เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 573 มหาค่ายกลปรากฏครั้งแรก ผานกู่สะบัดขวา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 573 มหาค่ายกลปรากฏครั้งแรก ผานกู่สะบัดขวา
เมื่อได้ยินคำพูดของอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา เจียง
ฉางเซิงไม่รู้สึกโกรธเลย เพียงแค่แอบคิดในใจว่าก็เป็นเช่นนั้น
จริงๆ
กรรมระหว่างเขากับมรรคาอริยะยังไม่สิ้นสุดลง!
เขารู้สึกได้ถึงความริษยาอันแรงกล้าที่แผ่ไปทั่วห้วง
สุญญตา เงากระบี่ข้างหลังอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา
เปลี่ยนเป็นสว่างจ้าละลานตายิ่ง เขาเหมือนรู้สึกว่าตัวเองอยู่
ท่ามกลางแดนกระบี่
จิตกระบี่นี้ต่างกับจิตกระบี่ของวิถียุทธ์ ดุดันยิ่งกว่า
ราวกับพลังแห่งมหามรรคาที่แหลมคมแผ่คลุมไปทั่วห้วง
สุญญตา แค่ขยับเพียงเล็กน้อยก็อาจจะสัมผัสโดน เผชิญหน้า
กับความแหลมคมอันเป็นที่สุดเช่นนั้นก็มีแต่ความหวาดผวาที่
ตามมา
เจียงฉางเซิงอยู่ท่ามกลางยอดของวิเศษ ไม่ได้รู้สึก
ไม่สบายตัว เขาถือกระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางไว้ในมือ หน้ากระจกส่องไปทางอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา
ทั้ง
ห้วงสุญญตาบิดเบี้ยว อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา
ขมวดคิ้ว เขายกมือขวาขึ้นตาม เงากระบี่นับล้านๆ พุ่งออก
ไปทั่วห้วงสุญญตา ทำให้ห้วงสุญญตานี้พังครืนลง ปราณวิญ
ญาณมหามรรคากับหมอกสีม่วงจำ นวนมากหลั่งไหลเข้าไปยัง
ห้วงมิติชั้นลึก
ตรงหน้าอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาปรากฏเงากระบี่
ขึ้นนับไม่ถ้วน ก่อตัวขึ้นเป็นพายุหมุนที่ทรงพลัง เมื่อพายุหมุน
เร็วขึ้น เพลิงสวรรค์ก็ปรากฏมาเป็นระลอกๆ นี่คือพลังของ
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยาง ยังไม่ทันเข้าใกล้เขาก็ถูก
ขัดขวางไว้แล้ว
“พลิกกลับมิติรึ ดูท่าเจ้าคงเกี่ยวข้องกับสมบัติโกลาหล
สินะ!”
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาแค่นเสียงขึ้นจมูก ภายใน
คำพูดแฝงไว้ด้วยความริษยา
เจียงฉางเซิงอึ้งเงียบๆ อยู่ในใจ เจ้านี่ใช้อารมณ์ถึงขีดสุด
จริงๆ เจอกับสมบัติอาคมที่ทำอะไรเขาไม่ได้ก็ยังเกิดความริษยาได้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอดูหน่อยว่าความริษยาของเจ้า
จะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน!
เจียงฉางเซิงเผยแววตาเย็นชา เสริมพลังอาคมทำให้
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางสั่นไหวอย่างแรง แผ่พลัง
ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมออกมา
มูลค่าสามแสนหกหมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์
แข็งแกร่งจริงๆ!
แต่เขาไม่กลัวสักนิด!
เมื่อสองแสนสี่หมื่นปีก่อน เขาก็ไปถึงขั้นพรหมแล้ว
มูลค่าไปถึงหนึ่งแสนสองหมื่น!
ถึงมูลค่าจะสู้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ต่างชั้นกันมาก เขา
ย่อมมีความมั่นใจในการต่อสู้!
