เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 539 มรรคาไร้ใจเหนือสรรพสิ่ง เจตจำนงแห่งมหา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 539 มรรคาไร้ใจเหนือสรรพสิ่ง เจตจำนงแห่งมหา
มรรคา
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิง มู่หลิงลั่วกับไป๋
ฉีกำลังตั้งอกตั้งใจฟังไท่ซั่งคุนหลุนเล่าเรื่อง แม้แต่ไป๋หลงที่มัก
หลับอุตุอยู่ตรงมุมตำหนักก็เสมอยังถูกเรื่องเล่าของเขาดึงดูด
ความสนใจ
อาศัยอารมณ์ทำให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างนั้นรึ
เจียงฉางเซิงได้เปิดหูเปิดตาแล้ว สิ่งมีชีวิตในวิถีเทพ
อาศัยการมีชีวิตยาวนานทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น แต่สิ่งมีชีวิต
ในมรรคาอริยะอาศัยห้วงอารมณ์ที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด
กระตุ้นให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น วิธีทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นสอง
วิธีนี้แตกต่างจากทั้งวิถีเซียนและวิถียุทธ์
จากที่ไท่ซั่งคุนหลุนกล่าวมา สิ่งมีชีวิตในมรรคาอริยะ
มีพรสวรรค์สูงเป็นพิเศษอยู่แล้ว ยิ่งได้รับการเสริมส่งจาก
อารมณ์ พวกเขาก็แข็งแกร่งขึ้นได้รวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเลื่อนขั้น ขอบเขตที่พลังของพวกเขา
ก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่ไท่ซั่งคุนหลุนไม่อาจเข้าใจและไม่อาจ
ยอมรับได้
“แม้ข้าไม่ชอบอริยเทวะโลกา แต่คิดว่าคนผู้นี้น่าจะ
ไม่กล่าวโป้ปด หากสิ่งที่เขากล่าวเป็นความจริง วิถีเซียนที่ตั้ง
ใจรวมห้วงอนันต์สุญญตาเป็นหนึ่งย่อมต้องเผชิญหน้ากับ
มรรคาอริยะไม่ช้าก็เร็ว บางทีหากมรรคาจารย์สร้างวิถีบำเพ็ญ
ที่ตัดอารมณ์ได้ อาจกำราบมรรคาอริยะ สร้างยุครุ่งเรืองของ
มหามรรคาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ก็ได้”
ไท่ซั่งคุนหลุนแววตาลุกโชติช่วง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีได้ยิน
ดังนั้นก็หันไปมองเขา
ตัดความรู้สึกหรือ
เจียงฉางเซิงสีหน้านิ่งสงบ แต่ในใจตกตะลึง เจ้าหมอนี่
ช่างคิดเสียจริงนะ
แต่เรื่องนี้น่าจะลองดูได้
ไม่ว่าอย่างไรการต่อสู้ระหว่างเขากับมรรคาอริยะก็ยังอีก
ยาวไกล เตรียมพร้อมไว้มากหน่อยย่อมดี
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากว่า “วิถีไร้ใจ มิใช่เป็นไปมิได้ แต่ใน
สายตาข้า มรรคาอริยะมิใช่เป้าหมายที่ข้าต้องการไล่ตาม ใน
เมื่อเจ้ามิความคิดเช่นนี้ ไยมิลองดูเล่า สร้างวิถีไร้ใจขึ้นมา
วันหน้ามรรคาอริยะก็จะเป็นโอกาสดีที่เจ้าจะสร้างบุญบารมี
ครั้งยิ่งใหญ่”
วิถีไร้ใจอย่างนั้นหรือ
ไท่ซั่งคุนหลุนหลุดสีหน้าคิดไม่ถึงออกมา เขาลังเล
ครู่หนึ่งก็ถามว่า “ข้าทำได้หรือ”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “สรรพสิ่งล้วนมีโชคชะตาและ
ชะตากรรม การเข้าร่วมวิถีเซียนคือโชคชะตาของเจ้า การ
สร้างวิถีไร้ใจเหนือสรรพสิ่งคือชะตากรรมของเจ้า”
เขายกมือขวาขึ้น นิ้วชี้จิ้มไปทางไท่ซั่งคุนหลุนที่นั่ง
อยู่ห่างๆ
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น
ไท่ซั่งคุนหลุนก็เดินออกมาจากตำหนักเมฆาม่วง เขา
