เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 570 ฝึกบำเพ็ญ ณ พันมหาโลกา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 570 ฝึกบำเพ็ญ ณ พันมหาโลกา
การเทศนาครั้งนี้ของบรรพจารย์เสวียนถีมีร่างแห่ง
เจตจำนงของเจียงฉางเซิงเข้าร่วมด้วย นั่นคือจิตหวนสดับ
หลักคำสอนครั้งหนึ่งในอดีตของเขา การเทศนาครั้งนี้
จะเปลี่ยนชีวิตของคนสองคน หนึ่งคือไฮ่เทียน สองคือเทพธิดา
เซียวเหอ
อาจารย์ของไฮ่เทียน ตาเฒ่าคนนั้นถูกศัตรูคู่อาฆาต
สังหาร นับตั้งแต่นั้นมา ก็ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความแค้นลง
ในตัวของไฮ่เทียน
ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ถูกวิถีมารรุกราน นอกจากเทพธิดา
เซียวเหอผู้มาแสวงมรรคาแล้ว เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์กับศิษย์
ทั้งเจ็ดจบชีวิตลงทั้งหมด เรื่องนี้สร้างความหวาดหวั่น
ไปทั้งโลกสวรรค์ใบที่สี่ คำว่ามารได้แทรกซึมเข้ามาในดวงตา
ของชาวโลกสวรรค์ใบที่สี่ทุกคน
โลกสวรรค์ใบที่สี่พัฒนามานานหลายปี เกิดธรรมะกับ
อธรรมขึ้นมาแล้ว ฝ่ายธรรมะยึดหลักมรรคาธรรมชาติ ฝ่าย
อธรรมหัวรุนแรง ดำเนินทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ จึงทำให้
สายโลหิตของสรรพชีวิตมากมายแปรเปลี่ยน ก่อน
จะถือกำเนิดเป็นเผ่ามารขึ้นมา
แม้ลัทธิเมฆาสวรรค์จะไม่ถือว่าเป็นลัทธิใหญ่ แต่
เจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงระบือไกล
วรยุทธ์บรรลุถึงเซียนทองคำเอกเทวะ อยู่ในขั้นจักรพรรดิเซียน
ตัวตนเช่นนี้ยังตายตกได้ จึงทำให้ภายในใจของชาวโลกสวรรค์
ถูกปกคลุมไปด้วยเงามืด
เจียงฉางเซิงไม่ได้สอดมือเข้าไปยุ่ง ผลสะท้อนของกรรม
ยังคงอยู่ เขาย่อมไม่สอดมือเรื่องของโลกสวรรค์ใบที่สี่ อีกทั้ง
เขาก็ไม่มีทางช่วยเหลือทุกชีวิตได้
เรื่องราวเช่นนี้ทำให้เจียงฉางเซิงได้ตระหนักลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เหมือนกับว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่าง ไม่ว่าโลกใดก็ต้อง
เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน
วิถีชีวิตของทุกคน
โลกสวรรค์ใบที่สี่ก่อนหน้านี้สามัคคีกันมาก ผู้บำเพ็ญ
มีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดูจากท่าทีของ
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธกับเจ้าลัทธิคุนหลุนก็รู้แล้ว เหล่า
ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตต่างก็ยึดถือการฝึกบำเพ็ญของชีวิตทั้งใต้หล้า
เป็นความรับผิดชอบของตน
เจียงฉางเซิงไม่ห่วงเทพธิดาเซียวเหอเลย เพราะเขาเห็น
ว่าไป๋ฉีแอบปกป้องเทพธิดาเซียวเหออยู่ลับๆ ในช่วงเวลา
ต่อจากนี้เทพธิดาเซียวเหอจะสามารถรอดพ้นภัยไปได้ทุกครั้ง
ทุกอย่างล้วนมีกรรมอยู่เบื้องหลัง นางจะเติบโตขึ้นเป็นเจ้าแม่
เซียวเหอที่แข็งแกร่งในความทรงจำของเจียงฉางเซิง
