เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 540 ก้าวข้ามขั้นเทวะหลุดพ้น!
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 540 ก้าวข้ามขั้นเทวะหลุดพ้น!
“ข้าจะต้านได้หรือไม่ ย่อมเป็นสิ่งที่ข้าต้องขบคิด สิ่งที่
เจ้าต้องขบคิดก็คือสถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังก้องในกระจกดับสูญเพลิง
สวรรค์หยินหยาง อริยเทวะซากศพได้ยินแล้วก็เงียบงัน
ในใจของอริยเทวะซากศพขมปร่า เขาเตรียมตัว
มาเนิ่นนานจนเขาคิดว่าไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องผิดพลาดได้
คิดไม่ถึงว่าเขาจะพ่ายแพ้ย่อยยับ
ก่อนหน้านี้เขาเคยสืบข้อมูลของมรรคาจารย์กับวิถีเซียน
มาก่อน ประวัติการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมรรคาจารย์คือ
ครั้งที่ทำให้ราชันมรรคานิพพานยอมสวามิภักดิ์ ราชันมรรคา
นิพพานผู้นั้นเป็นเพียงขั้นเทวะหกตัณหาที่ค่อนข้างอ่อนแอคน
หนึ่งเท่านั้น
เขาไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์พลังโชคชะตาของวิถียุทธ์
พังทลายเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์ ดังนั้นเขาจึงหลงเชื่อว่า
มรรคาจารย์คือขั้นเทวะเหนือดับสูญ แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจจึงคิด
เผื่อไว้ว่ามรรคาจารย์อาจเป็นขั้นเทวะไตรภพ เขาคิดว่า
ประเมินไว้ระดับนี้ก็น่าเหลือเชื่อมากพอแล้ว
แต่ต่อให้คิดว่าตนเองประเมินมรรคาจารย์ไว้สูงแล้ว เขา
ก็ยังทุ่มขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ตนเองมีทั้งหมด ระดับที่ต่อให้
เป็นขั้นเทวะหลุดพ้นสักคน ก็ไม่แน่ว่าเขาจะชนะไม่ได้
เขายิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ใจ
ยามเขาเป็นประมุขของมหามรรคาสายหนึ่ง เขาพ่ายแพ้
ให้มรรคาอริยะอันแสนแข็งแกร่ง ยามเขาเป็นอริยเทวะแห่ง
มรรคาอริยะ เขาก็พ่ายแพ้ให้คนรุ่นหลังที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
อีก
“ขอบังอาจถามมรรคาจารย์ ผู้คนของข้า ดวงวิญญาณ
ของพวกเขาไปยังแห่งหนได้…ปลอดภัยดีหรือไม่”
เสียงของอริยเทวะซากศพดังขึ้น น้ำเสียงหนักอึ้งนัก
เจียงฉางเซิงจึงตอบว่า “ข้าสร้างตำหนักยมโลกขึ้น
มาเพื่อควบคุมระบบระเบียบของสังสารวัฏ ดวงวิญญาณที่
คืนชีพมาทั้งหมดถูกส่งไปที่ตำหนักยมโลกเพื่อไถ่บาปแล้ว
ยามใดไถ่บาปหมดสิ้น พวกเขาก็จะกลับมาเกิดใหม่ในวิถีเซียน
หลุดพ้นจากชะตากรรม”
เมื่อได้ยินคำนี้ อริยเทวะซากศพกลับไม่โกรธ เขา
ถามด้วยน้ำเสียงฉงน “กลับชาติมาเกิดในวิถีเซียนได้จริงหรือ”
“ดีชั่วล้วนกรรมตามสนอง แม้พวกเจ้าพบเจอความทุกข์
มา แต่สรรพชีวิตล้วนต่างทัศนคติ สำหรับในห้วงอนันต์
สุญญตาแห่งนี้ พวกเจ้าได้กระทำชั่ว ในเมื่อทำชั่วก็ต้องได้รับ
บทลงโทษ สังสารวัฏให้ความยุติธรรมขั้นพื้นฐานกับทุก
สรรพสิ่งไม่ว่าผู้ใดก็ตาม”
นิ้วชี้ของอริยเทวะซากศพสั่นเทา เห็นชัดว่าในใจเขา
กำลังสับสน
“ข้าให้เวลาเจ้าขบคิดพันปี ไม่ต้องรีบร้อนเลือก”
เจียงฉางเซิงกล่าวจบคำนี้ก็ตัดการติดต่อทางจิต เขาเก็บ
