เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 560 ตำนานกระดูกมรรคา สูงกว่าขั้นพรหม
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 560 ตำนานกระดูกมรรคา สูงกว่าขั้นพรหม
หลังจากไป๋ฉีออกไป เจียงฉางเซิงก็รับสืบทอด
ความทรงจำเกี่ยวกับต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา ถือกำเนิดในยุคจักรวาลยัง
เป็นก้อนขมุกขมัวก่อนฟ้าดินแยกออกจากกัน มันจะออกผล
เป็นผลแห่งสามพันมหามรรคา หลังจากกินเข้าไปจะได้รับ
คุณสมบัติในการบรรลุพลังแห่งมหามรรคา แต่ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาจะออกผลเพียงหนึ่งล้านปีหนเท่านั้น
แต่ละหนจะออกผลมหามรรคาของทั้งสามพันมหามรรคา
หรือก็คือมีผลไม้ทั้งหมดสามพันลูกนั่นเอง
เท่ากับว่าผลไม้ชนิดนี้ปรับปรุงพรสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตได้
แล้วยังทำให้เจียงฉางเซิงบรรลุสามพันมหามรรคาได้ดีขึ้นด้วย
มันเป็นของดีอย่างแน่นอน
ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคาเติบโตจากการดูดซับปราณ
วิญญาณแห่งมหามรรคาเท่านั้น นี่หมายความว่าเขาต้องนำ
ต้นไม้ต้นนี้ไปปลูกที่พันมหาโลกา
เจียงฉางเซิงเรียกต้นไม้ต้นนี้ออกมาแล้วส่งมันให้ร่าง
แยกของตนเอง จากนั้นจึงให้ร่างแยกเดินทางไปยังพันมหา
โลกาเพื่อหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมัน
ต่อให้พลังของร่างแยกจะสยบทั่วพันมหาโลกาไม่ได้ แต่
ก็พอปกป้องตัวเองได้ง่ายๆ
หลังจากกำจัดอริยราชันเพลิงพิโรธกับอริยเทวะยมพิภพ
ก้อนหินที่ทับอยู่ในใจของเจียงฉางเซิงก็ถูกยกออกไปเสียที นี่
หมายความว่าต่อจากนี้อีกเนิ่นนาน ห้วงอนันต์สุญญตาจะไม่
ถูกขุมกำลังจากภายนอกเข้ามาโจมตีอีก
แต่เขาก็ยังเหลือความระแวดระวังเสี้ยวหนึ่งไว้ เผื่อว่า
มรรคาอริยะจะบุกมาโจมตีห้วงอนันต์สุญญตาอีกหน
หลังจากเขาฟื้นพลังอาคม เขาก็สร้างร่างแยกอีกร่าง
หนึ่งเพื่อทำหน้าที่จับตาดูพันมหาโลกาโดยเฉพาะ ป้องกัน
การบุกจู่โจมของมรรคาอริยะตลอดเวลา
หลังจากทำทุกสิ่งนี้เสร็จแล้ว เจียงฉางเซิงก็หลับตาลง
จมลงสู่ช่วงเวลาแห่งการปิดด่านฝึกบำเพ็ญอันยาวนานอย่าง
ที่ไม่เคยมีมาก่อน
…
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า มหันตภัย
แห่งวิถียุทธ์เดี๋ยวหนักเดี๋ยวเบา ทุกครั้งที่ผ่านพ้นหมื่นปีก็
เหมือนกับยุคสมัยผลัดเปลี่ยนเสียหนึ่งหน
วิถีเซียนพัฒนาเร็วขึ้นเรื่อยๆ มีสิ่งมีชีวิตเข้าร่วมมากขึ้น
ทุกที ในหมู่พวกนั้นมีผู้พ่ายแพ้จากการต่อสู้ในสามพันโลก