รู้สึกราวกับได้ข้ามชาติภพ เขานึกทบทวนเคล็ดวิชาในสมอง
หัวใจของเขาตื่นเต้นฮึกเหิม ทั้งยังรู้สึกซาบซึ้งอย่างที่ยาก
จะอธิบายเป็นคำพูด
เขาเคยลองจินตนาการความเป็นไปได้มากมายที่จะ
เกิดขึ้นยามตนเองพบหน้ามรรคาจารย์ แต่เขาคิดไม่ถึงอย่าง
สิ้นเชิงว่ามรรคาจารย์จะปฏิบัติต่อเขาอย่างเมตตาเช่นนี้ เขา
ไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงบุญคุณความแค้นในอดีต ทำเอาไท่ซั่งคุน
หลุนรู้สึกละอายใจในตนเอง
ยิ่งหวนนึกถึงความกล้าหาญยามมรรคาจารย์เผชิญหน้า
กับมหันตภัยแห่งการคืนชีพ เขาก็ตระหนักว่ามรรคาจารย์คง
ไม่เห็นเรื่องเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย หรือ
แม้แต่มรรคาอริยะก็ด้วย
บางที สิ่งที่มรรคาจารย์ให้ความสำคัญก็คือภาพรวมของ
วิถีเซียน มิใช่การต่อสู่ชั่วครั้งชั่วคราว
“วิถีไร้ใจเหนือสรรพสิ่ง…ข้าจะต้องทำให้สำเร็จให้จงได้!”
ไท่ซั่งคุนหลุนคิดอย่างแน่วแน่ เขาครอบครองพลังของ
มหามรรคาหลายชนิด ครานี้ถึงเวลาสร้างมหามรรคาที่แท้จริง
ของตนเองเสียที
วิถีเหนือสรรพสิ่งอันก่อนแนวทางคลุมเครือเกินไป วันนี้
ได้พบมรรคาจารย์ ในที่สุดเขาก็ตามหาหนทางของตนเองพบ
แล้ว แม้ว่าแนวทางนี้ตัวเขาจะเป็นคนเสนอความคิดขึ้นมาเอง
แต่หากไม่มีเคล็ดวิชาที่มรรคาจารย์ถ่ายทอดให้ เขาคิดว่าเขา
คงไม่มีวันทำให้มันเป็นจริงได้
ไท่ซั่งคุนหลุนเหินร่างลอยขึ้นฟ้า ถลาลงไปยังทะเล
เมฆเบื้องล่าง
อีกฝั่งหนึ่ง
ภายในตำหนักเมฆาม่วง มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉียังสนทนา
เกี่ยวกับมรรคาอริยะอยู่ การมีอยู่ของมรรคาอริยะทลาย
ขอบเขตของสิ่งที่พวกนางเคยรู้ มันทำให้พวกนางก้าวเข้าสู่โลก
ใบใหม่อีกใบหนึ่ง พวกนางไม่หวาดกลัว มีแต่ความสงสัยใคร่รู้
ว่าห้วงมิติชั้นในยังมีขุมอำนาจกลุ่มอื่นที่ทัดเทียมกับมรรคา
อริยะอยู่อีกหรือไม่
เจียงฉางเซิงส่งจิตแทรกเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง
เวลานี้ นิ้วชี้ยาวพันจั้งที่มีนามว่าอริยเทวะซากศพยังทน
ทรมานกับความโหดร้ายจากเขตอาคมของน้ำเต้าอยู่
กาฬวาตสะบั้นมรรคาโหมพัดมาเป็นระลอก ไม่เพียงกรีดเฉือน
กายเนื้อของเขาแต่ยังกรีดเฉือนถึงวิญญาณ
เจียงฉางเซิงยกมือซ้ายขึ้นมา กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์
หยินหยางลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ เขาย้ายอริยเทวะซากศพจาก
น้ำเต้าทองม่วงเข้าไปในกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
ไม่นานนักเสียงกรีดร้องคำรามอย่างเจ็บปวดของอริยเท
วะซากศพก็ดังขึ้นในกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
มีเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้นที่ได้ยิน
ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์แข็งแกร่งเหลือคณา พวกมัน
มีพลังแห่งสวรรค์บรรจุอยู่ในตัวตั้งแต่แรก เพลิงสวรรค์ที่
ลุกโชติช่วงนั่นแผดเผานิ้วชี้ยาวพันจั้ง จนอริยเทวะซากศพ
รู้สึกว่ากายเนื้อของตนเองทนไม่ไหวแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานเขาต้องมอดไหม้เป็นเถ้า
ธุลีแน่
“ข้าขอเจรจาๆ! มรรคาจารย์! พวกเรามาเจรจากัน!