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางเข้าไปในโลกแห่งมรรคา
“มรรคาอริยะ จงคู…ข้าตั้งตาคอยที่จะได้พบเจ้ายิ่งนัก”
เจียงฉางเซิงยกมุมปากโค้ง เขานับดูแล้ว จงคูจับตัวเทพ
แห่งมหันตภัยกับสิ่งมีชีวิตที่พรสวรรค์โดดเด่นไปไม่น้อย ในหมู่
พวกที่ถูกจับตัวไปมีเจียงอี้ เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียนกับเฟิงอวี้
ผู้ครอบครองยันต์เทพกำเนิดจักรวาลในร่างด้วย
ถูกต้องแล้ว แม้แต่จอมเทพปี้หลิ่วก็ถูกจงคูจับตัวไปแล้ว
เหมือนกัน
แต่จงคูไม่คิดจะสังหารสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เขาแค่จับมาขัง
ไว้เฉยๆ คงเพื่อรออริยเทวะยมพิภพมาเยือน
ก็ไม่รู้ว่าอริยเทวะยมพิภพผู้นั้นอยู่หนใด ตอนนี้เจียงฉาง
เซิงยังใช้ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้พยาการณ์กับอริยเทวะยมพิภพ
ไม่ได้ บ่งบอกว่าอริยเทวะยมพิภพยังเดินทางมาไม่ถึงห้วง
อนันต์สุญญตา
เจียงฉางเซิงไม่คิดมาก เขาเริ่มเพ่งจิตไปยังผลมรรคา
ของตนเอง เพื่อสำรวจดูดวงจิตที่อวตารไปยังช่วงเวลาต่างๆ
เหล่านั้น
…
แสงแดงฉานอาบท้องนภา ทุ่งร้างกว้างสุดลูกหูลูกตา
เจียงอี้ เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียนกำลังนั่งล้อมวงอยู่
ด้วยกัน สีหน้าของหลินเฮ่าเทียนย่ำแย่ที่สุด ร่างกายครึ่งซีก
มีรอยร้าวสีดำประหลาดกระจายอยู่ทั่ว จนเขาดูเหมือน
เครื่องกระเบื้องที่กำลังจะแตกเป็นชิ้นๆ
เจียงเจี่ยนเงยหน้ามองท้องนภาแล้วพึมพำกับตนเองว่า
“ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นจะกลับมาเมื่อใด”
หลินเฮ่าเทียนอ้าปากหัวเราะลั่น “เขาไม่กลับมาก็ดีออก
ไม่ใช่หรือ พวกเราจะได้แข็งแกร่งขึ้นต่อไปเรื่อยๆ”
เจียงอี้ส่ายหัวตอบว่า “การอยู่ที่นี่ทำให้พวกเราแข็งแกร่ง
ขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่หมายความว่าอีกฝ่ายตั้งใจขุนพวกเราอยู่
เมื่อใดพวกเราแข็งแกร่งพอแล้ว เขาถึงจะกลับมา”
เมื่อเอ่ยถึงคนผู้นั้น ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วย
ความแค้น
ตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขาก็ไม่อาจเข้าไปในมหาพิภพจิตจรได้
อีก เขายังคิดว่าเฒ่าลี้ลับลิขิตสวรรค์ตายแล้ว หัวใจจึงกดเก็บ
ความแค้นไว้เรื่อยมา
ทว่าก่อนมีพลังมากพอ เขาไม่คิดเผยความโกรธของ
ตนเอง ดังนั้นเขาจึงข่มกลั้นไว้แล้วพากเพียรฝึกบำเพ็ญ
มาตลอด
“เจ้าหมอนั่นแข็งแกร่งจริงๆ คิดไม่ถึงว่าแม้แต่จอมเทพก็
ถูกเขาสยบอย่างง่ายดาย ฟังจากคำพูดของเขา เหนือจากเขา
ขึ้นไปยังมีนายท่านของเขาอยู่อีก” เจียงเจี่ยนขมวดคิ้ว ดวง
เนตรมหามรรคาบนหน้าผากทอประกายเย็นเยียบ
หลินเฮ่าเทียนกลับไม่ใส่ใจ เขาหัวเราะอย่าง
ไม่อินังขังขอบ “พวกเราหายไปนานขนาดนี้ แต่มรรคาจารย์ยัง
ไม่มาตามหาพวกเรา ย่อมหมายความว่ามรรคาจารรย์กำลัง
ทดสอบพวกเราอยู่ ยิ่งเวลานานขึ้น ข้ากลับยิ่งไม่กลัว เพราะ
หากพวกเราจะตาย ก็คงตายไปนานแล้ว”
เขาบาดเจ็บสาหัสที่สุด แต่จนบัดนี้ก็ยังมองโลกในแง่ดี
ที่สุด
เปรี้ยง!
