เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 580 การเทศนาสั่งสอนวิชาในตำหนักเมฆาม่วง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 580 การเทศนาสั่งสอนวิชาในตำหนักเมฆาม่วง
“คนผู้นั้นคือผู้ใดกัน สหายนักพรตเคยพบเห็นหรือไม่”
นักพรตผู้สวมเสื้อคลุมขนนกคนหนึ่งเอ่ยถามเซียนหญิง
ที่เพิ่งเดินลงมาจากแท่นเหินสู่เบื้องบน สายตาของเขาจับจ้อง
อยู่บนร่างของซูอิ๋นที่อยู่ไกลๆ ซูอิ๋นนั่งสมาธิอยู่กลางท้องฟ้า
โลหิตและลมปราณหมุนวนรอบร่างก่อเกิดเป็นพายุ เกิด
ปรากฏการณ์อันตระการตาบนท้องฟ้าบริเวณนั้น
เซียนหญิงเหลือบมองแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เคยพบ
มาก่อน คนผู้นี้น่าจะอายุยังไม่มากนัก ระดับขั้นก็ไม่นับว่าสูง
มาอยู่ที่แดนเซียนพรหมได้อย่างไรกัน”
นักพรตเสื้อคลุมขนนกหัวเราะ “อาจเป็นทายาทในแดน
เซียนพรหมของจักรพรรดิเซียนสักคนก็ได้ ถึงจะมีแค่
จักรพรรดิเซียนที่เหินสู่เบื้องบนมายังแดนเซียนพรหมได้ แต่
ช้าเร็วตัวแดนเซียนพรหมเองก็ต้องมีสรรพชีวิตถือกำเนิดขึ้น
มาอยู่แล้ว”เซียนหญิงไม่ตอบสักคำ สายตาของนางถูกต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาดึงดูด ต้นสรวงสวรรค์มหามรรคาอัน
ยิ่งใหญ่งามตระการดูเหมือนกำลังค้ำจุนหลังคาของห้วงมิติใน
พันมหาโลกา ทำให้จักรพรรดิเซียนทั้งสองรู้สึกถึงความเล็ก
กระจ้อยร่อยของตนเอง
มาถึงแดนเซียนพรหมครั้งแรก พวกเขาก็ถูกต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคาทำให้ตะลึงงัน ความหยิ่งทระนงใน
หัวใจลดทอนลงตามไปด้วย
พวกเขาเพิ่งเหยียบเข้าขั้นเซียนทองเอกเทวะ ไม่ใช่เหล่า
จักรพรรดิเซียนที่เหินสู่เบื้องบนรุ่นแรกที่บรรลุขีดสุดของขั้น
เซียนทองเอกเทวะตั้งแต่ก่อนมาแล้ว ดังนั้นจิตใจของพวกเขา
ย่อมสู้ผู้ยิ่งใหญ่รุ่นก่อนหน้าไม่ได้
พวกเขานิ่งอยู่นานเป็นครึ่งวันกว่าจะขยับตัวเดินทางไปที่
แดนเซียนพรหม
หลายเดือนหลังจากนั้น
ซูอิ๋นก็หลอมกายยาสำ เร็จแล้วลอยลงมาที่พื้น เขาเริ่ม
เหวี่ยงขวานไม้เล่มหนึ่งขวานเล่มนี้เป็นสิ่งที่เขาแกะมาจากกิ่งของต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา มันหนักผิดธรรมดาอย่างยิ่ง อย่าง
น้อยเยี่ยสวินตี๋ก็ยกไม่ขึ้น
“เจ้าเพี้ยนไปแล้วหรือ ประเดี๋ยวๆ ก็เหวี่ยงขวาน
หลังจากนี้จะเอาเจ้าสิ่งนี้เป็นอาวุธอย่างนั้นรึ”
