เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 576 ยุคสมัยใหม่ เผ่าพันธุ์แห่งมรรคาสวรรค์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 576 ยุคสมัยใหม่ เผ่าพันธุ์แห่งมรรคาสวรรค์
หลังการเทศนาจบลง เจียงฉางเซิงยังไม่ไปจากโลกคุน
หลุนทันที เขานั่งรออยู่อีกร้อยปี จากนั้นก็ย้ายแท่นเหิน
สู่เบื้องบนไปไว้ในโลกใบใหม่ของแดนสวรรค์ เสร็จแล้วก็ย้าย
สหายเก่าในอารามมังกรผงาดสมัยวันวานมาอยู่ในตำหนัก
เมฆาม่วง
พวกเขาได้พบเจียงฉางเซิงอีกครั้งก็ตื่นเต้นดีใจมาก
สายตาที่จีอู่จวินมองเจียงฉางเซิงเปล่งประกายยิ่งกว่า
ก่อน สองตานั่นทอประกายระยิบระยับ
บางทีสำ หรับเจียงฉางเซิงกาลเวลาอาจแสนสั้น แต่
สำ หรับพวกนาง กาลเวลาช่างยาวนานนัก ระหว่างห้วงเวลา
อันเนิ่นนาน บางความรู้สึกจืดจางลง แต่มันกลายเป็นความ
ยึดติดที่นานวันยิ่งฝังลึก
แน่นอนว่าไม่ใช่สหายเก่าทุกคนที่ยินดีจากไปพร้อมกัน
มหาเซียนวั่งเฉินยินดีอยู่ในห้วงอนันต์สุญญตาต่อเพื่อ
แบกรับหน้าที่ผู้นำแห่งเซียนพิภพชิงเอ๋อร์เองก็ทอดทิ้งอารามมังกรผงาดไม่ลง ยามนี้
อารามมังกรผงาดเป็นลัทธิที่โด่งดังในโลกคุนหลุน นางเป็น
บุคคลที่มีสถานะเหมือนบรรพจารย์ หัวใจนางไม่อาจละทิ้ง
อารามมังกรผงาด นางหวังว่าวันหน้านางจะพาศิษย์ของ
อารามมังกรผงาดเหินสู่เบื้องบนไปด้วยกัน
ภายในตำหนักเมฆาม่วงบรรยากาศครึกครื้น ยามได้
มองสหายเก่าเหล่านี้โต้เถียงกัน คุยกันไม่หยุดเหมือน
เมื่อนานมาแล้ว ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้ม
ผิงอันกับหลินเฮ่าเทียนยังเป็นห่วงเช่นเดิมว่าเจียงเจี่ยน
ไปที่ไหน แต่เจียงฉางเซิงห้ามไม่ให้พวกเขาถาม ทั้งสองคนจึง
ไม่ถามต่อ
ผ่านไปพักใหญ่เจียงฉางเซิงก็เอ่ยว่า “เมื่อไปถึงแดน
เซียนพรหมแล้ว พวกเจ้าก็จงฝึกฝนให้ดี พันมหาโลกา
อันตรายยิ่งนัก สิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกของแดนเซียนพรหมล้วนเป็น
ขั้น
จักรพรรดิเซียน หากพลาดพลั้งบุกรุกเข้าไปในสถานฝึก
บำเพ็ญของผู้อื่น อาจดับสูญทั้งกายและดวงจิตก็เป็นได้”เยี่ยสวินตี๋หัวเราะ “มรรคาจารย์ ท่านวางใจเถิด วัยที่
ควรเผชิญโลกกว้าง วัยที่ชอบก่อเรื่อง พวกเราล้วนผ่าน
มานานมากแล้ว ตอนนี้คิดแต่จะสงบจิตใจฝึกบำเพ็ญเท่านั้น”
คนอื่นๆ ต่างขานรับตาม ทุกคนล้วนคิดเช่นนี้
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถิด!”