เสียงกัมปนาทสะเทือนแก้วหูดังมาจากไกลๆ ต่อจากนั้น
ทุ่งร้างที่กว้างสุดลูกหูลูกตาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตรงเส้น
ขอบฟ้ามีคลื่นพลังมหาศาลสายหนึ่งพัดฝุ่นฟุ้งเป็นเกลียวคลื่น
ทั้งสามคนไม่หลบหลีก ปล่อยให้คลื่นฝุ่นนั่นพัดผ่านร่างกาย
ของตนเองไป
หลินเฮ่าเทียนหัวเราะ “มาอีกแล้ว ไม่ยอมหยุดเลยจริงๆ
ก็ถูกขังเป็นนักโทษอยู่ด้วยกันหมดแท้ๆ ยังจะมาแย่งชิงอะไร
กันอีก ฝึกบำเพ็ญไปดีๆ ไม่ได้หรือไร”
เจียงอี้หรี่ตาลง เขามองทิศทางที่แรงกดดันจากการต่อสู้
ลอยมาด้วยแววตาเหม่อลอย
สายตาของเจียงเจี่ยนกวาดผ่านเจียงอี้อย่างไม่ตั้งใจ
สมาชิกเผ่าเจียงทั้งสองจมลงสู่ความเงียบที่มาพร้อมกับ
บรรยากาศแปลกประหลาด ทิ้งหลินเฮ่าเทียนให้พูดไม่หยุดอยู่
คนเดียว ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่มีทีท่าจะหยุดขยับปากแม้แต่น้อย
…
หลังจากมหันตภัยแห่งการคืนชีพถูกมรรคาจารย์สยบ
โลกสวรรค์ก็กลายเป็นโลกที่ครึกครื้นที่สุดในห้วงอนันต์
สุญญตา สิ่งมีชีวิตเดินทางมายังโลกสวรรค์ไม่ขาดสาย ทำให้
โลกสวรรค์ที่เคยเงียบเหงากลับมาครึกครื้นอย่างรวดเร็ว
หนนี้แดนสวรรค์กุมอำนาจในโลกสวรรค์ได้อย่าง
สมบูรณ์แล้ว ขุมอำนาจที่เคยหวาดกลัวจนหลบหนีไปเหล่านั้น
ไม่มีคุณสมบัติมาแย่งชิงโลกสวรรค์อีกต่อไป จักรพรรดิสวรรค์
เองก็แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งที่แตกต่างจากวันวาน บ่งชัด
ว่าเขาต้องการอำนาจในการปกครองโลกสวรรค์
ในที่สุดหลังจากราชันมรรคานิพพานก็มียอดฝีมือจากวิถี
ยุทธ์อีกคนหนึ่งมาเข้าร่วมกับวิถีเซียนจนได้ ชื่อเสียงของคนผู้นี้
โด่งดังกว่าราชันมรรคานิพพานเสียอีก นั่นก็เพราะฐานะบรรพ
จารย์ยุทธ์เป็นตัวตนที่สิ่งมีชีวิตระดับกลางกับระดับล่างยาก
จะเข้าถึง แต่ไท่ซั่งคุนหลุนเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่ง
ตลอดกาลที่วิถียุทธ์เชิดชูมาตลอด ชื่อเสียงของเขาจึงนับว่า
เป็นอันดับหนึ่งของวิถียุทธ์อย่างแท้จริง แล้วต่อมาวิถีเหนือ
