เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 524 มหาศึกระหว่างเทพกับเซียน ค่ำคืนก่อนการ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 524 มหาศึกระหว่างเทพกับเซียน ค่ำคืนก่อนการ
เลื่อนขั้น
“พอแล้ว สิ่งที่เราอยากรู้คือจะจัดการภัยร้ายจากพลัง
แห่งการคืนชีพอย่างไร ไม่ต้องพูดเรื่องไร้ความหมายอย่างอื่น
แล้ว” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยขัดการโต้แย้งระหว่างหลี่ว์เสินโจว
กับเยี่ยจ้าน
จีอู่จวินลุกขึ้นเอ่ยว่า “ภัยหนนี้เป็นสิ่งที่เทพแห่งมหันตภัย
ก่อขึ้น มุ่งจัดการผู้วายชนม์ย่อมไร้ประโยชน์ ต้องคิดหา
หนทางตามหาเทพแห่งมหันตภัย แดนสวรรค์สมควรเดินทาง
ไปสืบข่าวและแบ่งปันข่าวสารกับสามพันโลก แม้แต่โลก
สวรรค์ยังวุ่นวาย นับประสาอะไรกับสามพันโลกเล่า”
ผู้คนไม่น้อยเห็นด้วยกับคำพูดของนาง เทพเซียน
แต่ละคนล้วนมีญาติสนิทมิตรสหายที่จากไปแล้ว ย่อมมีร่าง
ของใครสักคนถูกเก็บรักษาอย่างสมบูรณ์ดีอยู่ใต้ผืนพสุธา
หากจะให้พวกเขาขุดศพเหล่านั้นขึ้นมาขบคิดหาวิธีทำลาย
พวกเขาก็ทำใจไม่ได้
จักรพรรดิสวรรค์รู้สึกว่ามีเหตุผล เขาจึงเริ่มเปิดประเด็น
อภิปรายมาตรการรับมือเทพแห่งมหันตภัยต่อ
ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แดนสวรรค์แห่งเดียวที่กำลังอภิปราย
เรื่องนี้ เผ่าตระกูลอื่นๆ ในโลกสวรรค์เองก็กำลังตื่นตระหนก
อยู่เช่นกัน ไม่ว่าอย่างไรขุมกำลังหลักของพวกเขาก็อยู่ที่สาม
พันโลก เมื่อได้ยินว่าผู้อาวุโสที่วายชีวาไปแล้วทั้งหลายทยอย
กันฟื้นกลับมาพร้อมกับจิตวิญญาณดวงใหม่แล้วออกเข่นฆ่า
คนในเผ่า พวกเขาก็วิตกกังวลและทรมานใจกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง
ไม่ถึงหนึ่งร้อยปี ผู้คืนชีพก็โผล่มาทั่วห้วงอนันต์สุญญตา
สรรพชีวิตเรียกขานเหตุการณ์หนนี้ว่า มหันตภัยแห่งการ
คืนชีพ!
