เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 572 ศึกตัดสินของวิถีเซียน อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ ริษยา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 572 ศึกตัดสินของวิถีเซียน อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ ริษยา
“พลังนี่มัน…”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตจับจ้อง
ไปยังร่างของเจตจำ นงแห่งมหามรรคาที่กำลังประจันหน้าอยู่
กับเจียงอี้
เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันลึกล้ำอย่างที่สุด แข็งแกร่งยิ่งกว่า
อริยราชัน!
ต้องรู้ไว้ว่าอริยราชันคือผู้ที่ทำลายมิติมหามรรคาสักแห่ง
ได้ นั่นหมายความว่าเจตจำ นงแห่งมหามรรคาไม่มีทางสำ แดง
พลังที่แข็งแกร่งกว่าอริยราชันออกมาได้
หรือว่าเจตจำ นงแห่งมหามรรคาจะสมคบกับผู้แข็งแกร่ง
ในพันมหาโลกา
เจียงฉางเซิงไม่ลงมือ เพราะหากมีพลังที่เหนือกว่าขั้นเท
วะหลุดพ้นโผล่มา มิติมหามรรคาจะพังทลาย ต่อให้เป็นผู้ที่พลังอยู่ระดับบนสุดของขั้นเทวะหลุดพ้นก็ยากจะสังหารเจียงอี้
ได้
เจตจำ นงแห่งมหามรรคาคงไม่โกรธถึงขีดสุดจนเลือกพา
ทุกคนไปตายด้วยกันหรอกกระมัง
ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอกน่า!
สถานการณ์เหมือนที่เขาคาดการณ์เอาไว้ เจตจำ นงแห่ง
มหามรรคาประมือกับเจียงอี้หนึ่งฝ่ามือเสร็จก็จากไป
หนึ่งฝ่ามือนี้ทำให้เจียงอี้ถูกพลังแห่งกรรมเข้ามาพัวพัน
อาการย่ำแย่มากพอสมควร
เจียงฉางเซิงใช้ฟังก์ชั่นแต้มเซ่นไหว้พยากรณ์ทันที
“เบื้องหลังของเจตจำ นงแห่งมหามรรคาแข็งแกร่งมาก
เท่าใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 363,300 แต้ม
ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
ไม่!
สามแสนหกหมื่น!
แข็งแกร่งมาก!ตัวตนระดับนี้เหตุใดจึงหมายตามิติมหามรรคาแห่งหนึ่ง
เจียงฉางเซิงไม่เข้าใจอย่างยิ่ง หรือว่าอีกฝ่ายจะมาจาก
มรรคาอริยะ
คงมีแต่ความเป็นไปได้นี้ ในเมื่ออริยราชันของมรรคา
อริยะถูกสังหาร เรื่องจะจบลงแค่นั้นได้เช่นไร แต่พวกเขาเพิ่ง
ได้พลังชีวิตแห่งมหามรรคาไปครอง ต้องต้านรับการโจมตีอัน
บ้าคลั่งจากชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์อยู่ จึงทำได้เพียง
จับตาดูห้วงอนันต์สุญญตาไว้ วันหน้าค่อยคิดอีกที
เขาเฝ้ามองเจตจำ นงแห่งมหามรรคาหวนกลับไปยังห้วง
มิติเบื้องลึกที่อยู่สูงกว่าห้วงอนันต์สุญญตา แล้วเริ่มฝึกวิชา
ท่ามกลางความมืดมิด
หากเจตจำ นงแห่งมหามรรคาฝึกบำเพ็ญได้ เรื่องราว
ย่อมเปลี่ยนไป
ความจริงเจียงฉางเซิงมีความคิดเกี่ยวกับเจตจำ นงแห่ง
มหามรรคาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยเขาก็คิดว่าจะทำลาย
เจตจำ นงแห่งมหามรรคาไปทั้งแบบนั้นไม่ได้ เจตจำ นงแห่ง
