เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 575 พันมหาโลกาอันแสนอันตราย
“ท่านจะย้ายสวรรค์ชั้นที่สามสิบสามไปหรือ แดนสวรรค์
ไปพร้อมกับท่านไม่ได้หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์ถามอย่างตกตะลึง เขาลนลานอยู่
เล็กน้อย
วิถีเซียนเพิ่งขึ้นปกครองสามพันโลก หลายปีที่ผ่านมา
เขายุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเพราะในใจอยากได้รับคำชมจากบิดา
ไฉนจะเคยคิดว่าบิดากลับจะย้ายจากไปเสียแล้ว
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “เจ้าจะย้ายทำอะไร หน้าที่ของแดน
สวรรค์ก็คือการดูแลสรรพชีวิตในวิถีเซียน วางใจเถิด ข้ามิได้
จะไปจากวิถีเซียนชั่วนิรันดร์เสียหน่อย แค่จะไปสร้างดินแดน
ของวิถีเซียนที่ระดับสูงกว่านี้ ที่แห่งนั้นมีนามว่าแดนเซียน
พรหม หลังจากนี้ผู้ใดบรรลุระดับขั้นจักรพรรดิเซียนก็เดินทาง
ไปที่นั่นได้ ข้าจะสร้างแท่นเหินสู่เบื้องบนสำ หรับจักรพรรดิ
เซียนเอาไว้ อาศัยแท่นนี่จะเดินทางไปแดนเซียนพรหมได้ทันทีแต่ในนั้นมีด่านเคราะห์สวรรค์ที่มีแต่จักรพรรดิเซียนเท่านั้นที่
ต้านไหวอยู่ ดังนั้นอย่าปล่อยให้คนเข้าไปตามอำเภอใจเล่า”
แดนเซียนพรหม…
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินดังนั้น หัวใจก็มุ่งมาดปรารถนา
พันมหาโลกาจะเป็นสถานที่เช่นไรกันนะ
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็กำชับอีกหลายประโยค
จักรพรรดิสวรรค์รับปากเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออกไป เขาต้อง
ไปค้นหาสถานที่ที่เหมาะให้แดนสวรรค์ลงหลักปักฐานสักแห่ง
ก่อน
ความจริงก็คือโลกคุนหลุนไม่เหมาะจะเป็นฐาน
บัญชาการหลักของแดนสวรรค์อีกต่อไปแล้ว ทางที่ดีแดน
สวรรค์ควรอยู่บริเวณใจกลางของสามพันโลก เช่นนี้จึงจะดูแล
ทั่วทั้งสามพันโลกได้ดีขึ้น
วันนั้น เสียงของเจียงฉางเซิงดังก้องในใจของสรรพชีวิต
ทั้ง
หลาย
“มหันตภัยอันไร้ที่สิ้นสุดได้ปิดฉากลงแล้ว ยุคสมัยใหม่
มาถึงแล้ว ข้ายินดีเทศนาสั่งสอนวิชาให้ทุกคนในอีกหนึ่งร้อยปีนับจากนี้ เป็นการฉลองการมาถึงของยุคสมัยแห่งวิถีเซียน
และเพื่อชี้นำจักรพรรดิเซียนให้มุ่งไปยังโลกที่อยู่สูงกว่านี้ ไปยัง
แดนเซียนพรหม!”
