เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 521 วิถียุทธ์วิถีถัดไป
ในดินแดนอันมืดหม่นแห่งหนึ่ง เจียงอี้ผู้กำลังนั่งสมาธิ
อยู่ริมทะเลลืมตา ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาตื่นเต้น
เสียงของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ดังมาจากด้านข้าง “เหตุ
ไฉนเจ้าจึงนอนนานขนาดนี้ นี่ไม่เหมือนเจ้าเอาเสียเลย อยู่ที่
มหาสมุทรเชื่อมอนธการต้องระวังตัวอยู่ตลอดสิ”
เจียงอี้หันหน้ามามองเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ที่อยู่ไม่ไกล
เขานั่งอยู่บนแท่นดอกบัวศิลา แผ่นหลังงองุ้ม หน้าตาเหมือน
คนชราผู้ไร้เรี่ยวแรง
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ได้ข้อคิดใหม่ๆ มาจากวิถีเซียน
จึงใคร่ครวญวิชาอยู่ในห้วงฝันก็เท่านั้น” เจียงอี้เอ่ยตอบ พลาง
ระบายรอยยิ้มบนใบหน้า
“อ้อ วิถีเซียนเข้าฝันได้ด้วยรึ” เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์น้ำ
เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในนั้นแฝงความสงสัยใคร่รู้อยู่หน่อยๆ
เจียงอี้หัวเราะ “ย่อมได้สิ เพียงแต่ต้องศรัทธาจากใจจริง
จึงจะมองเห็นวิถีเซียนที่แท้ เฒ่าลี้ลับ ในเมื่อท่านทำงานให้
ท่านปู่ของข้าแล้ว เหตุใดจึงมิยอมเข้าวิถีเซียนในเร็ววันเล่า
ไม่นานมานี้มีผู้สืบทอดมหามรรคามาเข้าร่วมกับวิถีเซียนอีก
คนหนึ่งแล้ว เขามีนามว่าฟ้าดินสรวล ไม่รู้ว่าเฒ่าลี้ลับรู้จัก
หรือไม่”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ได้ยินก็ขมวดคิ้วอย่างห้ามตัวเอง
ไม่ทัน
เขาลังเลครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ฟ้าดินสรวลผู้นี้กลับกลอก
ปลิ้นปล้อน มรรคาจารย์เชื่อใจเขาด้วยรึ”
“เชื่อใจหรือไม่ข้ามิรู้หรอก ไม่ว่าอย่างไรผลก็คือมีผู้
แข็งแกร่งหันมาเข้ากับวิถีเซียนมากขึ้นทุกวัน คนที่เข้าร่วมวิถี
เซียนแล้วไม่มีวันทรยศวิถีเซียนได้หรอก” เจียงอี้เอ่ยอย่าง
ภาคภูมิใจ
ในสายตาของเขา สิ่งที่สุดยอดที่สุดในวิถีเซียนมิใช่เคล็ด
วิชาบำเพ็ญเซียน แต่เป็นมหาพิภพจิตจรกับระบบระเบียบของ
วิถีเซียนที่ท่านปู่สร้างขึ้นมาต่างหาก
ขอเพียงศรัทธาในวิถีเซียนก็จะได้รับเคล็ดวิชาเซียน มิว่า
ชาติกำเนิดเป็นเช่นไรก็ตาม วิถีบำเพ็ญเช่นนี้เป็นเรื่องดีสำหรับ
สรรพชีวิตมิว่าชนชั้นใด
ตัวอย่างเช่นเผ่าเจียง ถึงจะเป็นชนชั้นบนสุดของวิถีเซียน
แต่โชควาสนาของสิ่งมีชีวิตชนชั้นล่างก็ไม่ได้จำกัดหนทาง
การพัฒนาของพวกเขา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เห็นเขาทำสีหน้าเช่นนี้ก็แอบสงสัย
ใคร่รู้อยู่ในใจ
ก่อนหลับฝัน เจ้าหนูนี่เอาแต่ทำหน้าหดหู่เศร้าหมองทั้งวี่
ทั้งวันมาตั้งนับพันปี เหตุไฉนจู่ๆ ฝันหนึ่งตื่นคนก็สดใสดั่ง
แสงตะวันอย่างไม่มีเหตุผลแล้วเล่า