ส่วนไฮ่เทียน ถึงจะไม่รู้เป้าหมายของไฮ่เทียนที่แน่ชัดก็
ต้องดูไปก่อน ต่อให้ตอนนี้เขาเสี่ยงอันตรายกับผลสะท้อนของ
กรรมแล้วเข้าไปสังหารไฮ่เทียน ก็รับประกันไม่ได้ว่าอีกฝ่าย
จะยังมีอุบายอื่นอีกหรือไม่ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นจะดีกว่า
ความมั่นใจของเจียงฉางเซิงก็คือเขายังไม่รู้สึกถึงคอขวด
เขายังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก
แต่ว่าการปรากฏตัวของไฮ่เทียนได้สร้างแรงกดดันให้
เจียงฉางเซิงเล็กน้อย
ตอนนี้วิถีเซียนมั่นคงแล้ว เขาไม่ต้องจับตาดูเองอีกต่อไป
เช่นนั้นก็ไปรู้แจ้งมหามรรคาที่พันมหาโลกาเร็วๆ จะดีกว่า
ดังนั้นเขาจึงสร้างร่างแยกขึ้นมาหนึ่งร่างให้เฝ้าตำหนัก
เมฆาม่วง จากนั้นพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาไปที่หน้า
ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา เริ่มฝึกบำเพ็ญ
เขาไม่ได้เก็บร่างแยกบนต้นไม้ ยังคงให้ร่างแยก
เฝ้าต่อไป
เขาหลับตาลง ตั้งใจจะเข้าสู่ช่วงวัฏจักรปิดด่านที่ไม่เคย
ทำมาก่อน
…
ฝุ่นแดงคละคลุ้ง กาลเวลาดุจดั่งกระสวยทอผ้า
มหาอำนาจไม่อาจย้อนคืน ทุกชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ
โลกสวรรค์ใบที่สี่ ภูเขาเหนือสรรพสิ่ง
บนทะเลเมฆ ปลายยอดเขาโผล่พ้นขึ้นมา ต้นหลิ่วหลาย
ต้นเรียงราย ลู่ไปตามลม ใต้ต้นไม้ ไท่ซั่งคุนหลุนกับอริยเทวะ
โลกากำลังนั่งร่ำสุรากัน
ไท่ซั่งคุนหลุนในตอนนี้ได้ถอดคราบอัจฉริยะในรอบหมื่น
ปีแห่งวิถียุทธ์ แทนที่ด้วยความลึกลับไม่อาจคาดเดาของ
ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียน เขาจ้องอริยเทวะโลกา ใบหน้ายิ้มแย้ม
นัยน์ตาฉายประกายเย้าหยอก เขาถามด้วยรอยยิ้ม “ผ่าน
ไปแสนปีแล้ว เมื่อไรเจ้าจะกล้าไปท้าสู้กับมรรคาจารย์สักทีเล่า
”
อริยเทวะโลกาถอนหายใจ “ข้าอยากช่วยมรรคาจารย์
จริงๆ แต่ตอนนี้ไม่มีคุณสมบัตินี้แล้ว”
ด้วยแรงกระตุ้นจากมรรคาจารย์ ศักยภาพของเขา
พุ่งพรวดขึ้นมาตลอด เมื่อหลายหมื่นปีก่อน เขากลับไปมรรคา
อริยะ ได้มรรคาอริยะช่วยจึงก้าวสู่ขั้นเทวะหลุดพ้นได้สำเร็จ
แต่เขาก็ได้ยินเรื่องหนึ่งมา เรื่องที่ทำให้เขาล้มเลิกความคิด
ที่จะช่วยมรรคาจารย์
“แล้วจากนี้เจ้าจะเอาอย่างไรต่อ อริยเทวะยมพิภพที่
เจ้าพูดถึงก็หายตัวไปเลย น่าจะถูกมรรคาจารย์จัดการไปแล้ว
เจ้ารีบกลับไปก่อนจะดีกว่า ห้วงมิติมหามรรคาแห่งนี้ไม่ต้องให้
มรรคาอริยะอย่างพวกเจ้าสอดมือ” ไท่ซั่งคุนหลุนพูดอย่างจริง
จัง
เมื่อก่อนเขาเคยรังเกียจท่าทีเสแสร้งของอริยเทวะโลกา
ต่อมาถึงได้รู้ว่าแม้อริยเทวะโลกาจะหัวรุนแรง แต่เขาก็กำลัง
ช่วยเหล่าชีวิตที่เขาคิดว่าเป็นทุกข์อยู่จริงๆ ถึงเขาจะมี
มาตรฐานของตน แต่เขาก็ช่วยคนไปไม่น้อย แม้แต่ยามที่ตน
เผชิญอันตราย อริยเทวะโลกาก็ยังช่วย ผ่านเรื่องราว
มามากมาย เขาจึงเปลี่ยนมุมมองที่มีต่ออริยเทวะโลกาไปนาน
แล้ว และก็คาดหวังจากใจจริงว่าอีกฝ่ายจะรีบไปจากที่นี่