คำพูดนี้ทำให้ผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนเบิ่งตาโต รวมไปถึง
ตัวตนทั้งหลายที่อยู่บนจุดสูงสุดของห้วงอนันต์สุญญตา
เหล่านั้นด้วย
ตัวตนอย่างปฐมาจารย์หมื่นพุทธ เจ้าลัทธิคุนหลุนต่าง
สัมผัสพันธนาการของต้นกำเนิดแห่งมหามรรคาได้แล้ว ดังนั้น
ปกติพวกเขาจึงกลัดกลุ้มอย่างยิ่งและไม่กล้าฝึกบำเพ็ญสุ่มสี่
สุ่มห้า เพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น วันนี้เมื่อ
มรรคาจารย์เปิดเผยการมีอยู่ของแดนเซียนพรหม พวกเขาจะ
ไม่ยินดีได้อย่างไรเล่า
ขอเพียงมีคำว่าพรหม ก็มากพอจะทำให้พวกเขา
จินตนาการไปต่างๆ นานาแล้ว
วันเวลาหลังจากนั้น คำว่าแดนเซียนพรหมก็ขจรขจาย
ไปทั่วสามพันโลก การเทศนาสั่งสอนวิชาของมรรคาจารย์คือ
เรื่องที่ฮือฮาที่สุดนับตั้งแต่มหาศึกสถาปนาเทพเจียงฉางเซิงนั่งอยู่ในตำหนักเมฆาม่วง พลางก้มหน้า
มองวิถีเซียนในวันนี้
ตำแหน่งเทพประจำ ของแดนสวรรค์มีจำ นวนมากกว่า
หนึ่งแสนองค์ เทพเซียนที่ได้เข้ามาอยู่ในบัญชีสถาปนาเทพ
มีจำ นวนนับไม่ถ้วน เทพเซียนส่วนใหญ่มีขุมกำลังของตนเอง
เกิดเป็นความห่างชั้นของระดับขั้น
สำ นักลัทธิที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในช่วงมหันตภัยจน
ได้รับบุญบารมีมหาศาลเหล่านั้นต่างสร้างพลังโชคชะตาของ
ตนเอง แม้ไม่เหมือนกับแดนสวรรค์ที่ผูกอยู่กับวิถีเซียน แต่ก็
นับว่าเกิดเป็นระบบของตนเอง มีบุญวาสนาของตนเองแยก
ออกไป ผู้ที่เข้าไปอยู่ในลัทธิบุญบารมีเหล่านี้ได้ ชะตาก็
จะเปลี่ยนไปด้วย
แม้จะผ่านมาสามพันปีแล้ว แต่สามพันโลกก็ยังคง
ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากวิถีเซียนอยู่ พวกเขายัง
ไม่ทันปรับตัวเสร็จสมบูรณ์ดี วันนี้มรรคาจารย์ก็โยนแดนเซียน
พรหมออกมาอีก สิ่งนี้ทำให้สรรพชีวิตตกตะลึง แต่
ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความคาดหวังนับอนันต์ด้วยกล่าวสรุปโดยรวมก็คือเจียงฉางเซิงนับว่าพอใจกับวิถี
เซียนในตอนนี้ มรรคาสวรรค์ที่เขาสร้างขึ้นมาเริ่มเปลี่ยนจาก
กฎแห่งบุญบารมีไปเป็นตัวตนที่คล้ายกับต้นกำเนิดแห่งมหา
มรรคาแล้ว เจตจำ นงแห่งมหามรรคาที่เคยสมคบคิดกับอริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาทำได้เพียงเบิ่งตามองมรรคาสวรรค์
เติบโตอย่างพรวดพราดด้วยความเคียดแค้น
วิถียุทธ์ไม่ได้สูญสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง เผ่าตระกูลของวิถี
ยุทธ์ที่เหลือล้วนเปลี่ยนมาอยู่ในวิถีเซียนแล้ว นี่ก็เป็นแนวคิด
ของเจียงฉางเซิงเช่นกัน
ไม่จำ เป็นต้องเข่นฆ่ากันจนสิ้น ถึงอย่างไรแรกเริ่มเดิมที
เผ่าในวิถียุทธ์เหล่านั้นก็ไม่ได้เลือกวิถียุทธ์ด้วยตัวเอง เจียง