เจียงฉางเซิงไม่รับรู้เรื่องนี้ เพราะเขากำลังจดจ่อกับการ
ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่
ร่างแยกที่โลกคุนหลุนกับโลกสวรรค์ก็ไม่ได้แจ้งเขา
แม้ตอนนี้มหันตภัยแห่งการคืนชีพจะมีผลกระทบมาถึงวิถี
เซียน แต่แดนสวรรค์ยังรับมือได้อยู่ จึงไม่จำเป็นต้องเชิญให้
ร่างจริงของเขาออกโรง
การปิดด่านหนนี้ทำลายสถิติเวลาปิดด่านที่ยาวนาน
ที่สุดของเจียงฉางเซิงไปมาก เขาจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งการ
วิปัสสนาจนลืมเลือนทุกสิ่งในโลกหล้า
ตะวันจันทราเวียนวน กาลเวลาไหลผ่านเร็วรี่
ท่ามกลางสายธารแห่งกาลเวลาอันทอดยาว แดน
สวรรค์มีขั้นเอกเทวะ ขั้นเซียนพิภพ และขั้นเซียนสวรรค์
ถือกำเนิดขึ้นไม่ขาดสาย สำนักทั้งหลายเริ่มออกท่องห้วง
อนันต์สุญญตาเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้หวนกลับมาโลกคุนหลุน
หรือโลกสวรรค์ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงเริ่มสร้างค่ายกล
เคลื่อนย้ายพลังอาคมจำนวนมาก สิ่งนี้ช่วยผลักดันการขยาย
อิทธิพลของวิถีเซียนได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ควรค่าจะเอ่ยถึงก็คือ ผู้บำเพ็ญเซียนของโลกคุน
หลุนค้นพบมหาพิภพของวิถีเทพแล้ว หลังจากข่าวคราว
ส่งกลับไปถึงโลกคุนหลุนก็เกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่
ตอบสนองกับการค้นพบนี้ มหาจักรพรรดิจื่อเวยนำทหาร
สวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์เดินทางไปสำรวจ มีขั้นเอกเทวะ
ติดตามไปด้วยอีกสองคน คนหนึ่งในนั้นก็คือมหาเซียนวั่งเฉิน
การเจริญสัมพันธไมตรีกับวิถีเทพหนแรกไม่ราบรื่น
แม้แต่น้อย มันจุดชนวนก่อเกิดเป็นสงครามครั้งใหญ่ โชคยังดี
ที่แดนสวรรค์ถอนทัพออกมาได้อย่างปลอดภัย
หลังจากนั้นวิถีเทพก็เริ่มเป็นฝ่ายบุกมารุกรานโลกคุน
หลุน พวกเขาลงมือเร็วมาก กองทัพสวรรค์ของมหาจักรพรรดิ
จื่อเวยเพิ่งกลับมาถึงโลกคุนหลุน พวกเขาก็บุกมาแล้ว
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ทราบเรื่องนี้ เขาก็เห็นวิถีเทพเป็น
ศัตรูตัวฉกาจของวิถีเซียนในทันที สามพันโลกวุ่นวายโกลาหล
มากเกินไป เขาจึงไม่กล้าแหย่เท้าเข้าไปยุ่งง่ายๆ แต่ถ้าจะให้
เผชิญหน้ากับวิถีเทพที่อยู่ลึกเข้ามาในห้วงสุญญตา เขาไม่กลัว
สักนิด
ในสายตาของเขา วิถีเทพก็เป็นแค่ขุมอำนาจอีกกลุ่มหนึ่ง
ที่ถูกวิถียุทธ์กดข่มจนต้องหลบเร้นมาอยู่ในซอกมุมของห้วง
สุญญตาเท่านั้น สบโอกาสหาคู่ต่อสู้ให้วิถีเซียนพอดี
เทพกับเซียน แค่ฟังก็ไม่รื่นหูอย่างยิ่ง
ถัดจากเผ่าอวี่ วิถีเทพจึงกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของโลก
คุนหลุนด้วยประการฉะนี้
จักรพรรดิสวรรค์หวนกลับมาโลกคุนหลุนแล้ว
ใช้เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน สังหารขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ของวิถี
เทพไปหลายคนด้วยตนเอง ห้วงสุญญตาสะท้านสะเทือน
ช่วงเวลาที่ผ่านมามีขั้นเอกเทวะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ใน
ฐานะผู้เหยียบย่างถึงขั้นเอกเทวะเป็นคนแรกสุด ขั้นบำเพ็ญ
ของจักรพรรดิสวรรค์ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาเพียรพยายามฝึก
บำเพ็ญอยู่เสมอ เทพเซียนของแดนสวรรค์ต่างคาดเดาว่าเขา
บรรลุขั้นเซียนสวรรค์เอกเทวะแล้ว
มหาศึกระหว่างวิถีเซียนกับวิถีเทพจึงเปิดม่านขึ้นเช่นนี้
แม้วิถีเทพจะอยู่ห่างไกลจากมหาพิภพนิลเหลือง แต่ความจริง
