เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 569 วิถีเซียนลัทธิพุทธ แผนการของไฮ่เทียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 569 วิถีเซียนลัทธิพุทธ แผนการของไฮ่เทียน
ไป๋ฉีจากไปด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการกอบกู้วิถีเซียน
ยามมา นางมาด้วยความในใจที่หนักอึ้ง ยามไป นางกลับ
ไปด้วยความมุ่งมั่นและฮึกเหิม
เจียงฉางเซิงเริ่มวาดแผนการในอนาคตของวิถีเซียน
เขาไม่มีทางอยู่ที่ห้วงอนันต์สุญญตาไปได้ตลอด ที่พัน
มหาโลกา เขารู้แจ้งมหามรรคาได้ง่ายขึ้น มีส่วนช่วยในการฝึก
บำเพ็ญของเขา ตอนนี้ที่ยังไม่ไปก็แค่เกรงกลัวมรรคาอริยะ
สักวันหนึ่งเขาก็จะย้ายไปที่พันมหาโลกา
ไม่ใช่แค่เท่านี้ เขายังจะให้วิถีเซียนแผ่ขยายไปถึงพันมหา
โลกา เผื่อว่าวิถีเซียนจะไม่มีที่ขยับขยายในห้วงอนันต์สุญญตา
เขามักจะรู้สึกว่าการทำวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นไม่ได้ง่าย
ขนาดนั้น เจ็ดทมิฬแห่งซากธุลีไม่เคยผ่านซากธุลีหลุดพ้น
ดังนั้นจึงไม่รู้กระบวนการ
แต่วิถียุทธ์แข็งแกร่ง มีตัวตนขั้นเทวะมากขนาดนั้นก็ยัง
ผ่านมหันตภัยวิถียุทธ์ไปไม่ได้ วิถียุทธ์ยังเป็นเช่นนี้ แล้ว
มหันตภัยในอดีตล่ะ ใครจะกล้ายืนยันว่าก่อนหน้าวิถียุทธ์จะ
ไม่มีวิถีบำเพ็ญที่แข็งแกร่งกว่า วิถียุทธ์ดูเหมือนจบสิ้นลง
เพราะเจียงฉางเซิง แต่ไม่มีเขาก็ยังมีมรรคาอริยะ ต่อให้ผ่าน
มรรคาอริยะไปได้บางทีก็อาจจะมีวิถีโบราณถัดไปอีก
เจียงฉางเซิงมีลางสังหรณ์ว่าภายภาคหน้าจะต้องเกิด
ปัจจัยบางอย่างที่มาคานอำนาจไม่ให้เขาหนุนหลังวิถีเซียน
ผ่านมหันตภัย เหมือนกับคำพยากรณ์ของจินฉานจื่อ
เมื่อนึกถึงจินฉานจื่อ เจียงฉางเซิงก็เกิดความแปลกใจขึ้น
มา
เขานับนิ้วพยากรณ์ ชะตากรรมของจินฉานจื่อปรากฏขึ้น
ในดวงตา แต่หลังจากที่วิถีเซียนรวมเป็นหนึ่ง กรรมของจิน
ฉานจื่อก็เลือนรางลง
ภพก่อนเขาก็เคยได้ยินเรื่องของจินฉานจื่อ ก่อนที่เขา
จะนึกไปถึงเส้าเฮ่าและสิงเทียนที่พบในจิตหวนสดับ
หลักคำสอน นั่นล้วนเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ตำนานภพ
ก่อน
กระทั่งเขาเกิดความคิดอันกล้าหาญขึ้นมา
หรือว่าภพก่อนจะไม่อยู่ที่อดีต แต่เป็นอนาคตกัน
ในวิถีเซียนนับตั้งแต่นี้ไป จะมีดาวโลกที่เขารู้จัก
ถือกำเนิดขึ้นหรือ
เจียงฉางเซิงเฝ้ารออนาคตมากยิ่งขึ้นไปอีก
สิ่งที่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงก็คือตอนที่ปล่อยเจ็ดทมิฬแห่ง
ซากธุลีไป มีบางตนได้ลงมือกับเขา ปรากฏว่าจนถึงตอนนี้ก็ยัง
ไม่มีรางวัลรอดชีวิตให้ บางทีอาจเป็นเพราะไม่ถือว่าคุกคาม
เขามากพอ อย่างไรก็ถูกขวางไว้ได้แล้ว