ฉางเซิงหวังว่าวิถีเซียนจะมีจุดที่ต่างจากวิถียุทธ์ คือเคารพ
สรรพชีวิตมากกว่า หากไม่จำ เป็นก็เข่นฆ่ากันให้น้อยลง
สายตาของเจียงฉางเซิงกวาดมองโลกแห่งแล้วแห่งเล่า
สุดท้ายก็หยุดสายตาอยู่ที่โลกสวรรค์ใบที่สี่
เทพธิดาเซียวเหอกลายเป็นเทพประจำ ของแดนสวรรค์
แล้ว บุญบารมีของนางมากพอจริงๆ จึงไม่นับว่าพึ่งเส้นสายโศกนาฏกรรมของลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ทำให้นางทุ่มเท
ความพยายาม ระหว่างมหันตภัยนางสังหารมารชั่วของ
ราชสำ นักทมิฬไปไม่น้อย แล้วยังช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตไว้อีกเป็น
จำ นวนมาก บุญบารมีนับว่ามากล้น
ตอนเจียงฉางเซิงฟังเทพธิดาเซียวเหอเทศนาสั่งสอนวิชา
ก่อนหน้านี้ เขาเคยเห็นเรื่องราวที่นางประสบมา ยามนี้เมื่อได้
เห็นอีกครั้ง ในใจก็ยังรู้สึกสะเทือนใจอยู่
ขณะที่พลังโชคชะตาของวิถีเซียนเพิ่มขึ้นอย่าง
พรวดพราด ผลสะท้อนกลับของกรรมบนร่างเจียงฉางเซิงก็
อ่อนลง แต่เขาไม่ได้อยากไปพบเทพธิดาเซียวเหออย่าง
แรงกล้าขนาดนั้น เวลานี้ใต้หล้าสงบสุข เทพธิดาเซียวเหอ
ผู้ครอบครองบุญบารมีมหาศาลสมควรใช้โอกาสนี้ทุ่มเทกับ
การฝึกบำเพ็ญ
เจียงฉางเซิงมองอยู่เนิ่นนานก่อนจะรั้งสายตากลับมา
แล้วเริ่มสร้างแท่นเหินสู่เบื้องบน อีกฝั่งหนึ่งจักรพรรดิสวรรค์ก็
เรียกรวมเทพเซียนเพื่อหารือเรื่องที่ตั้งใหม่ของแดนสวรรค์
กาลเวลาร้อยปีหายไปในพริบตาแดนสวรรค์ลงมือทำรวดเร็วยิ่ง พวกเขาย้ายออกไปแล้ว
สวรรค์ทั้งสามสิบสามชั้นเงียบเหงา ภายในตำหนักเมฆาม่วง
ยังมีเสียงเหลืออยู่นิดหน่อย เป็นเสียงของมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉี
พวกนางสนทนากันเกี่ยวกับการเทศนาที่กำลังจะมาถึง
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้นมาแล้วบิดคอไปมา
มู่หลิงลั่วเดินมาหาแล้วเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “พี่ฉางเซิง
หลังจากนี้เมื่อเดินทางไปแดนเซียนพรหม จะ..”
“ได้แน่นอน หลังจบการเทศนาสั่งสอนวิชา พวกเจ้าสอง
คนก็จัดการเถิด ผู้ใดยินดีตามข้าไป ข้าก็จะพาพวกเขา
ไปพร้อมกัน”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม ไม่ทันรอให้มู่หลิงลั่วเอ่ยจบ เขาก็
ตกลงแล้ว
มู่หลิงลั่วได้ยินดังนั้น ก็ผลิรอยยิ้มทันที
ไป๋ฉีหัวเราะหึๆ “นายท่านเห็นแก่สายสัมพันธ์เก่าก่อน
จริงๆ ด้วย”
เจียงฉางเซิงยักไหล่ เอ่ยว่า “บำเพ็ญเซียนย่อมมิอาจไร้
ใจ อย่างน้อยนั่นก็มิใช่วิถีของข้า หนึ่งคนบรรลุบริวารร่วมเหินสู่สวรรค์ เมื่อครู่คือหลักฐานพิสูจน์การก้าวเดินบนวิถีเซียนใน
ฐานะมนุษย์ของข้า”
เส้นทางของเขาไม่ใช่การก้าวตามตำนานเทพเซียนทั้ง
