้มบอกว่า “เป็นเช่นไร ข้า
ไม่ได้หลอกท่านใช่หรือไม่”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ถอนหายใจ “วิถีเซียนช่างยอดเยี่ยม
นัก กายทองคงกระพันนี่เหนือกว่ากายเทพทั้งหมดของวิถียุทธ์
เสียอีก บรรลุพลังแห่งกฎหนึ่งประการเท่ากับสำเร็จกายเทพ
แต่กายทองคงกระพันนี้ดูดซับพลังแห่งกฎทั้งมวลมาทำให้ตน
แข็งแกร่งขึ้น จะทำให้กายเนื้อบรรลุเป็นร่างศักดิ์สิทธิ์ ก็คง
ทำได้จริงๆ!”
หลังจากฟังเทศนาหนนี้ เขาก็นับถือเลื่อมใสมรรคาจารย์
มากกว่าเดิม เขานึกยินดีกับการตัดสินใจของตนเอง
เขาเชื่อว่าการเลือกมรรคาจารย์ เลือกวิถีเซียนคือ
จุดหักเหในโชคชะตาของเขา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยต่อว่า “พอดีเชียว พลังแห่งกฎ
ในมหาสมุทรเชื่อมอนธการเข้มข้นกว่า หากเจ้ากลายเป็นอัคร
เซียนยุทธ์ได้สำเร็จ เจ้าก็มีฐานะเทียบเคียงกับบิดาของเจ้าได้
แล้ว”
เขาเคยฟังเจียงอี้เล่าความขัดแย้งระหว่างเขากับบิดา
ดังนั้นจึงเอาเรื่องนี้มากระตุ้นเจียงอี้
“เฒ่าลี้ลับ มาพยายามด้วยกันเถิด หากท่านกลายเป็น
อัครเซียนยุทธ์ ท่านปู่ไยมิใช่จะเห็นค่าท่านมากกว่าเดิมเล่า
ท่านอาจสู้กับราชันมรรคานิพพานกับฟ้าดินสรวลนั่นได้ก็ได้”
เจียงอี้เองก็ใช้ดาบนั้นคืนสนอง กระตุ้นเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
เช่นกัน
กลายเป็นอัครเซียนยุทธ์อย่างนั้นรึ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่เอ่ยตอบ แต่ในใจกำลัง
ใคร่ครวญเรื่องนี้
ในเมื่อเขาเลือกก้มหัว หาที่พึ่งให้ตนเองแล้ว เช่นนั้นก็คง
หยิ่งผยองอย่างที่เคยมิได้อีกต่อไป หลังจากนี้คงต้องลองดูสัก
ตั้ง
เกิดเป็นคนต้องลงมือทำ หากเขาฝึกกายทองคงกระพัน
ได้สำเร็จเป็นคนแรก เขาย่อมต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งอัครเซียน
ยุทธ์ แต่หากทำไม่สำเร็จ อย่างน้อยเขาก็ได้ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน
แล้ว
“เฒ่าลี้ลับ มาถกวิชากันเถิด แลกเปลี่ยนสิ่งที่แต่ละคน
เข้าใจเกี่ยวกับวิชากายทองคงกระพันสักหน่อย” เจียงอี้เอ่ย
อย่างตั้งอกตั้งใจ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์นึกสนใจ เอ่ยว่า “ถกวิชารึ น่าสนใจ
ให้ข้าลองลิ้มรสขนบธรรมเนียมที่มีเฉพาะในวิถีเซียนหน่อยซิ”
ทั้งสองเริ่มถกเถียงเกี่ยวกับวิชากายทองคงกระพัน เจียง
อี้เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อน เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ฟังจบ ก็พบว่า
ตนเองได้ความคิดจากคำพูดของเจ้าหนูคนนี้อยู่เหมือนกัน
เขาเข้าใจวิชากายทองคงกระพันลึกซึ้งกว่าเดิม
ขณะที่ทั้งสองคนถกวิชากัน บริเวณชายขอบของ
มหาสมุทรเชื่อมอนธการก็มีไอสีดำก้อนหนึ่งกำลังรวมตัวกัน
อยู่ท่ามกลางห้วงมิติอันเวิ้งว้าง มันเคลื่อนหมุนวนราวกับวัง
น้ำวนสีดำทมิฬ แม้อยู่เคียงข้างกับมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
แต่กลับสะดุดตามิใช่น้อย
เสียงหอบหายใจทุ้มต่ำดังอกมาจากวังน้ำวนสีดำทมิฬ
ทุกครั้งที่เสียงหอบหายใจนี้ดังขึ้น ไอสีดำก็จะสั่นไหวเกิดเป็น
ระลอกคลื่นขนาดใหญ่โตโอฬารระลอกแล้วระลอกเล่า
ในตอนนี้เองแสงสีทองสายหนึ่งก็ทะลวงออกมาจาก
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ เหนือแสงสีทองสายนั้นมีเงาร่าง
มากมายเดินอยู่ด้านบน มันก็คือเส้นทางสีทองของจอมเทพ
ปี้หลิ่วนั่นเอง
หลินเฮ่าเทียนเอี้ยวศีรษะหันไปมองด้านหลังแล้ว
ถอนหายใจ “ในที่สุดก็ออกมาสักที ดูจากข้างนอกมหาสมุทร
เชื่อมอนธการก็ไม่เห็นใหญ่เท่าไรนัก แต่ข้างในกลับมีมิติเวลา
อยู่นับพันหมื่น ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ”
สายตาของเจียงเจี่ยนจับจ้องอยู่ที่วังน้ำวนสีดำทมิฬ
เบื้องหน้า เขาเอ่ยอย่างนิ่งสงบว่า “หมายความว่าจอมเทพ
แข็งแกร่งขึ้นแล้วอย่างไรเล่า”
“ไม่รู้นะว่าจอมเทพคิดจะแก้แค้นผู้ใดกันแน่”
หลินเฮ่าเทียนพึมพำ เขาหันศีรษะกลับมา ทันใดนั้น
สายตาก็ถูกวังน้ำวนสีดำดึงดูดไปเช่นเดียวกัน
“นั่นมันอะไรน่ะ”
หลินเฮ่าเทียนเอ่ยถาม แต่เจียงเจี่ยนไม่เอ่ยตอบ เพราะ
เขาก็กำลังสงสัยในเรื่องเดียวกัน
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนเส้นทางสีทองอันใหญ่ยักษ์เริ่ม
หันมาสนใจวังน้ำวนสีดำทมิฬเบื้องหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
……………………………………………………………….