เยี่ยสวินตี๋ลืมตาขึ้นมาเห็นซูอิ๋นเหวี่ยงขวานอีกรอบก็
อดไม่ไหวเอ่ยหยอกล้อ
ซูอิ๋นตอบโดยที่ไม่หันหน้ากลับไปมอง “แน่นอนอยู่แล้ว
สิขอรับ ร่างมายาชาติก่อนที่มรรคาจารย์เคยเรียกออกมา
ทรงพลังถึงเพียงนั้น ข้าก็จะกลายเป็นตัวตนเช่นนั้นเหมือนกัน”
ร่างมายาผานกู่ที่มหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนครา
สวรรค์เรียกออกมาถูกจักรพรรดิเซียนทั้งหลายเข้าใจว่าเป็น
ร่างเมื่อชาติก่อนของมรรคาจารย์ ความเห็นประการนี้
แพร่หลายไปในมหาพิภพจิตจร ซูอิ๋นจึงรู้ด้วย
ท่าทางยามร่างมายาผานกู่เหวี่ยงขวานช่างน่าครั่นคร้าม
อย่างแท้จริง ตราบจนวันนี้เมื่อนึกย้อนไปเขาก็ยังรู้สึกขนลุกซู่อย่างอดไม่ได้ ร่างกายสั่นเทิ้มเบาๆ ขณะที่บนใบหน้าเผย
รอยยิ้มฮึกเหิม
เยี่ยสวินตี๋เห็นซูอิ๋นคึกขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุก็ส่ายหัว
ไปมา
เขาไม่เข้าใจคนรุ่นหลังยุคใหม่เอาเสียเลยจริงๆ
ในตอนนี้เอง
เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นในใจของเขา
“หนึ่งพันปีให้หลัง สวรรค์ชั้นที่สามสิบสามจะเปิดประตู
ข้าจะเทศนาสั่งสอนวิชาผู้คนทั้งหลายของแดนเซียนพรหมที่
ตำหนักเมฆาม่วง ผู้ปรารถนาจะฟังมาได้ทุกคน”
เยี่ยสวินตี๋เบิกตาโต ใบหน้าตื่นเต้นยินดี
ซูอิ๋นที่กำลังฝึกวิชาขวานอยู่ไกลๆ หยุดมือตามไปด้วย
เขาหันไปมองเยี่ยสวินตี๋แล้วถามว่า “ผู้อาวุโส ข้าไปฟังได้
หรือไม่”
ซูอิ๋นยังไม่ลืมตัวตนของตนเอง อัครเซียนยุทธ์อย่างเขา
คนนี้มาที่นี่เพื่อฝึกฝนชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนี้ยังต้องกลับไป
ดังนั้นพูดอย่างลงลึกแล้ว เขาไม่ใช่คนของแดนเซียนพรหมเยี่ยสวินตี๋ตอบอย่างฉุนๆ “ในเมื่อเจ้าได้ยินก็ย่อมไปได้สิ
เจ้าคิดว่าสรรพชีวิตของแดนเซียนเอกเทวะจะได้ยินหรือไร”
ซูอิ๋นได้ยินเช่นนี้ก็ไฟลุกโชน เขาคำรามเสียงดังออกมา
หลายหน พร้อมกับเหวี่ยงขวานเร็วกว่าเดิม
ในเวลาเดียวกัน ในตำหนักและสถานฝึกบำเพ็ญต่างๆ
ในแดนเซียนพรหมก็มีคลื่นพลังอันแข็งแกร่งสั่นไหว เป็น
หลักฐานว่าจักรพรรดิเซียนทั้งหลายกำลังตื่นเต้น
ภายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงกำลังจัดลานเทศนา พื้นที่ในตำหนักเมฆา
ม่วงเปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระ มันเปลี่ยนเป็นโลกขนาดเล็ก
สักใบก็ยังได้ เขาหวนนึกถึงลานเทศนาในอดีตที่ตนเองเคย
