เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 559 คำสาปของอริยราชัน ตำนานของมรรคาจารย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 559 คำสาปของอริยราชัน ตำนานของมรรคาจารย์
ระหว่างที่เจียงอี้มองดูอยู่ เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งก็
ส่งแรงดูดอันรุนแรงออกมา กระบี่ศิลาที่พุ่งเข้ามาทั้งหมดถูก
มันสูบจนเปลี่ยนทิศทาง จากนั้นพวกมันก็หดเล็กลงอย่าง
รวดเร็วแล้วถูกสูบเข้าไปในเตาหลอม
ขนาดของเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งไม่นับว่าเล็ก แต่
เมื่ออยู่ต่อหน้าการโจมตีที่ปกคลุมทั่วห้วงมิติเช่นนี้ มันมีขนาด
ไม่ต่างจากฝุ่นเม็ดหนึ่ง แต่ฝุ่นเม็ดนี้กำลังสูบกระบี่ศิลานับ
อนันต์เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง จนแม้แต่ห้วงมิติรอบด้านก็ยัง
บิดเบี้ยวเพราะมัน
ทันทีที่แรงสูบอันน่ากลัวของเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
ปะทุออกมา ห้วงอนันต์สุญญตาก็เกิดพายุคลั่งอย่างที่ไม่เคย
มีมาก่อน
อริยเทวะยมพิภพเบิกตาโต สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง ความโลภในสัญชาตญาณของเขา
ถูกปลุกให้ตื่น แต่สิ่งที่เขามีมากกว่าคือความหวาดกลัว
นี่มันของวิเศษอะไรกัน
ในพันมหาโลกามีของวิเศษที่แข็งกร่งอยู่มากมาย ใน
มรรคาอริยะก็มี แต่ในหมู่ของวิเศษที่เขาเคยเห็นมาด้วยตา
ตนเอง ไม่มีชิ้นไหนทรงพลังเท่านี้
นั่นมันพลังเทพของอริยราชันเชียวนะ!
ด้านบนของเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง ร่างหนึ่ง
ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า เขาเป็นผู้เฒ่าผู้มีหมอก
สีเทาวนเวียนรอบกาย ดวงตาสองข้างดุจอินทรี เส้นผม
ขาวโพลนมัดอยู่กลางศีรษะ เขาตบฝ่ามือข้างหนึ่งลงมา
เบื้องล่าง ฝ่ามือนั้นเล็งไปยังเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็เงยหน้าขึ้น ดวงเนตรมหามรรคา
โผล่ออกมาบนหน้าผาก
เจียงอี้ได้เห็นดวงเนตรมหามรรคาที่แท้จริง!
ดวงเนตรมหามรรคาคือสัญลักษณ์ของเผ่าเจียง แสงที่
สาดส่องออกมาจากดวงเนตรมหามรรคาเจิดจ้ามากเท่าใด ก็
แสดงว่าพรสวรรค์ของเผ่าเจียงผู้นั้นแข็งแกร่งมากเท่านั้น เขา
ไม่เคยเห็นแสงที่เจิดจ้าและทรงพลังถึงเพียงนี้มาก่อน
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งออกไปจากดวงเนตรมหามรรคา
ของเจียงฉางเซิง มันพุ่งผ่านเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง ก่อน
จะกลืนผู้เฒ่าหมอกสีเทาเข้าไป
เร็วเกินไปแล้ว!
