เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 525 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ โลงศพไม้โบราณ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 525 มรรคาจารย์ผ่านด่านเคราะห์ โลงศพไม้โบราณ
ยักษ์
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้ว
กระโดดข้ามห้วงมิติจนมาถึงขอบห้วงสุญญตา
เทียบกับหนก่อนที่มาขอบห้วงสุญญตา ที่แห่งนี้ดูเหมือน
ไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เขาไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายของ
มหันตภัย
เจียงฉางเซิงสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งมาตลอดว่าขอบห้วง
สุญญตาคงอยู่ได้เช่นไร มันเป็นเพียงมิติที่แยกตัวเป็นเอกเทศ
จากห้วงอนันต์สุญญตา มีจุดสิ้นสุดหรือไม่ หรือเป็นเพียง
ทางผ่านเหมือนมหาสมุทรเชื่อมอนธการ
เขาแผ่จิตสัมผัสกวาดออกไปรอบด้าน
โลกคุนหลุนย้ายมาอยู่ไกลจากสามพันโลกมาก ห้วงมิติ
ของขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้จึงอยู่ห่างจากสามพันโลก
ไกลโพ้นตามไปด้วย หากเปลี่ยนสถานที่ ไม่แน่อาจให้ผลลัพธ์
ตรงกันข้ามก็เป็นได้ ดังนั้นขอเพียงตรวจสอบว่ารอบด้าน
ไม่มีกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต เขาก็น่าจะเลื่อนขั้นได้แล้ว
หลายชั่วยามหลังจากนั้น
เขาก็เก็บจิตสัมผัสกลับมาแล้วเรียกแต้มเซ่นไหว้ออกมา
ดู
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน 2,892,220,665,400,985,562
แต้ม]
สมัยผ่านด่านเคราะห์หนก่อน แต้มเซ่นไหว้มีอยู่เพียง
สามร้อยล้านล้านกว่าแต้มเท่านั้น ยามนี้หลังจากผ่านไปหมื่น
ปี แต้มเซ่นไหว้ทะลุมาถึงสองล้านล้านล้านกว่าแต้มแล้ว
จำนวนนี้ทำให้เขามั่นใจเต็มเปี่ยม
การสวามิภักดิ์ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานนำผู้ศรัทธา
มาให้เขามากมาย นี่ก็คืออิทธิพลของความมีชื่อเสียง ยิ่งผนวก
กับการเทศนาสั่งสอนวิชาของเจียงฉางเซิง รวมไปถึงการที่วิถี
เซียนอยู่รอดมาได้ในช่วงมหันตภัย แต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉาง
เซิงจึงเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วมากอยู่ตลอด
หนนี้เจียงฉางเซิงตั้งใจจะใช้แค่แต้มเซ่นไหว้ผ่านด่าน
เคราะห์ ส่วนแต้มโชคชะตาเขาจะเก็บไว้สร้างโลก
หลังจากเลื่อนขั้นลุล่วงแล้ว เขาตั้งใจว่าจะสร้างโลก
สวรรค์อีกสักใบ ในสมองเขามีแผนการเอาไว้แล้ว
เขาตั้งใจว่าจะสร้างโลกสวรรค์เก้าแห่ง ให้โลกแปดแห่ง
ในนั้นล้อมรอบมหาพิภพนิลเหลือง จากนั้นสร้างโลกสวรรค์ที่
ใจกลางสามพันโลกอีกแห่งหนึ่ง ทำเช่นนี้จะโอบล้อมสรรพ
ชีวิตในวิถียุทธ์ ทำให้เผยแผ่วิถีเซียนได้ดียิ่งขึ้น
แผนการใหญ่อย่างโลกสวรรค์เก้าแห่งย่อมมิใช่แผนการ