ไปเยือนก่อนหน้านี้ เขาอยากสร้างลานเทศนาที่ดูมีระดับมาก
ที่สุด
พื้นที่ภายในตำหนักเมฆาม่วงเปลี่ยนแปลงไม่หยุด
บางครั้งก็เป็นท้องฟ้าพราวพร่างดารา บางทีก็เป็นทะเลนภา
อันงดงามจับตามู่หลิงลั่วคอยออกความเห็นเป็นระยะ เจียงฉางเซิงก็
ฟังอย่างตั้งใจ
สิ่งที่ควรเอ่ยถึงสักหน่อยก็คือ การเทศนาหนนี้ จักรพรรดิ
เซียนทั้งหลายต่างเห็นพ้องกันว่าจะไม่ป่าวประกาศในมหา
พิภพจิตจร แม้แต่คนอย่างไป๋ฉีก็คิดเช่นเดียวกัน
…
ในหุบเหวอันมืดมิดแห่งหนึ่ง บรรพจารย์ไร้ทระนงที่เคย
พยายามฝ่าค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
ก่อนหน้านี้กำลังนั่งสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ ข้างกายของ
เขามีแผ่นศิลาตั้งอยู่หลายสิบแผ่น
เหนือศีรษะของเขา หรือก็คือด้านบนของหุบเหว เป็น
ทะเลดาวอันงดงามตระการตา ดวงดาราส่องแสงเป็นจุดๆ
มากมายนับไม่ถ้วน บางครั้งก็มีประกายแสงพุ่งวาบเป็นเส้น
ผ่านไป
ร่างหนึ่งเหาะจากฟ้าลงมาอยู่ข้างกายบรรพจารย์ไร้
ทระนงบรรพจารย์ไร้ทระนงไม่ลืมตา เขาเพียงแค่นเสียงหยัน
เอ่ยว่า “เจ้ามาหัวเราะเยาะข้ารึ”
ใต้แสงดาวสว่างไสว ผู้มาเยือนเป็นบุรุษหล่อเหลา
องอาจสวมอาภรณ์สีม่วง สองมือของเขาไพล่ไว้หลังบั้นเอว
สีหน้าเฉยชา ท่าทางเหมือนจักรพรรดิที่กำลังปรายตามอง
ขุนนางของตนเองด้วยแววตาสำ รวจตรวจสอบ
บุรุษอาภรณ์สีม่วงไม่เอ่ยตอบ เขาเพียงก้มมองบรรพ
จารย์ไร้ทระนงอย่างเดียว
ผ่านไปครู่ใหญ่บรรพจารย์ไร้ทระนงก็ลืมตาขึ้น เขาหันไป
มองบุรุษอาภรณ์สีม่วงแล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้ามาหนนี้เพราะ
เรื่องใดกันแน่”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย “ระยะนี้ห้วง
มิติแถวนี้มีขุมกำลังใหม่โผล่มา แรกสุดมีอริยอัครจักรพรรดิ
ของมรรคาอริยะวายชีวา ยามนี้เจ้าก็บาดเจ็บหนักอีก เหตุใด
เจ้าจึงไม่รายงานกับเบื้องบน”
บรรพจารย์ไร้ทระนงได้ยินก็ตอบด้วยสีหน้าถมึงทึงว่า
“เพราะความอยากรู้อยากเห็นของพวกเจ้ามันมีมากเกินไปอย่างไรเล่า นี่ก็คือจุดอ่อนของมัชฌิมาพิทักษ์ ความละโมบ
ของมัชฌิมาพิทักษ์มีมากกว่าปัญญา ยามนี้สามมหาวิถี
บำเพ็ญหลุดพ้นกำลังเปิดศึกกันอยู่ ข้าไม่อยากลากขุมอำนาจ
แห่งที่สี่เข้ามาร่วมแย่งชิงพลังชีวิตของมหามรรคาด้วย อีก
อย่างการกระทำของข้าเป็นการกระทำของคนเพียงคนเดียว