“ศรัทธาจากใจจริงอย่างนั้นรึ ช่างพูดถึงอะไรที่เลื่อนลอย
นักเชียว”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์หัวเราะฮ่าๆ หลังจากติดตามเจียงอี้
มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ จิตใจของเขาย่อมเปลี่ยนไปแล้ว เขาเริ่ม
คุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้ วันทั้งวันคอยเฝ้ามองเจ้าเด็กน้อยคนนี้
แม้ต้องเผชิญความยากลำบากอยู่บ้าง แต่มันก็สนุกและมีสีสัน
มากกว่าวันเวลาก่อนหน้านี้
เขาหัวเราะก็จริง แต่ใจกลับกำลังคิดเรื่องวิถีเซียนอยู่
วิถีเซียนเข้าฝันมาชี้แนะเจียงอี้อย่างนั้นหรือ
มหัศจรรย์ถึงเพียงนั้นเชียว
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ไม่อาจเข้าใจได้ ที่แห่งนี้คือ
มหาสมุทรเชื่อมอนธการเชียวนะ พลังของวิถีเซียนจะเข้ามายุ่ง
ถึงในมหาสมุทรเชื่อมอนธการได้อย่างไรกัน
เขาถอนหายใจอย่างทึ่งๆ ดูท่ามรรคาจารย์จะแข็งแกร่ง
ขึ้นอีกแล้ว
“เฒ่าลี้ลับ หากกลืนกินพลังโชคชะตาจะช่วยให้ข้า
แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่” จู่ๆ เจียงอี้ก็ถามขึ้นมา
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตอบว่า “กลืนกินพลังโชคชะตา ตัว
มันเองก็เป็นหนทางที่แข็งแกร่งขึ้นอยู่แล้ว หมื่นสรรพสิ่งต่อสู้
ช่วงชิง สิ่งที่ช่วงชิงก็คือพลังแห่งโชคชะตาอย่างไรเล่า”
“ข้าหมายถึง หากใช้พลังกลืนกินของข้ากลืนกินพลังแห่ง
โชคชะตาแล้วเปลี่ยนมาเป็นพลังที่เป็นรูปธรรมเล่า”
เจียงอี้ดวงตาวาววับ หลังจากฟังฟ้าดินสรวลเทศนาจบ
เขาก็สนใจมรรคาแห่งโชคชะตาอย่างยิ่งยวด
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ว่าอย่างไม่สบอารมณ์ “เท่านี้
พรสวรรค์ของเจ้าก็น่าเหลือเชื่อมากพอแล้ว เจ้ายังเห็นว่ามัน
ไม่มากพออีกหรือไร”
“เหตุใดพรสวรรค์จะยอดเยี่ยมขึ้นมิได้เล่า”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ต้องรู้จักพรสวรรค์ของตนเองให้ชัดเจน
เสียก่อน ข้าล่ะสงสัยพลังกลืนกินของเจ้ายิ่งนัก พลังกลืนกิน
สายนี้มีต้นกำเนิดมาจากกายเนื้อของเจ้า หรือมันคงอยู่ด้วย
ตัวของมันเอง”
“คงต้องศึกษามันสักหน่อยจริงๆ นี่คือทิศทางที่ข้าจะฝึก
บำเพ็ญต่อจากนี้” เจียงอี้พยักหน้าตอบ การเดินทางไปมหา
พิภพจิตจรหนนี้ทำให้เขาได้ความฮึกเหิมอันแรงกล้ากลับมา
ด้วย
เขาสอบถามเรื่องการแบ่งขั้นอย่างละเอียดของขั้นเอกเท
วะมาแล้ว ดังนั้นเป้าหมายในการฝึกบำเพ็ญจึงชัดเจนแจ่มแจ้ง
มากกว่าเดิม
เขาวาดหวังว่ายามเขาหวนกลับวิถีเซียน สรรพชีวิต
ทั้งหลายจะตกตะลึงกับความแข็งแกร่งของเขา เขาจะปกป้อง
วิถีเซียนให้ผ่านพ้นมหันตภัย เขาจะกำราบผู้แข็งแกร่งจาก
มหามรรคาทั้งหลายในสามพันโลก ทำให้วิถีเซียนเป็นอันดับ
หนึ่งแต่ผู้เดียว แล้วเขาก็จะสร้างมรรคาของตนเอง ก่อตั้งลัทธิ
ในมหาพิภพจิตจร!