เจียงอี้เห็นเพียงแสงสีทองสายยักษ์พุ่งออกไป แต่ไม่เห็น
สักนิดว่าเจียงฉางเซิงลืมตาตั้งแต่เมื่อไร ไม่ต้องพูดถึงเขา ผู้
เฒ่าหมอกสีเทาคนนั้นก็เช่นกัน
เวลาไม่ถึงสองชั่วอึดใจ เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งก็สูบ
การโจมตีของผู้เฒ่าหมอกสีเทาเข้าไปในเตาหลอมจนหมดสิ้น
รวมถึงหมอกมหาศาลที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้วงมิติด้วย
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ของตนตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่
ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่า อริยเทวะยมพิภพก็เริ่มตระหนก
หรือว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งยิ่งกว่าอริยราชัน
ต่อให้อริยเทวะยมพิภพยโสโอหังอีกเพียงใด เขาก็เข้าใจ
ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าอริยราชันหมายถึงอะไร
มันหมายความว่าเขาไปหาเรื่องตัวตนที่เขาไม่สมควร
หาเรื่องเข้าให้แล้ว
ในพันมหาโลกาตัดสินกันด้วยพลัง เบื้องหลังใดๆ เอา
มาข่มเหงได้แค่คนที่อ่อนแอกว่าตนเองเท่านั้น ในเมื่ออีกฝ่าย
แข็งแกร่งกว่าเขา เบื้องหลังย่อมไม่ด้อยกว่าเขาแน่นอน
“ดีมาก นี่เป็นแผนการร้ายจริงๆ สินะ ไม่ว่าเจ้าจะมาจาก
ชะตาเร้นหรือมัชฌิมาพิทักษ์ วันนี้ก็มาจบบ่วงกรรมกันเถิด!”
เสียงของผู้เฒ่าหมอกเทาดังขึ้นอีกครั้ง เพลิงโทสะของ
เขาพวยพุ่งถึงขีดสุด เจียงอี้กับไป๋ฉีล้วนแก้วหูสะเทือน รู้สึก
ปานฟ้าถล่ม
เสียงนั่นยังไม่ทันจางหาย ทั่วทั้งห้วงมิติก็แปรเปลี่ยน
อย่างฉับพลัน มันกลายเป็นทะเลเพลิงที่หาจุดสิ้นสุดไม่พบ
ปราณกำเนิดเทพอนธการแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว แล้วกั้นเจียง
ฉางเซิงกับอีกสองคนจากทะเลเพลิงอันไร้ขอบเขตนั่น
เมื่อทอดสายตามองไป ก็พบว่าทะเลเพลิงนี้ไม่ได้เผา
เพียงแนวราบเท่านั้น แต่ดูเหมือนทั้งห้วงมิติกำลังถูกมัน
แผดเผาอยู่ ที่แห่งนี้กลายเป็นเตาไฟยักษ์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
ไปเสียแล้ว
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว ความร้อนนี่ไม่ธรรมดา สิ่งมีชีวิตใต้
ขั้นเทวะหลุดพ้นคงถูกเผาเป็นเถ้าในพริบตาอย่างง่ายดาย
แม้แต่อริยเทวะยมพิภพนั่นก็ดูทรมานอย่างยิ่ง เขาต้องใช้พลัง
เทพของตนเองกั้นความร้อนเอาไว้
เปลวเพลิงกำลังแผดเผาทั้งห้วงมิติ!
นี่คือวิชาเขตแดนอย่างนั้นรึ
ไม่ใช่!
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณแห่งมหามรรคา
กำลังลุกไหม้ ขณะเดียวกันก็มีเปลวเพลิงอันน่ากลัวสายหนึ่ง
กำลังพุ่งมาจากเบื้องล่าง เขาสัมผัสโทสะของผู้เฒ่าหมอกเทา
จากอุณหภูมิของไฟได้อย่างชัดเจน
ดูท่าอารมณ์ที่กระตุ้นพรสวรรค์ของอริยราชันผู้นี้คงเป็น
ความโกรธสินะ!
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าได้สัมผัสพลังที่แท้จริงของ
สมบัติวิเศษกำเนิดจักรวาล!”
เจียงฉางเซิงยกมุมปากยิ้ม เขาจะเอาจริงแล้ว
สี่หมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์กระจอกๆ ก็กล้ามาท้า
สู้กับเขาอย่างนั้นรึ
เปรี้ยง!
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปาก
เตาหลอมมีแสงเจิดจ้าเปล่งออกมา เพียงพริบตาเดียวมันก็
กลืนกลบทั้งห้วงมิติ เปลวเพลิงอันไร้ที่สิ้นสุดถูกเตาหลอม
สามพันสรรพสิ่งสูบเข้าไป
พลังกลืนกินหนนี้เหนือกว่าก่อนหน้ามากนัก!
