เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 550 ทะเลดาวกลางหาว วงการบำเพ็ญเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 550 ทะเลดาวกลางหาว วงการบำเพ็ญเซียน
กลับมาถึงตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนำกระบี่สวรรค์
ตัดอาวรณ์ออกมาทลายเขตอาคม ใช้เวลาไปสิบกว่าปี แต่ใน
ช่วงเวลานั้นก็ยังไม่เห็นอริยเทวะยมพิภพกลับมาล้างแค้น
เจียงอี้ที่อยู่ในกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางยังคง
กลืนกินพลังของจงคู ส่วนสรรพชีวิตอื่นก็ยังอยู่ในความไม่สงบ
ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไรก็หนีออกไปจากโลกกระจกไม่ได้
เจียงฉางเซิงโยนกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง
ออกมา โยนไปบนฟ้าของสามพันโลก กระจกส่องแสง เทสิ่งมี
ชีวิตในนั้นออกมา เหลือเพียงจงคูกับเจียงอี้เท่านั้น
เหล่าสรรพชีวิตรู้สึกโลกหมุน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง
พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณยุทธ์ที่คุ้นเคย เมื่อก้มหน้า
มองก็เห็นเป็นมหาพิภพนิลเหลืองอันยิ่งใหญ่และสวยงาม
ส่วนกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางก็ได้หาย
ไปแล้ว
“พวกเราหนีออกมาได้แล้วรึ”
“เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกัน”
“เจ้านั่นน่าจะถูกเจียงอี้สูบกินจนใกล้ตายแล้ว โลกของ
เขาถึงขับพวกเราออกมา”
“แสวงว่าเป็นความดีของเจียงอี้หรือ เขาเล่า”
“น่าจะยังสูบกินเจ้านั่นอยู่ เจียงอี้ออกมาเมื่อไรจะต้อง
กวาดล้างสามพันโลกเป็นแน่ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าร่วม
ราชสำนักทมิฬของเขา!”
เหล่าสรรพชีวิตพูดคุยสนทนากัน เจียงเจี่ยนกับหลิน
เฮ่าเทียนมองตากันก่อนจะถอนหายใจโล่งอก
กี่ปีมาแล้วนะ ในที่สุดพวกเขาก็ได้กลับมา ไม่รู้เลยว่าวิถี
เซียนในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
เฟิงอวี้ผู้ถือยันต์เทพกำเนิดจักรวาลจากไปอย่าง
เงียบเชียบ
โลกในกระจก
เจียงอี้ลอยอยู่ตรงหน้าจงคู ทั้งคู่ถูกหมอกสีดำปกคลุม
ร่างของจงคูดูอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด
จงคูจ้องมองเจียงอี้พลางกัดฟันพูด “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็น
ใคร คราวเคราะห์ของเจ้ามาถึงแล้ว”
เจียงอี้พูดนิ่งๆ “ผ่านมาก็นานหลายปีแล้ว เขายังไม่
มาช่วยเจ้าอีกหรือ หรือว่าเจอปัญหาระหว่างทางเล่า เจ้าลอง
คิดดูสิว่าใครที่จะขวางเขาไว้ได้”
จงคูเงียบ เขานึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง หัวใจก็
เหมือนเถ้าถ่านที่มอดดับ
โลกในกระจกเงียบลงตาม
เวลาห้าร้อยปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในวันนี้ในที่สุดเจียงอี้ก็กลืนกินจงคูจนหมดสิ้น ถึง
จะเปลี่ยนมาเป็นพลังตนไม่ได้เต็มร้อย ผนวกกับจงคู
บาดเจ็บสาหัส แต่ก็มากพอที่จะทำให้พลังของเจียงอี้พุ่งพรวด
ขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ก่อนที่เจียงอี้จะฝ่าด่านเคราะห์นั้น เจียงฉางเซิงก็โยนเขา
เข้าไปในสามพันโลก
เจียงอี้ลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเขาอยู่ท่ามกลางห้วงสุญญตา
“ฮ่าๆๆ ในที่สุดเราก็หนีออกมาได้แล้ว!”