มหามรรคามีบุญคุณต่อสรรพชีวิต รวมไปถึงตัวเขาด้วย‘ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาศัยศึกสุดท้ายของมหันตภัย กำจัด
ความแค้นของเขาไปด้วยก็แล้วกัน’
เจียงฉางเซิงคิดอยู่ในใจเงียบๆ หลังจากนั้นก็หลับตาลง
อีกครั้ง
…
นับตั้งแต่มหาจักรพรรดิทมิฬพ่ายแพ้อย่างอนาถภายใต้
การร่วมมือกันของผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียน ราชสำ นักทมิฬก็
ถอยร่นไปทีละนิด เวลาหลายพันปีต่อจากนั้นพวกเขาทยอย
สูญเสียมหาพิภพใต้ปกครองไปอย่างต่อเนื่อง สรรพชีวิตรับรู้
ได้ว่าศึกสุดท้ายกำลังจะมาถึงแล้ว
วิถีเซียนที่มีแดนสวรรค์เป็นตัวแทนน่าจะชนะได้โดยที่
แทบไม่ต้องลุ้น
หนึ่งพันปีต่อมา
ศึกตัดสินก็มาถึง ราชสำ นักทมิฬถูกแดนสวรรค์กับลัทธิ
ต่างๆ ของวิถีเซียนล้อมเอาไว้ ในนั้นมีลัทธิจากโลกสวรรค์ใบ
ที่สองอยู่ด้วย
บนห้วงมิติ มีร่างของผู้บำเพ็ญเซียนอยู่เต็มไปหมดเทพธิดาเซียวเหอก็มาด้วย นางตามอยู่ข้างกายไป๋ฉี
สายตามองออกไปไกลๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนไป๋ฉีนั่งอยู่
บนเกี้ยว มีนางปีศาจแปดตนหามนางอยู่ ท่วงท่าของนางดู
เกียจคร้าน
“ศึกใหญ่หนนี้ เจ้าต้องระวังหน่อยเล่า เจ้าเจียงอี้คนนั้น
ลงมือโหดเหี้ยมนัก เจ้าไปรับมือกับคนอื่นในราชสำ นักทมิฬก็
พอ อย่าไปเข้าใกล้เจียงอี้เด็ดขาด”
ไป๋ฉีหันหน้าไปกำชับ เทพธิดาเซียวเหอพยักหน้าเบาๆ
เห็นนางมีสีหน้าเช่นนี้ ไป๋ฉีก็ถอนหายใจเศร้าๆ ในใจ
นับตั้งแต่ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย เทพธิดาเซียวเห
อก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่มีความสดใสและความเป็นมิตร
เช่นในวันวานอีกต่อไปแล้ว
เทพธิดาเซียวเหอเดินทางมาหนนี้เพราะอยากสร้าง
บุญบารมี เพื่อให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพของแดนสวรรค์
หากทำได้เช่นนั้นจะมีประโยชน์กับการฝึกบำเพ็ญในวันหน้า
ของนางอย่างมาก แล้วนางก็จะนับว่ามีที่พักพิงด้วยความคิดนี้ไป๋ฉีเป็นผู้เสนอ นางวางแผนหาตำแหน่งเทพ
ประจำ ให้เทพธิดาเซียวเหอแล้วด้วย ต่อจากนี้ขอเพียงได้
ความดีความชอบมาบ้างพอ เรียกว่าทำพอเป็นพิธี ไม่ต้องสู้
สุดชีวิตขนาดนั้น
นางจำ ใจต้องยอมรับว่าตอนแรกนางมองพลาดไปจริงๆ
นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนายท่านจึงสนใจเทพธิดาเซียวเหอ
พรสวรรค์ของเทพธิดาตนนี้ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลาย
พรสวรรค์ของนางก็ถูกกระตุ้นจนระดับขั้นเลื่อนขึ้นไวว่อง
ยิ่งนัก ต่อให้ไม่มีไป๋ฉีช่วยเหลือ นางก็คงเก่งกาจพอจะออก
ตะลุยห้วงมิติอยู่ดี
สี่ด้านแปดทิศมีร่างของผู้บำเพ็ญเซียนปรากฏตัวมากขึ้น
เรื่อยๆ ไป๋ฉีเหล่ตาดู ในใจก็ทอดถอนใจ
กาลเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ
เพียงพริบตาเดียววิถีเซียนก็ใหญ่โตขนาดนี้เสียแล้ว วิถี
ยุทธ์ตกต่ำกลายเป็นวิถีบำเพ็ญนอกสายตา ตอนนี้สามพันโลก
ล้วนฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนทั้งสิ้นไป๋ฉีได้เห็นวิถีเซียนเริ่มต้นจากไม่มีอะไรจนรุ่งโรจน์
ถึงขีดสุดด้วยตาของตนเอง จิตใจของนางเองก็กำลังเปลี่ยนไป
ทีละเล็กทีละน้อยเช่นกัน นางเริ่มมองทุกสิ่งโดยคิดถึงภาพรวม
ของวิถีเซียน ไม่สนใจผลประโยชน์เล็กน้อยของตนเองเพียง
อย่างเดียวอีกต่อไป
เสียงระฆังดังมาจากที่ไกลๆ ไป๋ฉีกับเทพธิดาเซียวเหอ
หันไปมองก็เห็นแสงเจิดจ้าส่องสว่างออกมาจากเบื้องลึกของ
ห้วงมิติ แสงสีทองสายหนึ่งทะยานข้ามห้วงมิติมาทางนี้ อาชา
มายาร่างกำยำมากมายมหาศาลปรากฏโฉม พวกมันควบ
ทะยานมาเหนือลำแสงสีทอง ด้านหลังคืออีกาทองสามขาตัว
แล้วตัวเล่ากระพือปีกโบยบิน แลดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
เบื้องหลังอีกาทองสามขาคือทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์
จำ นวนนับไม่ถ้วน
แม่ทัพสวรรค์ตนแล้วตนเล่าเรียกร่างอาคมของตนเอง
ออกมา แต่ละร่างน่าเกรงขามอย่างที่สุด ร่างของจักรพรรดิ
สวรรค์ค่อยๆ ปรากฏอย่างเชื่องช้า เขาสูงใหญ่นับพันนับหมื่น
จั้ง ดูประหนึ่งทวยเทพผู้มีตำแหน่งสูงสุดบนโลกา อาภรณ์มังกรปลิวสะบัด เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันถืออยู่ในมือ ใบหน้าถูก
รัศมีของกวานจักรพรรดิบดบังไว้ การปรากฏตัวของเขาทำให้
ผู้บำเพ็ญเซียนนับไม่ถ้วนหันมามองด้วยสายตาเลื่อมใส
ศรัทธา
ยามนี้จักรพรรดิสวรรค์คือผู้โด่งดังที่สุดในห้วงอนันต์
สุญญตาอย่างแท้จริง ส่วนมรรคาจารย์ ท่านผู้นั้นเป็นตำนาน
ที่เลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ แต่จักรพรรดิสวรรค์คือประมุขของ
ปวงเซียน สำ หรับสรรพชีวิตทั้งหลายเขาอยู่ใกล้กว่า
“ท่าทางแบบนั้นคล้ายบิดาของเขามากจริงๆ” ไป๋ฉียิ้ม
ออกมาอย่างอดไม่ได้
เทพธิดาเซียวเหอถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “บิดาของ
จักรพรรดิสวรรค์คือมรรคาจารย์จริงหรือเจ้าคะ”
นางยังไม่เคยเข้าไปในมหาพิภพจิตจร นี่เป็นเรื่องปกติ
ของโลกสวรรค์ใบที่สี่ ผู้บำเพ็ญเซียนจำ นวนมากรู้จักตำนาน
ของมรรคาจารย์ แต่ไม่แน่ใจว่ามรรคาจารย์มีตัวตนอยู่จริง
หรือไม่ ดังนั้นก่อนที่จะได้เห็นความสามารถของมรรคาจารย์
ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้ย่อมยากจะทำใจศรัทธามรรคาจารย์ได้ไป๋ฉีหัวเราะ “ชู่ คำนี้พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้นะ”
เทพธิดาเซียวเหอได้ยินดังนั้น แววตาก็เปลี่ยนไป
เล็กน้อย นางไม่กล้าถามอีก แต่นางได้คำตอบแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น เช่นนั้นมรรคา