เจียงฉางเซิงไม่คิดอะไรมากอีก เริ่มปิดด่านรู้แจ้งมรรคา
หนึ่งปีต่อมา
จินฉานจื่อที่กำลังสวดมนต์อยู่ในลานกว้างถูกอรหันต์
เรียกให้มาที่สถานฝึกบำเพ็ญของพระศรีอาริยเมตไตรย เขา
คารวะพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นอาจารย์อย่างเป็นทางการ
ได้เข้าลัทธิพุทธอย่างแท้จริง
จินฉานจื่อคุกเข่าอยู่หน้าวิหาร หน้าผากแนบกับพื้น
ภายในใจไม่มีความตื่นเต้น แต่รู้สึกเศร้ารันทด
เขารู้ว่าที่พระศรีอาริยเมตไตรยแหกกฎรับศิษย์ที่ไร้ซึ่ง
ประสบการณ์ เป็นเพียงแค่เพราะนิมิตของเขาเป็นความจริง
เท่านั้น พระแม่ฝูหยวนบอกกับมรรคาจารย์แล้ว ได้ยืนยันสิ่งที่
เขาเห็นและได้ยินมาแล้ว
เทียบกับเส้นทางบำเพ็ญของตนในอนาคตแล้ว เขาสนใจ
วิถีเซียนมากกว่า
วิถีเซียนยังไม่ได้รวมห้วงอนันต์สุญญตาเป็นปึกแผ่น เขา
มองเห็นจุดหมายปลายทาง ทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าต้อง
แบกรับโชคชะตาไว้
“จินฉานจื่อ ได้ยินว่าเจ้ามองเห็นอนาคตอย่างนั้นหรือ”
พระศรีอาริยเมตไตรยถาม เขาหลอมกายเป็นกายาทอง
แล้ว ดูราวกับพุทธสุวรรณ แน่นิ่งไม่ขยับ น่าเกรงขามยิ่งนัก
จินฉานจื่อเงยหน้าขึ้น “เรียนท่านอาจารย์ เห็นเพียงแค่
ส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่นับว่าเห็นอนาคตหรอกขอรับ”
คำตอบของเขาคลุมเครือเล็กน้อย เพราะเขาไม่รู้
ความคิดที่แท้จริงของพระศรีอาริยเมตไตรยที่รับตนเป็นศิษย์
หากอีกฝ่ายคือพระศรีอาริยเมตไตรย เดาว่าคงไม่แลตามอง
ศิษย์เช่นนี้แน่ อย่างไรก็ไม่ใช่ตนเลือกมาเอง
พระศรีอาริยเมตไตรยเงียบไปครู่หนึ่ง “ลงไปเถิด ฝึกจิต
พุทธะไปก่อน ให้จิตของเจ้าสงบลงก่อน”
“อมิตตาภพุทธ”
จินฉานจื่อรับคำ จากนั้นลุกขึ้นถอยออกไป
เมื่อเขาออกจากวิหารทองคำแห่งนี้ไป เงาร่างหนึ่งก็
ปรากฏขึ้นข้างกายพระศรีอาริยเมตไตรย ตัวสูงใหญ่กว่าเขา
“เจ้ามองเด็กคนนี้อย่างไร” ผู้พูดก็คือปฐมาจารย์หมื่น
พุทธ
พระศรีอาริยเมตไตรยครุ่นคิดอยู่หลายชั่วอึดใจก่อน
จะพูดเนิบนาบ “เก็บเขาไว้ เขาไม่ได้มีใจศรัทธาต่อลัทธิพุทธ
ขนาดนั้น แต่เขามีหัวใจที่มีเมตตา”
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธกล่าว “ศรัทธาต่อวิถีเซียนก็เท่ากับ
ศรัทธาต่อลัทธิพุทธ ผู้อยู่ในลัทธิพุทธจักต้อง
มีความรับผิดชอบเช่นนี้”
พระศรีอาริยเมตไตรยเงียบไป
ในช่วงเวลาต่อจากนี้ แม้จินฉานจื่อจะเป็นศิษย์ของบรรพ
จารย์พุทธ แต่กลับไม่ได้รับสวัสดิการพิเศษอะไร กระทั่งทำให้
คนรู้สึกว่าเขาถูกปฏิบัติอย่างเย็นชา ทว่าสถานการณ์เช่นนี้ก็
พบเห็นได้บ่อยในลัทธิพุทธอยู่แล้ว เพราะลัทธิพุทธ
จะให้ความสำคัญกับความยากลำบากมากกว่า
…
กาลเวลาดุจดั่งกระสวยทอผ้า ทุกพันปีจะเกิด
