เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 579 บันทึกค่ายกลพรหม ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 579 บันทึกค่ายกลพรหม ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ
แผ่นหินที่เงาร่างสวมหน้ากากหยิบออกมาขยายใหญ่
อย่างรวดเร็ว จนคล้ายขุนเขาลูกหนึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะของ
พวกเขาศิษย์อาจารย์สามคน
ผิวของแผ่นหินมีอักขระประหลาดลอยอยู่ตัวแล้วตัวเล่า
รอยเส้นของอักขระเปล่งแสงสีครามน่ากลัว มันส่องแสงเจิดจ้า
อาบห้วงมิติบริเวณนี้ ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
ถูกกระตุ้นให้ทำงาน มหาค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้ว
ฉายแสงสีรุ้งออกมาตามรูปทรงของค่ายกล
“เหอะ!”
เงาร่างสวมหน้ากากแค่นเสียงหยันแล้วพาลูกศิษย์สอง
คนผลุบหายเข้าไปในแผ่นหิน
แผ่นหินลอยสูง ก่อนจะพาพลังอันแข็งแกร่งดิ่งลงมาหา
ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ ตามมาด้วยเสียงดัง
เปรี้ยง แสงสีรุ้งรูปทรงค่ายกลถูกชนจนบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงจักรพรรดิเซียนทั้งหมดในแดนเซียนพรหมพากันลืมตาขึ้น
พวกเขาหันไปมองทางแผ่นหินอย่างพร้อมเพรียง
จิตสัมผัสของจักรพรรดิเซียนแข็งแกร่งเหลือคณา เพียง
พริบตาเดียวพวกเขาก็เห็นการเคลื่อนไหวของแผ่นหิน
ศัตรูบุกโจมตีอย่างนั้นรึ
จักรพรรดิเซียนตนแล้วตนเล่าเหาะไปทางแผ่นหินทันที
พวกเขามาถึงสุดขอบดินแดนของแดนเซียนพรหมอย่าง
รวดเร็ว ก่อนจะยืนเรียงแถวหน้ากระดาน จักรพรรดิเซียน
มากกว่าหนึ่งร้อยตน มองแผ่นหินที่อยู่ในความมืดมิด
ด้านนอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
จังหวะเดียวกับที่แผ่นหินจู่โจม ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์
หมื่นปรากฏการณ์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มันทำให้พวกเขา
สัมผัสสถานการณ์ที่อยู่นอกค่ายกลได้ คลื่นพลังที่แผ่ออก
มาจากแผ่นหินทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญแขวน
“แข็งแกร่งมาก อีกฝ่ายจะต้องเหนือกว่าขั้นเซียน
ทองเอกเทวะอย่างแน่นอน!”
“นี่มันของวิเศษชั่วช้าอันใด”“เดี๋ยวก่อนนะ ของวิเศษชิ้นนี้มีกลิ่นคาวโลหิตด้วย!”