กระจกดับสูญเพลิงสวรรค์หยินหยางหมุนวนอย่างเร็วรี่
แสงกระจกส่องไปทั่วทุกสารทิศ ประชันกับเงากระบี่ของอริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาท่ามกลางห้วงสุญญตา ทั้งสองคนปะทะกันนับครั้งไม่
ถ้วน คลื่นลมเขย่าต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา
ลำแสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกไป เงากระบี่กับลำแสงที่
กระจัดกระจายกันเหลือคณานับก็คือดาบบินสะบั้นเซียน จู่ๆ ก็
มาอยู่ตรงหน้าอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาราวกับ
เคลื่อนย้ายพริบตา
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาเพ่งสายตามอง คิด
จะหยุดดาบบินสะบั้นเซียน
เจียงฉางเซิงร่ายคาถาอยู่เงียบๆ ดาบบินสะบั้นเซียน
หายวับไปก่อนจะมาปรากฏที่หลังศีรษะของอริยอัครจักรพรรดิ
กระบี่ริษยา ฟันลงที่ศีรษะเขา กระทั่งเตรียมจะกระชาก
ดวงวิญญาณออกมา
ในชั่วเสี้ยวพริบตานั้น ดวงวิญญาณของอริยอัคร
จักรพรรดิกระบี่ริษยาพลันหลุดออกไปและกลับเข้าร่างอีกครั้ง
แม้จะเสียศีรษะ แต่อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาก็ยัง
ตั้ง
ท่าโจมตี ความริษยาที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าปะทุขึ้น เงากระบี่
ทั้ง
หมดของเขาพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงอันน่าสยดสยองเจียงฉางเซิงไม่ได้สำ แดงอภินิหาร เขาใช้สมบัติอาคม
ต่อสู้มาโดยตลอด อยากจะลองวิชากับอริยอัครจักรพรรดิ อีก
ทั้ง
เขาก็ยังไม่มั่นใจด้วยว่าจะสังหารอีกฝ่ายลงได้ ดังนั้น
จึงกำลังมองหาโอกาส
… มห
าพิภพนิลเหลือง บนสมรภูมิรบห้วงสุญญตา
เจียงอี้เลือดอาบไปทั้งตัว ถูกผู้ยิ่งใหญ่วิถีเซียนหลายคน
ปิดล้อม ทั่วทุกสารทิศมีแต่ร่างไม่สมประกอบ ผมขาวของเขา
ยุ่งกระเซอะกระเซิง ดวงตาทั้งสามเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
เงามารเกาะอยู่ข้างหลังเขา เปลวไฟของดาบกลืนเพลิงยังคง
ลุกโชน ก็เหมือนกับจิตต่อสู้ของเขาที่ยังไม่ดับมอดลง
จักรพรรดิสวรรค์เห็นบุตรชายของตนอยู่ในสภาพอนาถ
เช่นนี้ก็ทนดูไม่ได้ ทว่าทุกคนมองดูอยู่ เขาจะปล่อยบุตรชายผู้
ก่อกรรมทำเข็ญคนนี้ไปได้อย่างไร
เป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ต้องยึดมั่นในคุณธรรมอันยิ่งใหญ่
แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเจียงอี้เดินบนเส้นทางนี้ นอกจาก
เพราะนิสัยรักในการต่อสู้แล้ว ยังตั้งใจจะให้เขาได้ลงมืออย่างถูกต้องชอบธรรมด้วย แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้เขาทรมาน
ใจมากกว่าเดิม
ราชันมรรคานิพพานเอ่ยขึ้น “เจียงอี้ ยอมมอบตัวเสียดีๆ
เถิด ราชสำ นักทมิฬไม่มีโอกาสชนะแล้ว”
เจียงอี้บิดคอพลางยิ้มเหี้ยมเกรียม “ยอมมอบตัวหรือ
ถ้าอยากยุติก็มีแต่ต้องฆ่าข้าเท่านั้น!”