จารย์ผู้บุกเบิกวิถีเซียนคนนั้นจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
นางจินตนาการไม่ออกเลย แต่หัวใจของนางเต็มไปด้วย
ความปรารถนา หากนางกลายเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเช่น
มรรคาจารย์ได้ โศกนาฏกรรมของลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ก็จะไม่
เกิดขึ้นอีก
การมาถึงของแดนสวรรค์ หมายถึงศึกตัดสินกำลังจะ
เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ราชันมรรคานิพพานประมุขแห่งลัทธิมรรคา พระ
ศรีอาริยเมตไตรยแห่งลัทธิพุทธ ฟ้าดินสรวลประมุขแห่งมหา
ลัทธิชะตาฟ้า มหาเซียนวั่งเฉินผู้นำแห่งเซียนพิภพ ผู้ยิ่งใหญ่
ทั้ง
หลายทยอยกันเดินทางมาถึง พวกเขาบีบวงเข้ามาหาโลกที่
เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวของราชสำ นักทมิฬจากคนละทิศทาง“ศึกในวันนี้ พวกเรามาจบบุญคุณความแค้น ปิดฉาก
มหันตภัยกันเถิด”
น้ำเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น เมื่อเสียงนั่นเอ่ยจบ
ด้านบนของห้วงมิติก็มีดวงเนตรแนวตั้งขนาดมหึมาดวงหนึ่ง
โผล่ออกมา มันน่าสะพรึงชวนขนหัวลุก กำลังก้มลงมามอง
สรรพชีวิตของวิถีเซียน
ยามอยู่ต่อหน้าดวงตาดวงนี้ สรรพชีวิตทั้งหลายล้วน
แลดูเล็กกระจ้อยร่อย
“อมิตตาภพุทธ ถ้าเช่นนั้นก็สู้เถิด!”
พระศรีอาริยเมตไตรยเอ่ยจบ ร่างทองคำของ
พระพุทธองค์ก็เปล่งรัศมีเจิดจ้า น่าเกรงขามยิ่งนัก
จักรพรรดิสวรรค์ง้างเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันจนแอ่นโค้ง
เป็นวงกลม ลูกธนูยิงออกไปยังโลกที่อยู่ไกลๆ ใบนั้น
หนึ่งลูกธนูนี้พาพลังขั้นสูงสุดของจักรพรรดิออกไปด้วย!
เปรี้ยง!
ลำแสงสีดำที่ทรงพลังยิ่งกว่าสายหนึ่งพุ่งออกมาจากใน
โลกใบนั้น มันคือพลังอภินิหารที่เป็นเอกลักษณ์ของดวงเนตรมหามรรคา!
พลังสองสายปะทะกันจนเกิดคลื่นลมอันน่าหวาดหวั่น
ปราณวิญญาณยุทธ์กับปราณวิญญาณในห้วงมิติไหลปั่นป่วน
บีบให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายต้องหยิบสมบัติอาคมของ
แต่ละคนมาต้านรับ
ร่างหนึ่งเหยียบย่างออกมาจากโลกใบนั้น ในมือเขาถือ
ดาบที่มีเปลวเพลิงลุกท่วม เขาก็คือมหาจักรพรรดิทมิฬเจียงอี้
นั่นเอง
เส้นผมสีขาวปลิวสะบัด ดวงเนตรแนวตั้งเบิกโพลงอย่าง
โกรธเกรี้ยว ไออำมหิตประหนึ่งเทพมารแผ่ปกคลุมทั่วกองทัพ
ผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่รอบด้าน มันทำให้หัวใจของผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้ง
หลายสั่นเทา แม้แต่จักรพรรดิเซียนทั้งหลายก็
ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เจ้าหมอนี่แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว!