“หรือว่าจะเป็นมรรคาอริยะ”
“เป็นไปได้มาก ถึงอย่างไรวิถียุทธ์ก็สั่นคลอนพวกเรา
ไม่ได้อยู่แล้ว มีแต่มรรคาอริยะลึกลับที่เคยโผล่มาพวกนั้นที่
มีกำลังพอจะทำเรื่องนี้”
“หากพวกเราลงมือจะขวางมันได้หรือไม่”
“ยากนัก เกรงว่าคงมีแต่ขั้นพรหมในตำนานเท่านั้นจึง
จะสยบมันได้”
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายหารือกัน ระดับขั้นของพวกเขา
คือเซียนทองเอกเทวะ ใกล้กับขั้นพรหมแล้ว แต่ก็ยังเหลือ
หนทางอีกไกลแสนไกล มีจักรพรรดิเซียนบางตนถึงขั้นรู้สึกว่า
ชั่วชีวิตนี้คงไร้ความหวังบรรลุขั้นพรหม
เทพธิดาเซียวเหอก็อยู่ในกลุ่มจักรพรรรดิเซียนตรงนี้ด้วย
ตัวนางในยามนี้เติบใหญ่จนเป็นขั้นเซียนทองเอกเทวะแล้ว
นางกำลังพยายามขึ้นไปให้ถึงขั้นพรหม
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายไม่บุ่มบ่ามลงมือ เพราะพวกเขา
รู้ดีว่ามรรคาจารย์กำลังป้องกันศัตรูอยู่ พวกเขาอยากดูว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่
ในขณะเดียวกันนั้น
บนต้นสรวงสวรรค์มหามรรคา ร่างแยกผานกู่ร่างแล้ว
ร่างเล่าก็ลุกขึ้นยืน เยี่ยสวินตี๋กับซูอิ๋นที่อยู่ใต้ต้นไม้ถูกคลื่นพลัง
อันน่ากลัวที่อยู่ไกลๆ นั่นทำเอาสะพรึง พวกเขาไม่ทันสังเกต
ร่างแยกผานกู่ด้านบน
ในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงกับมู่หลิงลั่วจับตามองแผ่นหินนั่นอยู่
เหมือนกัน
“พี่ฉางเซิง ภัยหนนี้อันตรายหรือไม่เจ้าคะ” มู่หลิงลั่ว
หันไปมองเจียงฉางเซิงแล้วถามเสียงเบา
แม้นางจะเหยียบย่างสู่มรรคาแห่งโชคชะตาแล้ว แต่
ตัวตนที่อยู่ในพันมหาโลกาส่วนใหญ่ต่างแข็งแกร่งกว่านาง
ตอนนี้มรรคาแห่งโชคชะตาของนางจึงใช้ประโยชน์ในพันมหา
โลกาไม่ได้
“อันตรายหรือ น่าจะเรียกว่า อยู่ดีไม่ว่าดี ดันหาเรื่องให้
หนทางของตนเองสิ้นสุดมากกว่า”เจียงฉางเซิงส่ายหัว หลังจากนั้นก็ถอนหายใจกับเงาร่าง
สวมหน้ากาก
สี่แสนสามหมื่นแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ น่าเสียดาย
แท้ๆ!
มู่หลิงลั่วฟังจบก็ผลิรอยยิ้มออกมาอย่างห้ามตนเอง
ไม่ได้ นางค้นพบว่าแม้เจียงฉางเซิงปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่
เป็นประจำ แต่ความเป็นมนุษย์ของเขาก็ยังอยู่ ไม่เหมือน
ผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นของวิถีเซียนที่ดูเย็นชาไร้หัวใจประหนึ่งตุ๊กตา
“ข้าไปครู่เดียวก็กลับมาแล้ว เจ้าคอยเฝ้าดูเถิด”
เจียงฉางเซิงทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคาหายวับไปจากในตำหนักทันที
แผ่นหินยังคงพุ่งชนค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่น
ปรากฏการณ์อยู่ แสงสีครามมหาศาลห้อมล้อมทั่วมหาค่าย
กล ด้านในแสงสีครามมีเงาร่างน่ากลัวนับไม่ถ้วนอยู่ในนั้น
พวกมันเหมือนกำลังสาวเท้ามุ่งมายังแดนเซียนพรหม แม้แต่
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายเห็นแล้วก็ยังขมวดคิ้ว ในใจรู้สึก
ไม่สบายใจอย่างยิ่งในตอนนั้นเอง
เบื้องหน้าของจักรพรรดิเซียนทั้งหลาย ตรงสุดขอบของ
ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ บัลลังก์เทพสวรรค์
มหามรรคาปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า มันใหญ่โต
ยิ่งนัก ร่างแยกผานกู่ร่างแล้วร่างเล่าโผล่จากความว่างเปล่า
มาอยู่สองฟากฝั่งของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา พวกเขา
ต่างใช้อภินิหารทาบฟ้าเทียมพสุธา ร่างกายจึงใหญ่โตดุจมหา
บรรพตยามกำเนิดโลก
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายเห็นร่างเหล่านั้นก็หลุดสีหน้า
คิดไม่ถึง มรรคาจารย์มีร่างแยกมากมายเพียงนี้เชียว
ก่อนหน้านี้สมัยฟังเทศนาในมหาพิภพจิตจร พวกเขาเคย
เห็นร่างของมรรคาจารย์มาแล้ว ร่างนั้นสลักลึกอยู่ใน
ความทรงจำ เห็นเพียงปราดแรกก็มองออก
เทพธิดาเซียวเหอเองก็จดจำ ได้เช่นกัน พูดไปแล้ว ตอน
ฟังเทศนาครั้งแรก นางรู้สึกว่ามรรคาจารย์คล้ายกับสหาย
นักพรตฉางเซิงในความทรงจำ ของนางคนนั้นอยู่นิดหน่อย แต่ต่อมานางก็คิดว่าตนเองจำ ผิด เพราะมีรูปลักษณ์เท่านั้นที่
คล้ายกัน แต่บรรยากาศรอบตัวแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คลื่นพลังมหาศาลนับอนันต์ของมรรคาจารย์ ไม่มีผู้ใดใน
วิถีเซียนเทียบได้
ร่างแยกผานกู่สิบเอ็ดร่างยืนเรียงตำแหน่งเป็นค่ายกล
อย่างพร้อมเพรียง มหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์
ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
แผ่นหินนอกค่ายกลเองก็กำลังรวบรวมพลังชนิดที่
ก่อนหน้าเทียบไม่ติดเช่นกัน แสงสีครามนับอนันต์รวมตัวกัน
กลายเป็นอาภรณ์แสงชั้นหนึ่งคลุมอยู่บนแผ่นศิลา หมายจะ
โจมตีค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์
ด้านในแผ่นศิลา
เงาร่างสวมหน้ากากกับศิษย์ทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่
กัน พวกเขามองร่างของเจียงฉางเซิง แสงเจิดจ้าจากสมบัติ
อาคมบดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของเจียงฉางเซิงกับเหล่าร่าง
แยกไว้ แต่ดูท่าทางแล้วพลังของพวกเขาคงไม่ธรรมดา
“อาจารย์ ท่านเคยพบคนผู้นี้หรือไม่”บุรุษสวมเกราะเทพเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
เขาเคยเห็นตัวตนที่แข็งแกร่งมานับไม่ถ้วน แต่ตัวตนที่
ลึกลับทั้งยังมีพลังยิ่งใหญ่เช่นคนตรงหน้าผู้นี้ เขาไม่เคยพบ
มาก่อน
แม้แต่ประมุขของมัชฌิมาพิทักษ์ยังไม่ถึงขนาดนี้เลย
เงาร่างสวมหน้ากากตอบว่า “ไม่เคยพบ แต่เขามีพลัง
เหนือกว่าจักรพรรดิของวิถีบำเพ็ญหลุดพ้น”
จากนั้นเขาก็ยกฝ่ามือขึ้นแล้วตบไปด้านหน้า แผ่นศิลา
สะท้านอย่างรุนแรง ก่อนจะส่งคลื่นพลังที่ทรงพลังที่สุดของมัน
ออกไปสังหาร
แทบจะในเวลาเดียวกัน เหนือศีรษะของเจียงฉางเซิงกับ
ร่างแยกผานกู่ทั้งสิบเอ็ดร่างก็มีร่างที่ดูทรงพลังยิ่งกว่าร่างหนึ่ง
ก่อตัวเป็นรูปร่าง ร่างนั้นลุกพรวดขึ้นมาแล้วคำรามอย่างไร้
เสียง เขาขยับแขนเหวี่ยงขวานยักษ์ในมือ สั่งสมแรงง้างจนถึง
ขีดสุดแล้วฟันออกไปอย่างดุดัน
ด้านหลังนั้น จักรพรรดิเซียนทั้งหลายที่เหาะอยู่เหนือสุด
ขอบของแดนเซียนต่างเบิกตาโต ชั่วอึดใจที่ร่างมายาของผานกู่ปรากฏตัว ดวงวิญญาณของพวกเขาต่างสั่นสะท้าน
หนึ่งขวานฟันออกไป!