มันก็กำลังตกอยู่ในกลียุคเช่นกัน ดังนั้นเพื่อเบี่ยงเบน
ความขัดแย้งภายใน พวกเขาจึงเลือกทำให้วิถีเซียนที่เข้ามาหา
อย่างเป็นมิตรกลายเป็นศัตรูผู้รุกราน ยามนี้สรรพชีวิตในโลก
ของทั้งสองฝั่งต่างมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูที่ต้องฆ่ากันให้ตาย
ไปข้าง หลังจากผ่านไปร้อยปี แม้แต่ปุถุชนชั้นล่างของแต่ละ
ฝ่ายก็มองวิถีบำเพ็ญของฝั่งตรงข้ามเป็นมารชั่วร้ายจากนอก
โลก
การต่อสู้ระหว่างเซียนกับเทพดำเนินไปเช่นนี้นับพันปี
ขณะเดียวกันฝั่งสามพันโลกก็ยังคลี่คลายมหันตภัยแห่งการ
คืนชีพไม่ได้ เรื่องนี้นำความสิ้นหวังและความหวาดวิตก
คืบคลานมาครอบงำสามพันโลก ขุมอำนาจใหญ่มากมาย
หลายแห่งถูกผู้คืนชีพบุกทำลาย ทำให้สามพันโลกสูญเสียขุม
กำลังไปมากมาย ขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลายบ้างหลบซ่อน บ้าง
อาศัยการขัดขวางผู้คืนชีพทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น หลังจากผู้
คืนชีพปรากฏตัว กลายเป็นว่าการต่อสู้ระหว่างขุมอำนาจใหญ่
กลับลดน้อยลง การเอาตัวรอดของแต่ละกลุ่มกลายเป็นสิ่ง
สำคัญที่สุด
ฝั่งวิถีเซียนกลับต้านภัยหนนี้ไว้ได้ ผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้งหลายหันมานำศพไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น บางคนเอาผู้
คืนชีพมาทำเป็นหุ่นเชิด กลายเป็นเสริมพลังของตนเองให้
แข็งแกร่งขึ้นอีก ผู้ฝึกตนสำนักอธรรมเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ทุกที ทำให้โลกบำเพ็ญเซียนแบ่งเป็นฝ่ายธรรมะ มารและ
อธรรม ผู้บำเพ็ญเซียนสำนักอธรรมดีชั่วยากแยกแยะ ทำตัวไร้
กฎเกณฑ์ เพื่อเป้าหมายของตนแล้วไม่เลือกวิธีการ แต่ก็ยัง
ไม่เหมือนฝ่ายมารที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์
…
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงผู้นั่งสมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ในดวงตาคู่นั้นของเขาคล้ายมีไอ
หมอกเคลื่อนไหวอยู่ จากนั้นแววตาจึงค่อยๆ กระจ่างใส
แม้ประสาทสัมผัสของเขาจะฟื้นกลับมาแล้ว แต่จิตใจ
ของเขายังจมดิ่งอยู่กับสิ่งที่เขาบรรลุมาก่อนหน้า
การปิดด่านหนนี้ เขามุ่งเป้าไปที่การเลื่อนขั้น และแล้ว
ในที่สุดเขาก็ตรากตรำจนโอกาสแห่งการเลื่อนขั้นมาเยือน
จนได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการปิดด่าน
ไม่ได้ผ่านไปเพียงชั่วครู่สั้นๆ มันออกจะยาวนานอยู่หน่อยๆ
เสียด้วยซ้ำ เขารู้สึกเหมือนเดินทางผ่านห้วงฝันอันยาวนาน
เขายกนิ้วคำนวณแล้วก็ต้องตกใจ เพราะการปิดด่านฝึก
บำเพ็ญหนนี้กินเวลายาวนานถึงสามพันแปดร้อยกว่าปี เขา
อายุหนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว
“ช่างยาวนานเสียจริง หากช่วงเวลานี้มีตัวข้าอีกคนโผล่
มา กาลเวลาสามพันกว่าปีคงมากพอให้เขาผงาดขึ้นมาแล้ว”
เจียงฉางเซิงนึกปลงในใจ การเลื่อนขั้นหนก่อนเกิดขึ้น
ตอนเขาอายุสามพันห้าร้อยหกสิบหกปี เขารอคอยมาหนึ่ง
หมื่นปีเต็มๆ กว่าจะพานพบโอกาสเลื่อนขั้นสู่ระดับถัดไป
ตัวตนที่อยู่คนละระดับขั้น ช่างมีมาตรวัดเวลาที่แตก
ต่างกันมากจริงๆ
เจียงฉางเซิงเริ่มพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ขอบเขตต่างๆ
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่สำรวจได้มีมูลค่าพุ่งไปถึง
เก้าร้อยห้าสิบสี่แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว!