ฟู่
เปลวไฟของดาบกลืนเพลิงรุนแรงขึ้น ปกคลุมไปครึ่งห้วง
สุญญตา พลังของเขาพุ่งพรวดขึ้น ทำให้ผู้ยิ่งใหญ่หลายคน
หน้าเปลี่ยนสี
พระศรีอาริยเมตไตรยแอบตกใจ “สายเลือดของมรรคา
จารย์น่ากลัวขนาดนี้เชียว สกุลเจียงจะยังมีใครที่มีพรสวรรค์
แข็งแกร่งกว่าเจียงอี้อีกหรือไม่”
เจี้ยงอี้ถูกผู้ยิ่งใหญ่หลายคนปิดล้อม เขาต่อสู้มานาน
ขนาดนี้ ยิ่งสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง ถ้าไม่นับเรื่องความแค้น พวกเขาก็
ต้องยอมรับในจิตต่อสู้และพรสวรรค์ของอีกฝ่ายจริงๆ
“ยื้อไม่ไหวจริงๆ สินะ!”เสียงหัวเราะเยาะดังแว่วมา ทำให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่มอง
ซ้ายแลขวา จักรพรรดิสวรรค์แหงนหน้าขึ้นเพ่งสายตามอง
เงาร่างหนึ่งลงมายังส่วนลึกของความมืดมิดนั้น สูงใหญ่
ยิ่ง ลักษณะคล้ายกับเจียงอี้
นั่นคือเจตจำ นงแห่งมหามรรคา!
พลังของเจตจำ นงแห่งมหามรรคาแข็งแกร่งกว่าเจียงอี้
ทำให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่รวมถึงเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่กำลัง
เก็บกวาดสมรภูมิรบอยู่ไกลๆ ล้วนมองมาที่เขา
เจียงอี้ก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน ขมวดคิ้วมุ่น
พลังของเจตจำ นงมหามรรคาทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
เจ้าหมอนี่แข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้เชียว
“เจ้าพวกกากเดนที่ทรยศมหามรรคา จงรอรับการ
พิพากษาจากมหามรรคาเถอะ!”
เจตจำ นงมหามรรคายกสองมือขึ้นเหมือนกำลังรับอะไร
บางอย่าง นี่ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนเคร่งเครียดกันถึงที่สุด
แม้แต่จักรพรรดิเซียนเหล่านั้นก็ยังขมวดคิ้วเป็นปม
ห้วงสุญญตาเงียบสงบลงผู้บำเพ็ญเซียนที่เข้าร่วมสงครามทุกคนต่างก็เฝ้ารอด้วย
ความตึงเครียด
เทพธิดาเซียวเหอขมวดคิ้วเรียวงาม มองเงาร่างของ
เจตจำ นงมหามรรคาอยู่ไกลๆ กังวลว่าจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
ทว่ารออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นเลย
เจตจำ นงมหามรรคารู้สึกผิดปกติ ภายในใจร้องเรียกอริ
ยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาไม่หยุด ทว่ากลับไม่มีการตอบกลับ
“เกิดอะไรขึ้น…”
เจตจำ นงมหามรรคาตระหนกเล็กน้อย เขาพลันนึกถึง
มรรคาจารย์ นึกถึงผู้แข็งแกร่งที่ถูกมรรคาจารย์สังหารโดย
เทพมิรู้ผีมิรู้เหล่านั้น
หรือว่าอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาจะถูกมรรคาจารย์
ขวางไว้ กระทั่ง…
จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!
นั่นมัน…
เจตจำ นงมหามรรคามีความทรงจำ ส่วนหนึ่งของอริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา รู้ดียิ่งนักว่าอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาแข็งแกร่งเพียงไร
“หึ เสแสร้งทำตัวลึกลับ! มัวรออะไรอยู่! บุกเลย!”
ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นเสียงขึ้นจมูก เดิมทีเขาคิดว่ามรรคา
อริยะจะมา แต่ที่ไหนได้ช่างน่าขันเสียจริง ถ้ามรรคาอริยะชนะ
มรรคาจารย์จริงก็คงจะมาตั้งนานแล้ว ไฉนจะต้องรอวันนี้ด้วย
เล่า
เขาชิงลงมือก่อน ออกฝ่ามือหนึ่งเป็นอภินิหารที่เขา
คิดค้นด้วยตนเอง ฝ่ามือไท่ซั่งดับอาวรณ์
แทบจะเป็นชั่วพริบตาเดียว จักรพรรดิเซียนทุกคนต่าง
ลงมือ เป้าหมายของพวกเขาคือเจตจำ นงมหามรรคา ทำลาย
เจตจำ นงมหามรรคาก่อนแล้วค่อยจัดการกับเจียงอี้
เจตจำ นงมหามรรคาควบคุมพลังแห่งมหามรรคาในห้วง
สุญญตาเพื่อตั้งรับ ทว่าจักรพรรดิเซียนแข็งแกร่งเพียงใด พระ
ศรีอาริยเมตไตรยยังเป็นตัวตนชั้นยอดสุดของเทวะหลุดพ้น
ตู้ม!