สิ่งที่เจียงฉางเซิงสูบเข้าไปไม่ใช่แค่เพลิงโทสะของผู้เฒ่า
หมอกสีเทา แต่ยังรวมถึงห้วงมิติทั่วทั้งบริเวณอีกด้วย!
อริยเทวะยมพิภพไม่ทันตอบสนอง เขารู้สึกว่าฟ้าดิน
หมุนคว้าง ไม่ทันไรพลังอันแข็งแกร่งอย่างยิ่งสายหนึ่งก็เข้ามา
ห่อหุ้มตัวเขา เขาระเบิดพลังเทพทั้งหมดออกไปต่อต้านมัน
ตามสัญชาตญาณ แต่กลับไล่พลังที่พันธนาการเขาไม่ได้
แม้แต่น้อย
“แย่แล้ว!”
อริยเทวะยมพิภพรู้สึกสิ้นหวังเป็นหนแรก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังระดับนี้ เขาต่อต้านไม่ได้
แม้แต่น้อย!
ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว ผู้เฒ่าหมอกเทาก็กำลังถูกลากไป
เช่นกัน เขาทุ่มกำลังทั้งหมดหมายดิ้นให้หลุด แต่แล้วก็ต้อง
ตกตะลึงเมื่อเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งกระชากเขาเข้าไปใกล้
กว่าเดิม เขาฝืนต้านอยู่หลายลมหายใจ สุดท้ายผู้เฒ่าหมอก
เทาก็ถูกเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งสูบเข้าไปอยู่ดี
เจียงอี้กับไป๋ฉีมองอะไรไม่เห็น พวกเขาจึงไม่แน่ใจว่าเกิด
อะไรขึ้นกันแน่ กระทั่งแสงเจิดจ้าจากเตาหลอมสามพัน
สรรพสิ่งจางหายไป พวกเขาถึงลืมตาได้อีกครั้ง
ห้วงมิติยังคงมืดมิด แต่มันกลับมาสงบเงียบแล้ว
เจียงอี้สัมผัสอะไรได้บางอย่าง เขาจึงหน้าถอดสีเอ่ย
เสียงสั่นว่า “ปราณวิญญาณกับพลังแห่งมหามรรคาของที่นี่
…”
ไป๋ฉีถามอย่างฉงน “อะไรหรือ ศัตรูเล่า หรือว่าถูกเตา
หลอมยักษ์สูบเข้าไปแล้ว”
เจียงอี้สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรอีก เขา
มองออกชัดเจนกว่าเดิมแล้ว เตาหลอมยักษ์เตานั้นไม่ได้สูบ
เข้าไปแค่ศัตรูทั้งสอง แต่มันสูบห้วงมิติทั้งหมดเข้าไปด้วย!
ในอาณาเขตที่จิตสัมผัสของเขาส่งไปถึงเหลือเพียง
ความว่างเปล่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าท่านปู่สูบเข้าไปบริเวณ
กว้างแค่ไหน
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ไปกันเถิด”
เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วพาทั้งสองคนกลับมาในตำหนัก
เมฆาม่วง ขากลับช่างเร็วอย่างยิ่ง เจียงอี้กับไป๋ฉีกะพริบตาหน
เดียวก็พบว่าตนเองมาอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงแล้ว ทั้งสองคน
รู้สึกราวกับฝันไป
“จบลงแบบนี้น่ะหรือ”
ไป๋ฉีกะพริบตาปริบๆ ถาม แม้การต่อสู้ก่อนหน้านี้
จะน่ากลัวมาก แต่ส่วนใหญ่มันหลับตาอยู่ตลอด บวกกับระดับ
ขั้นบำเพ็ญของมันต่ำเตี้ย มันจึงเห็นแล้วไม่รู้สึกตราตรึง
ตรงไหน
แต่เจียงอี้กลับตราตรึงอย่างยิ่ง สิ่งที่เขาเคยเชื่อถูกพลิก
กลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง
วิถีเซียนแข็งแกร่งได้ถึงขั้นนี้เชียว!