ทั้งหลายอยู่ด้วย พวกเขาเลือกเข้าร่วมกับวิถีเซียนเพื่อปกป้อง
ตัวเอง
เจียงอี้นำราชสำนักทมิฬตะลุยสยบสามพันโลก เขากลืน
กินผู้แข็งแกร่งไปจำนวนมากจนพลังรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นอันดับหนึ่งแห่งห้วงมิติแล้ว นอกจาก
มรรคาจารย์ สรรพชีวิตทั้งหลายดูจะหาคนที่ต่อกรกับเขาไม่ได้
อีกต่อไป
นามมหาจักรพรรดิทมิฬ สั่นสะเทือนยุคสมัย
ราชันมรรคานิพพานกล่าวว่ามหาจักรพรรดิทมิฬมีชะตา
อันยิ่งใหญ่ที่จะจบมหันตภัย คำพูดนี้ทำให้นามของมหา
จักรพรรดิทมิฬถูกผลักขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
ทุกคนต่างรู้ว่ามหาจักรพรรดิทมิฬเป็นองค์ชายองค์เล็ก
ของแดนสวรรค์ อายุของเขายังนับว่าอยู่ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ทั้งที่
อายุยังอยู่ในวัยคนรุ่นเยาว์แต่กลับก้าวมาถึงจุดสูงสุดของห้วง
อนันต์สุญญตาแล้ว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร
และจะไม่มีใครเหมือนอีก
ส่วนมรรคาจารย์ เขาอยู่ห่างไกลจากสรรพชีวิตมากขึ้น
ทุกที เมื่อผนวกกับมีตำนานมากมายเข้ามาเสริม สิ่งมีชีวิตที่
ถือกำเนิดมารุ่นใหม่ๆ ต่างก็คิดว่ามรรคาจารย์เป็นเพียง
ตำนานและเรื่องเล่าเลื่อนลอยเท่านั้น
พลังแห่งบาปกรรมที่อัดแน่นอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตา
เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มส่งผลมาถึงโลกสวรรค์ใบที่สี่
ขณะที่โลกสวรรค์ใบที่สี่มีผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏตัวเพิ่มมากขึ้น
ทุกวัน ผู้ฝึกตนคนหนึ่งนามว่าบรรพจารย์เสวียนถีโดดเด่นออก
มาจากผู้คน เขาคือผู้ยิ่งใหญ่คนแรกที่เทศนาเกี่ยวกับพลังแห่ง
กรรม ก่อนหน้านี้สรรพชีวิตในโลกสวรรค์ใบที่สี่ต่างคิดว่ากรรม
เป็นเพียงคำนิยามที่ถูกตั้งขึ้นมาเท่านั้น ไม่คิดว่ากรรมแท้จริง
แล้วเป็นหนึ่งในกฎแห่งมหามรรคา
บรรพจารย์เสวียนถีอาศัยมรรคาแห่งกรรมสร้างชื่อจน
โด่งดังไปทั่วโลกสวรรค์ใบที่สี่ เขาก้าวขึ้นไปเทียบเคียงกับ
เจ้าลัทธิคุนหลุนและปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเร็วรี่ มหาพิภพแห่งต่างๆ ล้วน
เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ณ โลกสวรรค์ใบที่สาม
เหนือทะเลเมฆ ยอดเขาโผล่พ้นเมฆาดูคล้ายหน่อไม้ยาม
วสันต์ หมอกเซียนปกคลุม สายลมสดชื่นโบกพัด เพิ่ม
บรรยากาศสดชื่นให้แดนเซียนแห่งนี้
เหนือหน้าผา ใต้ต้นไม้เก่าแก่ มู่หลิงลั่ว ไป๋ฉี เจียงอี้กับ
เจียงซั่นนั่งล้อมวงอยู่รอบโต๊ะหิน
ไป๋ฉีหัวเราะ “มหาจักรพรรดิทมิฬกับดาวสังหารนิรันดร์