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เห็นเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม ใน
ใจก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับวิถีเซียนมากขึ้นอีก
แค่เข้าฝันหนเดียวก็ทำให้เจียงอี้เปลี่ยนไปได้มากมาย
ถึงเพียงนี้ จู่ๆ เขาก็ชักอยากจะลองวิถีเซียนบ้างแล้ว
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงกำลังนั่งขัดสมาธิ
เปลือยเปล่า อดทนกับน้ำเดือดปุดๆ อยู่ในเตาหลอม
ขนาดใหญ่เตาหนึ่ง
เขากำลังฝึกวิชากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล น้ำที่
เดือดพล่านอยู่ในเตาหลอมนี้ผสมด้วยทรัพยากรวิเศษจาก
ฟ้าดินที่มีฤทธิ์ร้อนแรงที่สุดที่แดนสวรรค์รวบรวมมาให้เขา ผู้
ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นเอกเทวะล้วนไม่มีผู้ใดทนต่อฤทธิ์ทำลายอัน
รุนแรงนี้ได้
ไป๋ฉียืนอยู่นอกเตาหลอม สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
ใคร่รู้ นางเพิ่งเคยเห็นเจียงฉางเซิงฝึกกายาในเตาหลอม
เป็นครั้งแรก ในอดีตมีแต่เขาฝึกกายาให้ลูกหลาน
มู่หลิงลั่วที่โผล่มาข้างกายไป๋ฉีตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบเอ่ย
ว่า “ในเตาหลอมนี้ไม่ได้มีเพียงทรัพยากรวิเศษจากฟ้าดิน
เท่านั้นนะ แต่ยังมีพลังแห่งมหามรรคาอยู่ด้วย พี่ฉางเซิงบีบอัด
พลังแห่งมหามรรคาให้มาอยู่ในรูปปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน
แล้วผสานลงไปในน้ำ เจ้าอยู่ห่างไว้หน่อยก็ดี หากกระเซ็น
มาโดนสักหยด ร่างกายของเจ้าคงได้ทะลุเป็นรูแน่ แล้วยังเป็น
รูที่รักษาไม่หายชั่วนิรันดร์อีกด้วย”
ไป๋ฉีได้ยินก็ตกใจกลัวถอยหลังไปสองก้าวทันที แต่
จากนั้นนางก็เห็นมู่หลิงลั่วปิดปากหัวเราะ
“หลอกเจ้าเล่นหรอก พี่ฉางเซิงจะทำร้ายเจ้าได้เช่นไรเล่า
ขอเพียงเจ้าไม่รนหาที่ตายกระโดดลงไปก็พอแล้ว”
มู่หลิงลั่วหัวเราะพลางมองไป๋ฉีที่กำลังถลึงตาใส่นาง
อย่างฉุนเฉียว
ไป๋ฉีค้อนควักก่อนจะเดินไปข้างมู่หลิงลั่วแล้วกระซิบว่า
“เจ้าว่านายท่านกำลังฝึกวิชาใดอยู่ นานแล้วนะที่ไม่เห็นเขาตั้ง
ใจหาเวลามาฝึกพลังอภินิหาร”
มู่หลิงลั่วส่ายหน้าบอกว่า “ข้าจะไปรู้ได้เช่นไรเล่า เจ้านี่
นะ เริ่มศึกษามรรคาให้ได้ก่อนเถิด มิเช่นนั้นแม้แต่เขากำลังทำ
สิ่งใดอยู่ เจ้าก็มองไม่ออก”
เจียงฉางเซิงที่อยู่ในเตาหลอมกำลังโคจรพลังตามเคล็ด
วิชาของกายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล ยอดเคล็ดวิชา
สังหารแห่งมรรคาสวรรค์นี้ช่างแข็งแกร่งเสียจริง มันใช้พลัง
แห่งมหามรรคาผสานกับวัตถุธรรมชาติที่มีฤทธิ์ร้อนรุนแรง
ที่สุดหล่อหลอมร่างกาย ทำให้กายเนื้อกลายเป็นกายทอง