ค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์ไม่ขัดขวาง มัน
ปล่อยให้คลื่นพลังของขวานเล่มนี้พุ่งเข้าไปปะทะกับแผ่นศิลา
เปรี้ยง!
แผ่นศิลาที่ถูกแสงสีครามห้อมล้อมแตกกระจายเป็น
ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา เงาร่างสวมหน้ากากกับลูกศิษย์
ทั้ง
สองคนของเขาปรากฏตัว เงาร่างสวมหน้ากากใช้พลังของ
ตนเองสร้างเป็นโล่ แต่ขวางไว้ไม่อยู่แม้แต่น้อย
โล่ป้องกันแตกกระจาย!
เงาร่างสวมหน้ากาก บุรุษสวมเกราะเทพ และสตรี
กระโปรงหลากสีต่างสลายเป็นเถ้าธุลี หลงเหลือเพียง
ความว่างเปล่า
คลื่นพลังของขวานกวาดขนานไปจนสุดปลายห้วงมิติ
เกิดเป็นรอยทางแห่งความพินาศอันเงียบสงัด ปราณวิญญาณ
แห่งมหามรรคาแหวกออกเป็นกำแพงปราณอันยิ่งใหญ่สองฝั่งดูคล้ายถนนอันเป็นนิรันดร์ของทวยเทพที่ทอดผ่านห้วงเวลา
นับอนันต์
แดนเซียนพรหมเงียบกริบ!
จักรพรรดิเซียนทั้งหลายไม่อยากจะเชื่อสายตาของ
ตนเอง
ก่อนหน้านี้พลังของแผ่นศิลาน่ากลัวถึงเพียงนั้น แต่มัน
กลับถูกมรรคาจารย์ทำลายในกระบวนท่าเดียว
พวกเขารู้ว่ามรรคาจารย์ไร้คู่ต่อกร แต่ไม่รู้ว่าไร้คู่ต่อกร
ที่ว่านั่นจะสำ แดงพลังได้ถึงระดับนี้
พวกเขาอยู่ห่างจากมรรคาจารย์ไกลแสนไกลเพียงใดกัน
บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เจียงฉางเซิงยังไม่คิด
ว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว แผ่นศิลากับสามคนด้านในนั้นสลาย
เป็นเถ้าธุลีไปแล้วก็จริง แต่คลื่นพลังอันแข็งแกร่งสายนั้นยัง
คงอยู่
ตัวตนที่มูลค่าเท่ากับสี่แสนสามหมื่นแต้มมรรคาสวรรค์
อาจสู้เขาไม่ได้ แต่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันตัวเจียงฉางเซิงยกมือขึ้น เตาหลอมสามพันสรรพสิ่งลอย
ออกมา มันกำลังจะขยายใหญ่ แต่ทันใดนั้นคลื่นพลังอัน
แข็งแกร่งนั่นก็หายวับไป แม้แต่จิตสัมผัสของเขาก็ตรวจจับ
ไม่พบ
เร็วถึงเพียงนี้เชียว
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว มิน่าอีกฝ่ายถึงกล้าฝืนบุกฝ่าค่ายกล
เขาเก็บเตาหลอมสามพันสรรพสิ่งทันที จากนั้นเขาก็
หายตัวไปพร้อมกับร่างแยกผานกู่ทั้งสิบเอ็ดร่าง ทิ้งไว้เพียงร่าง
มายาของผานกู่ที่กำลังจางหายบนท้องนภา ท่วงท่าอัน
น่าเกรงขามยามร่างมายาผานกู่เหวี่ยงขวานเมื่อครู่จะอยู่ใน
ห้วงความทรงจำ ของพวกเขาไปชั่วนิรันดร์
“แข็งแกร่งมาก…”