…
ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขา
เริ่มจับตาดูศึกตัดสินสุดท้ายของภัยพิบัติสิ้นกัลป์หนนี้หลังจากศึกนี้ วิถีเซียนจะปกครองสามพันโลก ยุค
สมัยใหม่จะเข้ามาแทนที่!
ศึกใหญ่เปิดฉากแล้ว เจียงอี้ถูกจักรพรรดิเซียนสิบกว่า
คนรุมโจมตี ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผู้แข็งแกร่ง
ทั้ง
หลายของราชสำ นักทมิฬก็เริ่มต่อสู้อย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
พวกเขาไม่มีทางถอยจึงมีแต่ต้องสู้ตายเท่านั้น
เจียงฉางเซิงเห็นเทพธิดาเซียวเหอเข้าร่วมศึกด้วย นาง
เริ่มมีมาดของผู้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยเป็นเจ้าแม่เซียวเหอแล้ว
สองมือของนางใช้วิชาด้วยท่วงท่าอันองอาจ ไม่มีศัตรูคนใด
เข้าใกล้นางได้
สรรพชีวิตเข้าร่วมการต่อสู้มากขึ้นทุกที ขอบเขตของ
สนามรบกว้างใหญ่ยิ่งนัก พลังอันน่ากลัวที่มารวมกันอยู่ในที่
เดียวทำให้สามพันโลกต่างสัมผัสได้
เจียงฉางเซิงเริ่มชมวิธีการต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเซียน
ทั้ง
หลาย มันตระการตากว่าวิถียุทธ์จริงๆ สมบัติอาคม พลัง
อภินิหาร อักขระยันต์ โอสถ ค่ายกลหลากหลายชนิดถูก
ใช้ผสานรวมกัน การต่อสู้ของผู้บำเพ็ญเซียนแต่ละคนงดงามยิ่งนัก ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ระดับบนสุดพวกนั้นยิ่งเหนือชั้นกว่า
พวกเขาพลิกเมฆากลับวสันต์ คว่ำฟ้าดินได้เลยทีเดียว
มหาศึกตัดสินหนนี้ไม่อาจจบลงในหลักวัน ผู้ที่ไม่ถูกพลัง
อาคมจำ กัดไว้แล้วเช่นเจียงอี้ หากไม่ถูกสังหารเขาก็ต่อสู้ได้
ชั่วนิรันดร์
หลายปีผ่านไป คาวเลือดฟุ้งไปทั่ว มหาพิภพแต่ละแห่ง
ถูกพัดพาเข้ามาในศึกนี้ ศึกตัดสินของวิถีเซียนยังคง
ดำเนินต่อไป
จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง สายตาเขาหันไป
มองทิศหนึ่ง เขาหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมาเปิดจุกทันที แสง
สีขาวสายหนึ่งเหาะเร็วจี๋ออกไปในบัดดล
ลึกเข้าไปในห้วงมิติของพันมหาโลกา อุกกาบาตที่
มีเปลวเพลิงลุกโชนลูกหนึ่งกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างทรงพลัง
อุกกาบาตลูกนี้มหึมายิ่งนัก ยามอยู่ต่อหน้ามัน โลกและดวง
ดาราระหว่างทางผ่านไม่ต่างจากเศษธุลี
เป้าหมายของมันคือทั้งห้วงอนันต์สุญญตาที่วิถีเซียนอยู่!ผู้แข็งแกร่งในพันมหาโลกาบางคนคิดจะทำลายห้วง
อนันต์สุญญตา!