ดาบกลืนเพลิงบินวนรอบตัวเจียงอี้พลางกล่าวด้วย
ความตื่นเต้น
เจียงอี้เอ่ยหน้านิ่ง “เราพ้นขีดอันตรายมาตั้งนานแล้ว
แค่เจ้าไม่รู้ก็เท่านั้นเอง ไปเถิด หาที่ฝ่าด่านเคราะห์กัน จะให้
ท่านผู้เฒ่าผิดหวังไม่ได้”
“ท่านผู้เฒ่า? ท่านหมายถึงใครกัน” ดาบกลืนเพลิง
ถามด้วยความประหลาดใจ
เจียงอี้มองซ้ายมองขวา ก่อนจะเหาะไปทิศหนึ่ง เหาะ
ไปพลางพูดไปพลาง “ตัวตนเหนือชั้นผู้อยู่ทั่วทุกที่และรอบรู้
ทุกอย่าง”
ดาบกลืนเพลิงยิ่งสงสัยเข้าไปอีก จะมีตัวตนเช่นนั้นอยู่
จริงๆ หรือ
…
การฝ่าด่านเคราะห์ของเจียงอี้ราบรื่นมาก เจียงฉางเซิงดู
ขั้นตอนการฝ่าเคราะห์ทั้งหมด ทั้งยังแอบพึงพอใจ
เจ้าเด็กนี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เกรงว่าในห้วงอนันต์
สุญญตาคงมีแค่ไม่กี่คนที่ชนะเขาได้
หลังฝ่าเคราะห์สำเร็จ เจียงอี้ก็ไม่ได้เอ้อระเหย แต่
มุ่งหน้าไปโลกสวรรค์ที่สาม ฟังจากเสียงในใจ เขาอยาก
จะแปรเปลี่ยนพลังของตนทั้งหมดให้เป็นพลังอาคมวิถีเซียน
เจียงฉางเซิงแบ่งร่างแยกออกมาหนึ่งร่าง ให้ร่างแยก
กระโดดออกจากห้วงอนันต์สุญญตาไป
นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาลองออกมานอกห้วงอนันต์
สุญญตา
ในขณะที่กระโดดออกมา ร่างแยกสัมผัสได้ถึงพลังของ
เจตจำนงมหามรรคาอย่างชัดเจน สรรพชีวิตของห้วงอนันต์
สุญญตาแม้จะอ่อนแอ แต่เจตจำนงมหามรรคากลับแข็งแกร่ง
มาก เหนือกว่าขอบเขตของเทวะหลุดพ้นไปอีก
ดูเหมือนเป็นแค่การกระโดด แต่ร่างจริงของเจียงฉาง
เซิงกลับรู้สึกได้ว่าร่างแยกไปยังที่ที่ไกลโพ้น กระทั่งไม่อาจ
แยกแยะทิศทางได้ ที่ที่ร่างแยกอยู่กับห้วงอนันต์สุญญตา
ไม่ใช่ระยะห่างในความรู้ความเข้าใจของสิ่งมีชีวิตทั่วไปเลย แต่
เป็นระดับมิติที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้ร่างแยกกำลังอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เหมือน
อยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า
“ไม่มีพลังแห่งกฎเกณฑ์ มีเพียงพลังแห่งมหามรรคา
และยังมีปราณวิญญาณที่ระดับสูงกว่าปราณวิญญาณฟ้าดิน
หรือว่าจะเป็นปราณวิญญาณมหามรรคากัน”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้ในตอนที่ใช้จิต
หวนสดับหลักคำสอน เขาก็เคยได้ยินเรื่องของปราณวิญญาณ
มหามรรคา ปราณวิญญาณมหามรรคากำเนิดที่จักรวาล
อนันต์ ทว่าฟ้าดินเลียนแบบปราณวิญญาณมหามรรคา
จึงกำเนิดขึ้นมาเป็นปราณวิญญาณฟ้าดิน
มิน่าขั้นเทวะถึงมาที่ห้วงมิติชั้นใน การฝึกบำเพ็ญที่นี่
ดีกว่าห้วงอนันต์สุญญตาจริงๆ แค่ปราณวิญญาณก็เทียบกัน
ไม่ติดแล้ว ปราณวิญญาณมหามรรคาจะช่วยให้ผู้บำเพ็ญ
ตระหนักรู้มหามรรคาได้ ต่อให้เป็นเจียงฉางเซิง ในตอนที่
สัมผัสถึงปราณวิญญาณมหามรรคากับพลังแห่งมหามรรคา
ที่นี่ เขาก็เกิดอารมณ์ชั่ววูบอยากจะย้ายมาอยู่ที่ห้วงมิติชั้นใน
