เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 549 ถิ่นกำเนิดวิถียุทธ์ กระบี่สวรรค์ตัดอาวรณ์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 549 ถิ่นกำเนิดวิถียุทธ์ กระบี่สวรรค์ตัดอาวรณ์
กลางขอบห้วงสุญญตา กิเลนเกราะทองสี่ตัวลากเรือน
สูงที่เปล่งแสงสีทองระยิบระยับหลังหนึ่ง ลากเป็นเส้นงดงามสี่
สายบนพื้น
กิเลนสี่ตัวนี้ไหล่สูงล้านจั้ง หายใจเข้าออกเป็นเปลวไฟ
ร้อนระอุ เคลื่อนไหวทีสั่นสะเทือนขอบห้วงสุญญตา ราวกับ
เจ้าแห่งจักรวาลกำลังตรวจตราอาณาเขตของตนเอง
เรือนสูงมหึมา ไม้สีแดงอิฐสีทอง ลักษณะภายนอกคล้าย
กับราชสีห์กำลังนั่งยอง ดูยิ่งใหญ่และสวยงามอย่างยิ่ง
“ในเมื่อมาแล้ว ไฉนถึงไม่ออกมาล่ะ”
เสียงของอริยเทวะยมพิภพดังแว่วมาจากในเรือนสีทอง
เมื่อสิ้นเสียง ประตูหน้าต่างจำนวนมากก็เปิดออก พายุเจ็ด
สีพัดออกมา ทำให้ทั้งขอบห้วงสุญญตาเปลี่ยนสี
กิเลนเกราะทองสี่ตัวพลันหยุดเดิน พวกมันคำราม
ไปข้างหน้า เสียงดังสั่นสะเทือนจนชวนให้หูหนวก
แสงสีทองสายหนึ่งปรากฏขึ้น จากนั้นบัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคาก็ปรากฏ เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพ มอง
เรือนทองไกลๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่เจ้ากำราบเป็นใคร”
อริยเทวะยมพิภพพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงมีความ
เกียจคร้านเล็กน้อย เห็นชัดว่าไม่ได้เห็นเจียงฉางเซิงอยู่ใน
สายตา
เจียงฉางเซิงถาม “เจ้ามาจากห้วงมิติชั้นในหรือ”
เขาแสร้งถามเช่นนี้ ตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายประมาท
ในเมื่ออริยเทวะยมพิภพวางอุบายแฝงไว้กับตัวจงคูได้
เช่นนั้นอริยราชันก็อาจจะวางอุบายแฝงไว้ที่ตัวเขาเช่นกัน
ดังนั้นเจียงฉางเซิงจึงต้องสร้างภาพจำเป็นผู้ไม่รู้เท่าทันพัน
มหาโลกา หลังสังหารอริยเทวะยมพิภพแล้ว ต้องลดระดับ
การประเมินที่มรรคาอริยะมีต่อตัวเขาได้มากที่สุด
ให้ศัตรูประเมินศักยภาพของตนเองพลาด นี่ก็เป็นหนึ่ง
ในกลยุทธ์สำคัญที่พาเจียงฉางเซิงมาจนถึงวันนี้ได้
“หึ อย่าเสแสร้งนักเลย ไม่เคยไปพันมหาโลกา เจ้า
จะบรรลุเทวะหลุดพ้นได้อย่างไร เจ้าหลอกคนทั้งห้วง
สุญญตามหามรรคาได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอก!”
อริยเทวะยมพิภพแค่นเสียงขึ้นจมูก เจียงฉางเซิงเอาแต่
ฟังอยู่เงียบๆ
“แต่ก็ไม่สำคัญแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องตาย เจ้าเป็นคน
แรกที่กล้าจับคนของข้า ในเมื่อคิดว่าตนเองเป็นเทวะหลุดพ้น
ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าเองว่าเจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงกล้าเป็นศัตรูกับ
มรรคาอริยะ!”
อริยเทวะยมพิภพทำเสียงฮึดฮัด น้ำเสียงแผ่จิตสังหาร
ออกมา
เจียงฉางเซิงพูดขึ้นทันที “ข้าไม่ได้เป็นศัตรูกับมรรคา
อริยะ อริยเทวะโลกาคือพันธมิตรของข้า พวกเจ้าเป็นอริยเทวะ
เหมือนกัน เจ้ามีสิทธิ์อะไรถึงมาออกความเห็นแทนมรรคา
อริยะเล่า”
“อริยเทวะโลกาหรือ เจ้าขยะนั่นหรือ พรสวรรค์ของเขา
กำหนดไว้แล้วว่าเขาเป็นได้แค่อริยเทวะเท่านั้น!”