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ พาสวรรค์ทั้งสามสิบสามชั้น
ข้ามมิติออกไปจากห้วงอนันต์สุญญตา
ขั้น
พรหมไม่จำ เป็นต้องเดินทางในแบบที่สิ่งมีชีวิตรู้จัก
ขอเพียงกำหนดตำแหน่งของเป้าหมายได้ชัดเจน ก็ย้าย
ตำแหน่งไปได้ทันที
สวรรค์ทั้งสามสิบสามชั้นไม่โคลงเคลงแม้แต่น้อย
พวกเขาก็มาถึงแดนเซียนพรหมแล้ว
เจียงฉางเซิงนั่งลงแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้าออกไปข้างนอก
เถิด หาสถานที่สร้างสถานฝึกบำเพ็ญของแต่ละคน จะเลือก
สวรรค์ชั้นที่สามสิบสองก็ได้”
ทุกคนตะลึงงัน เร็วขนาดนี้ก็มาถึงแล้วหรือก่อนหน้านี้พวกเขาคาดเดากันไว้ว่าอย่างน้อยก็ต้อง
ใช้เวลาสักครึ่งชั่วยาม ความเร็วระดับนี้น่าเหลือเชื่อนัก ทั้งที่
พวกเขาคาดเดาสุดเท่าที่จินตนาการของตัวเองจะคิดได้แล้ว
แท้ๆ สถานที่ที่พวกเขามากันไม่ใช่สุดขอบห้วงอนันต์สุญญตา
แต่เป็นพันมหาโลกาอันลึกลับนั่นเชียวนะ
แม้พวกเขาจะตกตะลึงแต่พวกเขาก็ไม่ตั้งคำถาม
พวกเขาคำนับแล้วออกไปทันที
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็ตามออกไปด้วย
สายตาของเจียงฉางเซิงหันไปมองใต้ต้นสรวงสวรรค์
มหามรรคา ที่นั่นมีแท่นเหินสู่เบื้องบนแท่นหนึ่งตั้งอยู่
หลังจากนี้ผู้ที่เหินสู่เบื้องบนจะมาปรากฏตัวที่ต้นสรวงสวรรค์
มหาโลกาก่อน ค่อยเดินทางลงไปยังแดนเซียนพรหม เช่นนี้
พวกเขาจะได้เลือกสถานที่ฝึกบำเพ็ญของตนเองได้สะดวก
หากตั้งไว้ในแดนเซียนพรหม รอบด้านอาจถูกสถานฝึก
บำเพ็ญโอบล้อมได้ง่าย
ร่างแยกผานกู่สิบเอ็ดร่างอยู่ใต้ต้นสรวงสวรรค์มหา
มรรคาพร้อมกับร่างแยกพลังอาคมอีกร่างหนึ่ง ใครกล้าทำตัวกำเริบเสิบสานใต้ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา นั่นเท่ากับ
รนหาที่ตายโดยแท้
“รอให้จักรพรรดิเซียนกลุ่มแรกมาถึง ข้าก็ฝึกบำเพ็ญ
อย่างวางใจได้แล้ว”
เจียงฉางเซิงคิดอย่างเงียบๆ จักรพรรดิเซียนทั้งหลาย
ของห้วงอนันต์สุญญตาล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด
ของลัทธิแต่ละแห่ง นอกจากพรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญอัน
ยอดเยี่ยม พวกเขาก็เจนจัดในด้านการจัดการและพัฒนา
เช่นกัน พวกเขาจะต้องสร้างระบบระเบียบยุคบุกเบิกของแดน
เซียนพรหมได้อย่างแน่นอน
แน่นอนว่าในเมื่อกำหนดเส้นกั้นไว้ที่ขั้นจักรพรรดิเซียน
แดนเซียนพรหมก็คงยังเงียบเหงาอยู่อีกนานนับจากนี้ เฉกเช่น
โลกที่เพิ่งถือกำเนิด สรรพชีวิตยังไม่วิวัฒนาการ
เจียงฉางเซิงหลับตาแล้วเริ่มศึกษามรรคา
ขั้น
พรหมไม่ใช่ปลายทางของวิถีเซียนอย่างแน่นอน ยาม
นี้วิถีเซียนพัฒนามาถึงช่วงใหม่อย่างมั่นคงแล้ว เขาก็ควร
จดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญของตนเองด้วยหลายปีหลังจากนั้นมู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีก็กลับมา พวกนาง
เริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญในตำหนักเมฆาม่วง ส่วนพวกจีอู่จวิน
เยี่ยสวินตี๋และคนอื่นเลือกสวรรค์ชั้นที่สามสิบสองเป็นสถาน
ฝึกบำเพ็ญ อย่างน้อยการอยู่ใกล้เจียงฉางเซิงก็ปลอดภัยกว่า
กาลเวลาไหลเร็วดุจกระสวยทอผ้า
หนึ่งพันปีให้หลัง
จักรพรรดิเซียนกลุ่มแรกก็อาศัยแท่นเหินสู่เบื้องบนของ
แดนสวรรค์ ข้ามมิติมาถึงแท่นเหินสู่เบื้องบนใต้ต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา
พวกเขาแต่ละคนเพิ่งก้าวออกมาก็ถูกปราณวิญญาณ
แห่งมหามรรคาอันหนาแน่นในที่แห่งนี้ทำเอาตกตะลึง
หลังจากนั้นสายตาของพวกเขาก็จับจ้องต้นไม้ใหญ่ที่ค้ำจุน
ฟ้าดินอย่างหักห้ามตนเองไม่ได้ พวกเขาไม่เคยเห็นต้นไม้
วิเศษที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อน
“ราชันมรรคา ต้นไม้นี้มีความเป็นมาอย่างไรหรือ” ไท่ซั่ง
คุนหลุนเดินมาหาราชันมรรคานิพพานแล้วถามเสียงเบาราชันมรรคานิพพานส่ายหน้าตอบว่า “อาตมาไม่รู้จัก
หรอก คิดว่ามรรคาจารย์คงเป็นผู้ปลูกไว้ ไปกันเถิด ควรเข้าไป
ที่แดนเซียนพรหมแล้ว”
จิตสัมผัสของพวกเขาสำ รวจแดนเซียนพรหมแล้ว มันอยู่
เบื้องล่าง กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน
มากมายมหาศาลเหนือกว่าห้วงอนันต์สุญญตาเหลือคณานับ
หลังจากทั้งสองคนเดินเคียงกันจากไปแล้ว จักรพรรดิ
เซียนคนอื่นก็ทยอยจากไปบ้าง พวกเขาไม่กล้าคิดไม่ดีกับต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา แล้วอีกอย่างพวกเขาก็ตั้งตาคอยแดน
เซียนพรหมมากกว่า
จักรพรรดิเซียนเหล่านี้คิดเห็นพ้องกันอย่างยิ่ง หลังจาก
พวกเขาแยกย้ายกันในแดนเซียนพรหม สถานฝึกบำเพ็ญของ
แต่ละคนก็อยู่ห่างกันไกลโพ้น พวกเขาล้วนมีวิสัยทัศน์
กว้างไกลจึงไม่คิดจะอยู่ใกล้กันมากเกินไปนัก
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธขี่เมฆาเคลื่อนไปด้านหน้า เขาคิด
จะท่องแดนเซียนพรหมเสียก่อนแล้วค่อยคิดการอย่างอื่นร้อยปีหลังจากนั้น ผู้คนที่เคยทยอยเหินสู่เบื้องบน
มาบ่อยๆ ก็เว้นหายไปชั่วคราว มีจักรพรรดิเซียนเหินสู่เบื้องบน
มาทั้งสิ้นห้าสิบสี่คน กว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมาจากโลกสวรรค์ใบที่
สี่
แดนเซียนพรหมไม่ครึกครื้นขึ้นเพราะการมาถึงของ
พวกเขา เป็นเวลาเนิ่นนานนับจากนี้ที่แดนเซียนพรหมไม่มี
จำ นวนสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นเลย ถึงอย่างไรจักรพรรดิเซียนก็หาใช่ปุ
ถุชน พวกเขาไม่มีลูกมีหลานตามใจไปทั่ว
…
กาลเวลาดุจลูกธนู หมู่มวลดาราโคจรคล้อยผ่านแดน
เซียน สามพันภพมนุษย์ล่วงเลยผ่านกาลเวา