หลายอย่างหูหนวกตาบอด แต่เป็นการทำตามความตั้งใจ
เริ่มแรกของตนเอง
แม้ระดับขั้นบำเพ็ญจะห่างชั้นจนมิตรสหายเก่าแก่
เหล่านั้นช่วยเหลืออันใดเขาไม่ได้อีกแล้ว แต่เขาก็ยังคงปฏิบัติ
กับพวกเขาดังเดิม
สิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่การพาวิถีเซียนให้ก้าวมาถึง
จุดสูงสุดในมิติมหามรรคา แต่คือการที่ตนเองปกป้องคนที่
ห่วงใยเอาไว้ได้ ให้พวกเขาได้ร่วมชื่นชมทิวทัศน์บนเส้นทาง
แห่งการแสวงหามรรคาด้วยกัน
“ไม่ต้องพาคนไปมากนักหรอกเจ้าค่ะ แค่พาทุกคนที่อยู่
ในเรือนบนเขามังกรผงาดเมื่อตอนนั้นไปก็พอแล้ว” มู่หลิงลั่ว
เอ่ยยิ้มๆ
เจียงฉางเซิงพยักหน้า จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้อยู่กับพวกเขา
มาเนิ่นนานแล้วไม่รู้ว่าเทพกระบี่กับเยี่ยสวินตี๋ยังจะกล้าท้าสู้กับเขา
หรือไม่
“เอาล่ะ ได้เวลาเทศนาแล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้นมา สตรีทั้งสองได้ยินก็กลับไปนั่งที่
เดิมทันที
เวลานี้ มหาพิภพจิตจรเอะอะเจี๊ยวจ๊าวสะเทือนไปถึงท้อง
นภา หลังมหันตภัยจบลง จำ นวนของผู้ศรัทธาที่ทะลักเข้ามา
ในมหาพิภพจิตจรในช่วงสามพันปีมากกว่าจำ นวนที่สะสม
มาตลอดแสนปีเสียอีก โชคดีที่มหาพิภพจิตจรเป็นโลกที่คล้าย
กับห้วงฝัน มันขยายได้อย่างไร้ขีดจำ กัด ขอเพียงจิตของเจียง
ฉางเซิงรับได้เท่านั้น
ล้อเล่นอะไร ต่อให้จำ นวนผู้ศรัทธาเพิ่มมาอีกร้อยล้าน
เท่าก็ถล่มจิตของขั้นพรหมไม่ได้หรอกนะ!
เสียงระฆังอันคุ้นเคยที่ห่างหายไปนานดังขึ้น ผู้ศรัทธา
ทั้ง
หมดเงียบลง
“การเทศนาเริ่มแล้ว!”เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น ผู้ศรัทธาทั้งหลายเงยหน้า
มอง พวกเขาเห็นร่างอันยิ่งใหญ่ของมรรคาจารย์ แม้แต่ผู้
ศรัทธาที่เคยฟังเทศนามาก่อน พอได้เห็นมรรคาจารย์อีกครั้ง
พวกเขาก็ยังตื่นเต้นและตะลึงเช่นเดิม
หนนี้เจียงฉางเซิงยังเทศนาจากระดับขั้นต่ำไปสูงเช่นเดิม
เพื่อให้เหมาะกับผู้ศรัทธาที่เพิ่งเข้ามาใหม่ด้วย
หนนี้ เขาตั้งใจจะเทศนาแก่นแท้ของขั้นพรหม แต่ละ
ระดับขั้นเขาใส่พลังเข้าไปไม่เท่ากัน เพื่อไม่ให้ผู้ฝึกตนระดับ
ขั้น
ต่ำธาตุไฟเข้าแทรก
การเทศนาเริ่มต้น การเทศนาบทวิถีเซียนช่วงแรก สรรพ
ชีวิตทั้งหมดล้วนฟังได้ การเทศนาช่วงนี้กินเวลาต่อเนื่องสิบปี
เมื่อก้าวเข้าสู่บทของขั้นเอกเทวะ ผู้ศรัทธาเก้าส่วนก็ถูกไล่
ออกจากสภาวะของการฟังเทศนา พวกเขาไม่กล่าวโทษ
มรรคาจารย์ เพราะชั่วพริบตาก่อนที่จะหลุดจากสภาวะ
วิปัสสนา พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของมหามรรคาที่
เข้ามาปกคลุมหัวใจบทเอกเทวะเริ่มต้น ผู้ฝึกตนที่ฟังเทศนาไหวยังคงอยู่ที่