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ แม้เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เขาก็ยัง
ไม่แน่ใจอยู่ดีว่าท่านปู่แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่ เขาเชื่อว่า
เจ้าสองคนนั้นจากมรรคาอริยะก็คงเหมือนกัน
นี่ก็คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงที่ท่านปู่พูดถึงสินะ
สายตาของเจียงอี้ที่มองมายังเจียงฉางเซิงเต็มไปด้วย
ความเลื่อมใสศรัทธา
เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลับไปเถิด ก่อนไปก็แวะ
ไปเยี่ยมบิดาของเจ้าเสียหน่อย ต่อให้ระหว่างพ่อลูกขัดแย้งกัน
แต่จะไม่ไปมาหาสู่กันชั่วชีวิตได้ที่ไหน”
เจียงอี้ฟังจบก็ละอายอย่างยิ่ง รีบขานรับทันที
เขาโขกศีรษะคำนับหนึ่งหนแล้วจากไปอย่างนอบน้อม
จังหวะที่ก้าวออกจากตำหนักเมฆาม่วง เขารู้สึกว่าโลก
ทั้งใบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ในสมองของเขาเต็มไปด้วยภาพท่าทีสบายๆ แต่ไร้
เทียมทานของเจียงฉางเซิงเมื่อครู่ ชั่วขณะนี้เขาไม่กังวลเรื่อง
เจตจำนงแห่งมหามรรคาอีกแล้ว เขาถึงขั้นดูแคลนเจ้าเสียงใน
ใจนั่นเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้เขามีแต่ความคาดหวังนับอนันต์
เขาจะต้องกลายเป็นเหมือนท่านปู่ให้จงได้!
อีกด้านหนึ่ง
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
ไป๋ฉีถามว่า “นายท่าน พวกเขาตายแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงส่ายหัวตอบว่า “ยัง ผู้หลุดพ้นไหนเลย
จะตายง่ายดายถึงเพียงนั้น แต่ในเมื่อมาอยู่ในสมบัติอาคม
ของข้าแล้ว ช้าเร็วพวกเขาย่อมต้องตาย”
ไป๋ฉีได้ยินก็รู้ทันทีว่านายท่านยังมีเรื่องที่ต้องการจะทำ
อยู่ นางจึงไม่กล้ารบกวน ตัดสินใจถอยไปตรงมุมห้องแล้วพา
จิตดำดิ่งเข้าไปในมหาพิภพจิตจร
นางไปคุยโม้ศึกนี้ สร้างตำนานอีกหนึ่งบทให้นายท่าน
ดีกว่า
นางคิดเนื้อหาไว้เรียบร้อยแล้ว เรื่องราวจะเป็นประมาณ
ว่า มารสวรรค์จากนอกโลกบุกมารุกราน ห้วงอนันต์สุญญตา
กำลังจะพินาศ ทว่านายท่านเข้ามากอบกู้ทุกสิ่ง ทำให้หายนะ
ที่บังเกิดแล้วกลับกลายเป็นภาพมายา จุดสำคัญต้องเน้นพลัง
อันแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ที่สลับความจริงเป็นมายาให้เด่น
เข้าไว้
ขอเพียงเจียงฉางเซิงไม่สั่งห้ามออกมาชัดๆ นางจะคุยโม้
ให้อลังการเกินจริงมากเท่าไรก็ได้ ความจริงแล้วตำนานของ
มรรคาจารย์ที่ผู้คนรู้กันส่วนใหญ่ก็ฝีมือนางปั้นแต่งขึ้น
มาทั้งนั้น
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงเริ่มหลอมอริยเทวะยมพิภพกับ
อริยราชัน
สองคนนนี้มาจากมรรคาอริยะ พวกเขาอันตรายเกินไป
เจียงฉางเซิงจึงไม่มอบพลังของพวกเขาให้เจียงอี้ แล้วเขาก็
คร้านจะค้นความทรงจำของสองคนนี้
มรรคาอริยะต้องมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเขาแน่อยู่แล้ว การ
ค้นความทรงจำของสองคนนี้ที่น่าจะมีคนตำแหน่งสูงของ
มรรคาอริยะอยู่ในนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก
[อายุเซียน 38,938 ปี มรรคาอริยะตั้งใจทำลายห้วง
อนันต์สุญญตา แต่เจ้าลงมือทันกาล เอาชีวิตรอดจากการรุม
โจมตีของอริยราชันเพลิงพิโรธกับอริยเทวะยมพิภพ รอดพ้น
จากเภทภัยหนนี้มาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นวัตถุวิญ
ญาณแห่งมหามรรคา นามว่า ‘ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา’]
การแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉาง
เซิง แต่ตอนนี้เขาหันไปสนใจมันไม่ได้
เมื่อครู่อริยเทวะยมพิภพถูกเตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
หลอมจนกายาดวงจิตดับสูญแล้ว แต่อริยราชันเพลิงพิโรธยัง
ฝืนต้านไว้อยู่ ซ้ำร้ายยังสาปเขาอีกด้วย
ฟังไม่ผิดหรอก!