สรรพสิ่งที่เขาสร้างก็ยังกลายเป็นขุมอำนาจระดับสูงในยุคนี้
อีกด้วย
วิถีเหนือสรรพสิ่งเข้าร่วมกับวิถีเซียน ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่
สะเทือนฟ้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน
จำนวนผู้ศรัทธาหน้าใหม่ที่มาปรากฏตัวในมหาพิภพจิต
จรเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด โลกในฝันแห่งนี้ครึกครื้น
พอฟัดพอเหวี่ยงกับช่วงที่มรรคาจารย์เทศนาสั่งสอนวิชา
หลังจากนั้นร้อยปี ขุมกำลังโดยรวมของแดนสวรรค์ก็
พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จำนวนทหารสวรรค์กับแม่ทัพ
สวรรค์เพิ่มขึ้นไปถึงตัวเลขที่น่ากลัวอย่างยิ่ง จักรพรรดิสวรรค์
ถึงขั้นก่อตั้งกองทัพเทพยุทธาเซียนขึ้นมาแล้วให้ไท่ซั่งคุนหลุน
เป็นมหาจอมทัพ
ด้วยเหตุนี้ จตุมหาจอมทัพของแดนสวรรค์จึงมีเพิ่ม
มาอีกหนึ่ง เทพเซียนทั้งหลายไม่ขัดใจกับการที่ไท่ซั่งคุนหลุน
ได้รับตำแหน่งสูงในทันทีเท่าไรนัก ประการแรกเพราะไท่ซั่งคุน
หลุนแข็งแกร่งมากพอและเขามาพร้อมกับขุมกำลังมหาศาล
ของตนเอง ประการที่สองเพราะไท่ซั่งคุนหลุนยอมแบ่งปัน
ประสบการณ์การศึกษาพลังแห่งกฎหลากหลายชนิดให้ นับว่า
เป็นประโยชน์กับวิถีเซียนที่ต้องบรรลุพลังแห่งกฎเพื่อเลื่อนขั้น
ให้สูงขึ้นเหมือนกัน
แม้โลกสวรรค์ได้ต้อนรับความสงบสุขและช่วงเวลาแห่ง
การพัฒนาอันรวดเร็ว แต่ปัญหายุ่งยากในโลกคุนหลุนกลับยัง
ไม่จบ วิถีเทพไม่ทราบว่ามรรคาจารย์กำราบมหันตภัยแห่งการ
คืนชีพได้แล้ว พวกเขาจึงยังรุกรานอยู่บ่อยครั้ง ความขัดแย้ง
ระหว่างพวกเขากับแดนสวรรค์ยังไม่จบลง
เวลาห้าร้อยปีผ่านไปอย่างเชื่องช้า
เจียงฉางเซิงปรือตาเปิดขึ้นมา คิ้วของเขาขมวดมุ่นนิดๆ
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันสายหนึ่ง มันไม่ใช่พลังแห่งกฎ
แล้วก็ไม่ใช่พลังแห่งมหามรรคา แต่เป็นพลังอีกชนิดหนึ่งที่
สูงส่งกว่า
เขานึกถึงความทรงจำของอริยเทวะซากศพ
เจตจำนงแห่งมหามรรคา!