ในเวลาสั้นๆ ขอเพียงทำให้ลุล่วงก่อนมหันตภัยสิ้นสุดก็พอ
หากไม่มั่นใจเต็มร้อย เจียงฉางเซิงจะไม่บุ่มบ่ามเข้าไปกลาง
วังวนของมหันตภัยอย่างแน่นอน
หลังเก็บจิตสัมผัสกลับมาแล้ว เจียงฉางเซิงก็ไม่หุนหัน
ผ่านด่านเคราะห์ทันที เขาเริ่มกางค่ายกลก่อน แม้ว่ากับพวก
ขั้นเทวะ ค่ายกลของเขาจะกั้นพลังจากการผ่านด่านเคราะห์
ของเขาได้ไม่เต็มร้อย แต่อย่างน้อยด้วยระยะทางที่ไกลโพ้นใน
ตอนนี้ หากมีค่ายกลเสริมเข้าไป บางทีมันอาจได้ผล
หลังจากวุ่นวายอยู่หลายชั่วยาม เจียงฉางเซิงก็นั่งลงบน
บัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาแล้วโคจรพลังอย่างเงียบๆ
ตราหยินหยางเบิกมรรคาลอยอยู่ด้านหลังบัลลังก์เทพ
มันก่อตัวเป็นตราสัญลักษณ์หยินหยางขนาดมหึมาที่กำลัง
หมุนรอบตัวเองอย่างช้าๆ พร้อมกับแผ่คลื่นพลังมหาศาล
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงโคจรพลังตามเคล็ดวิชามรรคา
ธรรมชาติ กลุ่มเมฆดาราเหนือหัวก็มลายหายไป เมฆดำทะมึน
ก้อนแล้วก้อนเล่าโผล่ออกมาจากความว่างเปล่าพร้อมกับ
อสนีบาต พวกมันแห่มารวมกันแล้วลอยปั่นป่วนเกรี้ยวกราด
อำนาจแห่งสวรรค์เริ่มก่อตัว
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็ลืมตา เมฆอสนีบาตของด่าน
เคราะห์สวรรค์ด้านบนแผ่ปกคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล จน
ดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด มวลความกดดันอัดแน่น อสนีบาตหลาก
สีผ่าแปลบปลาบเป็นแพพร้อมร่วงลงมาลงทัณฑ์ผู้ล่วงเกิน
อำนาจสวรรค์ทุกเวลา
‘การผ่านด่านเคราะห์หนนี้จะพบสถานการณ์อย่างหน
ก่อนหรือไม่นะ จะฝันถึงอดีต หรือฝันถึงอนาคตกัน’
เจียงฉางเซิงนึกสงสัยในใจ หนแรกเป็นการฝันถึงอดีต
ทำให้เขาได้รู้จักกับเจ้าแม่เซียวเหอ พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นจิต
หวนสดับหลักคำสอน ส่วนการเลื่อนขั้นหนก่อนเขากลับได้
เดินทางไปยังอนาคต
คำอธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน
ยืนยันได้ว่าเจ้าแม่เซียวเหอเป็นตัวตนที่อยู่ในอดีต แต่ระหว่าง
การใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนครั้งล่าสุดเขากลับพบ
คนสกุลเจียง ในนี้ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
บางทีการผ่านด่านเคราะห์หนนี้อาจทำให้เขาได้คำตอบ
เปรี้ยง!
อสนีบาตสวรรค์สายหนึ่งผ่าลงมาส่องห้วงมิติของขอบ
ห้วงสุญญตาจนสว่างไสว อำนาจสวรรค์อันน่าหวาดหวั่นร่วง
ลงมาอย่างฉับพลันพร้อมกับพลังที่แม้แต่เจียงฉางเซิงยังขวัญ
ผวา
ปราณกำเนิดเทพอนธการทะยานขึ้นไปต้านรับอสนีบาต
สวรรค์สายนี้ เจียงฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณ
กำเนิดเทพอนธการดูเหมือนจะต้านทานไม่ไหวอยู่เล็กน้อย
แค่อสนีบาตสวรรค์สายแรกก็แข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว!