เก่า ผู้ที่ฟังเทศนาไม่ไหวออกไปได้อย่างอิสระ แต่สิ่งมีชีวิต
จำ นวนมากเลือกชมดูต่อไป
หลังจากจบบทเซียนพิภพ ผู้บำเพ็ญเซียนอีกครึ่งหนึ่งก็
ถูกคัดออกอีก
หลังจากผ่านไปหลายสิบปี เมื่อมาถึงบทเซียนทองเอกเท
วะ ผู้บำเพ็ญเซียนที่เหลืออยู่ก็มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคน สรรพชีวิต
ทั้ง
หลายมองร่างที่ยังนั่งสมาธิอยู่เหล่านั้นด้วยความเลื่อมใส
ในขณะเดียวกันก็สงสัยใคร่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาก้าวหน้าไป
ถึงระดับไหนแล้ว
การเทศนาหนนี้ เจียงฉางเซิงตั้งใจมาก ผลลัพธ์ที่ได้ก็
ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ผู้มาฟังเทศนาทั้งหมดล้วนได้รับประโยชน์ใน
ระดับที่ต่างๆ กันไป
ในที่สุดก็มาถึงบทขั้นพรหม!
ผู้ฟังเทศนาทุกคนราวกับได้ประจันหน้ากับมรรคาจารย์
เพียงลำพัง มรรคาจารย์กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของพวกเขา ณห้วงเวลานี้พวกเขารู้สึกว่าระยะห่างระหว่างตนเองกับมรรคา
จารย์หดสั้นลง
ถึงขั้นเกิดความรู้สึกเฉกเช่นศิษย์กับอาจารย์
…
ไอหมอกสีน้ำเงินแผ่ปกคลุม ป่าผืนหนึ่งตั้งอยู่บนผิวน้ำ
ริ้วระลอกคลื่นเป็นประกายระยับ ผิวทะเลสาบกลายเป็น
สีน้ำเงินครามเพราะไอหมอก สะท้อนจนท้องนภากลายเป็น
สีน้ำเงินตามไปด้วย
ใต้ต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่ง เจียงเจี่ยนกำลังนั่งสมาธิ
ราชันชะตางำ ประกายนั่งอยู่ข้างกายเขา พลางมองเขา
อย่างฉงน
‘เจ้าเด็กคนนี้เข้าฌานมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว หรือว่า
จะบรรลุอะไรเข้า’
ราชันชะตางำ ประกายนึกสงสัยกับตัวเอง เขามาถึงตั้ง
สิบกว่าปีแล้วแต่เจียงเจี่ยนก็ยังไม่รู้สึกตัว
นี่ไม่เหมือนเจียงเจี่ยนสักนิด เจ้าเด็กคนนี้ขี้ระแวงจะตาย
ไปราชันชะตางำ ประกายนึกถึงสติปัญญาของเจียงเจี่ยน
แล้วใจก็คาดหวังอย่างอดไม่ได้ เจ้าเด็กคนนี้มักจะทำให้เขา
ประหลาดใจอยู่เสมอ
น่าเสียดาย
หากเด็กคนนี้เกิดในชะตาเร้น จะดีเพียงใดกัน
ราชันชะตางำ ประกายถอนหายใจ แล้วเริ่มครุ่นคิดถึง
ผลได้ผลเสีย
หลังจากรอคอยอีกหกปี ในที่สุดเจียงเจี่ยนก็ตื่น
ราชันชะตางำ ประกายถามทันที “บรรลุอะไรมาหรือ”
เจียงเจี่ยนตอบว่า “ไม่มีอะไร อย่างน้อยเทียบกับสิ่งที่
บรรลุหลายครั้งก่อนก็ไม่นับเป็นอะไร”
เขาสีหน้าเรียบเฉย แต่ในใจตื่นเต้นยิ่งนัก
เขาเข้าไปในมหาพิภพจิตจรจากในเขตของชะตาเร้นได้
ด้วย นี่หมายความว่าอะไร
หมายความว่าท่านปู่ขยายวิถีเซียนมาถึงพันมหาโลกา
แล้ว!เขาถึงได้มีโอกาสเข้าไปฟังท่านปู่เทศนาสั่งสอนวิชาพอดี
แก่นแท้ของบทพรหมทำให้เขาอยากจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญยาว
ๆ สักรอบเสียเดี๋ยวนี้ แต่จนปัญญาที่ราชันชะตางำ ประกาย
แวะมาหา เขาจึงจำ ใจต้องจัดการเรื่องตรงหน้าก่อน
หลังจากมาอยู่ที่ชะตาเร้นนานถึงขนาดนี้ ฉากหน้าก็
ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเจี่ยนกับราชันชะตา
งำ ประกายจะดีขึ้น แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เชื่อใจราชันชะตา
งำ ประกายอยู่ดี
นั่นก็เพราะสิ่งที่เขารู้สึกได้ชัดเจนที่สุดหลังจากมาถึง
ชะตาเร้นก็คือการถูกกีดกัน
ชะตาเร้นต่อต้านคนนอกวิถีอย่างยิ่ง
ดังนั้นเขาไม่เชื่อหรอกว่าราชันชะตางำ ประกายอยาก
มาสนิทสนมกับเขาจริงๆ
ราชันชะตางำ ประกายยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ต่อจากนี้เจ้าก็ฝึก
บำเพ็ญอยู่ที่นี่ไปตลอดเลยก็แล้วกัน ไม่ต้องสนใจเจ้าหมอนั่น
หรอก เขาชอบเอาชนะ รอเขาบรรลุระดับขั้นใหม่แล้วก็คงไม่มารบกวนความสงบของเจ้าอีก อย่างน้อยถ้าเจ้าไม่ออก
ไปจากที่นี่ก็ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะมาหาเรื่อง”
เจียงเจี่ยนพยักหน้า เขาก็อยากจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่
พอดี
รอยยิ้มของราชันชะตางำ ประกายกดลึก ก่อนจะเลี่ยง
ไปสนทนาเรื่องอื่น “มรรคาอริยะเกิดเรื่องใหญ่แล้ว จิ๊ๆ อริย
อัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาถูกสังหาร เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่ปี
มรรคาอริยะก็เสียอริยอัครจักรพรรดิไปเสียแล้ว นี่เป็นโอกาส
อันเยี่ยมยอด ขาดกำลังรบของอริยอัครจักรพรรดิไปคนหนึ่ง
วันเวลาอันทุกข์ยากของมรรคาอริยะก็ใกล้มาถึงแล้ว”
เจียงเจี่ยนถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “จักรพรรดิชะตากับอริย
อัครจักรพรรดิ ผู้ใดแข็งแกร่งกว่ากัน”
“เรื่องนี้พูดยาก แต่อริยอัครจักรพรรดิกระบี่ริษยาคนนั้น
แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยในหมู่จักรพรรดิชะตา ไม่ร่วมมือกัน
สักสามคนก็ยากจะสังหารเขาสำ เร็จ ก็ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำ
หากไม่ได้มาจากมัชฌิมาพิทักษ์หรือชะตาเร้น ถ้าอย่างนั้นก็คง
…”พูดถึงท่อนท้ายสุด ราชันชะตางำ ประกายก็ขมวดคิ้ว
เจียงเจี่ยนกลับไม่นึกถึงท่านปู่ของตนเอง ในใจเขากำลัง
ทอดถอนใจว่าการต่อสู้ในพันมหาโลกาช่างอันตรายจริงๆ
ตัวตนที่แข็งแกร่งระดับอริยอัครจักรพรรดิ บทจะสิ้นชีพก็ยัง
สิ้นชีพได้
รอให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนมาถึงพันมหาโลกาก่อนเถอะ
เขาจะเข้าไปเตือนพวกนั้นผ่านมหาพิภพจิตจรว่าทำอันใดใน
พันมหาโลกาต้องระวังอย่างยิ่งยวด
………………………………………………..