สาปนั่นแหละ ไม่ใช่ก่นด่าสาปแช่งด้วยคำพูดเพียง
เท่านั้น แต่พลังของอีกฝ่ายกำลังกลายเป็นพลังงานบางอย่างที่
คล้ายกับพลังแห่งกรรมไหลมาวนเวียนรอบตัวเจียงฉางเซิง นี่
ไม่ใช่เรื่องดีแน่
อริยราชันแข็งแกร่งจริงๆ เสียด้วย แม้พลังของเจียงฉาง
เซิงจะเหนือกว่าเขามาก แต่การสังหารผู้หลุดพ้นสักคนก็ไม่ใช่
เรื่องง่ายเลย
เจียงฉางเซิงเริ่มทุ่มสมาธิทั้งหมดเพื่อกำราบอริยราชัน
เพลิงพิโรธ
“มรรคาจารย์ เจ้าล่วงเกินมรรคาอริยะ เจ้าไม่ตายดีแน่!
เจตจำนงของข้าจะก่อกวนเจ้าไปชั่วนิรันดร์ โทสะของข้า
จะเกาะติดบนตัวเจ้า!
เจ้าแข็งแกร่งก็จริงแต่หากเจ้าถูกโทสะครอบงำ เจ้า
จะดูแลห้วงมิติของเจ้าอย่างไร จะดูแลวิถีเซียนที่เจ้าเรียกนั่น
อย่างไร
มิติแห่งนี้จะต้องย่อยยับในมือเจ้า!”
ถ้อยคำก่นด่าสาปแช่งของอริยราชันเพลิงพิโรธไม่อาจ
รบกวนจิตมรรคาของเจียงฉางเซิงได้ เขาไม่แม้แต่จะตอบกลับ
สักประโยคเสียด้วยซ้ำ
การหลอมหนนี้กินเวลานานหนึ่งพันปีเต็มๆ
หลังจากผ่านไปหนึ่งพันปี ในที่สุดอริยราชันเพลิงพิโรธก็
แตกดับทั้งกายาและจิตวิญญาณ!