แต่หากมัชฌิมาพิทักษ์ลงมือซ้ำ ความแค้นนี้ก็จะฝังลึกมากขึ้น
”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงแค่นเสียงหยันท่าทางไม่พอใจ
พอสมควร
บรรพจารย์ไร้ทระนงถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เจ้าหมอนั่น
แข็งแกร่งมาก นอกจากประมุขของข้า คงไม่มีผู้ใดแตะต้องเขา
ได้ ไม่อย่างนั้นมัชฌิมาอัครจักรพรรดิของมัชฌิมาพิทักษ์ก็ต้อง
ลงมือรุมโจมตีเขาพร้อมกัน แต่เจ้าคิดว่ามัชฌิมาพิทักษ์ใน
ตอนนี้มีความกล้าพอจะทำเช่นนั้นไหมเล่า แล้วอีกอย่างใน
เมื่อเจ้าสงสัยว่าเขาเป็นคนสังหารอริยอัครจักรพรรดิของ
มรรคาอริยะ ขืนมัชฌิมาพิทักษ์ไปล่วงเกินเขาอีก ชะตาเร้นก็
จะกลายเป็นกลุ่มเดียวที่ดึงพวกเขาไปเป็นพวกได้น่ะสิถึงตอนนั้นหากต้องหาพันธมิตรตามอีกฝั่งขึ้นมา เจ้าอยาก
จะไปร่วมมือกับมรรคาอริยะอย่างนั้นรึ!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด พอเอ่ยถึง
มรรคาอริยะ เขาก็รักษาท่าทางสุขุมไว้ไม่ได้อีกต่อไป
เขาแค้นมรรคาอริยะเหลือเกิน
ชะตาเร้นกับมัชฌิมาพิทักษ์ร่วมมือกันจัดการมรรคา
อริยะ มิใช่เพราะพลังชีวิตแห่งมหามรรคาเพียงอย่างเดียว
พลังชีวิตแห่งมหามรรคาถูกมรรคาอริยะได้ไปครองแล้ว ต่อให้
สู้ชนะ พลังชีวิตแห่งมหามรรคาก็น่าจะถูกใช้ไปแล้ว พวกเขา
เพียงเอาเหตุผลนี้มาอ้างเพื่อจะทำลายมรรคาอริยะให้พินาศ
ต่างหาก
บุรุษอาภรณ์สีม่วงขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เจ้าหมอนั่น
แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นจริงหรือ”
บรรพจารย์ไร้ทระนงพยักหน้าตอบว่า “มีแต่จะแข็งแกร่ง
กว่านั้นไม่มีอ่อนแอกว่าแน่นอน ประวัติความเป็นมาของเขา
ลึกลับ ไม่ได้มาจากสามมหาวิถีบำเพ็ญหลุดพ้นแน่ หากมาจากอาณาเขตอื่นยิ่งไม่ควรเข้าไปหาเรื่องเข้าไปใหญ่ ในพัน
มหาโลกาผู้แข็งแกร่งล้วนกัดกินผู้อ่อนแอ ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่า
ในห้วงมิติซ่อนตัวตนที่น่ากลัวอันใดไว้บ้าง วิถีบำเพ็ญหลุดพ้น
อันเกรียงไกรตั้งไม่รู้เท่าไรที่ถูกทำลายเพราะไปล่วงเกินตัวตน
ที่ไม่รู้จักเข้า เรื่องนี้ เจ้าคงไม่ได้ลืมแล้วหรอกกระมัง”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงสีหน้าย่ำแย่ขึ้นทุกที
บรรพจารย์ไร้ทระนงหลับตาไม่พูดอะไรต่ออีก สีหน้าของ
เขาย่ำแย่ลงอีกครั้ง ผิวทั่วตัวค่อยๆ กลายเป็นหิน
เขาต้องสละอีกหนึ่งชีวิตแล้ว!