แต่เขาก็ห้ามใจเอาไว้
วิถีเซียนต้องการเวลาพัฒนา และเขาก็ต้องการแต้ม
เซ่นไหว้ แต้มเผยแผ่หลักคำสอนและแต้มโชคชะตามาช่วยให้
ตัวเขาฝึกบำเพ็ญได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหลังผ่านการใช้จิตหวนสดับ
หลักคำสอนมาหลายครั้ง เขาก็เข้าใจถึงภาระหน้าที่ที่ต้อง
รับผิดชอบ ซึ่งเขาเองก็ยินดีที่จะรับผิดชอบ
เจียงฉางเซิงเริ่มเหาะเหินออกตามหาที่ที่เหมาะกับการ
ผ่านด่านเคราะห์
เขาไม่แน่ใจว่าหลังออกจากห้วงอนันต์สุญญตาแล้ว
ด่านเคราะห์ยามที่บรรลุขั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด บางทีเขา
อาจจะไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์ก็ได้ แต่เพื่อความมั่นใจก็ต้องหา
ที่ที่ไม่มีคนรบกวนจะดีที่สุด
ในขณะที่ร่างแยกเริ่มแหวกว่ายไปในห้วงมิติชั้นใน ร่าง
หลักของเจียงฉางเซิงก็ไม่ได้ฝึกบำเพ็ญ ถึงอย่างไรการบรรลุ
ขั้นก็เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว เขาตั้งใจว่าจะท่องโลกวิถีเซียน
เพื่อลิ้มรสสภาพแวดล้อมของผู้บำเพ็ญเซียนระดับล่าง
หลังโลกคุนหลุนเข้าใกล้วิถีเทพ แดนสวรรค์กับลัทธิ
บำเพ็ญเซียนก็เริ่มใช้โลกคุนหลุนเป็นศูนย์กลาง ออกผจญภัย
ไปทั่ว นอกจากไปมาหาสู่กับวิถีเทพแล้ว พวกเขาก็ยังพบซาก
โบราณเก่าแก่มากมายในห้วงสุญญตา กระทั่งมีคนได้
รับมรดกสืบทอด
ต่างกับมหามรรคาอื่น ผู้บำเพ็ญมหามรรคาเหล่านั้น
หากได้รับการสืบทอดมหามรรคาก็จะเปลี่ยนไปฝึกมหามรรคา
ทว่าเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนจะหลอมรวมวิชา สร้างขึ้นเป็นกิ่งก้าน
แตกแขนงของวิถีเซียน พวกเขาพบว่าการสืบทอดของมหา
มรรคาอื่นจะไม่ต่อต้านพลังอาคม ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
คำกล่าวว่าวิถีเซียนคือรากเหง้าของหมื่นวิถีจึงได้แพร่ขจรออก
ไป
กระทั่งมีคนพบโบราณสถานที่ถูกสงสัยว่าเป็นวิถีเซียน
โบราณ
เจียงฉางเซิงก็รู้เรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงกดตบะและพลัง
ปราณไว้ต่ำมาก มาถึงเรือกลไม้แดงใหญ่ยักษ์นอกโลกคุน
หลุน บนเรือลำนี้รวมผู้บำเพ็ญเซียนมากกว่าพันคน ล้วนเป็นผู้
บำเพ็ญเซียนที่มุ่งหน้าไปหาวาสนาที่ซากโบราณสถาน
สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงก็คือ เจ้าของเรือมาจากลัทธิที่
ศิษย์ของชีหมิงหวังแห่งแดนสวรรค์เป็นคนก่อตั้ง มีชื่อว่าลัทธิ
ราชาแสงสว่าง
เจียงฉางเซิงหาที่นั่งตามอำเภอใจ จากนั้นฟังพวกเขา
พูดคุยกันเงียบๆ
“ทะเลดาวกลางหาวนั่นมีตำนานว่าอย่างไรบ้างหรือ”
“เรื่องตำนานก็ไม่แน่ใจ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นซากโบราณ
สถานที่ชีหมิงหวังค้นพบ เล่าลือว่าในนั้นซ่อนอภินิหารเอาไว้”
“เมื่อก่อนข้าก็คิดว่ามรรคาจารย์เป็นผู้สร้างวิถีเซียน
ตอนนี้ดูแล้ววิถีเซียนก็เคยมีอยู่มาก่อน น่าแปลกจริงๆ เลย
เหตุใดถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามรรคาจารย์ไม่ใช่ผู้สร้าง มรรคา
จารย์เวียนว่ายตายเกิดมาหมื่นภพ ท่องไปทั่วตั้งแต่อดีตกาล
จนปัจจุบัน อย่างเจ้าจะไปรู้อะไรกัน”
“ได้ยินมาว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ห้วงสุญญตา
ปรากฏซากโบราณสถานจำนวนมาก ซึ่งมีวิถีเซียนเก่าแก่รวม
อยู่ด้วย”
“บางทีมรรคาจารย์อาจจะเป็นคนปล่อยออกมาก็ได้ เพื่อ
ฝึกฝนพวกเรา”
พอได้ฟังบทสนทนาของพวกเขา เจียงฉางเซิงก็นับนิ้ว
พยากรณ์พร้อมกับมีสีหน้าแปลกประหลาด
คนพวกนี้เดาถูกจริงๆ
เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนคือช่วงเวลาที่เขาก้าวไปสู่ขั้นพรหม
เขาส่งดวงจิตไปอดีต อนาคตรวมถึงหมื่นโลก ทำให้ห้วงอนันต์
สุญญตาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลับๆ การเปลี่ยนแปลง
เหล่านี้จะไม่เปลี่ยนอดีต เพียงแค่เพิ่มตัวแปรเท่านั้น
“สหายน้อย เหตุใดถึงมานั่งอยู่คนเดียวเล่า เจ้าไม่มีศิษย์
พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักรึ”
เสียงแก่ชราดังแว่วมา เจียงฉางเซิงปรายตามอง ตา
เฒ่าที่ดูเหมือนนักต้มตุ๋นเดินเข้ามา เขาห้อยน้ำเต้าเอาไว้
ตามตัวเยอะมาก ใบหน้ายังแปะแผ่นยา รูปลักษณ์ก็ซอมซ่อ
เต็มไปด้วยหนวดเครา ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง
ทันทีที่เขาเดินเข้ามาก็มีหลายคนมองมาด้วยสีหน้ารอดู
เรื่องสนุก ทั้งยังมีผู้บำเพ็ญหญิงบางส่วนหันมาสนใจเพราะ
ใบหน้าและเอกลักษณ์ของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงยิ้มพลางพูดเสียงเบา “ข้ามาคนเดียว ไม่มี
สำนัก”
ตาเฒ่านั่งยองลงข้างเขา ก่อนจะหัวเราะแหะๆ
“มาคนเดียวอันตราย ทะเลดาวกลางหาวอันตรายมาก
เจ้าอยากเรียนอภินิหารบ้างหรือไม่”
เขาพูดพลางควักตำราลึกลับออกมาทีละเล่ม เจียงฉาง
เซิงเพียงแค่เหล่ตามอง
เปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี กายทองคงกระพัน(แท้) ฝ่ามือดาว
ม่วงขังเทวภูมิ ร่างอาคมยอดยุทธ์ ดัชนีปราณตระกูลเฉิน…
เจียงฉางเซิงเห็นแล้วก็อยากจะขำ นี่มันกลยุทธ์อะไรกัน
ตาเฒ่านี่แสร้งเป็นผู้บำเพ็ญขั้นหลอมสุญญตา แต่
ความจริงวรยุทธ์ไปถึงขั้นเซียนสวรรค์แล้ว เทียบเท่ากับ
เจ้ายุทธ์ปฐมมรรคาของวิถียุทธ์ นี่กำลังแต่งเป็นหมูเพื่อกินเสือ
หรือ
ทว่าระดับขั้นของเจียงฉางเซิงในตอนนี้เพิ่งจะขั้นแปลง
วิญญาณ ขั้นเซียนสวรรค์จะได้อะไรจากคนที่อยู่ขั้นแปลงวิญ
ญาณกัน
“ขอบคุณมาก แต่ข้าไม่มีเงินหรอก” เจียงฉางเซิงปฏิเสธ
ตาเฒ่ารีบโบกมือ “ไม่เอาเงิน ขอแค่เจ้าช่วยข้าเรื่องหนึ่ง
ถ้าพบคำว่าไฮ่เทียนในทะเลดาวกลางหาว ขอให้บอกข้า หนึ่ง
เบาะแสจะแลกกับคัมภีร์ลับได้หนึ่งเล่ม”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไป
ไฮ่เทียน?