เมื่อมีค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์คอยปิดกั้น
การสอดส่องจากโลกภายนอก คลื่นพลังที่เล็ดลอดออกไปรอบ
แดนเซียนพรหมก็น้อยลงเรื่อยๆ การสังหารอริยอัครจักรพรรดิ
กระบี่ริษยาของเจียงฉางเซิงไม่ชักนำการรุกรานครั้งใหญ่ของ
มรรคาอริยะมาเยือนไม่ใช่ว่ามรรคาอริยะไม่แค้น แต่มรรคาอริยะกำลัง
ถูกชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์รุมโจมตีอย่างบ้าคลั่งอยู่ เจียง
ฉางเซิงรู้เรื่องนี้จากเสียงในใจของเจียงเจี่ยน ในชะตาเร้น ศึกนี้
โด่งดังจนผู้คนรู้กันทั่ว แม้แต่เจียงเจี่ยนก็ยังถูกบีบให้เข้าร่วม
ศึกของขั้นเทวะหลุดพ้นศึกหนึ่ง
ห้วงอนันต์สุญญตาก็เกิดเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเช่นกัน นั่นก็
คือจักรพรรดิสวรรค์ตัดสินใจเปลี่ยนนามของมหาพิภพนิล
เหลืองเป็นแดนเซียนเอกเทวะ แล้วแบ่งสามพันโลกแยกย่อย
ออกเป็นแดนเซียนขนาดเล็กจำ นวนมาก ทุกหมื่นปีจะ
มีจักรพรรดิเซียนหลายคนเหินสู่เบื้องบน ส่วนแดนสวรรค์เองก็
ขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว นามของมรรคาจารย์ค่อยๆ ห่างหาย
ไปจากหูของสรรพชีวิตทั้งหลาย แต่สิ่งมีชีวิตที่ศรัทธาในวิถี
เซียนกลับมีมากขึ้นทุกวัน
กาลเวลาห้าแสนปีผ่านไปอย่างไวว่อง
ห้วงอนันต์สุญญตากลายเป็นมิติมรรคาของวิถีเซียน
อย่างสมบูรณ์แล้ว ร่องรอยของวิถียุทธ์ถูกลบเลือน มีเพียงโลก
ของมนุษย์เดินดินเท่านั้นที่วิถียุทธ์ยังดำรงอยู่อย่างเฟื่องฟู แต่ในโลกบำเพ็ญเซียน วิถียุทธ์ถูกผสานเข้ากับระบบของวิถีเซียน
แล้ว มันกลายเป็นการฝึกบำเพ็ญสายกายา
วันนี้เอง
ณ ตำหนักเหนือเมฆา จักรพรรดิสวรรค์เท้าใบหน้าซีก
หนึ่งอย่างเกียจคร้าน ความน่าครั่นคร้ามของเขาสมัยสงคราม
มหันตภัยหดหายไปแล้ว หนวดเครายาวจรดหน้าอก ภายใต้
ท่าทางองอาจแฝงด้วยเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึก
เทพประจำ ในตำหนักก็ล้วนเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน
เฉินหลี่ นายท่านไป๋กับหยางเช่อล้วนเส้นผมสีขาวโพลนกัน
หมดแล้ว บรรยากาศรอบตัวพวกเขาผ่องแผ้วสมกับเป็นเซียน
“วันนี้มีเรื่องใดจะรายงานอีกเล่า”
จักรพรรดิสวรรค์ถามอย่างเบื่อหน่าย ระหว่างที่พูดก็หาว
ออกมาด้วย
แดนเซียนเอกเทวะภายใต้การปกครองของแดนสวรรค์
เป็นระเบียบเรียบร้อยดี แต่ใต้ความสงบสุขก็มีความดำมืดอยู่
บางครั้งบางคราวก็มีเรื่องที่ถูกร้องเรียนมาถึงแดนสวรรค์
ส่วนใหญ่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างสำ นักลัทธิ หรือไม่ก็ตระกูลเทพเซียน จักรพรรดิสวรรค์หมดความสนใจกับเรื่อง
พวกนี้ไปนานแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเขาสัมผัสได้ว่ามรรคา