เงาร่างของเจตจำ นงมหามรรคาถูกพลังอาคมที่แก่กล้า
สิบกว่าชนิดจู่โจมก็ถึงกับดับสลาย เจียงอี้ลงมือตาม ขยับวูบไหวมาอยู่ตรงหน้าไท่ซั่งคุนหลุน ก่อนจะฟันดาบลง
ไท่ซั่งคุนหลุนไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาไขว้สอง
กำปั้นและผลักไปข้างหน้า นั่นคืออภินิหารที่หลอมรวมพลัง
แห่งมหามรรคาที่ต่างกันมากกว่าสิบชนิดเข้าด้วยกัน
หมัดไท่สั่งดับสลาย!
จักรพรรดิสวรรค์น้าวสายคันศร เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน
ยิงออกไปเจ็ดดอก
มหาสงครามปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!
ไม่มีเจตจำ นงมหามรรคารบกวนแล้ว เหล่าจักรพรรดิ
เซียนจึงตัดสินใจว่าจะต้องสังหารเจียงอี้ให้จงได้ สงคราม
ครั้งนี้ทำให้พวกเขาเองรู้สึกเหนื่อยล้าแล้วเหมือนกัน
… ท่า
มกลางมิติปั่นป่วนอันมืดมิดและแตกสลาย ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาเหมือนอยู่ท่ามกลางมรสุม ตัวต้นไม้
โคลงเคลงไปมาอย่างแรง
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งลอยอยู่เบื้องหน้า ครอบอริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาไว้ ลำแสงนั้นคือแสงที่สว่างที่สุดท่ามกลางความมืดมิด
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาถูกพลังเทพของสมบัติ
วิเศษกำเนิดจักรวาลกักขัง ขยับตัวไม่ได้
“บัดซบ…นี่มันสมบัติอะไรกัน”
ครั้งนี้ความริษยาของอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาปะทุ
ขึ้นมาจริงๆ อย่างไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่การรับมือกับเจียงฉาง
เซิงยากกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก
ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดการณ์ว่าเจียงฉางเซิงอาจจะ
มีพลังของอริยอัครจักรพรรดิ ไม่อย่างนั้นจะสังหารอริยราชัน
เพลิงพิโรธได้อย่างไร
ดังนั้นเขาจึงมาด้วยตนเอง ซึ่งเขาไม่ใช่อริยจักรพรรดิที่
อ่อนแอที่สุดด้วย!
‘ไม่ได้การแล้ว ขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไปได้แพ้แน่!’
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาที่ไม่มีศีรษะคิดในใจเช่นนี้
เขาพลันหดกายเนื้อ รวมขึ้นเป็นกระบี่สีแดงเข้มเล่มหนึ่ง
กระบี่เล่มนี้จู่โจมเข้าใส่เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
โดยพลันตู้ม!
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งสั่นไหวอย่างแรง เจียงฉางเซิง
เลิกคิ้วขึ้น นี่คิดจะรนหาที่ตายหรือ
ไม่สิ!
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาใช้พลังทั้งหมดพุ่งเข้าไปที่
เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง แม้จะทำลายเตาหลอมสามพัน
สรรพสิ่งไม่ได้ แต่ก็ส่งผลได้ชั่วขณะ ซึ่งในชั่วขณะนี้เอง พลัง
พันธนาการของเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งก็อ่อนกำลังลง
เจียงฉางเซิงปรายตามอง ดวงเนตรแห่งมหามรรคาก็
กำลังค้นหาเช่นกัน
เขารู้สึกได้ว่าอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยากำลัง
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เจ้านี่ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงคิดหา
โอกาสฆ่าเขา
ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาได้ประจักษ์ยอดค่ายกลสังหารของ
วิถีเซียนก็แล้วกัน!