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้วขึ้น ก่อนหน้านี้ตอนที่ใช้จิตหวนสดับ
หลักคำสอนก็เคยพบกับไฮ่เทียนมาก่อน ตัวตนที่เป็นศัตรูกับ
มหาเถระกษิติครรภ์ได้ หรือว่ามรดกของเขาจะถูกคนพบเข้า
แล้วเช่นกัน
เขานับนิ้วพยากรณ์ก็ไม่พบกรรมใดๆ ของไฮ่เทียนเลย
เขาจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ จากนั้นปล่อยอารมณ์ความรู้สึก
ให้ลอยออกไปตระหนักรู้ความทรงจำของดวงจิตที่เก็บกลับมา
หลายเดือนต่อมา เรือของลัทธิราชาแสงสว่างก็มา
ถึงหน้าหลุมดำขนาดใหญ่ ข้างหน้าหลุมดำมีแท่นหินหลาย
แห่งล้อมรอบขอบของหลุมดำ บนทุกแท่นหินจะมีศิษย์ลัทธิ
ราชาแสงสว่างเข้าฌานสมาธิ ด้านหน้าคือท่าเทียบเรือมิติ
ตรงกลางสิ่งปลูกสร้างจะแบ่งออกเป็นรอยแยกมิติ ให้สมบัติ
อาคมและอาวุธอาคมประเภทเหาะเหินเข้าไปข้างใน หลังผ่าน
การตรวจสอบแล้วก็จะเข้าไปในหลุมดำและเข้าไปยังทะเลดาว
กลางหาวได้
มองในมุมของคนธรรมดา ท่าเทียบเรือนี้โอ่อ่ายิ่งใหญ่
จริงๆ
เวลาหนึ่งพันปีสำหรับเจียงฉางเซิงนั้นสั้นมาก แต่สำหรับ
โลกบำเพ็ญเซียน นั่นคือหนึ่งยุคสมัย พันปียังเป็นเช่นนี้ แล้ว
นับประสาอะไรกับหมื่นปี
เจียงฉางเซิงชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของลัทธิราชา
แสงสว่าง การประเมินต่อชีหมิงหวังก็สูงขึ้นด้วย
แค่ท่าเทียบเรือมิตินี้ก็มีปราณของสิ่งมีชีวิตเกือบล้าน ใน
นั้นยังมีหนึ่งในสามส่วนที่เป็นผู้บำเพ็ญเซียน
ทะเลดาวกลางหาวกลายเป็นซากโบราณสถานที่มี
ชื่อเสียงในโลกบำเพ็ญเซียนของโลกคุนหลุนไปแล้ว ค้นพบ
มาแปดร้อยปี จนถึงตอนนี้ก็ยังสำรวจไม่เสร็จสิ้น
หลายชั่วยามต่อมา เรือใหญ่ก็แล่นเข้าไปในหลุมดำ แล่น
ไปได้หนึ่งก้านธูป ในที่สุดก็มาถึงทะเลดาวกลางหาว
ภาพแรกที่เจียงฉางเซิงเห็นก็คือนภาดาราอันกว้างใหญ่
ไพศาล กลุ่มดาวประดับอยู่ในนั้น ทั้งงดงามและยิ่งใหญ่
ตระการตา
ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากบนเรือเพิ่งมาที่ทะเลดาว
กลางหาวเป็นครั้งแรก ตอนนี้ลุกขึ้นยืนกันทั้งหมด มองไปที่
ทิวทัศน์อันงดงามนี้
เจียงฉางเซิงมองทีแรกก็เห็นว่าอีกด้านของนภาดารามีผู้
บำเพ็ญขั้นเอกเทวะสองคนกำลังต่อสู้กันเพื่อชิงสมบัติชิ้นหนึ่ง
ทุกกระบวนท่าถึงแก่ชีวิต
อืม วงการบำเพ็ญเซียนที่นี่ใช้ได้เลย
…………………