คงกระพันที่ทัดเทียมยอดสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์
กายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลไม่ได้ทำให้กายเนื้อ
แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่ในขณะที่กายเนื้อแข็งแกร่ง พลัง
อาคมก็แข็งแกร่งขึ้นตามด้วย ถูกต้องแล้ว แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่
จำนวนมากขึ้น
ตอนนี้เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าหลังจากตนเองฝึกกายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลสำเร็จแล้วจะทรงพลังขนาดไหน แต่
ในความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมาบอกว่ากายเนื้อจะกลายเป็น
ร่างศักดิ์สิทธิ์ อยู่ยงคงกระพัน มิเสียท่าเคราะห์ภัย ฟังดูแล้ว
แข็งแกร่งยิ่งนัก
“ไป๋ฉี ไปขอทรัพยากรมาเพิ่มอีกสักหน่อยซิ ยิ่งมากยิ่งดี”
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากสั่ง ไป๋ฉีรับคำทันที นางรีบออก
ไปจากตำหนักเมฆาม่วงอย่างรวดเร็ว
แดนสวรรค์ในปัจจุบันไม่ใช่ขุมอำนาจเล็กกระจ้อยร่อย
อย่างในยุคแรกอีกแล้ว อิทธิพลของมันกว้างขวาง อำนาจก็
มากมาย บางทีทำเช่นนี้แดนสวรรค์อาจเสียผลประโยชน์บ้าง
แต่ยิ่งเจียงฉางเซิงแข็งแกร่งเท่าไร เขาก็ปกป้องแดนสวรรค์กับ
วิถีเซียนได้ดีมากขึ้นเท่านั้น
ศัตรูที่วิถีเซียนต้องเผชิญเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องรีบทำให้
ตนเองแข็งแกร่งขึ้น ก่อนอื่นเขาจะฝึกปรือกายทองคงกระพัน
กำเนิดจักรวาลให้สำเร็จ จากนั้นจะรวบรวมกำลังทั้งหมดเพื่อ
เลื่อนขั้น
เส้นทางแห่งการฝึกปรือกายทองคงกระพันกำเนิด
จักรวาลมิใช่หนึ่งวันหนึ่งคืน เขายังต้องใช้เวลาต่อจากนี้อีก
เนิ่นนานเพื่อหล่อหลอมกายา
อีกฝั่งหนึ่ง เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์มีคำขอ จักรพรรดิ
สวรรค์กับมหาจักรพรรดิจื่อเวยก็เคลื่อนไหวทันที พวกเขา
ไม่รู้สึกกดดันสักนิด กลับกันมีแต่รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง
มิใช่พวกเขาเท่านั้น เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เทพเซียนทั้งหลาย
ต่างก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกัน
มรรคาจารย์อยู่ห่างไกลจากพวกเขายิ่งนัก ท่านผู้นั้น
สร้างวิถีเซียนเพื่อพวกเขา ทั้งยังปกป้องพวกเขามาตลอด แล้ว
ยังเคยเทศนาสั่งสนอวิชาอีกหลายหน วันนี้ท่านผู้นั้นมีเรื่องที่
ต้องการพวกเขาบ้างแล้ว พวกเขารู้สึกมีตัวตนขึ้นมาทันที
ต่อจากนั้นข่าวนี้ก็แพร่ไปไกลถึงมหาพิภพจิตจร
มรรคาจารย์ต้องการทรัพยากรล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่มีฤทธิ์
ร้อนรุนแรง!