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตของวิถีเซียนยังเป็นตัวเขาเอง
ส่วนผู้แข็งแกร่งที่สุดในวิถีเทพมีมูลค่าหกสิบสองแต้มเซ่นไหว้
มรรคาสวรรค์
“นายท่าน ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว!” เสียงของไป๋ฉีดังขึ้น
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปีติยินดี
แม้แต่มู่หลิงลั่วที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาด้วย นาง
มองมาทางเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสายแล้วหัวเราะ “ปิด
ด่านฝึกบำเพ็ญหนนี้นานอยู่จริงๆ ระดับขั้นบำเพ็ญของพวก
เจ้าก้าวหน้าได้ไม่เลว คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ไป๋ฉีก็เริ่มขยันฝึก
บำเพ็ญกับเขาแล้ว”
ไป๋ฉียิ้มประจบ เอ่ยว่า “ล้วนเป็นเพราะนายท่านสั่งสอน
ได้ดี บ่าวติดตามข้างกายท่านจะมิหมั่นเพียรได้อย่างไร”
แต่ไม่ทันไรมู่หลิงลั่วก็แฉด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“ก่อนหน้านี้นางตามวังมังกรเดินทางไปท่องห้วงสุญญตา แล้ว
แพ้สตรีนางหนึ่งของวิถีเทพเข้าน่ะซี่ ต้องพึ่งเส้นผมบรรจุพลัง
อภินิหารของพี่ฉางเซิงถึงหนีพ้นภัยมาได้ ส่วนฝั่งวังมังกรก็
มีคนบาดเจ็บล้มตายมากมาย นางสะเทือนใจมากถึงหันมา
เริ่มฝึกบำเพ็ญ”
เจียงฉางเซิงย่อมรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เขาก็แค่จงใจหยอกไป๋
ฉีเท่านั้น
ไป๋ฉีบุ้ยปาก “ข้าจะกลับไปทวงชัยชนะด้วยตัวเอง”
ความปราชัยหนนั้นเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น อีก
สาเหตุหนึ่งก็คือเผ่าปีศาจที่อยู่ใต้อาณัติของนางแข็งแกร่ง
มากขึ้นทุกที จนเมื่อเวลาผ่านไปนางก็เริ่มคุมไม่อยู่ เจ้าพวก
นั้นที่เคยเคารพนางเริ่มไม่เห็นหัวนาง เรื่องนี้ทำให้นางเสียใจ
ยิ่งนัก
“พี่ฉางเซิง กาลเวลาผ่านไปสามพันกว่าปีแล้ว ท่านต้อง
การทราบสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่” มู่หลิงลั่วลุกขึ้นยืน
แล้วเดินเข้ามาถามเจียงฉางเซิงด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
นางใช้เวลาส่วนใหญ่กับการฝึกบำเพ็ญ แต่บางครั้งก็
จับตาดูการเคลื่อนไหวของแดนสวรรค์อยู่บ้าง
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มตอบว่า “เล่ามาสิ ข้าอยากฟัง
สักหน่อย”
ขณะเดียวกันนั้นจิตของเขาก็เข้าไปในโลกแห่งมรรคา
แล้วสร้างร่างแยกจิตร่างหนึ่งเด็ดผลผานกู่บนต้นผานกู่ลงมา
ผลผานกู่ออกผลหนึ่งหมื่นปีครั้ง เขาไม่เคยลืมว่าถ้าเขา