อริยเทวะซากศพตะโกนเสียงร้อนรน เมื่อเผชิญกับ
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง เขาก็ต้านไม่ไหวต้อง
เลือกยอมก้มหัว
ยิ่งมีชีวิตอยู่มานานเท่าใดก็จะยิ่งหวาดกลัวความตาย
เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาเช่นเขา
ย่อมไม่อยากตายอยู่ที่นี่
คำนี้ถูกกล่าวออกมาจบ เพลิงสวรรค์ที่แผ่ไพศาลก็
ถดถอยไปอย่างรวดเร็ว โลกภายในกระจกกลับมาเงียบสงบ
อริยเทวะซากศพลอยอยู่กลางความว่างเปล่า ผิวบนนิ้วชี้ของ
เขามีโลหิตไหลโชก ซ้ำยังมีเปลวไฟร้อนระอุลามเลีย สภาพ
น่าสังเวชอย่างยิ่ง
“อย่าขัดขืน!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ด้านบนของมิติอันว่างเปล่า
มีดวงตาแนวตั้งสีทองดวงหนึ่งปรากฏขึ้นมา มันก็คือดวงเนตร
มหามรรคานั่นเอง
นัยน์ตาของดวงเนตรมหามรรคาทอแสงประหลาด เขา
ใช้พลังอภินิหารหมายจะอ่านความทรงจำของอริยเทวะ
ซากศพ
อริยเทวะซากศพต่อต้านตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ทันไร
เขาก็ถูกพลังอันแข็งแกร่งบุกรุกเข้ามาในห้วงลึกของวิญญาณ
ดวงจิตของอริยเทวะซากศพจมลงสู่ความพร่ามัว
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม
เจียงฉางเซิงจึงปิดดวงเนตรมหามรรคาลง เขาลืมตา
ทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้งแล้วถอนหายใจเบาๆ
อริยเทวะซากศพเป็นคนที่น่าสงสารคนหนึ่ง
อริยเทวะซากศพมิใช่สิ่งมีชีวิตจากมรรคาอริยะอย่าง
แท้จริง เดิมทีเขาเป็นผู้นำของมหามรรคาสายหนึ่งในมิติมหา
มรรคาอีกแห่งหนึ่ง มหามรรคาของเขาครองตำแหน่ง
ผู้ปกครองเช่นเดียวกับวิถียุทธ์ แต่ต่อมาพวกเขาเผชิญกับ
ภัยพิบัติสิ้นกัลป์ มรรคาอริยะฉวยโอกาสไล่ล่าเทพแห่ง
มหันตภัย เขานำยอดฝีมือเข้าต่อต้าน สุดท้ายจุดโทสะให้
มรรคาอริยะ ทั้งมหามรรคาจึงล่มสลาย สรรพชีวิตล้มตาย
หมดสิ้น ทั้งยังต้องคำสาปชั่วนิรันดร์ ไม่อาจกลับชาติมาเกิด
ใหม่ ไม่อาจดับสูญ ไม่อาจข้องเกี่ยวกับตัวตนใดๆ ต้อง
ระเหเร่ร่อนนอกมหามรรคา อดทนกับความเดียวดายไร้ที่
สิ้นสุด
ชั่วขณะก่อนสิ้นใจ อริยเทวะซากศพผลาญพลังชีวิต
ทั้งหมด ส่งดวงวิญญาณของตนเองเข้าไปในมรรคาอริยะจน
กลับชาติมาเกิดเป็นอริยเทวะซากศพในปัจจุบันได้สำเร็จ
ต่อมา มรรคาอริยะหมายตาห้วงอนันต์สุญญตาซึ่งเป็น
มิติมหามรรคาที่ศาสตร์โบราณเป็นผู้ปกครองอยู่ เวลานั้นอริย
เทวะซากศพเพิ่งได้เป็นอริยะเทวะจึงติดตามกองทัพอริยะ
มารุกรานด้วย ระหว่างที่ไล่ล่าเทพแห่งมหันตภัย พวกเขาก็ถูก