หลังจากร่วงตกลงมาอย่างรวดเร็วได้พักหนึ่ง
เจ้าอุกกาบาตอันน่ากลัวก็เริ่มบิดเบี้ยว จากนั้นมันก็ทะลุข้าม
มิติออกจากพันมหาโลกา มาโผล่ในมิติมหามรรคาอีกมิติหนึ่ง
แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งเร็วรี่มาถึง มันโจมตีอุกกาบาตจน
แหลกกระจุยท่ามกลางความมืด เศษหินนับอนันต์ที่ห้อมล้อม
ด้วยเปลวเพลิงกระจายไปทั่ว ขณะที่ดาบบินเล่มหนึ่งลอยออก
มาจากด้านใน
มันคือดาบบินสะบั้นเซียนนั่นเอง!
เจียงฉางเซิงผู้อยู่ห่างออกไปแสนไกลลุกขึ้นยืน จังหวะ
เดียวกับที่เขาลงมือ เขาก็สัมผัสได้ว่ามีคลื่นพลังอันแข็งแกร่ง
สายหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้
หลังจากอีกฝ่ายถูกเขาทำลายแผนการ อีกฝ่ายก็ไม่คิด
จะลงมือกับห้วงอนันต์สุญญตาต่ออีก แต่คิดจะหันมาสังหาร
เขาแทนแม้ยังไม่เคยพานพบกันมาก่อน แต่เจียงฉางเซิงสัมผัส
คลื่นพลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้
ตัวตนที่มูลค่าสามแสนหกหมื่นแต้มคนนั้น!
เขายืนอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา
สมบัติอาคมชิ้นแล้วชิ้นเล่าเผยตัวออกมา ระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรี
วิสุทธิ์ กระบี่อาณัติมรรคาสวรรค์ เตาหลอมสามพันสรรพสิ่ง
น้ำเต้าทองม่วง กระบี่สวรรค์ตัดอาวรณ์ กระจกดับสูญเพลิง
สวรรค์หยินหยางเป็นต้น
อีกฝ่ายจะต้องเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เขาเคย
เผชิญหน้ามาเป็นแน่แท้ ดังนั้นเขาต้องเผชิญหน้าอย่าง
เต็มกำลัง
หมอกสีม่วงมหาศาลเบื้องหน้าหน้าถูกเป่ากระจาย ร่าง
อันน่ากลัวร่างหนึ่งเหยียบย่างบนห้วงมิติเข้ามาหา คนผู้นี้
มีใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชา เส้นผมสีขาวเกล้าไว้ใต้กวานรูป
มังกรน้ำ บนร่างสวมเสื้อคลุมขนนกแสงอัสดงม่วง ด้านหลังมี
เงากระบี่สิบกว่าเล่มลอยรำแพนเป็นทรงพัด แสงเจิดจ้าแผ่
ออกมาไกลหมื่นจั้ง ส่องสว่างทั่วห้วงมิติบริเวณนี้“เหอะ เจ้าน่ะหรือที่สังหารอริยราชันเพลิงพิโรธกับอริย
เทวะยมพิภพ”
ผู้มาเยือนถามเสียงเย็นชา จิตสังหารเผยออกมาอย่าง
โจ่งแจ้ง
เจียงฉางเซิงตอบอย่างเฉยเมย “เจ้ามีฉายานามว่าอันใด
บอกกล่าวมาเถิด หลังจากนี้ข้าจักได้จดจำ เจ้าได้”
ได้ยินคำนี้ ผู้มาเยือนก็ยกมือขึ้น เงากระบี่ด้านหลังขยาย
ใหญ่ขึ้นประหนึ่งบุปผากระบี่แย้มกลีบบาน บดบังห้วงมิติครึ่ง
ซีกในทันใด ได้ยินเพียงเสียงเย็นยะเยือกของเขา “ข้ามีนามว่า
อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยา ส่วนฉายานามของเจ้า ข้า
ไม่อยากรู้ เพราะผู้ที่ตายในมือข้ามีมากเหลือเกินจนตัวข้า
ไม่อยากจำ !”
………………………………………………