อริยเทวะยมพิภพไม่ได้สนใจอริยเทวะโลกาสักนิด ทำ
เหมือนกำลังฟังเรื่องตลกอยู่
“ใต้พันมหาโลกา อริยเทวะสังหารอริยเทวะ ไม่มีใคร
สนใจ เจ้าไปก่อนก็แล้วกัน แล้วเดี๋ยวอริยเทวะโลกาก็จะตาม
เจ้าไปอยู่ด้วย!”
น้ำเสียงของอริยเทวะยมพิภพเปลี่ยนไปอีกครั้ง ทั้งขอบ
ห้วงสุญญตาตกสู่ความมืดมิด
เจียงฉางเซิงสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของมิติอย่าง
ชัดเจน นี่คือพลังที่เหนือกว่าจงคู
จะว่าไปแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับเทวะ
หลุดพ้น
‘พอดีเลย ขอลองอภินิหารกับเจ้าหน่อยก็แล้วกัน’
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ เขาเคลื่อนพลังอาคมตาม คิดจะ
สำแดงมหาร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ ใช้พลังอริยเทวะสู้กับ
อริยเทวะ ดูว่าอริยเทวะใดจะแข็งแกร่งกว่ากัน
นี่คืออภินิหารที่เขาใช้ฝ่าด่านเคราะห์ เป็นอภินิหารที่
แข็งแกร่งที่สุดที่เขามีในตอนนี้แล้ว
เจียงฉางเซิงเปล่งแสงสีทองรอบตัว เงาร่างสูงใหญ่ลุกขึ้น
ยืนตาม ทั่วทั้งตัวเป็นสีทอง เห็นเพียงโครงร่างที่เหมือนกับ
เจียงฉางเซิงทุกประการ
แอ๊ด!
ประตูใหญ่ของเรือนทองเปิดออก บุรุษในเสื้อคลุมสีขาว
สวยงามก้าวออกมา ใบหน้าเฉยเมย เส้นผมเงินมวยอยู่ใต้
กวานเทวะสีแดงอมทอง ในมือถือง้าวยาว คมง้าวทั้งแหลมคม
และใหญ่ อาภรณ์ไหวไปตามลม ดูทั้งองอาจและน่าเกรงขาม
เขาชายตามองร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ของเจียง
ฉางเซิงก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ศักยภาพระดับนี้ก็เหนือกว่า
เทวะหลุดพ้นทั่วไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเพิ่งรับมรดกก็คงจะ
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าจริงๆ เห็นทีว่าเขาคงพูดถูก ครั้งนี้คือ
คราวเคราะห์ของข้า แต่ข้าไม่เชื่อเรื่องคราวเคราะห์!”
เขาเป็นใครกัน
เจียงฉางเซิงแอบคิดในใจว่าแย่แล้ว ดูท่าในมรรคาอริยะ
คงมีคนพยากรณ์บ่วงกรรมนี้ได้ นี่หมายความว่าเมื่อจบศึกนี้
แล้ว กรรมก็ยังไม่ถูกตัดขาด
ช่างเถอะ!
ฆ่าเจ้าหมอนี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา บิดคอ
เล็กน้อย เอาสองมือกดหน้าขา โน้มตัวไปข้างหน้า ไม่เสแสร้ง
อีกต่อไป ก่อนจะพูดขึ้น “เช่นนั้นก็ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้าจะ
ฝ่าด่านเคราะห์อย่างไร!”
“จำไว้ เคราะห์นี้มีชื่อว่าเคราะห์แห่งมหามรรคา!
จงลิ้มรสพลังอำนาจแห่งเทวะอันเกรียงไกรเสียเถิด!”