เจียงฉางเซิงโบกมือ เงาร่างลอยออกมาทีละร่าง ยืน
เคียงข้างเขา มองทีแรกล้วนเป็นเจียงฉางเซิงทั้งหมดเพียงแต่ว่าอาภรณ์ของพวกเขาไม่สวยงามเท่าของเจียงฉาง
เซิง
ร่างแยกผานกู่!
มีทั้งหมดสิบเอ็ดร่าง คือร่างแยกผานกู่สิบเอ็ดร่างที่
แข็งแกร่งที่สุดของเขา!
เขาไม่พูดไม่จาก็สำ แดงมหาค่ายกลเทพสังหารสิบสอง
นคราสวรรค์ออกมา!
ร่างจริงกับร่างแยกผานกู่ระเบิดพลังที่แก่กล้าออกมา
พร้อมกัน เหนี่ยวนำพลังแห่งมหามรรคากลางห้วงสุญญตา
เมื่อเคลื่อนเคล็ดวิชา พลังก็พุ่งพรวดดุจสายรุ้ง!
เวลานี้ เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ชัดเจนว่ามีพลังที่
น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งลงมา กำลังมุ่งหน้ามาทางเขา
“แย่แล้ว!”
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาที่กำลังเคลื่อนไหวด้วย
ความเร็วสูงสัมผัสได้ถึงพลังที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวดเช่นกัน
เขาพลันหนีไปด้วยความตื่นกลัว หนีออกจากห้วงมิติหลายชั้น
หนีไปยังส่วนลึกของพันมหาโลกามหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ประกอบขึ้น
มาอย่างรวดเร็ว พลังอาคมของร่างจริงกับสิบเอ็ดร่างแยกผาน
กู่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ออกมาเป็นเงาร่างกำยำ
ประหนึ่งเทพมารในยุคกำเนิดฟ้ามาเยือน ลักษณะรูปร่าง
น่าเกรงขาม มือถือขวานยักษ์
นั่นคือเงามายาผ่านกู่!
เจียงฉางเซิงจ้องมองไป เงามายาผานกู่ชูขวานยักษ์ขึ้น
และสับลง
ขวานนี้มาพร้อมกับพลังแห่งผานกู่ ฟันออกมาเป็นปราณ
ขวานไร้รูป พุ่งออกไปด้วยความเร็วที่แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ตาม
ไม่ทัน หายไปในส่วนลึกของห้วงสุญญตา
ไม่พลาดแน่!
ในทันทีที่เงามายาผานกู่สะบัดขวาน เจียงฉางเซิงก็รู้สึก
ถึงพลังของอริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา
ขวานนี้ไม่มีทางหลบได้ ต้องรับเท่านั้น!
‘อริยอัครจักรพรรดิ ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะรับมันได้
หรือไม่!’เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ร่างแยก
ผานกู่สิบเอ็ดร่างยืนอยู่สองฝั่งซ้ายขวาของเขา ใบหน้า
ไร้ความรู้สึก
พวกเขามองทอดไกลออกไปพร้อมกัน รอผลของมหา
ค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์
อีกด้านหนึ่ง อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาแปลงกาย
เป็นเงากระบี่ทะลุทะลวงอย่างรวดเร็ว ผ่านอาณาเขตแต่ละ
อาณาเขต เขาไม่ได้ลดความตื่นตัวลงเลย ซ้ำ ยังตื่นตระหนก
มากยิ่งขึ้นทีละนิด
เขารู้สึกได้ถึงความตายที่บีบกระชั้นเข้ามาใกล้
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เขาขนพองสยองเกล้า จิตวิญญาณสั่น
กลัว
ตอนนี้ เขาถึงขั้นเคลื่อนจิตริษยาของตัวเองไม่ได้
หลงเหลือแต่ความหวาดกลัว
เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน กระทั่งตัวเขายังไม่รู้ตัวเลย
ว่าเกิดความกลัวขึ้น นี่คือสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง เป็น
ปฏิกิริยายามเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่สิ้นหวังเขาพลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งไล่ตามมาข้างหลัง เขาหันไป
มองตามจิตใต้สำ นึก ภายในดวงตาก็สะท้อนออกมาเป็นร่าง
ของผานกู่สะบัดขวาน
นี่คือเศษเงาท่ามกลางปราณขวานไร้รูป!
…………………