โดยเร็วที่สุด
มาด้วยตัวตนของมรรคาอริยะเช่นนี้ ไท่ซั่งคุนหลุนกลัว
จริงๆ ว่าเขาจะตายเข้าสักวัน กลัวว่าจะไปท้าสู้กับมรรคาจารย์
จริงๆ ซึ่งมรรคาจารย์ก็ไม่เคยให้โอกาสใครเลยสักครั้ง
อริยเทวะโลกาพยักหน้า “อืม ข้าก็ตั้งใจว่าจะกลับ
เหมือนกัน ลากันครั้งนี้ก็คงจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว ข้าจะ
ไม่กลับมาอีกแล้ว”
ไท่ซั่งคุนหลุนส่ายหน้าพลางหลุดขำออกมา “เจ้า
ไม่กลับมา เช่นนั้นข้าก็จะไปที่ห้วงมิติชั้นใน”
อริยเทวะโลกาจ้องเขาพลางพูดอย่างจริงจัง “จากนี้ไป
ถ้าเจอมรรคาอริยะก็อย่าบุ่มบ่าม กฎการเอาชีวิตรอดของพัน
มหาโลกาโหดร้ายยิ่งกว่าห้วงมิติมหามรรคามาก”
ไท่ซั่งคุนหลุนเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดเขา จึงเอ่ย
ถาม “หรือว่าที่มรรคาอริยะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
อริยเทวะโลกาลุกขึ้นยืน เขาหันไปมองทอดไกลก่อน
จะพูดเนิบช้า “มรรคาจารย์แข็งแกร่งมาก วิถีเซียนก็อาจจะ
หลุดพ้นได้ ได้ติดตามผู้แข็งแกร่งเช่นนี้นับว่าเป็นโชคดีของ
พวกเจ้าแล้ว”
การประเมินเช่นนี้ทำให้ไท่ซั่งคุนหลุนหน้าเปลี่ยนสี เขา
ไม่สงสัยในตัวมรรคาจารย์เลย แต่ตกใจกับท่าทีของอริยเทวะ
โลกา
หรือว่าเจ้านี่จะเคยท้าสู้กับมรรคาจารย์เป็นครั้งที่สอง
แล้ว พ่ายแพ้มาแล้วอย่างนั้นหรือ
อริยเทวะโลกากลายเป็นสายรุ้งพุ่งทะยานจากไป เสียง
ของเขายังคงดังก้องอยู่บนท้องนภา
“ไท่ซั่งคุนหลุน วิถีเหนือสรรพสิ่งของเจ้ามีพลังแฝงเร้น
สูงมาก หวังว่าสักวันข้าจะได้ยินชื่อเสียงของเจ้าที่พันมหา
โลกานะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไท่ซั่งคุนหลุนก็เผยรอยยิ้ม เขาพูดพึมพำ
กับตัวเอง “รอข้าไปถึงขั้นพรหมแล้ว จะให้เจ้าได้ดังที่ใจหวัง”
การจากไปของอริยเทวะโลกาหมายถึงมหันตภัยวิถียุทธ์
ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ผู้แข็งแกร่งจากห้วงมิติชั้นในเหล่านั้นรู้ตัว
ว่าตนไม่มีกำลังกลับสวรรค์แล้ว ดังนั้นจึงทยอยกันกลับไป
สามพันโลกในตอนนี้เหลือเพียงสองขุมอำนาจที่กำลัง
ห้ำหั่นกัน อีกทั้งสองขุมอำนาจนี้ล้วนมาจากวิถีเซียน พวกเขา
กำลังแข่งขันกันว่าใครจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมหามรรคาแท้
ตระกูลผู้สูงศักดิ์เก่าแก่ของสามพันโลกกำลังเข้าแถว
จักรพรรดิสวรรค์กับมหาจักรพรรดิทมิฬล้วนเป็นสายเลือด
เดียวกับมรรคาจารย์ มองในมุมนี้ ทั้งสองฝ่ายก็มีข้อได้เปรียบ
เหมือนกัน วิถีเซียนของแดนสวรรค์แข็งแกร่งกว่า แต่พลังของ
มหาจักรพรรดิทมิฬก็แทบจะไร้พ่าย
จักรพรรดิสวรรค์กับมหาจักรพรรดิทมิฬต่อสู้กัน
มาหลายครั้ง ผู้ชนะคือมหาจักรพรรดิทมิฬมาโดยตลอด นี่ทำ
ให้โอกาสชนะของราชสำนักทมิฬสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเป็นเช่นนี้
สรรพชีวิตทางฝั่งราชสำนักทมิฬก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน
การกระทำของพวกเขาก็ยิ่งทำให้กรรมของราชสำนักทมิฬ
หนักหน่วงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าอำนาจบารมีของพวกเขา
กำลังแผ่ขยาย แต่ตาชั่งของผู้ชนะคนสุดท้ายในมหันตภัยได้
โน้มเอียงไปทางแดนสวรรค์แล้ว
…
พันมหาโลกา หน้าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
เจียงฉางเซิงที่นั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาลืมตา
ขึ้นช้าๆ เขาพูดพลางทอดถอนใจกับตนเอง “สมกับเป็นพัน
มหาโลกา การรู้แจ้งที่นี่ได้ผลดียิ่งกว่าที่ห้วงอนันต์สุญญตา
เป็นสิบเท่าเลย”
มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ของเขาเริ่มเพิ่มเร็วขึ้น ทำให้เขา
พึงพอใจมาก
การปิดด่านครั้งนี้ทำให้อายุของเขาล่วงเลยไปถึงสอง
แสนหกหมื่นกว่าปี เกือบจะสองแสนเจ็ดหมื่นปี นั่น
หมายความว่าเขาปิดด่านที่พันมหาโลกาไปเกือบหนึ่งแสน
หนึ่งหมื่นปี ทำลายสถิติการปิดด่านที่ยาวนานที่สุดของเขา
เดิมทีเขาคิดว่าจะปิดด่านต่อได้ ทว่ามีปราณของสรรพ
ชีวิตเข้ามาใกล้เสียก่อน
ตอนนี้กลางหมอกสีม่วงหนาทึบ มีวัตถุขนาดใหญ่
ลักษณะคล้ายกับน้ำเต้ากำลังเดินหน้ามาอย่างเร็วรี่ ด้านบน
มีสองเงาร่างยืนอยู่เป็นบุรุษกับสตรี บุรุษสวมเกราะเทพ
น่าเกรงขาม สตรีสวมชุดกระโปรงยาวหลายสี แสงเรืองรอง
ลอยวนรอบตัว ดูไม่ธรรมดาเลย
“ปราณวิญญาณมหามรรคาที่นี่เข้มมาก ดูท่าคงจะ
มีสมบัติมรรคาซ่อนอยู่จริงๆ”
หญิงชุดกระโปรงเอ่ยเสียงเบา ดวงตางามกวาดสายตา
มองไปรอบๆ
บุรุษเกราะเทพพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ระวังหน่อย ข้า
รู้สึกว่าที่นี่ซ่อนสิ่งชั่วร้ายอะไรเอาไว้อยู่”
ไม่นานนัก พวกเขาก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา แม้จะซ่อนอยู่กลางหมอกสีม่วง แต่ก็
ทำให้รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
บุรุษเกราะเทพพลันยกมือขึ้น วัตถุขนาดยักษ์ลักษณะ
น้ำเต้าใต้เท้าหยุดลง
หญิงชุดกระโปรงหลากสีนำเข็มขัดหลากสีเส้นหนึ่ง
ออกมาจากในปากกระบอกแขนเสื้อ ผิวภายนอกเป็นจุดๆ
เหมือนดวงดารา ทันทีที่นำออกมาก็เริ่มดูดปราณวิญญาณ
มหามรรคา ดังนั้นจึงเกิดเป็นพายุหมุนที่มองเห็นได้ด้วย
ตาเปล่ารอบตัวนาง
“ขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดอยู่ที่นี่”
บุรุษเกราะเทพเอ่ยขึ้น เสียงดังก้องราวกับระฆังใหญ่
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นตาม “อย่าเปรอะเปื้อนกรรม
รีบไปเสีย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ บุรุษเกราะเทพก็ขมวดคิ้วแน่น
หญิงชุดกระโปรงหลากสีไม่พูดอะไร แต่มองไปที่เขา ให้
เขาตัดสินใจ
พันมหาโลกาไร้พรมแดน ไม่ว่าที่ใดก็อาจจะเจอกับยอด
ฝีมือ แม้พวกเขาจะถูกตาต้องใจสมบัติ แต่ก็ไม่ใช่คนมุทะลุ
บุรุษเกราะเทพชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขึ้นแสดง
ความเคารพ “รบกวนผู้อาวุโสแล้ว ต้องขออภัยจริงๆ!”