ภาพนี้ทำให้บุรุษอาภรณ์สีม่วงที่มองอยู่คิ้วขมวดแน่น
ยิ่งกว่าเดิม เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็
รักษาตัวให้ดีเถิด เรื่องนี้ปล่อยไปก่อนชั่วคราว”
กล่าวจบเขาก็หายวับไปจากตรงนั้น
บรรพจารย์ไร้ทระนงกลายร่างเป็นแผ่นหินแผ่นหนึ่ง
ดวงวิญญาณหลุดออกมาจากด้านในแล้วเริ่มสร้างกายเนื้อ
ใหม่อีกครั้งทุกครั้งที่สละชีวิต คลื่นพลังของเขาก็จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ตัวเขาในตอนนี้มีพลังไม่เท่าวันที่บุกฝ่าค่ายกลแล้ว
…
กำหนัดเวลาพันปีมาถึงอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
สวรรค์ชั้นที่สามสิบสามเปิดออก จักรพรรดิเซียนคนแล้ว
คนเล่าขี่เมฆาเหาะเหินทะลุสวรรค์ชั้นแล้วชั้นเล่าจนมาถึง
เบื้องหน้าตำหนักเมฆาม่วง
ไป๋ฉียืนอยู่หน้าประตู นางยิ้มแย้มมองจักรพรรดิเซียน
ทั้ง
หลาย จักรพรรดิเซียนทั้งหลายรออยู่เบื้องหน้านาง
จนกระทั่งประตูบานใหญ่เปิดออก
เทพธิดาเซียวเหอเหาะมา ไป๋ฉีสังเกตเห็นจึงกวักมือทันที
แล้วยิ้มบอกว่า “เซียวเหอ ยังไม่มาตรงนี้อีก”
เทพธิดาเซียวเหอเดินไปหยุดเบื้องหน้านางแล้วยกมือ
คารวะทันที
จักรพรรดิเซียนคนอื่นเห็นจนชินชาแล้วจึงไม่แปลกใจ
ใครๆ ก็รู้ว่าเบื้องหลังเทพธิดาเซียวเหอมีพระแม่ฝูหยวน
ปกป้องคุ้มครองอยู่ ความจริงก็คือจักรพรรดิเซียนทุกคนเคยได้รับความช่วยเหลือจากพระแม่ฝูหยวนกันทั้งนั้น ดังนั้น
พวกเขาจึงล้วนเคารพพระแม่ฝูหยวนอย่างยิ่ง
บรรยากาศหน้าตำหนักเมฆาม่วงกลมเกลียวยิ่งนัก
อย่างน้อยในฉากหน้าก็เป็นเช่นนั้น
ราชันมรรคานิพานหันไปมองปฐมาจารย์หมื่นพุทธแล้ว
ถอนหายใจ “สหายนักพรตดูเหมือนจะก้าวไปเหยียบขั้นพรหม
ได้ครึ่งก้าวแล้วใช่หรือไม่”
เจ้าลัทธิคุนหลุนหันมามองบ้าง เขานับปฐมาจารย์หมื่น
พุทธเป็นคู่แข่งมาตลอด แน่นอนว่าในทางที่ดี พวกเขาต่าง
นับถือชื่นชมกันและกัน
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธส่ายหน้าบอกว่า “ขั้นพรหม
ยากเย็นยิ่งนัก อาตมายังต้องฝึกบำเพ็ญต่อไป”
จักรพรรดิเซียนที่ระดับขั้นค่อนข้างต่ำเหล่านั้นมองดู
ผู้ยิ่งใหญ่สามอันดับสูงสุดสนทนากัน แล้วฟังบทสนทนาอย่าง
ตั้ง
ใจ หวังว่าจะล่วงรู้ความลับของขั้นพรหมสักอย่างจากปาก
ของพวกเขาซูอิ๋นยืนอยู่ข้างกายเยี่ยสวินตี๋ เขาส่งกระแสจิตสื่อสารมา
ไม่หยุด คอยถามเยี่ยสวินตี๋ว่าผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ตรงนั้น
มีใครบ้าง แต่ละครั้งที่ได้ยินนามหนึ่ง เขาก็จะตื่นเต้นอย่างยิ่ง
พวกเขาล้วนเป็นคนในตำนานทั้งนั้น
จีอู่จวินและอวี้เหยียนอี้เห็นเทพธิดาเซียวเหอ
ลางสังหรณ์ก็บอกพวกนางว่าสตรีนางนี้ไม่ธรรมดา
เทพกระบี่หลับตาสงบจิตใจประหนึ่งหลักไม้ไม่มองผู้ใด
ทั้ง
สิ้น
แม้พวกเขาเหล่านี้จะยังก้าวไปไม่ถึงขั้นเซียนทองเอกเท
วะ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนพวกเขา ยามนี้ในแดนเซียนพรหม
สิ่งมีชีวิตที่จักรพรรดิเซียนทั้งหลายเสกขึ้นมายังอยู่ในช่วงเพิ่ง
เริ่มเกิดสติปัญญาจึงย่อมไม่มีคุณสมบัติมาฟังเทศนา ดังนั้น
พวกที่มาฟังเทศนาแต่ไม่ใช่จักรพรรดิเซียนล้วนเป็นคนที่
มีฐานะน่ากลัวกว่าจักรพรรดิเซียนกันทั้งนั้น
เมื่อไม่มีจักรพรรดิเซียนเดินทางมาอีกแล้ว ประตูใหญ่
ของตำหนักเมฆาม่วงก็เปิดออกอย่างกะทันหัน แสงเจิดจ้าฉายออกมา ส่องต้องร่างของไป๋ฉีกับเพทธิดาเซียวเหอที่อยู่หน้า
ประตู
เสียงระฆังอันคุ้นเคยลอยออกมาจากในตำหนักเมฆา
ม่วง ทำให้จักรพรรดิเซียนทั้งหลายรู้สึกคล้ายเดินทางมาถึง
มหาพิภพจิตจร
“ทุกท่าน เชิญเข้ามาเถิด!”