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น
เมื่อการบุกของแดนสวรรค์ดุดันยิ่งขึ้น ราชสำนักทมิฬ
ที่อยู่อีกฟากของสามพันโลกก็เริ่มเผยคมเขี้ยวอันดุร้ายออกมา
เทียบกับกลยุทธ์เกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนของวิถีเซียนแล้ว
ทางราชสำนักทมิฬกลับใช้วิธีการที่แข็งกร้าว
ราชสำนักทมิฬจะรับพันธมิตรแค่ตอนก่อนออกรบ
เท่านั้น หากเริ่มสงครามเมื่อไรก็จะฆ่าล้างไม่ให้เหลือแม้แต่
เพียงผู้เดียว ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
เพราะราชสำนักทมิฬไม่มีหลักการ ดังนั้นราชสำนักทมิฬ
จึงแผ่ขยายออกไปได้รวดเร็วยิ่งกว่า
หมื่นปีต่อมา ห้วงอนันต์สุญญตาตกอยู่ในสถานการณ์
สงครามสูสีกันระหว่างแดนสวรรค์กับราชสำนักทมิฬ ขุม
อำนาจอื่นๆ ล้วนเอาชีวิตรอดอยู่ตามช่องแคบต่างๆ
มหาจักรพรรดิทมิฬคือบุตรชายของจักรพรรดิสวรรค์
ตอนนี้สองขุมอำนาจไม่มีคู่ต่อกรแล้ว มหามรรคาอื่นๆ และ
ตระกูลสูงศักดิ์ทั้งหลายต่างก็รู้สึกสิ้นหวัง รู้ว่าตนคงไม่
มีโอกาสอีกแล้ว
ทว่าราชสำนักทมิฬกับแดนสวรรค์อยู่ร่วมโลกเดียวกัน
ไม่ได้แล้ว เมื่อไม่มีขุมอำนาจที่แข็งแกร่งฝ่ายที่สามคานอำนาจ
พวกเขาจึงเปิดฉากสงครามกันทันที!
สรรพชีวิตที่เคียดแค้นราชสำนักทมิฬต่างก็เคียดแค้น
แดนสวรรค์เช่นกัน เพราะพวกเขารู้ว่าแดนสวรรค์ไม่มีทางช่วย
พวกเขาล้างแค้น แต่เมื่อแดนสวรรค์เริ่มปราบปรามราชสำนัก
ทมิฬ พวกเขาก็มองเห็นความหวัง
เวลานี้ อำนาจและบารมีของแดนสวรรค์เพิ่มพูนมากขึ้น
ในสามพันโลก
ในขณะที่สามพันโลกยังคงต่อสู้แย่งชิงกันท่ามกลาง
มหันตภัย โลกสวรรค์ใบที่สี่ก็ได้ต้อนรับการเปลี่ยนแปลงใน
ด้านของวิถีเซียน
ราชันมรรคานิพพานพาลัทธิมรรคาเดินทางจากโลก
สวรรค์ที่หนึ่งไปโลกสวรรค์ใบที่สอง ทว่าไม่ได้มีแค่ลัทธิมรรคา
ที่มา มหาเซียนวั่งเฉินยังพาสาวกของตนตามมาด้วย จากนั้น
เป็นมหาลัทธิชะตาฟ้าของฟ้าดินสรวลและวิถีเหนือสรรพ
สิ่งของเทวะไท่ซั่ง
เมื่อเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ยุคแรกอย่างปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
และเจ้าลัทธิคุนหลุนเริ่มปิดด่านแสวงหาขั้นพรหม ผู้นำ
ยุคใหม่ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในนั้นก็คือ
บรรพจารย์เสวียนถี มหาเถระกษิติครรภ์ เจ้าลัทธิเมฆา
ศักดิ์สิทธิ์และพระศรีอาริยเมตไตรยเป็นต้น
ในวันนี้เอง
บนหน้าผา สองเงาร่างนั่งสมาธิเคียงข้างกัน หันหน้า
เข้าหาแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก หนึ่งในนั้นก็คือตาเฒ่าจอมประจบ
ที่เจียงฉางเซิงพบขณะที่เดินทางไปทะเลดาวกลางหาว
“ท่านอาจารย์ การเทศนาของบรรพจารย์เสวียนถีสำคัญ