เมื่อสิ้นคำพูดก็มีประกายไฟแผ่ออกมาจากความมืด
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเงาร่างของเจียงฉางเซิงทั้งหมด พวกมัน
เหาะเข้าไปในร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ ทำให้ร่างอาคม
ขยายใหญ่ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
อริยเทวะยมพิภพแหงนหน้ามอง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วย
สีหน้าประหลาดใจ
นี่มันวิชาอะไรกัน
เงาร่างเหล่านี้เหมือนจะมาจากห้วงเวลาที่ต่างกันเลย
อริยเทวะยมพิภพยังไม่ลงมือ แต่นั่งมองร่างอาคมหมื่น
ภพเบิกสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็ทำให้เจียงฉางเซิงเกิด
ความระแวงขึ้นมา
หรือว่าเจ้าหมอนี่จะยังไม่ใช่ร่างจริง
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก่อนจะควบคุมระดับ
ความแข็งแกร่งของร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ไว้ที่ประมาณ
สี่พันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ก็คือระดับที่เขาเพิ่งบรรลุขั้น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังทำให้อริยเทวะยมพิภพหน้าเปลี่ยนสี
อริยเทวะยมพิภพไม่มีความเกรงกลัวเลย ซ้ำยังคลุ้มคลั่ง
ขึ้นมา นัยน์ตาเต็มไปด้วยความละโมบ เขาตื่นเต้นจนตัวงอ
กระทั่งหัวเราะเสียงดังลั่น
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าคนที่ชื่อเจียงอี้นั่นก็สุดยอดแล้ว แต่
ไม่นึกเลยว่าจะยังมีเจ้าอีก เจ้าต่างหากคือลิขิตสวรรค์ที่แท้จริง
ของห้วงมิติมหามรรคานี้ เยี่ยมมาก หากดูดซับเจ้ากับเขามา
ข้าจะต้องบรรลุอริยราชันอย่างแน่นอน!”
อริยเทวะยมพิภพหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ขณะพูดอยู่นั้น
เขาก็ชูง้าวยาวขึ้นสูง พลังเทวะในตัวแปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่าง
ลอยขึ้น กิเลนเกราะทองสี่ตัวดิ้นหลุดจากโซ่เหล็ก แยกกันไปที่
สี่มุมของเรือนทอง ตั้งขบวนกันอย่างเร็วรี่ แปรเปลี่ยนเป็น
ลำแสงสี่สาย พวกมันกลายเป็นมังกรอยู่ภายในลำแสง
อารมณ์แปรปรวนอยู่ภายในลำแสง
ตู้ม!
อริยเทวะยมพิภพถือง้าวกระโดดขึ้น มหาค่ายกลกิเลน
ตามเขาไป ก่อนที่เขาจะใช้สองมือถือง้าวยาวและฟาดลงด้วย
โทสะ
เมื่อฟาดง้าวลง ห้วงอากาศมืดมิดก็แตกเป็นเสี่ยงๆ แสง
สีสันเจ็ดสีหลั่งไหลเข้าไปในห้วงมิตินี้
ร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ตบฝ่ามือเข้าไป มหาค่าย
กลกิเลนก็พังทลายลงโดยพลัน แรงฝ่ามือยังอัดอริยเทวะยม
พิภพกระเด็นออกไป เสื้อคลุมขาวของเขาฉีกขาดเป็นชิ้นๆ
เลือดสีทองสาดกระจาย
อริยเทวะยมพิภพเบิกตาโต นัยน์ตาฉายแววเหลือเชื่อ
ทว่าแทบจะเป็นชั่วพริบตาเดียว ความตื่นกลัวก็แปร
เปลี่ยนเป็นความละโมบถึงที่สุด พลังของเขาพุ่งพรวดขึ้น
เขาจะต้องได้พลังเช่นนี้มาครอง!
ในครั้งแรกที่ทั้งสองคนปะทะกัน ขอบห้วงสุญญตานี้ก็
พังทลายลงแล้ว ทั้งคู่ตกลงไปในกระแสมิติเวลาปั่นป่วน
พลังอันน่าสะพรึงของพวกเขาสั่นสะเทือนห้วงอนันต์
สุญญตา ทำให้ฟ้าดินเกิดปรากฏการณ์ฟ้าแปรปรวนขึ้น ขอแค่
เป็นตัวตนที่บรรลุขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ์ก็จะรู้สึกได้ถึงการ
ผันผวนของพลังแห่งกฎเกณฑ์ พวกเขาต่างก็เกิดความ
ตื่นกลัว ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
กลางกระแสมิติปั่นป่วน อริยเทวะยมพิภพโจมตีใส่เจียง
ฉางเซิงอีกครั้ง กิเลนเกราะทองสี่ตัวลอยมาหาเขา รวมขึ้นเป็น
เกราะนักรบสีทองตัวหนึ่งประกบตามร่างที่เต็มไปด้วย
รอยแผล ก่อนจะที่เขาจะขว้างง้าวออกไป
ง้าวนี้ฉีกกระแสมิติปั่นป่วน พุ่งเข้าไปพร้อมกับสายฟ้า
เหลือคณานับ ความเร็วไปถึงจุดสูงสุด
ร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ยกมือขวาขึ้น กดนิ้วชี้ออก
ไป
ดรรชนีมรรคพิฆาตโลกา!