ณ ห้วงเวลานั้น ผู้ศรัทธาที่กระตือรือร้นกับเรื่องนี้เพิ่ม
จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนอยากตอบแทนบุญคุณอย่าง
บริสุทธิ์ใจ บางคนอยากใช้โอกาสนี้ซื้อความโปรดปรานจาก
มรรคาจารย์ ไม่ว่ามนุษย์ทำสิ่งใด สวรรค์ย่อมเฝ้ามองอยู่
พวกเขาเชื่อว่ามรรคาจารย์ผู้ทำได้ทุกสิ่งย่อมมองเห็นความ
ทุ่มเทของตน
ด้วยเหตุนี้เอง ไป๋ฉีจึงกลายเป็นคนที่ยุ่งที่สุด นางเข้าๆ
ออกๆ ตำหนักเมฆาม่วงเป็นระยะเพื่อขนส่งทรัพยากรล้ำค่า
แห่งฟ้าดินทั้งหลาย
เพียงพริบตาเดียว
กาลเวลาก็ผ่านไปร้อยปี
หลังจากฝึกปรือมาร้อยปี บวกกับทรัพยากรล้ำค่าแห่ง
ฟ้าดินที่ถูกส่งมาให้ไม่ขาดสาย เจียงฉางเซิงก็บรรลุวิชากาย
ทองคงกระพันกำเนิดจักรวาลขั้นแรกในที่สุด
กายเนื้อที่วิวัฒน์แล้วทำให้พลังอาคมของเขาแข็งแกร่ง
ขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด พลังอาคมเสี้ยวหนึ่งเท่ากัน แต่พลัง
ทำลายล้างเพิ่มมากขึ้นเป็นห้าเท่า นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
จินตนาการยากเหลือเกินว่ากายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
ขั้นสูงจะเป็นเช่นไร
เจียงฉางเซิงรับรู้ความทุ่มเทหนนี้ของบรรดาผู้บำเพ็ญ
เซียนแห่งวิถีเซียนจากเสียงในใจของพวกเขา เขาไม่อยากรอ
ตอบแทนวันหลัง เพราะบางคนอาจอยู่ได้เพียงหนึ่งร้อยปี หรือ
หนึ่งพันปีก็ไม่อยู่อีกแล้ว บุญคุณชาตินี้สมควรชดใช้ชาตินี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตัวเขาอยู่ในสถานะที่ทำได้
เจียงฉางเซิงตัดสินใจจะเทศนาสั่งสอนวิชา เขาบอกผู้
ศรัทธาทั้งมวลผ่านเสียงในใจว่าห้าปีหลังจากนี้จะเทศนาสั่ง
สอนวิชา
ในตอนนั้น ผู้ศรัทธาทุกคนในวิถีเซียนต่างตื่นเต้น รวมไป
ถึงเจียงอี้ที่อยู่ไกลถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการด้วย
เจียงอี้คิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้ยินเสียงของท่านปู่ทั้งที่อยู่
ในมหาสมุทรเชื่อมอนธการ การเทศนาสั่งสอนวิชาหนก่อนๆ
เขาพลาดโอกาสเสมอ ว่าไปแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยิน
เสียงของมรรคาจารย์ ไม่ถูกสิ เป็นครั้งที่สองต่างหาก เพราะ
ครั้งแรกที่เข้าไปในมหาพิภพจิตจรเขาก็เคยได้ยินมาแล้ว
เจียงอี้หันไปมองเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ ในใจเขารู้สึก
ขอบคุณผู้อาวุโสท่านนี้ยิ่งนัก แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนที่ท่านปู่
เชิญมา แต่ระหว่างหลายปีนี้อีกฝ่ายก็ได้รับบาดเจ็บอยู่
หลายครั้งหลายหน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ติดค้างบุญคุณ
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์อยู่
“เฒ่าลี้ลับ ท่านปู่ของข้ากำลังจะเทศนาสั่งสอนวิชา หาก
ท่านอยากศึกษาวิถีเซียนจริงๆ ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ ท่าน
ผู้เฒ่าไม่เทศนาสั่งสอนวิชาง่ายๆ หรอกนะ”
เจียงอี้หันไปมองเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์แล้วบอกอย่างจริง
จัง
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ข้าย่อมอยาก