สวรรค์เริ่มกีดกันตนเอง หัวใจของเขาก็ลอยไปหาแดนเซียน
พรหมมากกว่าเดิม
ระดับขั้นของเขาแข็งแกร่งเกินไป ตอนที่เขาคิดจะฝึก
พลังอภินิหาร คลื่นพลังที่แข็งแกร่งเกินไปทำให้มรรคาสวรรค์
พยายามขับไล่ ในห้วงเวลานั้นเขารู้สึกเหมือนตนเองอาจจะถูก
มรรคาสวรรค์เนรเทศไปยังห้วงมิติปริศนาสักแห่ง ดังนั้นเขาจึง
ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
พันมหาโลกากว้างใหญ่ไพศาล หากไม่เดินทางผ่านแท่น
เหินสู่เบื้องบนจะหลงทางเอาง่ายๆ บางทีอาจไปพบอันตราย
เทวะแห่งวิถียุทธ์ที่มาจากพันมหาโลกาเหล่านั้น
ป่าวประกาศไปทั่วมหาพิภพจิตจรแล้วว่าพันมหาโลกาน่ากลัว
มากเพียงใด
เฉินหลี่หัวเราะฮ่าๆ เอ่ยว่า “ฝ่าบาท มิใช่เรื่องใหญ่โตอัน
ใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ หากจะให้เล่า ก็คงต้องเริ่มเล่าจากเผ่ามังกรวิสุทธิ์ เผ่ามังกรวิสุทธิ์เป็นเผ่าพันธุ์แห่งมรรคาสวรรค์เผ่าแรกที่
มรรคาสวรรค์ให้กำเนิดออกมา พวกเขามีพรสวรรค์อัน
แข็งแกร่ง อวัยวะทั้งตัวรวมไปถึงเลือดและลมปราณล้วน
เป็นยอดของวิเศษสำ หรับการฝึกบำเพ็ญ เมื่อไม่นาน
ก่อนหน้านี้เผ่ามังกรวิสุทธิ์ถูกล่า ฝ่าบาท ถ้าอย่างไรรับเผ่า
มังกรวิสุทธิ์มาดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมาก็มีเทพเซียนเห็นด้วย แต่ก็มีเทพ
เซียนบางตนคัดค้าน
เหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านก็มีต่างๆ กันไป บางตนคิดว่า
เผ่ามังกรวิสุทธิ์มีพรสวรรค์แข็งแกร่งมากไป เกรงว่าแดน
สวรรค์จะคุมไม่อยู่ บางตนคิดว่านี่ไม่ยุติธรรมกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ
เกรงว่าหลังจากเผ่ามังกรวิสุทธิ์แข็งแกร่งขึ้นแล้วจะไปข่มเหง
รังแกเผ่าพันธุ์อื่นได้
จักรพรรดิสวรรค์ฟังจนเริ่มรำคาญจึงเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้น
ก็ส่งเผ่ามังกรวิสุทธิ์ไปโลกสวรรค์ใบที่สอง ให้อยู่กับเผ่าราชา
แห่งวิถีเซียน เช่นนี้ก็พอดี เผ่าพันธุ์แห่งมรรคาสวรรค์กับเผ่า
ราชาที่เกิดจากบุญบารมีจะได้ช่วยเหลือกัน”เผ่าราชาแห่งวิถีเซียนไม่ได้มีบทบาทโดดเด่นสักเท่าไรใน
มหันตภัยที่ผ่านมา แต่พวกเขาเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
ประมุขของเผ่าราชาผู้นั้นระดับขั้นบำเพ็ญอยู่ในขั้นจักรพรรดิ
เซียน ภายในระดับขั้นเดียวกัน ไม่มีจักรพรรดิเซียนร่วมมือกัน
สักสามคนก็ไม่มีทางต่อกรกับเขาได้ เขาพ่ายแพ้ยากยิ่งนัก
ในยุคสมัยแห่งความสงบ ผู้บำเพ็ญเซียนอาจประลอง
วิชากัน หรืออาจเข่นฆ่ากันด้วยความแค้นส่วนตัว เรื่องเหล่านี้
แดนสวรรค์จะลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง จะสั่งห้ามไม่ให้
ผู้บำเพ็ญเซียนประลองฝีมือกันเลย นั่นคงเป็นไปไม่ได้ ทั้งยัง