ยอดฝีมือของศาสตร์โบราณต่อต้าน ทว่าพวกเขาประเมิน
ความแข็งแกร่งของศาสตร์โบราณต่ำเกินไป กองทัพอริยะกอง
นี้จึงพ่ายแพ้ยับเยิน อริยเทวะตายไปสองคน อริยเทวะซากศพ
ถูกทำลายกายเนื้อ หลงเหลือเพียงนิ้วชี้นิ้วเดียว ต้อง
กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดอยู่ในเบื้องลึกของห้วงมิติ
ต่อจากนั้นความแค้นของอริยเทวะซากศพล้ำลึกขึ้น
เรื่อยๆ ผลักดันให้เขาสร้างพลังแห่งการคืนชีพได้สำเร็จ เขา
ส่งผู้คนในมหามรรคาของตนเองมาจุติในกายเนื้อที่ไร้วิญ
ญาณ ทิ้งตำนานพลังแห่งการคืนชีพเอาไว้
เป็นดังที่ไท่ซั่งคุนหลุนกล่าว สิ่งมีชีวิตในมรรคาอริยะ
อาศัยอารมณ์ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น อารมณ์ที่สวรรค์ลิขิต
ให้อริยเทวะซากศพก็คือความแค้น
ความแค้นของเขากระตุ้นให้เขาก่อเกิดพลังแห่งการ
คืนชีพ หลังจากสั่งสมพลังผ่านกาลเวลาอันยาวนานจนพลัง
แห่งการคืนชีพวิวัฒนาการพลัง ตอนนี้เขาจึงสามารถเลือกวิถี
บำเพ็ญของมหามรรคาสักสายเพื่อฟื้นคืนชีพสรรพชีวิตจาก
มหามรรคาของตนได้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงหมายตาวิถีเซียน
เพราะเขามั่นใจว่าวิถีเซียนจะกลายเป็นมหามรรคาสายหลัก
สายถัดไป
ความทรงจำของอริยเทวะซากศพมีมากมายมหาศาล
ปริมาณข้อมูลมากมายยิ่งนัก มันทำให้เจียงฉางเซิงเข้าใจ
มรรคาอริยะกับห้วงมิติชั้นในมากขึ้น
ห้วงมิติชั้นในที่กล่าวถึงกัน ความจริงแล้วก็คือโลกที่เป็น
ต้นกำเนิดของมหามรรคา หรือที่เรียกกันว่าพันมหาโลกา ที่นั่น
ไม่มีพลังแห่งกฎ มีเพียงพลังแห่งมหามรรคา พลังแห่งมหา
มรรคาอันบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกใส่ระเบียบกฎเกณฑ์ใดๆ เข้าไป
สิ่งนี้ทำให้พันมหาโลกาวุ่นวายปั่นป่วนอย่างยิ่ง แม้แต่มรรคา
อริยะก็ยึดถือคติผู้แข็งแกร่งกัดกินผู้อ่อนแอ การต่อสู้ภายใน
สลับซับซ้อนยิ่งนัก
ใต้อาณัติของพันมหาโลกาคือมิติมหามรรคาทั้งหลาย
ส่วนมิติมหามรรคาแต่ละแห่งก็มีจักรวาลแห่งแล้วแห่งเล่าอยู่
ด้านใน พร้อมกับมีเจตจำนงแห่งมหามรรคาอยู่ในนั้น วิถี
บำเพ็ญของมหามรรคาสายใดข้ามผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาได้
ก็จะหลุดพ้น ทั้งวิถีบำเพ็ญจะได้เหินสู่เบื้องบนไปยังพันมหา
โลกา กลายเป็นผู้หลุดพ้นเฉกเช่นมรรคาอริยะ วิถีบำเพ็ญจัก
คงอยู่ชั่วนิรันดร์
การหลุดพ้นมีอยู่สองวิธี หนึ่งคือหลุดพ้นทั้งวิถีบำเพ็ญ
วิธีนี้สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนได้รับประโยชน์ สองคือใช้พลัง