กาลร่วมมือกันแล้วโลกใบนี้ยังจะมีผู้ใดขัดขวางพวกเจ้าได้อีก”
เจียงซั่นหัวเราะอย่างจนปัญญา “ข้าด้อยกว่าเจียงอี้มาก
นัก ไม่คู่ควรถูกยกไปคู่กับเขาหรอก”
“พี่ใหญ่ ท่านพูดอะไรของท่าน พลังของข้าอาศัยกลืนกิน
ผู้อื่นมา แต่พลังของท่านฟาดฟันให้ได้มาทีละก้าว แล้วอีก
อย่างทอดสายตามองทั่ววิถีเซียน ผู้ที่สู้ท่านได้มีไม่เกินนิ้ว
มือบนมือสองข้างด้วยซ้ำ” เจียงอี้โบกมือแย้ง
เจียงอี้ดีใจมากที่ดึงเจียงซั่นมาทำงานกับตัวเองได้ สมัย
ยังเล็กเจียงเทียนมิ่งพาเขาไปยังนรกขุมที่สิบแปด ตอนนั้นก็
เป็นเจียงซั่นที่สั่งสอนวิชาให้เขา สองพี่น้องไม่ได้มีแค่
ความสัมพันธ์แบบพี่น้องเท่านั้น แต่ยังเป็นศิษย์อาจารย์กัน
ด้วย
ยามนี้เผ่าเจียงยิ่งใหญ่แล้ว ลูกหลานในเผ่าล้วนมีแต่
พวกหยิ่งยโสอวดดี แบ่งพรรคแบ่งพวกยุ่บยั่บไปหมด มีทั้งฝั่ง
เทียนจิ่งของโลกคุนหลุน ฝั่งสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียง ฝั่ง
สายเลือดรองเผ่าเจียง แล้วยังมีคนเผ่าเจียงที่เป็นเทพในบัญชี
ของแดนสวรรค์พวกนั้นอีก ต่างคนต่างก็มีขุมอำนาจของ
ตนเอง
แม้ภายนอกเขาจะเป็นถึงมหาจักรพรรดิทมิฬ แต่
ความจริงแล้วเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากเผ่าเจียงเท่าไรนัก
คนเผ่าเจียงจำนวนมากไม่ค่อยชอบราชสำนักทมิฬเท่าไร
บางคนก็รู้สึกว่าราชสำนักทมิฬล่วงเกินแดนสวรรค์
เจียงอี้เลี่ยงประเด็นนี้อย่างรวดเร็ว เขาถามขึ้นมาว่า
“ท่านปู่ยังปิดด่านฝึกบำเพ็ญไม่จบอีกหรือ”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา เจียงซั่นก็เผยสีหน้าสงสัย
ใคร่รู้ด้วย
ในใจของเจียงซั่น ท่านปู่คือคนที่สำคัญที่สุด เพราะหาก
ไม่ได้ท่านปู่ช่วยเหลือเอาไว้หลายครั้ง เขาก็คงสูญเสียตัวตนให้
กับจิตสังหารไปนานแล้ว
มู่หลิงลั่วคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ยังหรอก สำหรับเขา ไม่มีสิ่ง
ใดสำคัญกว่าการฝึกบำเพ็ญ อีกอย่างวิถีเซียนในตอนนี้ก็
ไม่ต้องให้เขายื่นมือเข้ามายุ่งแล้ว”
ไป๋ฉีถอนหายใจ “ช่างเถิดๆ นายท่านปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
มาแสนปีได้แล้วกระมัง บางทีพลังของเขาอาจใกล้เลื่อนขั้นอี
กรอบแล้ว หรือไม่ก็อาจเลื่อนขั้นไปแล้วก็ได้”
เจียงอี้นึกถึงศึกเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน จิตใจเฝ้าฝัน
ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้น
มู่หลิงลั่วมองเจียงอี้กับเจียงซั่นแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ
มาพูดเรื่องหลักกันเถิด พวกเจ้าเดินทางมาหนนี้ก็เพื่อกระดูก