ในใจของเจียงฉางเซิงเริ่มสังหรณ์ไม่ดี เพียงพริบตาเดียว
เขาก็โยนคำถามเกี่ยวกับอดีตอนาคตออกจากสมอง
หลังจากอสนีบาตสวรรค์สายแรกร่วงลงมา อสนีบาตนับ
หมื่นสายก็ตามหลังมาติดๆ พวกมันผ่าลงมาโจมตีเขาอย่าง
บ้าคลั่ง ปราณกำเนิดเทพอนธการกับตราหยินหยางเบิก
มรรคาช่วยเขาต้านด่านเคราะห์สวรรค์ช่วงเริ่มแรก
‘แย่แล้ว อำนาจสวรรค์หนนี้แข็งแกร่งมากเกินไป ค่ายกล
น่าจะซ่อนไว้ไม่อยู่’
เจียงฉางเซิงตะโกนร้องในใจ เขาทอดสายตาไปมองค่าย
กลที่โผล่ออกมาให้เห็นแล้วไกลๆ มันคล้ายม่านสีม่วงที่กำลัง
บิดเบี้ยว ไม่ก็คล้ายแสงเหนือที่กำลังจะสลาย
ไม่สนใจแล้ว!
ด่านเคราะห์สวรรค์เริ่มต้นขึ้นแล้ว จะหยุดกลางคันมิได้!
แววตาของเจียงฉางเซิงกลายเป็นแววตาแน่วแน่ เขา
เตรียมตัวใช้ร่างเนื้อต้านรับด่านเคราะห์สวรรค์ รอจนกระทั่ง
ด่านเคราะห์สวรรค์ไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ต่อให้มีใครมา เขาก็
คงไม่กล้าเข้ามาใกล้แน่ ถึงเวลานั้นเขาจะใช้แต้มเซ่นไหว้เพื่อ
ผ่านด่านเคราะห์ แล้วฟื้นพลังไว้สำหรับต่อสู้
…
ในห้วงมิติอันมืดมิด โลงศพไม้โบราณขนาดยักษ์ใบหนึ่ง
ลอยนิ่งอยู่ รอบตัวมันมีโครงกระดูกลอยอยู่มากมาย ยุ่บยั่บ
แลดูคล้ายกลุ่มอุกกาบาตกลุ่มหนึ่ง ต้องเข้าไปใกล้ๆ จึงจะได้
สัมผัสความพรั่นพรึงที่โถมเข้ามาใส่ราวกับจะมองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่า
โครงกระดูกเหล่านี้มีทั้งของเผ่ามนุษย์ ของเผ่าปีศาจ
แล้วก็มีโครงกระดูกของสัตว์อสูรด้วย โครงกระดูกบางโครง
ใหญ่โตเท่ากับโลกทั้งใบ
จู่ๆ ฝาโลงของโลงศพยักษ์ก็สั่นไหวอย่างรุนแรง คล้าย
กับมีบางสิ่งต้องการจะลุกขึ้น แต่ไม่นานฝาโลงศพก็กลับไปนิ่ง
สนิทอีกหน
ห้วงมิติเบื้องหน้าพลันปรากฏรอยแยกสีดำเส้นหนึ่ง ใน
รอยแยกมีดวงตาโผล่มาหนึ่งข้าง ดวงตาข้างนี้ใหญ่โตยิ่งกว่า
โครงกระดูกทั้งหมดตรงนี้รวมกัน มันดูประหนึ่งดวงตาแห่ง
จักรวาล ทว่าแววตาเย็นชาอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่ เจ้ามิใช่ร่างจำแลงของมหันตภัย แต่
เหตุใดจึงต้องแอบอ้างชื่อของเทพแห่งมหันตภัยทำสิ่งต่างๆ”
เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกสิ่งในห้วงมิติบริเวณนี้หยุดนิ่ง
ในบัดดล มันดูราวกับภาพวาดที่ถูกหยุดเวลาเอาไว้
“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะเย็นชาเสียงหนึ่งดังออกมาจาก
ข้างในโลงศพ สิ้นเสียง เงาเลือนรางร่างแล้วร่างเล่าก็พลันโผล่
ออกมาจากความว่างเปล่า พวกมันล้อมรอยแยกสีดำที่
มีดวงตายักษ์อยู่ข้างในแล้วต่อยหมัดใส่รอยแยกสีดำพร้อมกัน
เปรี้ยง!