กล่าวจบ เขาก็ควบคุมน้ำเต้ายักษ์ถอยกลับไปอย่าง
เร็วไว
เจียงฉางเซิงพยากรณ์มูลค่าของทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งเพิ่ง
มีสองหมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ อีกมีเกือบสามหมื่นแต้ม
เซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ ถือว่าไม่เลว
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก หลายปีมานี้ไม่ได้มีแค่สองคนนี้ที่
ผ่านทางมา สรรพชีวิตอ่อนแอพวกนั้นเห็นหมอกสีม่วงที่นี่ก็
ไม่กล้าเข้ามาใกล้แล้ว
คนที่เจียงฉางเซิงสนใจจริงๆ ไม่ใช่บุรุษเกราะเทพและ
สตรีชุดกระโปรงหลากสี แต่เป็นคนที่ตามพวกเขาสองคนมา
มีถึงแปดหมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์!
นับได้ว่าเป็นมูลค่าสูงที่สุดที่เจียงฉางเซิงเคยพบมาแล้ว
เจ้านี่ล่องหนตามทั้งสองคนนั้นมาเงียบๆ ไม่รู้ว่ามีแผนการ
อะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ ผู้ล่องหนคนนี้มาด้วยจิตสังหารที่
จางจนแทบจะไม่สังเกตเห็น
เจียงฉางเซิงไม่มีความคิดที่จะเตือนทั้งสองคนนั้นเลย
แต่คล้อยหลังทั้งสองคนนั้น ผู้ล่องหนกลับไม่ตามไปด้วย แต่
ซ่อนอยู่กลางหมอกสีม่วง เข้ามาใกล้ต้นสรวงสวรรค์มหา
มรรคาช้าๆ
เจียงฉางเซิงใช้จิตตรวจสอบเขา เจ้านี่ดูคล้ายกับสัตว์บก
ร่างดุจพยัคฆ์ มีหางสามหาง ศีรษะคล้ายราชสีห์ เหนือขน
แผงคอสีแดงมีเขาสี่เขา บนแผ่นหลังมีเกล็ดสีดำ ดวงตาคู่นั้น
ฉายประกายละโมบถึงที่สุด
เขาเข้ามาใกล้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคาทีละนิด แต่ก็
ยังชักช้าไม่ลงมือ เหมือนกำลังประเมินพลังของเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงหลับตาแสร้งทำเป็นอยู่ในสภาวะฝึกบำเพ็ญ
ผ่านไปหลายเดือน เจ้านั่นถึงได้จู่โจม กระโดดลอยขึ้น
มา กรงเล็บขวาตะปบลงมาพร้อมกับพายุสีดำที่มีพลัง
ทำลายล้างเอ่อล้น เป้าหมายก็คือเจียงฉางเซิง
ตู้ม!
ปราณกำเนิดเทพอนธการจู่โจม ราวกับน้ำหมึกพู่กัน
สีม่วงอัดอีกฝ่ายกระเด็นออกไป
เจียงฉางเซิงเปิดดวงเนตรแห่งมหามรรคา
เก้าขุมนรกสุขาวดี!
อีกฝ่ายเหม่อในทันควัน ถูกหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ
ทว่าเจ้านี่กลับไม่ได้พ่ายให้กับเก้าขุมนรกสุขาวดี ภายใน
เจตจำนงของเขามีพลังแห่งมหามรรคาที่แข็งแกร่งคุ้มกันไว้อยู่
จุดนี้ทำให้เจียงฉางเซิงนึกไปถึงเทพแห่งเคราะห์ร้ายและ
เทพแห่งจิตมารที่หลอมรวมเข้ากับมรรคาสวรรค์
สามสิ่งนี้คล้ายกันมาก เพียงแค่เจ้านี่แข็งแกร่งกว่าก็
เท่านั้น
…………………..