น่าขันยิ่งนัก
บทบาทของแดนสวรรค์คือควบคุมผู้บำเพ็ญเซียนมิให้
ข่มเหงรังแกปุถุชนคนธรรมดา ในขณะเดียวกันก็คอยจัดการ
เรื่องอยุติธรรมระหว่างผู้บำเพ็ญเซียนด้วยกัน แน่นอนว่า
ขอบเขตของความอยุติธรรมที่ว่าคลุมเครืออย่างยิ่ง บางครั้ง
มันก็ถูกขุมอำนาจของผู้บำเพ็ญเซียนมากมายใช้ประโยชน์
เจียงเทียนมิ่งก้าวออกมาเอ่ยว่า “ฝ่าบาท เมื่อใดข้า
จะเหินสู่เบื้องบนไปยังแดนเซียนพรหมได้”เมื่อคำนี้เอ่ยออกมาก็มีแม่ทัพสวรรค์หลายตนก้าวตาม
ออกมาด้วย พวกเขาส่วนใหญ่เป็นเทพเซียนเผ่าเจียง พวกเขา
มีสายเลือดของมรรคาจารย์ พรสวรรค์ย่อมเหนือกว่าสรรพ
ชีวิตทั้งหลาย แม้ว่าเผ่าราชาแห่งวิถีเซียนกับเผ่ามังกรวิสุทธิ์
จะผงาดขึ้นมาโดดเด่นแล้ว แต่เผ่าเจียงก็ยังคงเป็นเผ่าพันธุ์ที่
แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี ในช่วงเวลาห้าแสนปีที่ผ่านมาพวกเขา
มียอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นจนน่าตะลึงปรากฏตัวออกมา
มากมาย
มีคนหนึ่งถึงขั้นถูกยกย่องว่าเป็นเจียงอี้คนที่สอง!
จักรพรรดิสวรรค์โบกมือ “เราเคยบอกแล้วว่ารอ
อีกหน่อย เราอยากพาแดนสวรรค์เหินสู่เบื้องบนไปด้วยกัน
พวกเจ้าอยากเป็นเทพเซียนของแดนเซียนพรหม หรืออยาก
เป็นผู้บำเพ็ญเซียนของแดนเซียนพรหมกันเล่า”
คำพูดนี้ทำให้เจียงเทียนมิ่งฟังแล้วได้แต่อ้ำอึ้ง
เขาอยากบอกเหลือเกินว่าจะเป็นหรือไม่เป็นเทพเซียนก็
ช่างปะไร แต่ต่อหน้าสายตาธารกำนัลเช่นนี้ เขาจะฉีกหน้า
จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่ได้จักรพรรดิสวรรค์หยัดตัวขึ้นมานั่งตัวตรง สองมือค้ำอยู่
บนหัวเข่า เขาบิดคอไปมาแล้วเอ่ยว่า “ยังมีเรื่องใดอีก ต้องเป็น
เรื่องใหญ่ล่ะ ไม่อย่างนั้นก็อย่ารบกวนเรา เราต้องเขียนคัมภีร์
เทพจักรพรรดิสวรรค์อีก”
คัมภีร์เทพจักรพรรดิสวรรค์คือเคล็ดวิชาที่เขาสร้างขึ้น
เอง ในนั้นมีทั้งเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญ วิชาอาคม พลังอภินิหาร
ค่ายกลและอื่นๆ มันเป็นมรดกวิชาที่เขาทุ่มเทจิตใจตระเตรียม
เพราะเขาอยากทิ้งบางสิ่งเอาไว้ก่อนตนเองจากไป
เซียนเฒ่าองค์หนึ่งก้าวออกมารายงานเรื่องในแดน
มนุษย์อีกเรื่อง จักรพรรดิสวรรค์ไม่มีทางเลือกจึงได้แต่
ฟังต่อไป
ในเวลาเดียวกันนี้ ภายในมหาพิภพจิตจร
บุรุษผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนหน้าผา รอบตัวเขาคือทะเล
เมฆ มีเพียงหน้าผาที่เขาอยู่เท่านั้นที่โผล่พ้นเมฆา หน้าผาก
ของเขาแนบชิดจรดพื้น ร่างกายแข็งทื่อ
“เจ้าฝึกวิชากายทองคงกระพันสำ เร็จแล้วหรือ”เสียงหนึ่งลอยมา บุรุษผู้นั้นเงยหน้ามองก็เห็นสตรี
กระโปรงขาวนางหนึ่งยืนอยู่เหนือยอดเมฆก้มลงมามองเขา
………………………………………………….