สร้างร่างแยกผานกู่ได้สำเร็จอีกสิบเอ็ดร่าง เขาจะใช้มหาค่าย
กลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ได้ ถึงเวลานั้นเขาจะ
มีไพ่ตายเพิ่มมาอีกใบ
มู่หลิงลั่วเริ่มเล่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นระหว่าง
สามพันกว่าปีที่ผ่านมา ไป๋ฉีก็ช่วยเสริมเป็นระยะ
มหันตภัยแห่งการคืนชีพ มหาศึกระหว่างเซียนกับเทพ
การผงาดขึ้นมาอีกครั้งของสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง
ฟ้าดินสรวลก่อตั้งมหาลัทธิชะตาฟ้า ราชันปฐพีหงหลินบรรลุ
กายทองคงกระพันเป็นคนแรก ทำให้ฟ้าดินสะท้านสะเทือน
แม้แต่เทพผีก็หลั่งน้ำตา…
เหตุการณ์สำคัญมากมายถูกมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเล่าเสริม
กันเป็นลูกคู่ เจียงฉางเซิงฟังอย่างเพลิดเพลินใจ
เจียงฉางเซิงเปิดแผงควบคุมสังสารวัฏขึ้นมา เขาเห็น
สหายเก่ามากมายกลับชาติมาเกิดใหม่ แม้แต่เทพเซียนที่ถูก
สถาปนาเป็นเทพก็มีบางคนร่วงหล่นสู่สังสารวัฏเช่นกัน
ดูเผินๆ เหมือนจำนวนมาก แต่หากกระจายไประหว่าง
ระยะเวลาสามพันห้าร้อยกว่าปี ความจริงก็ไม่นับว่ามากนัก
สตรีทั้งสองเล่าอยู่หลายชั่วยามกว่าจะเล่าจบอย่าง
คร่าวๆ
มู่หลิงลั่วถามว่า “ท่านมีสิ่งใดไม่พอใจวิถีเซียนในวันนี้
หรือไม่เจ้าคะ”
โลกบำเพ็ญเซียนในวันนี้เข่นฆ่ากันไม่หยุด แม้แต่ภายใน
ของแดนสวรรค์เองก็เกิดความขัดแย้งมากมาย จักรพรรดิ
สวรรค์ตำหนิตนเองอย่างหนัก แต่ก็จนปัญญาจะทำสิ่งใดได้
ดังนั้นนางจึงมาเลียบๆ เคียงๆ ถามเขา
“ไม่มีสิ่งใดที่ไม่พอใจ สรรพชีวิตล้วนมีชะตาของตนเอง
หากวิถีเซียนไม่ถึงขั้นเผชิญหายนะใกล้ล่มสลาย ข้าย่อม
ไม่ยื่นมือไปยุ่งง่ายๆ แน่นอนว่าหากพบเรื่องที่ข้าอยากเข้าไป
จัดการบางเรื่อง ข้าก็จะทำตามใจปรารถนา บอกจื่ออวี้ว่าใน
เมื่อให้เขาเป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้วก็จงเป็นให้ดี หากข้า
ไม่พอใจ ข้าย่อมไม่เกรงใจเขาอยู่แล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบอย่างนิ่งสงบ เขาจนปัญญาอยู่นิดๆ
ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกไม่ใกล้ชิดเหมือนก่อน
อีกต่อไป พวกเขาค่อนข้างห่างเหินกันอย่างเห็นได้ชัด แต่เขา
ไม่โทษจักรพรรดิสวรรค์ ไม่ว่าอย่างไรจักรพรรดิสวรรค์ก็
เติบใหญ่แล้ว ทั้งยังมีตำแหน่งสูงส่ง ส่วนเจียงฉางเซิงก็เอาแต่
ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด การไม่พบหน้ากันเป็นเวลานาน