ดวงตายักษ์สาดลำแสงอันน่ากลัวออกมา ลำแสงอัน
ใหญ่โตโอฬารพุ่งตรงไปหาโลงศพไม้โบราณยักษ์ เพิ่งพุ่งออก
ไปไม่ทันไร เงาเลือนรางรอบด้านก็ถูกโจมตีสลายเป็นธุลีจน
หมดสิ้น
ในตอนที่ลำแสงสายนั้นกำลังจะโจมตีโดนโลงศพ
ไม้โบราณยักษ์นั่นเอง ฝาโลงก็พลันดีดออก โลงศพยักษ์ลอย
ขึ้นมาตั้งตรง แล้วหันหน้ามาต้านรับลำแสงทำลายล้างสายนี้
เอาไว้ได้
“ข้าขอแนะนำให้เจ้าอย่ามายุ่งกับตัวตนที่เจ้ามิควรยุ่ง
ด้วย มิเช่นนั้นเจ้าจะพานพบเภทภัยมิสิ้นสุด”
เสียงในโลงศพไม้โบราณใบยักษ์ดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียง
ช่างเหยียดหยามดูแคลน
รูม่านตาของดวงตายักษ์ในรอยแยกสีดำหดแคบคล้าย
จับสัมผัสบางสิ่งได้ จากนั้นดวงตาข้างนั้นก็เลือนหายไปจาก
รอยแยกสีดำอย่างฉับพลัน รอยแยกค่อยๆ หดเล็กลงจนหาย
ไปเหมือนไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
ฝาโลงลอยลงมาปิดอีกครั้ง โลงศพไม้โบราณใบยักษ์กับ
โครงกระดูกนับไม่ถ้วนรอบตัวมันเคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ภายในโลงศพก็มีเสียงพึมพำกับตนเอง
ดังขึ้นมา “ในห้วงมิติแถวนี้มีพลังสายอื่นซ่อนอยู่ด้วยรึ
น่าสนใจ คงต้องจับตาดูมหันตภัยหนนี้เอาไว้หน่อยแล้ว ก็ดี
ข้าจะรอดูว่าผู้ใดจักกล้ามาชิงชัย…”
…
ณ มหาสมุทรเชื่อมอนธการ
เจียงอี้กับเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์กำลังเหาะอยู่เหนือผืน
สมุทร เจียงอี้ชะเง้อไปรอบด้านแล้วเอ่ยว่า “เฒ่าลี้ลับ พักนี้
มหาสมุทรเชื่อมอนธการดูเงียบสงบเกินไปหรือไม่”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์นั่งอยู่บนแท่นดอกบัวศิลา สายตา
จับจ้องไปข้างหน้าขณะที่ตอบว่า “เป็นดังนั้น เมื่อพลัง
โชคชะตาของวิถียุทธ์แตกซ่าน ผู้ที่ถูกสะกดไว้ในมหาสมุทร
เชื่อมอนธการทั้งหลายย่อมออกไปข้างนอกได้ ความจริง
มหาสมุทรเชื่อมอนธการมิใช่เพียงทางเชื่อมระหว่างห้วงมิติ
ชั้นในกับห้วงมิติชั้นนอกเท่านั้น แต่มันยังเป็นสถานที่ซึ่งวิถี
ยุทธ์สะกดสิ่งชั่วร้าย วิญญาณร้ายรวมไปถึงมารสวรรค์เอาไว้
ด้วย”
เจียงอี้ถามอย่างประหลาดใจ “ท่านเคยบอกว่า โลกเทพ
ยุทธ์มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่าอาศัยอยู่ในห้วงมิติชั้นใน แล้ว
เหตุใพวกเขาไม่ทำลายสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นเสียเลยเล่า ต้องเก็บ
ไว้เช่นนี้ มิใช่ว่าพวกเขาทำลายไม่ได้กระมัง”
“นี่เป็นแผนการของโลกเทพยุทธ์ต่างหาก พวกเขา
คาดการณ์ไว้นานแล้วว่ายามมหันตภัยมาเยือน ถ้าถึงคราที่
พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์พังทลายย่อมหมายความว่าพวกเขา
กำลังเผชิญหน้ากับขุมพลังที่โลกเทพยุทธ์ไม่อาจต่อต้านได้
แต่สิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นต้านศัตรู ซื้อเวลาให้วิถียุทธ์ได้ แน่นอน
บางทีพวกเขาอาจคาดหวังสิ่งอื่นอยู่ด้วย วิถียุทธ์ดำรงอยู่
มายาวนานปานนั้น แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าแท้จริงแล้ว
มันอยู่มายาวนานเพียงใด”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์เอ่ยมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็ฟังดู
ปลดปลง
เขาเคยทำนายจุดจบของวิถียุทธ์ แต่คิดไม่ถึงว่าจะได้มา
เห็นวันนั้นด้วยตาของตนเอง
เจียงอี้เอ่ยอย่างฮึกเหิม “ไม่ต้องสนใจว่าโลกเทพยุทธ์
มีแผนการอะไรแล้ว ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว เฒ่าลี้ลับ หนนี้
กลับไป พวกเราจะต้องสร้างชื่อในวิถีเซียนให้จงได้!”
เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์คลี่ยิ้มติงว่า “ตัวเจ้าในวันนี้
มิเหมือนวันวานแล้วก็จริง แต่ทางที่ดีอย่ายึดติดกับชื่อเสียงใน
วิถีเซียนนักเลย ใช้นามแฝงเถิด พรสวรรค์ของเจ้าดึงดูด
ความแค้นมากเกินไป แต่วิถีเซียนยังต้องการพื้นที่ในการ
เติบโตอยู่ บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่มรรคาจารย์ไม่ออกหน้าก็
เป็นได้
อาศัยช่วงเวลาที่วิถีเซียนเป็นวิถีเดียวที่ใช้ประโยชน์จาก
ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินอันบริสุทธิ์ที่สุดได้ คว้าโอกาส
เอาไว้ให้ดี หากมหามรรคาสายอื่นค้นพบวิธีใช้ปราณวิญญาณ
แห่งฟ้าดินขึ้นมา ยามนั้นการฝึกบำเพ็ญของผู้บำเพ็ญเซียน
ย่อมช้าลง”
เจียงอี้ฟังจบก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงพยักหน้าเห็นด้วย
แต่แล้วทันใดนั้นเองจู่ๆ เฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ก็หยุดกึก
แล้วขวางเจียงอี้เอาไว้
เจียงอี้เห็นเขาสีหน้าเคร่งเครียดก็ขมวดคิ้ว กวาดสายตา
มองรอบด้านทันที
“คิดไม่ถึงว่าจะพบผู้มีโชคชะตาแห่งมหันตภัยที่นี่ ช่าง
เป็นโชคดีของข้าเสียจริง”
เสียงหัวเราะลึกลับดังขึ้น ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เฒ่าลี้ลับ
ลิขิตสวรรค์ก็หน้าถอดสีทันควัน เขาหันหลังกลับมาฟาดหนึ่ง
ฝ่ามือใส่ตัวของเจียงอี้ มิติด้านหลังเจียงอี้แตกทลายส่งเขาร่วง
ลงไปยังเบื้องลึกของมิติเวลา
“เหอะ เปล่าประโยชน์ แต่การกระทำนี้ของเจ้าทำให้ข้า
ไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก!”
เสียงลึกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร เฒ่าลี้ลับลิขิต
สวรรค์เงยหน้าขึ้น แล้วพบว่าข้างบนคือฝ่ามือมหึมาข้างหนึ่ง
ที่บดบังลานสายตาของเขาจนหมดสิ้น
…
ณ ขอบห้วงสุญญตา
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!…
อสนีบาตสวรรค์ฟาดกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายดุจมาร
คลั่ง มันผ่าลงมาใส่เจียงฉางเซิงอย่างเหิมเกริม
การผ่านด่านเคราะห์ดำเนินมาหนึ่งชั่วยามแล้ว เจียง
ฉางเซิงสลายปราณกำเนิดเทพอนธการกับตราหยินหยางเบิก
มรรคาแล้วใช้กายเนื้อต้านรับอสนีบาตสวรรค์
เขากัดฟันแน่นพร้อมกับแผ่จิตสัมผัสออกไปเพื่อป้องกัน
ผู้อื่นลอบโจมตี
ค่ายกลที่เขากางไว้ก่อนหน้านี้ถูกทำลายจนหมดแล้ว
ไม่เหลืออยู่อีกต่อไป เขาจึงกังวลว่าอำนาจแห่งสวรรค์จะชักนำ
สายตาของตัวตนที่น่าหวาดกลัวมาสอดส่อง
โชคยังดีที่จนบัดนี้เขาก็ยังไม่พบร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอื่น
แต่ในเมื่อการผ่านด่านเคราะห์ยังไม่จบ เขาก็ไม่กล้าประมาท
ขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้กลายเป็นนรกแห่งอัสนี
อสนีบาตสวรรค์ใหญ่เล็กนับไม่ถ้วนอัดแน่นทั่วสี่ด้านแปดทิศ
พวกมันอาละวาดไปทั่วบริเวณ หมู่เมฆดาราอันงดงาม
ตระการตาถูกทำลายจนหมดสิ้น
“ไม่ได้ ใกล้จะต้านไม่ไหวแล้ว”
เจียงฉางเซิงฝืนทนความเจ็บแสนสาหัสบนกายเนื้อและ
ดวงวิญญาณ ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในสมองของเขา แต่ใน
หัวใจเขามีอีกเสียงหนึ่งคอยบอกให้เขาอดทนต่อไป มันยังไม่
ถึงขีดจำกัดของเขา
อสนีบาตสวรรค์ในตอนนี้แข็งแกร่งกว่าการโจมตีของอริ
ยเทวะโลกาเป็นสิบเท่า เขาคาดว่าต่อให้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
ขอบเขตที่ระบบสำรวจได้คนนั้นมาเยือนก็คงไม่กล้าเข้ามาใกล้
ง่ายๆ แน่ อย่างน้อยก็ต้องรอด่านเคราะห์สวรรค์จบลงแล้ว
ค่อยลงมือกับเขา
เวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปทีละนาที ทีละวินาที
ตัวเขาที่ปกติรู้สึกว่ากาลเวลาพันปีสั้นเพียงชั่วพริบตา
บัดนี้กลับรู้สึกว่าแต่ละวินาทียากเกินกว่าจะอดทนให้ผ่านพ้น
สีสันของอสนีบาตสวรรค์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว มันเปลี่ยนไป
เป็นสีแดงเข้มอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง จังหวะเดียวกับที่
อสนีบาตสวรรค์ระลอกใหม่ทิ้งตัวลงมา เบื้องหน้าของเจียง
ฉางเซิงก็เริ่มเกิดภาพหลอน
ภาพของเรื่องราวที่ผ่านมาในครึ่งชีวิตแรกของเขา ภาพ
ของสิ่งที่เขาไปเห็นมาในอนาคต เขาตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วครู่
แต่หลังจากนั้นเขาก็รีบเปิดโล่ป้องกันของแต้มเซ่นไหว้ทันที
เกราะแสงสีทองชั้นหนึ่งห่อหุ้มตัวเขากับบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคาเอาไว้ จิตของเขากลับมากระจ่างใสใน
บัดดล มองไม่เห็นภาพหลอนเมื่อครู่อีกต่อไป
“ด่านเคราะห์สวรรค์หนนี้ส่งผลต่อจิตใจได้ด้วยรึ หรือว่า
นี่คือด่านเคราะห์แห่งจิตมาร”
เจียงฉางเซิงเตือนตัวเองในใจให้ระวัง เขาเงยหน้ามอง
แล้วพบว่าใจกลางเมฆอสนีบาตของด่านเคราะห์สวรรค์มีบาง
สิ่งกำลังเคลื่อนวนคล้ายวังน้ำวน และกำลังขยายใหญ่ขึ้น
เรื่อยๆ
……………………………………………