ร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์ไม่ใช่แค่ดูดซับพลังของ
อดีตและอนาคต แต่ยังสำแดงอภินิหารของร่างจริงได้ นี่ก็คือ
ความแข็งแกร่งของมัน
อภินิหารที่สำแดงโดยร่างอาคมหมื่นภพเบิกสวรรค์
มีอานุภาพที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า!
แสงสีทองพุ่งออกไปทำลายง้าวยาว ก่อนจะโจมตีสวน
กลับอริยเทวะยมพิภพด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า
รุนแรงจนถึงขั้นที่อริยเทวะยมพิภพตั้งตัวไม่ทัน
แม้แต่น้อย กายเนื้อถูกแทงทะลุ สลายกลายเป็น
ความว่างเปล่าไปพร้อมกับเรือนทองใหญ่ยักษ์ของเขา
แม้อริยเทวะยมพิภพจะอาศัยพรสวรรค์ด้านอารมณ์
ความรู้สึกทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ แต่สุดท้ายก็ยังก้าวข้ามแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์สามพันแต้มไปได้ยากมาก แล้วจะรับมือ
กับดรรชนีมรรคาพิฆาตโลกาที่สำแดงด้วยร่างอาคมหมื่นภพ
เบิกสวรรค์ไปได้อย่างไร
‘อริยเทวะยมพิภพแข็งแกร่งเพียงใด?’
เจียงฉางเซิงพยากรณ์อยู่ในใจ เขาไม่รู้สึกถึงกลิ่นอาย
พลังของอริยเทวะยมพิภพแล้ว แต่ก็ยังวิเคราะห์เพื่อ
ความมั่นใจ
[ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ กรรมนี้ไม่อยู่ในขอบเขตที่ระบบ
รับรู้]
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่จริงๆ
ถ้าตายไปแล้ว ระบบก็น่าจะแจ้งเตือนว่าตรวจสอบ
ไม่พบกรรมนี้ หรือเป็นมูลค่าในตอนที่ยังมีชีวิต
มิน่าอีกฝ่ายถึงได้ไม่เกรงกลัวเลย!
ขณะที่เจียงฉางเซิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็รู้สึกถึงอะไร
บางอย่าง เขาพลันเงยหน้าขึ้นมอง
สี่ด้านแปดทิศคือกระแสมิติปั่นป่วน มองไม่เห็นเงาร่าง
ของอริยเทวะยมพิภพและไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยเช่นกัน แต่
เจียงฉางเซิงก็รู้สึกว่าตนกำลังถูกใครบางคนจับตามองอยู่
ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่ช่วงสั้นๆ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่
น่าขนหัวลุก!
นี่คือสัญชาตญาณยามที่เผชิญหน้ากับพลังที่ไม่รู้จัก!
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วมุ่น ใช้แต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ต่อ
แต่ก็ไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แอบมองเขาอยู่แข็งแกร่งเพียงใด
ตอนนี้เขาได้แต่เดิมพันว่าตัวตนที่เหนือกว่าเทวะ
หลุดพ้นจะไม่อาจลงมายังห้วงมิติมหามรรคาได้
…
ท่ามกลางความมืด ดวงตาสองคู่มองลงมาเบื้องล่าง
แววตาเฉยชา เก็บซ่อนจิตสังหารไว้
หมอกสีม่วงแผ่ออกมาจากดวงตาทั้งสี่ข้าง ราวกับเป็น
มือของมารยื่นลงไปข้างล่าง แต่ช้ามาก ตัวตนที่อยู่ข้างหลัง
สี่ตานี้เหมือนกำลังลังเลอยู่
“หึ!”