ขนาดนั้นเลยหรือ” บุรุษข้างกายถาม
หากเจียงฉางเซิงอยู่ที่นี่ก็จะต้องจำได้แน่ว่าเขาก็คือ
ไฮ่เทียน ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
เพียงแต่ว่าไฮ่เทียนคนนี้ดูอ่อนวัยกว่า
ตาเฒ่าหัวเราะเบาๆ “สำคัญแน่นอน ในโลกนี้ยามนี้ ไม่
มีใครมีตบะสูงกว่าเขาอีกแล้ว”
ไฮ่เทียนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “มรรคาจารย์
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธแล้วก็เจ้าลัทธิคุนหลุนก็ยังเทียบไม่ติดอีก
หรือ”
“เจ้าเด็กโง่ ข้าบอกว่าในโลกนี้อย่างไรเล่า”
“เอาเถิด ศิษย์แค่เป็นห่วงท่าน ถึงอย่างไรท่านก็มีศัตรู
เยอะ”
“อาจารย์ย่อมมีหนทางหลบเลี่ยง แต่ไปครั้งนี้อย่างน้อย
ก็หลายพันปี เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ”
ตาเฒ่าหันไปพูดกับไฮ่เทียน นัยน์ตาเป็นประกายแปลก
พิกล
ไฮ่เทียนชินเวลาที่อาจารย์มองตนด้วยสายตาเช่นนี้แล้ว
เขาเคยถาม อาจารย์ก็บอกแค่ว่าเพราะคาดหวังในพรสวรรค์
ของเขา ทว่าตั้งแต่เล็กจนโต มีชีวิตอยู่มานับพันปี ไฮ่เทียนก็ยัง
ไม่รู้เลยว่าพรสวรรค์ของตนคืออะไรกันแน่ เขารู้สึกว่าตนเอง
ธรรมดามาก
ตาเฒ่ายกมือขวาขึ้น ศิลาก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นมาในมือ
ไฮ่เทียนเหล่ตามอง แค่ชั่วพริบตาก็ถูกตัวหนังสือสีเลือดสอง
บรรทัดบนนั้นดึงดูดความสนใจ
แค้นฟ้า แค้นดิน แค้นมหามรรคา!
ฆ่าเซียน ฆ่าเทพ ฆ่าสรรพชีวิต!
พลังอำมหิตพวยพุ่งเข้าใส่ไฮ่เทียน ทำให้เขารู้สึกหายใจ
ไม่ออก
ตาเฒ่ายิ้ม “เจ้าเด็กโง่ นี่คือสมบัติที่สำคัญที่สุดของ
อาจารย์ ข้าจะฝากให้เจ้าเก็บรักษาเอาไว้ก่อน อย่าทำหาย
เชียวล่ะ”
ไฮ่เทียนได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะถามอย่าง
เคร่งเครียด “ท่านทำเหมือนจะสั่งเสียอย่างนั้นแหละ ต้องกลับ
มานะ!”
ตาเฒ่าขึงตามอง “ข้าแค่เผื่อเอาไว้ก่อน หากบรรพจารย์
เสวียนถีหมายตาสมบัติชิ้นนี้ของข้า และยังเผชิญกับเคราะห์
แห่งความเป็นตาย อาจารย์จะได้ตัดใจทิ้งร่างนี้ได้ ถ้าถอด
ดวงวิญญาณหนีไปเฉยๆ ข้าก็ทำมันหายสิ”
ไฮ่เทียนยังคงแคลงใจ ตาเฒ่าไม่สนใจแล้วยัดศิลา
ใส่อ้อมอกเขา เขายังใช้สองมือกอดศิลาไว้ตามจิตใต้สำนึก
เวลานี้ ดวงตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีโลหิต แข็งทื่อไปทั้งตัว
ตาเฒ่าลุกขึ้นถอยหลังไปสองก้าว มองไฮ่เทียนด้วย
ความคาดหวังเต็มเปี่ยม
พลังของไฮ่เทียนเปลี่ยนไปทีละนิด สีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็น
เคร่งขรึม พลังที่มีเพียงข้าที่เป็นใหญ่แผ่ออกมา ตาเฒ่ามอง
ด้วยความตื่นเต้นก่อนจะรีบคุกเข่าลง
“ขอคารวะท่านอัครจักรพรรดิ!”