มรรคาสินะ”
เจียงอี้กับเจียงซั่นได้ยินคำนี้ก็ทำหน้ากระอักกระอ่วน
ทันที
ไป๋ฉีปิดปากหัวเราะ “คนนอกหมายตาอยากได้กระดูก
มรรคาก็แล้วไปเถิด พวกเจ้าสองคนเป็นยอดอัจฉริยะอันดับ
หนึ่งอันดับสองของเผ่าเจียงยังอยากจะได้กระดูกของ
บรรพบุรุษอีกรึ ขืนเรื่องนี้ลือออกไปข้างนอกคงไม่น่าฟังเป็นแน่
”
เจียงอี้รีบเอ่ยว่า “พวกข้ามิได้อยากได้กระดูกมรรคานะ
ขอรับ เพียงสงสัยว่ากระดูกชิ้นนั้นมหัศจรรย์จริงอย่างที่
ตำนานเล่าไว้ ทำให้คนมีร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคา ได้รับ
คุณสมบัติที่จะไล่ตามท่านปู่จริงหรือไม่”
เรื่องราวของกระดูกมรรคาแพร่กระจายไปทั่วสามพัน
โลกแล้ว มันกลายเป็นโชควาสนาสูงสุดที่ผู้แข็งแกร่งนับไม่
ถ้วนเสาะแสวงหา
ไป๋ฉีตอบว่า “ก็อาจจะ ใครจะไปรู้เล่า นั่นน่ะเป็นกระดูก
จากตัวนายท่านเชียวนะ แม้ข้าจะเป็นคนฝังกระดูกมรรคาชิ้น
นั้นเองกับมือ แต่ข้าก็จำไม่ได้แล้วว่าฝังไว้ที่ใด เพราะ
ความทรงจำช่วงนั้นถูกลบออกไปแล้ว จิ๊ๆ ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดปล่อย
ข่าวลือออกไป แปลกจริงหนอ”
เจียงอี้กับเจียงซั่นเกือบจะกลอกตาใส่
นอกจากท่านแล้วยังมีใครอีกหรือ
ใครไม่รู้บ้างว่าไป๋ฉีชมชอบการเสกสรรปั้นแต่งตำนานให้
มรรคาจารย์เป็นที่สุด ทุกครั้งที่เล่าจบยังชอบแสร้งทำท่าบอ
กว่าอย่าเล่าไปต่อเชียว แต่ความจริงตัวนางเองนั่นแหละ
ที่เที่ยวบอกคนไปทั่ว พบใครก็ต้องทำเป็นเอ่ยขึ้นมาเหมือน
ไม่ได้ตั้งใจ
ทั้งสี่คนสนทนากันครู่ใหญ่ เจียงอี้กับเจียงซั่นไม่ได้
คำตอบจึงขอตัวกลับไป ไม่กล้ารบกวนมู่หลิงลั่วฝึกบำเพ็ญ
หลังจากสองพี่น้องจากไปแล้ว มู่หลิงลั่วก็หันมามองไป๋
ฉีแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เจ้าบอกข้ามาตามตรง กระดูก
มรรคานั่นร้ายกาจปานนั้นจริงหรือไม่”
ไป๋ฉีผายมือบอกว่า “ถึงข้าจะโม้เกินจริงไปสักหน่อย แต่
ถึงอย่างไรนั่นก็คือกระดูกของนายท่านนะ มันไม่ธรรมดาจริงๆ
ก่อนข้าฝังมัน ข้าไม่ทันระวังเผลอทำกล่องเปิด หากไม่มีเส้น
ผมของนายท่านที่อยู่กับตัวตอนนั้น ข้าคงกลายเป็นขี้เถ้า
ไปแล้ว”
“อันตรายขนาดนี้ เหตุใดเจ้ายังเที่ยวป่าวประกาศไปทั่ว
เล่า”
“ถือเสียว่าฝังเหตุแห่งกรรมเอาไว้ก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้น
มหันตภัยหนนี้ไม่รู้ว่าจะดำเนินไปอีกนานเท่าใด”
ไป๋ฉีกล่าวด้วยท่าทีสุขุม ไม่นานก่อนหน้านี้นางไปฟัง
เทศนาที่สถานฝึกบำเพ็ญของบรรพจารย์เสวียนถีมา ได้ข้อคิด
เกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรมมามากทีเดียว
มู่หลิงลั่วยกมือขึ้นมาเคาะหน้าผากของนางแล้วหัวเราะ
“เจ้านะเจ้า ทำตัวลึกลับหยั่งไม่ถึงขึ้นทุกวัน เลียนแบบพี่ฉาง
เซิงหรือไร”
ไป๋ฉีหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “เหมือนอยู่บ้างหรือไม่”
“เหมือนสักสามส่วนก็แล้วกัน เดี๋ยวเจ้าจะลำพอง”
สตรีทั้งสองคุยเล่นหัวเราะกันโดยไม่รู้ว่าเจียงฉางเซิงที่
พวกนางเอ่ยถึงตื่นขึ้นมาจากการปิดด่านฝึกบำเพ็ญแล้ว
ในตำหนักเมฆาม่วง บนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสามของโลก
คุนหลุน
เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
เบื้องหน้ามีร่างสิบห้าร่างนั่งสมาธิอยู่ ทั้งหมดล้วนหน้าตา
เหมือนเขาทุกประการ เพียงแต่คลื่นพลังที่วนเวียนอยู่รอบตัว
แตกต่างกัน
พวกเขาก็คือร่างแยกผานกู่ที่สร้างมาจากต้นผานกู่
นั่นเอง
ต้นผานกู่จะออกผลหมื่นปีครั้ง เจียงฉางเซิงได้มัน
มาตอนอายุสองพันกว่าปี ตอนนี้เขาอายุหนึ่งแสนสี่หมื่นปีแล้ว
เมื่อรวมกับผลผานกู่ที่ได้มาตั้งแต่ตอนเริ่มแรกหนึ่งผล ตอนนี้
เขาจึงมีร่างแยกผานกู่ทั้งหมดสิบห้าร่าง เพราะถือกำเนิด
มานานไม่เท่ากัน พลังของร่างแยกสิบห้าร่างนี้จึงแตกต่างกัน
ไป
เขาแตกฉานวิชามหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนครา
สวรรค์แล้ว ตอนนี้เขาอยากปรับปรุงมันให้ดีขึ้นหน่อย
เหล่าร่างแยกผานกู่ นอกจากจะฝึกฝนวิชากายทอง
คงกระพันกำเนิดจักรวาลแล้ว พวกมันยังศึกษาพลังแห่งมหา
มรรคาต่างกันไปอีกด้วย นั่นเพราะเขาหวังว่า ในวันหน้าร่าง
แยกผานกู่ที่เขาเรียกออกมาจะควบคุมพลังแห่งมหามรรคา
สายอื่นได้ด้วย
ผานกู่ เทพผู้สร้างผู้มีฐานะสูงส่งในตำนานของประเทศ
จีนของโลกชาติก่อนองค์นี้เป็นตัวตนที่น่าแต่งแต้มสีสันแห่ง
จินตนาการให้เสมอ
ระหว่างใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอนหลายครั้ง
ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินนามของผานกู่อยู่ มันเป็นตำนาน
เลื่อนลอยที่แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนก็เป็นตำนาน ผานกู่
แข็งแกร่งมากเพียงใด ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ รู้เพียงเขาเป็นผู้สร้างผืน
นภาและปฐพี
นอกจากร่างแยกผานกู่ พลังของตัวเจียงฉางเซิงเองก็
ก้าวหน้าขึ้นมาก หนึ่งแสนปีผ่านไป มูลค่าของเขามากกว่า
หนึ่งแสนห้าหมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์แล้ว แต่ราชัน
ชะตางำประกายยังมีมูลค่าไม่เกินสี่หมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคา
สวรรค์เท่าเดิม
เจียงฉางเซิงหลับตาลงอย่างช้าๆ เขาสะบัดแขนเสื้อเก็บ
ร่างแยกผานกู่ทั้งสิบห้าร่างเข้าไปในโลกแห่งมรรคา
เขาเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละขอบเขต
นอกจากตัวเขา ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็นเจ้าลัทธิคุนหลุน
จากโลกสวรรค์ใบที่สี่ ตอนนี้ในโลกสวรรค์ใบที่สี่มีตัวตนที่
มูลค่าเกินสี่พันแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์มากถึงห้าคนแล้ว
เวลานี้ผู้ยิ่งใหญ่ระดับบนสุดของโลกสวรรค์ใบที่สี่ยังคลำ
ทางมาไม่ถึงขั้นพรหม แต่เพราะผลสะท้อนกลับของกรรม
เจียงฉางเซิงจึงไม่สะดวกเดินทางไปเทศนาสั่งสอนวิชา
ตอนนี้เขาต้องขบคิดปัญหาเรื่องหนึ่ง
วันหน้าหากวิถีเซียนมีขั้นพรหมถือกำเนิดขึ้นมา เขาย่อม
ถูกเจตจำนงแห่งมหามรรคาขับไล่ ถึงเวลานั้นเขาจะทำ
อย่างไรกับผู้บำเพ็ญเซียนที่หลุดพ้นแล้วดี
เจียงฉางเซิงคิดมาคิดไปก็ตัดสินใจจะสร้างโลกสวรรค์ไว้
ในพันมหาโลกา สร้างมันไว้รอบต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
เสียเลย เขาจะสร้างมหาพิภพที่มหึมายิ่งกว่าโลกสวรรค์ใบที่สี่
ทำให้มันเป็นเหมือนบรรดามหาพิภพในพันมหาโลกา นั่นก็คือ
สร้างกฎแห่งมหามรรคาของตนเอง
ผ่านมาหนึ่งแสนปี ไม่ว่าแต้มเซ่นไหว้ แต้มเผยแผ่
หลักคำสอนหรือแต้มโชคชะตาของเขาก็สั่งสมจนเป็นตัวเลข
มหาศาล แต้มโชคชะตามีสั่งสมใหม่อยู่บางครั้ง แต่แต้ม
เซ่นไหว้ เขาไม่แตะต้องเด็ดขาด เพราะเขาจินตนาการไม่ออก
เลยว่าด่านเคราะห์ที่สูงกว่าขั้นพรหมจะต้องใช้แต้มเซ่นไหว้
เท่าไร
หลังจากแน่ใจว่าในห้วงอนันต์สุญญตาไม่มีเรื่องร้ายแรง
อะไร เจียงฉางเซิงจึงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมา ตั้ง
ใจจะใช้ฟังก์ชั่นจิตหวนสดับหลักคำสอน
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมรรคาสวรรค์: 14,225,432
แต้ม]
แต้มทั้งสามอย่างเปลี่ยนมามีคำว่ามรรคาสวรรค์พ่วง
ด้วยแล้ว นั่นหมายความว่าหน่วยของมันเพิ่มขึ้นมาเป็นหน่วย
หนึ่งหมื่นล้านล้านแต้ม
ตอนนี้เขามีแต้มเผยแผ่หลักคำสอนหนึ่งแสนสี่หมื่นล้าน
ล้านล้านแต้ม!
เจียงฉางเซิงไม่ลังเล เขาเทแต้มเผยแผ่หลักคำสอน
ออกมาใช้จนเกลี้ยง เขามีเป้าหมายสำหรับมรรคาแห่งพรหม
ของตนเองแล้ว แต่เขาต้องรู้ให้ชัดว่าเหนือกว่าขั้นพรหมยังมี
ขั้นใดอยู่บ้าง
หากคลำหาด้วยตนเองคงสิ้นเปลืองเวลามากกว่า ใน
เมื่อเขาขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสทั้งหลายได้ เขาย่อม
ไม่ปล่อยให้โอกาสเสียเปล่า
…………………………………………………………..