ไป๋ฉีม้วนแขนเสื้อแล้วเอ่ยเชิญ หลังจากนั้นนาง
จึงหันหลังเดินเข้าไปในตำหนักอย่างสง่างาม
ผู้มาฟังเทศนาทั้งหลายตามหลังนางไปติดๆ
เทพธิดาเซียวเหอเดินอยู่ด้านหลังไป๋ฉี พลางนึกถึงสหาย
เก่าคนหนึ่งอย่างอดไม่ได้ หากเขาเป็นเซียนทองเอกเทวะแล้ว
เหมือนกันจะดีมากเพียงใด นางกับเขาจะได้มาฟังเทศนาที่นี่
ด้วยกันอีก
นางรู้จักจักรพรรดิเซียนในแดนเซียนพรหมทุกคน ไม่
มีสหายนักพรตนามฉางเซิงผู้นั้น แต่เมื่อนางเอ่ยถึงนามของ
สหายนักพรตฉางเซิง สีหน้าของสหายนักพรตบางคนกลับดู
แปลกพิกลหลังเข้ามาในตำหนักเมฆาม่วง ผู้แสวงมรรคาทั้งหลายก็
เดินขึ้นไปบนบันไดหินที่เปล่งประกายสีรุ้ง สองฟากฝั่งมีแส
งงดงามสีรุ้งขยับไปมา ขณะที่พื้นเป็นสีม่วงทำให้ที่แห่งนี้ดู
ลึกลับแต่เจิดจรัสลายตา
ผู้แสวงมรรคาทั้งหลายล้วนถูกแสงอันงดงามสองฟาก
ฝั่งดึงดูด พวกเขามองเห็นตัวเองในอดีตอยู่ในแสงละลานตา
นั้น
เงาร่างร่างแล้วร่างเล่าเหมือนจะเดินเคียงข้างไปพร้อม
พวกเขาจากอีกฟากฝั่งของแสงอันตระการตา
เทพธิดาเซียวเหอมองเห็นอดีตของตนเองเช่นกัน ทำให้
นางเหม่อลอยเล็กน้อย
บันไดศิลาจมลงในความเงียบ นอกจากไป๋ฉี ผู้แสวง
มรรคาทั้งหลายล้วนจมอยู่กับห้วงอดีตของตนเอง
ไป๋ฉีลอบสงสัยใคร่รู้ในใจ นี่นายท่านกำลังใช้วิชาอะไรอยู่
กันนะ
แม้แต่ปฐมาจารย์หมื่นพุทธผู้ตบะแก่กล้าคนนั้นยังจมอยู่
ในวิชาของนายท่านอย่างจัง หากนายท่านอยากสังหารเขา
เขาคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะโต้กลับเลยกระมังสาเหตุที่ไป๋ฉีคิดเช่นนี้ก็เพราะว่าปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
ครอบครองตำแหน่งอันดับสองของวิถีเซียนอย่างมั่นคงแล้ว
นางกลัวว่าหลังจากวิถีเซียนรุ่งโรจน์แล้วจะมีคนหักหลังนาย
ท่านของตน
……………………………………………