ย่อมเกิดระยะห่างระหว่างกันไม่มากก็น้อย ซ้ำร้ายจักรพรรดิ
สวรรค์ยังให้ความสำคัญกับหน้าที่ต่อแดนสวรรค์มากเกินไป
จนกดดันตัวเองอีก
มู่หลิงลั่วพยักหน้า นางกลอกตาไปมาหนึ่งหนแล้วพลัน
ถามว่า “พี่ฉางเซิง ท่านอยากมีลูกชาย…ไม่ก็ลูกสาวอีกสักคน
หรือไม่”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ไป๋ฉีก็ดวงตาวาววับ นาง
ทำจริตกระบิดกระบวนชม้อยชม้ายชายตาทันที
เจียงฉางเซิงทำเป็นมองไม่เห็นท่าทางประหลาดของนาง
แล้วตอบว่า “หลังจากนี้ค่อยว่ากันเถิด ยามที่ต้องการมี ย่อม
มี”
ตอนนี้ในใจเขามีแต่เรื่องเลื่อนขั้นเท่านั้น
“เอาล่ะ พวกเจ้าต่างคนต่างไปฝึกบำเพ็ญเถิด ข้าก็จะฝึก
บำเพ็ญต่อแล้ว ผ่านไปอีกสักระยะข้าจะพาพวกเจ้าไปเที่ยว
แดนมนุษย์ ทบทวนชีวิตเยี่ยงปุถุชนดูสักหน”
เจียงฉางเซิงโบกมือ สตรีทั้งสองได้ฟังก็ตั้งตาคอยทันที
แม้อยู่ร่วมตำหนักหลังเดียวกัน แต่พวกนางก็ปรารถนา
จะทำเรื่องอื่นกับเจียงฉางเซิงบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ฝึกวิชาอย่าง
เดียว การได้ท่องแดนมนุษย์ด้วยกันย่อมเป็นช่วงเวลาที่พวก
นางตั้งตาคอย
เจียงฉางเซิงนั่งสมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคา เขาฝึกบำเพ็ญต่อโดยพยายามคว้าจับโอกาสที่จะ
เลื่อนขั้นนั้น
ระหว่างที่เขาฝึกบำเพ็ญ เขาก็ขบคิดไปด้วยว่าควรจะ
ไปเลื่อนขั้นที่ใด
ไปขอบห้วงสุญญตาเหมือนเดิมดีกว่า อยู่ในห้วงอนันต์
สุญญตาอันตรายเกินไปจริงๆ
แต่หนนี้ไปขอบห้วงสุญญตาต้องเลือกตำแหน่งให้ดีๆ
เขาต้องการเลื่อนขั้นอย่างเงียบๆ ยามมรรคาอริยะบุกมาโจมตี
เขาจะได้สังหารอีกฝ่ายโดยที่ฝั่งนั้นรับมือไม่ทัน
กาลเวลาผันผ่านไปอีกหนึ่งร้อยปีเช่นนี้
ในวันนี้ เจียงฉางเซิงพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
หายตัวไปจากในตำหนัก
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีลืมตาขึ้นมาดู หลังจากพบว่าเขาไม่อยู่
ทั้งสองคนก็สบตากันหนึ่งหน พวกนางต่างมองเห็นแววตา
ประหลาดใจแกมยินดีในดวงตาของอีกฝ่าย พวกนางโยงเรื่อง
นี้เข้ากับคำพูดเมื่อร้อยปีก่อนแล้วคาดว่าเจียงฉางเซิงกำลังจะ
เลื่อนขั้นแล้ว
มีแต่ช่วงหลังเลื่อนขั้นเท่านั้นที่เขาจะหาเวลา
มาผ่อนคลาย
พวกนางเข้าใจเจียงฉางเซิงดีอย่างยิ่ง สมัยก่อนแม้ใต้
หล้าสงบสุข เขาก็มักร้อนรนอยู่เสมอ ดูจากที่เขาตรากตรำฝึก
บำเพ็ญก็มองออกแล้ว ทุกครั้งที่เขายอมผ่อนคลาย นั่น
หมายความว่าพลังของเขาก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย
………………………………………………