เสียงแค่นหัวเราะแว่วมา เห็นเพียงเบื้องล่างปรากฏ
ลำแสงไล่หมอกสีม่วงหายไป
“มรรคาอริยะทำอะไรก็วางอำนาจเกินไปหน่อยแล้ว คิด
จะทำลายห้วงมิติมหามรรคาแห่งนี้หรือ”
กลางลำแสงมีเงาร่างกำยำลอยขึ้นมา สวมเกราะเงิน
คล้ายกับเทพสงคราม ใบหน้าที่สวมหมวกเหล็กถูกแสงสว่าง
อำพราง ทำให้คนสอดส่องไม่ได้
“มิติมหามรรคาของวิถียุทธ์ปรากฏเทวะหลุดพ้นขึ้นมา
กลิ่นอายพลังของเขาเกรงว่าคงกวาดล้างเทวะหลุดพ้นได้
ตัวตนเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วจะต้องล้มล้างวิถียุทธ์แน่ เจ้าอยากเห็น
วิถียุทธ์หายไปรึ”
สี่ตาหรี่แคบลง แววตาขยับแสงระยิบระยับ
เงาร่างเกราะเงินทำเสียงขึ้นจมูก “ถึงจะเป็นเช่นนั้น นั่นก็
คือศึกภายในถิ่นกำเนิด มหามรรคาผลัดเปลี่ยนวัฏจักร แพ้ก็
ให้แพ้ไป หากเจ้าสอดมือ นี่จะเป็นการผิดต่อกฎของมรรคา
อริยะ ทำลายสมดุลของมหามรรคา เจ้ามั่นใจนะว่าจะรับผลที่
ตามมาได้”
สี่ตาได้ยินเช่นนั้นก็ทำตาโต ครู่ต่อมา ดวงตาสองคู่ก็ปิด
ลงและหายไปในความมืด
“ถิ่นกำเนิดรึ ช่างน่าขำสิ้นดี”
เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น หมอกสีม่วงก็กระจายหายไปราวกับว่า
ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
เงาร่างเกราะเงินก็หายตามไปเช่นกัน
…
ภายในกระแสมิติปั่นป่วน เจียงฉางเซิงยังคงรออยู่ จน
เมื่อความรู้สึกถูกแอบมองที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวนั้นหาย
ไปแล้ว เขาถึงได้โล่งอก
เขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด บางทีก็อาจจะสู้กับอีกฝ่ายได้
แต่การทำเช่นนั้นเสี่ยงเกินไป ทั้งยังพัวพันไปถึงทุกสรรพชีวิต
ของมิติมหามรรคาแห่งนี้ หากไม่สู้ได้ เขาก็จะยังไม่สู้
เพียงแต่ว่าอริยเทวะยมพิภพเป็นกรณีพิเศษ เขาไม่ไปหาอริย
เทวะยมพิภพ อริยเทวะยมพิภพก็ต้องมาหาเขาเอง
อย่างน้อยตอนนี้ ศึกของพวกเขาก็ยังไม่มีผู้บริสุทธิ์โดน
ลูกหลง
เจียงฉางเซิงกลับไปที่โลกคุนหลันในทันที พาบัลลังก์เทพ
สวรรค์มหามรรคากลับมายังตำหนักเมฆาม่วง
[อายุเซียน 26,867 ปี อริยเทวะยมพิภพมาเยือนห้วง
อนันต์สุญญตา เจ้ารอดชีวิตจากเขา พ้นเคราะห์ไปได้ ได้
รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ นามว่า
‘กระบี่สวรรค์ตัดอาวรณ์’]
………………….
สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ ไม่เลวเลย!
เพียงแต่ว่าภายในใจเจียงฉางเซิงยังคงนึกถึงตัวตน
ลึกลับเมื่อครู่นี้ อีกฝ่ายน่าจะจับตามองเขาจากข้างนอกห้วง
อนันต์สุญญตา
ถึงจะถูกอีกฝ่ายจับตามอง แต่เขาก็ไม่ตระหนก เพราะ
ผลมรรคาของเขากำลังจะเปลี่ยนเป็นผลมรรคาพรหม!
การบรรลุขั้นครั้งนี้ เกรงว่าคงต้องหาที่ผ่านด่านเคราะห์
อย่างน้อยก็จะอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาไม่ได้ เพราะศักยภาพ
ของเขาในตอนนี้เหนือกว่าเทวะหลุดพ้นแล้ว เจตจำนงแห่ง
มหามรรคาจะขับเขาออกไป