พิสูจน์มรรคา อาศัยพลังอันยิ่งใหญ่ของตนเองพิสูจน์มรรคา
เพื่อหลุดพ้น นับแต่โบราณวิถีบำเพ็ญที่ล่มสลายล้วนมียอด
ฝีมือที่ใช้พลังพิสูจน์มรรคาอยู่เสมอ พวกเขาต่างพึ่ง
ความพยายามของตนเองเพื่อหลุดพ้น ในวิถียุทธ์ก็มีคนเช่นนี้
ด้วย การพาทั้งวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นไปด้วยกันยากกว่าใช้พลัง
พิสูจน์มรรคามาก
ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเทวะทั้งหลาย
จึงไม่กลับมา การฝึกฝนด้วยพลังแห่งมหามรรคา ช่วยเหลือ
พวกเขาได้ดีกว่าการฝึกฝนด้วยพลังแห่งกฎ อีกอย่างหาก
กรรมพันผูกกับวิถีบำเพ็ญในมิติมหามรรคาแนบแน่นเกินไป
ยามวิถีบำเพ็ญเผชิญภัยพิบัติสิ้นกัลป์ พวกเขาก็จะถูกจิตมาร
เล่นงานเอาได้ ผู้ที่ก้าวพ้นขั้นเทวะหกตัณหาของโลกเทพยุทธ์
เหล่านั้นคิดว่าวิถียุทธ์ไม่มีทางหลุดพ้นจึงไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง
กับเรื่องในวิถียุทธ์
อีกประการหนึ่ง มิติมหามรรคารองรับพลังได้มากสุดแค่
ขั้นเทวะหลุดพ้นเท่านั้น หากพลังที่เหนือกว่าขั้นเทวะหลุดพ้น
ปรากฏตัว เจตจำนงแห่งมหามรรคาจะสะท้อนกลับมา
เล่นงาน สิ่งที่ต้องจ่ายหากถูกพลังสะท้อนกลับเล่นงานเป็น
สิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ แม้แต่มรรคาอริยะก็ไม่ยินดี
เสี่ยงอันตรายนั่นง่ายๆ นี่ก็คือวิถีทางปกป้องสรรพชีวิตในมหา
มรรคาของเจตจำนงแห่งมหามรรคา
สิ่งทีค่อนข้างน่าเสียดายก็คือ เจียงฉางเซิงไม่พบข้อมูล
เกี่ยวกับอริยเทวะยมพิภพจากในความทรงจำของอริยเทวะ
ซากศพเลย
อริยเทวะซากศพไม่เคยพบหน้าอริยเทวะยมพิภพสักนิด
ทว่านับตั้งแต่มหันตภัยแห่งวิถียุทธ์เริ่มต้น อริยเทวะ
ซากศพเคยไปพบตัวตนที่แข็งแกร่งมาไม่น้อย ผู้แข็งแกร่งที่สุด
ในนั้นก็คือลูกน้องคนหนึ่งของอริยเทวะยมพิภพ นามว่าจงคู
เขาคนนั้นกำลังช่วยอริยเทวะยมพิภพไล่ล่าเทพแห่งมหา
มรรคาอยู่
ความทรงจำส่วนที่เกี่ยวข้องกับมรรคาอริยะยิ่ง
มีมากมายมหาศาล บางครั้งบางคราวความทรงจำที่เกี่ยวข้อง
กับใครบางคน ตรงส่วนใบหน้าก็พร่ามัว ทำให้เจียงฉางเซิง
ไม่กล้าสืบดูต่อ
ในมรรคาอริยะ นอกจากสิ่งมีชีวิตชั้นล่างสุด สถานะจาก
ต่ำไปสูงแบ่งเป็นอริยเทวะ อริยราชัน แล้วก็อริยจักรพรรดิ นี่
คือสิ่งที่อริยเทวะซากศพเคยได้ยินมา
อริยเทวะได้ปกครองกองทัพอริยะกองหนึ่ง ส่วนอริย
ราชันจะเป็นผู้ปกครองเหล่าอริยเทวะอีกที อริยเทวะซากศพ
เคยพบตัวตนระดับนั้นหนหนึ่ง แต่ภาพของอริยราชันใน
ความทรงจำเขาผู้นั้นพร่าเลือนอย่างยิ่ง