เจตจำนงแห่งมหามรรคากำลังกีดกันเขา ต้องการขับไล่
เขาออกไปจากห้วงอนันต์สุญญตา
หากไม่ใช่เพราะวิชามรรคาธรรมชาติของเขาเก็บงำคลื่น
พลังไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ตอนนี้เขาคงถูกเจตจำนงแห่งมหา
มรรคาเล่นงานแล้ว เหตุผลนั้นเรียบง่ายนัก นั่นก็เพราะมูลค่า
ของเขามากกว่าห้าพันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว หรือ
เท่ากับว่าเขาก้าวข้ามขั้นเทวะหลุดพ้นแล้วนั่นเอง
“เจตจำนงแห่งมหามรรคา…กฎเกณฑ์เช่นนี้ไม่เลวเลย
ทีเดียว มันจะปกป้องสรรพชีวิตทั้งหลายได้ มรรคาสวรรค์
น่าจะเลียนแบบได้อยู่”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ นับตั้งแต่สร้างมรรคา
สวรรค์ขึ้นมา มันก็วิวัฒนาการอยู่ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลังจากเทพแห่งเคราะห์ร้ายกับเทพแห่งจิตมารผสานรวมกับ
มัน มรรคาสวรรค์ยิ่งวิวัฒนาการได้เร็วขึ้น ผลตอบแทนของ
กรรมจึงเห็นชัดเจนยิ่งกว่าเดิม รางวัลที่สวรรค์ตอบแทน
บุญบารมีไม่น้อยนิดเท่าเดิมอีกต่อไปแล้ว โลกบำเพ็ญเซียน
ถึงกับมีผู้บำเพ็ญเซียนกลุ่มหนึ่งที่มุ่งศึกษาบุญบารมี
โดยเฉพาะ
“อริยเทวะโลกา เวลาของเจ้าเหลือไม่มากแล้ว พบกัน
หนหน้า เจ้าอย่ากระจอกจนไปไม่ถึงแม้แต่ขั้นเทวะหลุดพ้นเล่า
”
เจียงฉางเซิงนึกถึงอริยเทวะโลกาแล้วยกมุมปากยิ้ม
ประมือกันหนก่อน เขาปล่อยอริยเทวะโลกาหนีไป เจียง
ฉางเซิงย่อมตามจับอริยเทวะโลกาได้ แต่เขาไม่รีบร้อน เขา
จะรอให้อริยเทวะโลกาบุกมาหาเขาเองอีกรอบ
เขาเปิดใช้งานเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต มองไปยังทิศทางที่
อริยเทวะโลกาอยู่
ระหว่างต่อสู้ เขามักสลักรอยประทับสังสารวัฏลงบนตัว
ศัตรูตามความเคยชิน วันนี้ตบะของเขาแก่กล้า การจับ
ตำแหน่งของรอยประทับสังสารวัฏจึงไม่พร่ามัวหรือรู้แต่ว่าอยู่
ไกลๆ เช่นเดิมอีกต่อไป
นับตั้งแต่ไท่ซั่งคุนหลุนหันมาเข้ากับวิถีเซียน วิถีเหนือ
สรรพสิ่งก็ตกสู่ความโกลาหล พวกเขาแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายแรกติดตามไท่ซั่งคุนหลุนมาเข้าร่วมกับวิถีเซียนด้วย อีก
ฝ่ายหนึ่งคิดตั้งตนเป็นใหญ่เองเพราะไม่อยากละทิ้งสิทธิ์ใน
การแย่งชิงสามพันโลก อริยเทวะโลกายังคงหลบอยู่กับวิถี
เหนือสรรพสิ่ง แต่เขาเริ่มสนับสนุนหุ่นเชิดของตนเองขึ้นมา
หมายจะยึดครองวิถีเหนือสรรพสิ่งแล้ว
ฐานะของอริยเทวะโลกาสูงส่งขึ้นอย่างรวดเร็วทีเดียว
เจียงฉางเซิงสงสัยว่าตนเองคงเผลอไปกระตุ้นอะไรเขาเข้า
ตามที่ไท่ซั่งคุนหลุนบอกมา อารมณ์ที่กระตุ้นพรสวรรค์
ของอริยเทวะโลกาคือความดีงาม แต่ความดีงามที่ว่านี้อิง
ตามสิ่งที่ตัวเขาเองตัดสินคนอื่น ยิ่งเป็นตัวตนที่มีค่า เป็น
ตัวตนที่แข็งแกร่ง เขาก็ยิ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายตาย อารมณ์
พิลึกพิลั่นที่ว่านี้คือสิ่งที่ผลักดันให้เขาแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุด
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม อริยเทวะโลกาก็กำลังทำความดีอยู่
จริงๆ เพียงแต่ความดีที่เขายึดมั่นคือความดีตามบรรทัดฐาน