ร่ำเรียน แต่ความศรัทธาจากใจจริงที่เจ้าพูดถึง ข้า…”
เจียงอี้พยายามบอกเป็นนัย “ท่านต้องเคยเห็นความ
แข็งแกร่งของเขามาแล้วแน่ๆ ท่านลองนึกทบทวนให้ดี ท่าน
ไม่อยากมีพลังเช่นนั้นหรือ ต่อให้อยู่ห่างไกลถึงห้วงอนันต์
สุญญตาก็ยังเข้าฝันได้ง่ายๆ เช่นนี้ ท่านรู้จริงหรือว่าเขา
แข็งแกร่งมากเพียงใด ท่านแน่ใจหรือว่าท่านเข้าใจวิถีเซียน
แล้วจริงๆ หากวิถีเซียนคือสิ่งที่ฟ้าลิขิตมาให้เป็นวิถีบำเพ็ญ
สายหลักวิถีต่อไปของการผลัดเปลี่ยนวัฏจักรมหามรรคาจริงๆ
เกิดท่านพลาดไปเช่นนี้ ก็เหมือนคนจากยุคศาสตร์โบราณใน
อดีตพวกนั้นที่พลาดจากวิถียุทธ์น่ะสิ
ข้าจำได้ ท่านเคยบอกว่ามีเทวะของวิถียุทธ์จำนวน
ไม่น้อยเดินทางไปที่ห้วงมิติชั้นใน ท่านเองก็เคยไปมาแล้ว แต่
เหตุใดท่านหวนกลับมา แต่พวกเขาไม่หวนกลับมา มิใช่เพราะ
พวกเขาไม่ยอมรับท่าน คิดว่าท่านไม่ใช่ผู้เดินบนเส้นทาง
เดียวกันกับพวกเขาหรอกหรือ”
เจียงอี้หวังดีกับเขาจากใจจริง คำพูดเหล่านี้ล้วนกลั่น
ออกมาจากใจ เขาหวังจริงๆ ว่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์
จะกลายเป็นผู้เดินบนเส้นทางเดียวกัน
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เงียบไป เขาหวั่นไหวเข้าแล้วจริงๆ
โลกเทพยุทธ์อยู่ในห้วงมิติชั้นในได้แต่เขาอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่
เพราะเขาไร้ที่พึ่ง เข้ากับเทวะพวกนั้นไม่ได้หรอกหรือ เขาหวน
กลับมาที่ห้วงอนันต์สุญญตา หนีห่างจากความขัดแย้งทั้งปวง
ทั้งที่เขาแข็งแกร่งกว่าโลกเทพยุทธ์แท้ๆ แต่ไม่เคยเข้าไปยุ่ง
เกี่ยวกับสามพันโลก ก็เพราะสาเหตุนี้ด้วยไม่ใช่หรือไร
เขาเป็นผู้อยู่มานานที่สุดในห้วงอนันต์สุญญตา แม้ได้รับ
ความเคารพ แต่สิ่งนั้นก็ได้มาเพราะความห่างชั้นของพลัง สิ่ง
เดียวที่อยู่ในความรู้สึกของเขา ไม่ใช่ความภาคภูมิใจที่ตน
สามารถมองทะลุทุกสรรพสิ่ง แต่เป็นความเดียวดาย
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือระดับขั้นของเขาหยุดนิ่งมานานกว่า
สี่ล้านปีแล้ว ตัวเขาในยามนี้ยังมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่ตามหา
เป้าหมายไม่พบ
จะว่าไปแล้วก็น่าขัน วันเวลาที่อยู่เคียงข้างเจียงอี้ในช่วง
ที่ผ่านมากลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีสีสันที่สุดในกาลเวลา
หลายล้านปีที่ผ่านมาของเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ แม้
เสี่ยงอันตรายจนบางคราหวิดสิ้นชีวา แต่ตอนนี้เขามานึกย้อน
ดู เรื่องราวเหล่านั้นช่างมีสีสันนัก
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์นึกถึงความแข็งแกร่งของมรรคา
จารย์ ทั้งที่ตัวเขาอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาด้วยแท้ๆ แต่ก็ยังมี
คนระดับนี้โผล่มาได้
หรือว่ามรรคาจารย์จะเป็นตัวเอกของมหามรรคาวิถี
ถัดไปที่มหามรรคากำหนดมาจริงๆ
เฉกเช่นตำนานการบุกเบิกวิถียุทธ์ในวันวาน
วิถีเซียนคือวิถียุทธ์วิถีถัดไปอย่างนั้นหรือ
แต่วิถีเซียนในตอนนี้ยังอ่อนแออยู่มาก มีเพียงมรรคา
จารย์เท่านั้นที่แข็งแกร่ง หากเขาเข้าร่วม…
………………………………………