จงคูไม่ใช่อริยเทวะ เขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในมรรคาอริยะ แต่
เคยเป็นผู้มีชื่อเสียงกระเดื่องเลื่องลือในห้วงมิติชั้นใน ต่อมา
จึงหันมาสวามิภักดิ์กับอริยเทวะยมพิภพ หลังจากอริยเทวะ
ซากศพรู้ว่าจงคูสวามิภักดิ์ต่อคนรุ่นหลังที่มีนามว่าอริยเทวะ
ยมพิภพ ในใจก็รู้สึกซับซ้อนยิ่งนัก
ตามที่จงคูบอกมา อริยเทวะยมพิภพต้องได้ขึ้นเป็นอริย
ราชันอย่างแน่นอน เขาจึงอยากให้อริยเทวะซากศพมารับใช้อริ
ยเทวะยมพิภพ จนสุดท้ายทั้งสองคนแยกจากกันอย่างไม่ดีนัก
“หากปล่อยให้มรรคาอริยะรู้ความเป็นมาที่แท้จริงของ
เจ้า มรรคาอริยะจะลงโทษเจ้าอยางไร”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นภายในกระจกดับสูญเพลิง
สวรรค์หยินหยาง
ผ่านไปครู่หนึ่ง อริยเทวะซากศพก็ตอบอย่างขมขื่น
“พวกเขาต้องรู้อยู่แล้วแต่พวกเขาไม่สนใจ ขอเพียงกายเนื้อ
ของข้าเป็นของมรรคาอริยะ ทำงานให้พวกเขาได้ พวกเขาก็
ไม่สนใจหรอกว่าดวงวิญญาณของข้าเป็นมาอย่างไร”
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงนิ่งเงียบ
อริยเทวะซากศพเอ่ยต่อว่า “ในเมื่อเจ้าค้นความทรงจำ
ของข้าแล้ว คงหวั่นเกรงตัวตนของมรรคาอริยะแล้วสินะ
มรรคาอริยะล่ามิติมหามรรคามามากมาย พวกเขาล่าเทพแห่ง
มหันตภัยเพื่อฟูมฟักอัจฉริยะ แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือทำให้
เจตจำนงในมิติมหามรรคาอ่อนแอ เมื่อเทพแห่งมหันตภัยถูก
พรากไปจากมหามรรคา เจตจำนงแห่งมหามรรคาก็จะตกอยู่
ในสภาวะอ่อนแอ เวลานั้นผู้แข็งแกร่งจากมรรคาอริยะก็
จะลงมือ มิติมหามรรคาของข้าเองก็ล่มสลายเพราะเหตุนี้
แม้แต่เจตจำนงแห่งมหามรรคาเองก็ด้วย
มรรคาอริยะอาศัยพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้ขุมกำลังเติบโต
อย่างพรวดพราด กลายเป็นผู้ทรงอำนาจในหมู่วิถีบำเพ็ญผู้
หลุดพ้นแล้ว แต่อารมณ์ที่เป็นพรสวรรค์แต่กำเนิดของสรรพ
ชีวิตในมรรคาอริยะแตกต่างกัน จุดยืนจึงแตกต่างกันด้วย
ด้วยเหตุนี้อริยเทวะระดับทั่วไปจะไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริง
ของมรรคาอริยะคือการช่วงชิงเจตจำนงแห่งมหามรรคา
มรรคาจารย์ หากเจ้าไม่ยอมสละวิถีเซียนแล้วหันไปสวา
มิภักดิ์กับอริยเทวะสักตนของมรรคาอริยะ เจ้าก็จะก้าวตาม
รอยเท้าของข้า ศึกที่เจ้าต่อสู้กับข้าคงทำให้มรรคาอริยะรู้ตัว
แล้ว เจ้าอาจบรรลุขั้นเทวะหลุดพ้นแล้ว แต่หากขั้นเทวะ
หลุดพ้นหลายคนมาเยือนพร้อมกัน เจ้าจะต้านได้หรือไม่เล่า”
……………………………………………………….