ไฮ่เทียนไม่ตอบกลับ เพียงแค่กอดศิลาไว้ ใบหน้าดุร้าย
ดวงตาสีโลหิตนั้นราวกับอัญมณีสีเลือด น่ากลัวยิ่งนัก
…
ทะเลดาวกลางหาว ภายในลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์
“เป็นความจริงรึ พระแม่ ข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนท่าน
อย่างไรเลย…”
เทพธิดาเซียวเหอมองไป๋ฉีที่นั่งฝั่งตรงข้ามโต๊ะพลางเอ่ย
ด้วยความตื่นเต้น
บรรพจารย์เสวียนถีเป็นตัวตนระดับใด การได้รับสิทธิ์
ฟังเทศนาของเขา นั่นคือวาสนาที่ยิ่งใหญ่เท่าฟ้า
อาจารย์ผู้เป็นเจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ของนางดูเหมือน
จะมีฐานะเท่ากับบรรพจารย์เสวียนถี แต่เจ้าลัทธิเมฆา
ศักดิ์สิทธิ์เคยกล่าวว่าบรรพจารย์เสวียนถีอยู่เหนือกว่าเขา
มาตั้งนานแล้ว
บรรพจารย์เสวียนถีคือผู้บำเพ็ญที่มีทักษะการรู้แจ้งที่
แข็งแกร่งที่สุดในยุคสมัยนี้ กระทั่งเจ้าลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ยัง
รู้สึกว่าปฐมาจารย์หมื่นพุทธยังเทียบเขาไม่ติด
ไป๋ฉีแกว่งถ้วยน้ำชาพลางพูดด้วยรอยยิ้ม “ตอบแทน
อะไรกัน เจ้ารีบไปเก็บของเตรียมออกเดินทางเถิด”
เทพธิดาเซียวเหอพยักหน้า พูดขอบคุณอีกหลายครั้ง
จากนั้นก้มตัวถอยออกไป
ไป๋ฉีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง นางวางถ้วยชาลง เอามือขวา
เท้าแก้ม ทำปากจู๋ เข้าสู่ห้วงความรู้สึกที่ว้าวุ่น
นางเดาว่านายท่านถูกใจเทพธิดาเซียวเหอ แต่นายท่าน
ก็ไม่เคยแสดงออกจริงๆ จังๆ ตอนนี้ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์เผชิญ
กับความยากลำบาก นางก็ไม่รู้ว่าควรจะช่วยหรือไม่
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต่อให้นางคิดจะช่วย ก็
ไม่มีคุณสมบัตินั้น
อย่ามองว่าชื่อเสียงของพระแม่ฝูหยวนโด่งดัง เมื่อ
เผชิญหน้ากับความแค้นเป็นตายของผู้ยิ่งใหญ่อันดับต้นๆ ของ
โลกสวรรค์ใบที่สี่ นางจะแก้สถานการณ์ได้อย่างไรเล่า
เมื่อลองมาคิดดูแล้ว นางจึงตัดสินใจไม่สอดมือ หาก
นายท่านห่วงใยลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ก็ต้องลงมือเอง
แน่นอน
ลางสังหรณ์บอกนางว่านายท่านไม่ได้สนใจลัทธิเมฆา
ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเทพธิดาเซียวเหอ
นางลุกขึ้นยืนและก้าวออกจากประตู
นางเองก็ต้องรีบไปจากดินแดนแห่งความวุ่นวายนี้
เหมือนกัน
…
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา มือข้าง
หนึ่งเท้าคาง พูดงึมงำกับตัวเอง “กรรมเป็นสิ่งที่คาดเดาได้
ยาก เป็นพลังจากนอกห้วงมิติมหามรรคาจริงๆ”
เขากำลังมองไฮ่เทียน
ไฮ่เทียนคนนี้เดิมทีเป็นก้อนหิน ถูกตาเฒ่านั่นใช้พลังของ
อัครจักรพรรดิไฮ่เทียนแกะสลักขึ้นมา แต่เขามีคุณสมบัติทั่วไป
ไม่ได้มีชื่อเสียงเลย
ภายในโลกสวรรค์ใบที่สี่ไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คนใดที่รู้สึก
ถึงความผิดปกติของเขา
เจียงฉางเซิงรู้สึกได้ถึงพลังที่ลึกลับไม่อาจคาดเดาได้
จากในตัวของไฮ่เทียน
ที่เขาสงสัยก็คือไฮ่เทียนในยุควิถีเซียนโบราณ ไฮ่เทียน
คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ถึงส่งพลังของตนให้กับวิถีเซียนในตอนนี้อยู่
ลับๆ ได้
เจียงฉางเซิงไม่แน่ใจว่าไฮ่เทียนคิดจะทำอะไร แต่ดูจาก
ศิลาก้อนนั้นแล้ว ไฮ่เทียนกำลังรอการมาถึงของวิถีเซียน
ยุคใหม่ แสดงว่าจะต้องมีแผนการใหญ่อย่างแน่นอน
…………………