ของตัวเขาเอง ก่อนหน้านี้ตอนเปิดศึกกับเจียงฉางเซิง เขา
ไม่สนใจไยดีปุถุชนทั้งหลายแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าความดี
ของเขา มิใช่ความดีที่คนทั้งหลายยึดถือกัน
เวลานี้อริยเทวะโลกากำลังฝึกวิชาอยู่ เจียงฉางเซิงมอง
อยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าวิชาของอริยเทวะโลกาคือการหยิบยืมพลัง
จากปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน มันดูคล้ายคลึงกับวิถีเซียน
อย่างยิ่ง แต่ก็มีส่วนที่ต่างออกไป ตรงที่ดวงวิญญาณของ
มรรคาอริยะยังค่อนข้างอ่อนแออยู่เช่นเดิมและไม่ก่อเกิดผล
มรรคา
มองดูครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็รั้งสายตากลับมา เขาย้าย
สายตาไปดูพวกเจียงเจี่ยนบ้าง
พวกเจียงเจี่ยนถูกขังอยู่ในโลกภายในของผู้แข็งแกร่งตน
หนึ่ง จงคูผู้นั้นนั่นเอง เขาเป็นตัวตนที่เข้าใกล้ขั้นเทวะหลุดพ้น
แล้ว
ณ โลกภายในของจงคู เทพแห่งมหันตภัยทั้งหลายเริ่ม
เข่นฆ่ากัน นอกจากเทพแห่งมหันตภัย สิ่งมีชีวิตอื่นที่ถูกขังไว้ก็
เริ่มเข่นฆ่ากันด้วย เจียงอี้ราวกับปลากระดี่ได้น้ำ เขาแข็งแกร่ง
ขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งนัก เจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนไม่อาจ
ห้ามปรามเขาได้
“พลังกลืนกิน หรือว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้จะวิวัฒน์ไปเป็น
เทพแห่งมหันตภัยกันนะ”
เจียงฉางเซิงคิดในใจอย่างฉงน โชคชะตากับเส้นทาง
กรรมของเจียงอี้ล้วนพร่ามัว แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจมองเห็น
ชัดเจนทั้งหมด
เขาหลงคิดมาตลอดว่าเทพแห่งมหันตภัยถือกำเนิด
มาจากพลังแห่งมหามรรคา จัดเป็นพวกที่จู่ๆ ก็ถือกำเนิดขึ้น
มาเอง แต่ตอนนี้ดูท่าไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป เทพแห่ง
มหันตภัยถือกำเนิดจากสิ่งมีชีวิตได้เหมือนกัน
เจียงฉางเซิงไม่คิดลงมือขัดขวาง สิ่งนี้นับเป็นวาสนาของ
พวกเจียงเจี่ยน
สายตาของเขาเลื่อนไปจับบนร่างของเฟิงอวี้
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกเขาเลือกให้เป็นร่างสถิตของยันต์เทพ
กำเนิดจักรวาลคนนี้สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก การต่อสู้เนิ่นนาน
ปีทำให้เขาบาดเจ็บหนัก หากไม่ได้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาล
เขาคงตายไปนานแล้ว
หลังจากฟูมฟักมานาน ผนวกกับเฟิงอวี้เดินทาง
เสี่ยงอันตรายไปทั่ว ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลจึงแข็งแกร่งขึ้น
มากพอแล้ว มันดูดกลืนพลังแห่งมหามรรคาไว้มากมาย เจียง
ฉางเซิงกำลังลังเลว่าจะเก็บมันกลับมาตอนนี้หรือฟูมฟักมัน
ต่อไปดี
พลังที่ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลสั่งสมมาจนถึงตอนนี้
เป็นรองเพียงกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง กระบี่
อาณัติมรรคาสวรรค์ และเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์เท่านั้น
มันมีพลังทัดเทียมกับตราหยินหยางเบิกมรรคาเลยทีเดียว
………………………………………………………