เจียงฉางเซิงกลับยังไม่โล่งใจ สีหน้าของเขายังคง
เคร่งเครียด เขาประเมินพลังของอริยราชันต่ำเกินไป คำสาป
ของอริยราชันกลายเป็นพลังงานล่องหนสายหนึ่งเกาะติดอยู่
บนตัวเขา
เดิมทีเขาก็ถูกผลสะท้อนกลับของกรรมทำร้ายอยู่แล้ว
ตอนนี้ยังมีคำสาปที่เต็มไปด้วยโทสะนี่เพิ่มเข้าไปอีก แบบนี้ไม่
ใช่เรื่องดีแน่ แม้ตอนนี้มันจะยังไม่ส่งผลกับเขา แต่หากปล่อย
พวกมันไว้ มีแต่ภูตผีเท่านั้นที่จะรู้ว่าวันหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
เจียงฉางเซิงค้นพบว่าตนเองขับไล่พลังแห่งคำสาปออก
ไปไม่ได้ แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขายังศึกษาวิเคราะห์มันต่อไป
ต่อมาเขาก็คิดวิธีการหนึ่งออก พลังแห่งคำสาปมอง
เห็นได้ชัดเจนกว่าผลสะท้อนกลับของกรรม แล้วมันก็ยัง
เคลื่อนไหวได้อีกด้วย ดังนั้นเขาจึงดึงพลังแห่งคำสาปสายนี้
ไปไว้ในกระดูกชิ้นหนึ่ง หลังจากนั้นก็ดึงกระดูกชิ้นนั้นออกมา
ก่อนหน้านี้เขาทดลองกับเส้นผม เส้นขน ผิวหนังกับชิ้น
เนื้อแล้ว แต่มันไม่สำเร็จ มีเพียงกระดูกเท่านั้นที่ทำสำเร็จ
บางทีอาจเป็นเพราะกายทองคงกระพันกำเนิดจักรวาล
ของเขา
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น เขาดึงกระดูกซี่โครงชิ้นหนึ่ง
ออกมา กระดูกซี่โครงชิ้นนั้นเป็นเพียงกระดูกท่อนเล็กๆ เท่านั้น
มันเป็นสีทองคำทั้งชิ้น บนผิวของมันมีไอดำเส้นเล็กๆ วนเวียน
ล้อมรอบอยู่ สิ่งนี้ก็คือเงาของคำสาป ไม่ใช่ว่ามันมีรูปลักษณ์
เป็นไอจริงๆ
เขาพรูลมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ดึงคำสาป
ของอริยราชันออกมาได้แล้ว หลังจากนั้นเขาก็ตรวจสอบซ้ำไป
มาจนแน่ใจว่าอริยราชันเพลิงพิโรธตายแล้ว ไม่อาจฟื้นคืนชีพ
จากพลังแห่งคำสาปได้ แต่ว่าพลังแห่งคำสาปสายนี้แฝงด้วย
โทสะอันรุนแรง หากเข้าใกล้เมื่อใดก็จะได้รับผลกระทบทำให้
กลายเป็นคนโมโหร้ายได้อย่างง่ายดาย
เพราะการมีอยู่ของพลังแห่งคำสาป เขาจึงไม่อาจทำลาย
กระดูกซี่โครงชิ้นนี้ได้ หากทำลายเมื่อใด คำสาปก็จะย้าย
กลับมาอยู่บนตัวเขาใหม่อีกครั้ง เขาจึงได้แต่เสกเขตอาคม
สารพัดอย่างใส่มัน
แม้มันจะถูกเขตอาคมมากมายสะกดเอาไว้แล้ว แต่พลัง
แห่งคำสาปนี้ก็ยังส่งผลต่อเขาได้อย่างง่ายดาย เขาต้องส่ง
เจ้ากระดูกซี่โครงชิ้นนี้ไปให้ไกลจากตัวเอง
เขาครุ่นคิดจากนั้นก็ใส่กระดูกซี่โครงชิ้นนี้ลงไปในหีบ
ไม้ใบหนึ่ง แล้วให้ไป๋ฉีไปหาสถานที่สักแห่งฝังมันเสีย
“นายท่าน ในนี้มีสิ่งใดอยูหรือ” ไป๋ฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้
เจียงฉางเซิงบอกอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าดึงกระดูกชิ้นหนึ่ง
ออกมา มันไม่มีประโยชน์อะไร เจ้าไปหาสถานที่สักแห่งนอก
โลกคุนหลุนฝังมันเสียเถิด”
ไป๋ฉีได้ยินดังนั้นก็ถามอย่างระมัดระวัง “ต้องปิดบังเรื่อง
นี้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงยิ้มเย้าแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้อง เจ้าจะทำ
อย่างไรก็ตามสบาย”
ในใจเขามีแผนการร้ายบางอย่างก่อตัวขึ้น
…………………………………………………….