“ศาสตร์แห่งการแยกร่าง…ที่แท้ร่างแยกก็ใช้ตั้งค่ายกล
ทำให้พลังของตนเองเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลได้”
“มรรคาจารย์ใช้ค่ายกลใดกัน ร่างมายาที่เรียกออกมา
ช่างน่ากลัวนัก…”“มรรคาจารย์มีพันร่างหมื่นลักษณ์ บางทีนั่นอาจเป็นร่าง
ในชาติก่อนของมรรคาจารย์ก็ได้ แม้เขาจะกลับชาติมาเกิด
แล้ว แต่ก็ยังเรียกตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมาได้”
“อาจเป็นไปได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ บางทีมรรคาจารย์
อาจก้าวพ้นขั้นพรหมไปแล้ว เขากำลังบุกเบิกระดับขั้นที่สูง
ขึ้นไปอีก”
บรรดาจักรพรรดิเซียนอุทานอย่างตกตะลึง ถ้อยคำของ
พวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพยกย่อง
อีกด้านหนึ่ง
สุดปลายอีกฝั่งของห้วงมิติอันไกลโพ้น เงาร่าง
สวมหน้ากากปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า หน้ากาก
ของเขาปริแตก เผยให้เห็นดวงหน้าหล่อเหลาที่บางมุมก็แลดู
คล้ายดวงหน้าของสตรี
ทันใดนั้นเขาก็กระอักโลหิตสีดำออกมาคำหนึ่ง ร่างกาย
ท่าทางไร้เรี่ยวแรงในพริบตา
เขาเบิกสองตาโตแล้วโคจรพลังทันที แต่เขากลับห้าม
โลหิตที่กระอักออกมาไม่ได้แม้แต่น้อย“บัดซบ…นี่มันพลังอันใดกัน…”
เงาร่างสวมหน้ากากก่นด่าเสียงแผ่วเบา น้ำเสียง
เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ไม่นานกายเนื้อของเขาก็เริ่มกลายเป็นหิน จนสุดท้าย
กลายเป็นแผ่นศิลาแผ่นหนึ่ง ดวงวิญญาณของเขาลอยออก
มาจากในแผ่นศิลา ก่อนจะก่อตัวเป็นกายเนื้อร่างใหม่
ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเขาก็ยังซีดเผือด กายเนื้อดูคล้ายร่าง
วิญญาณ เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวหาย สร้างได้ไม่สมบูรณ์
“หนนี้ขาดทุนหนักแล้ว…อย่างน้อยก็คงต้องพักรักษาตัว
นับพันนับหมื่นปี เจ้าหมอนั่นเป็นเทพเทวาจากที่ใดกันแน่ มัน
ต้องไม่ได้มาจากชะตาเร้นกับมรรคาอริยะแน่ ซวยจริงๆ”
เงาร่างสวมหน้ากากสบถด่า ห้วงมิติแถวนี้อาจมีผู้
แข็งแกร่งจากอาณาเขตอื่นโผล่มาก็จริง แต่เขาเพิ่งเคยพบ
ตัวตนที่แข็งแกร่งระดับนี้เป็นครั้งแรก ทันทีที่ลงมือก็
ใช้กระบวนท่าสังหาร ที่สำ คัญที่สุดก็คือเขาเกือบแตกดับทั้งกา
ยาและดวงวิญญาณไปแล้วเขานึกย้อนท่าทางยามเหวี่ยงขวานของร่างมายาผานกู่
สิ่งนั้นช่างทรงพลังเหลือคณา มันโถมทลายทุกสิ่งเบื้องหน้า ไม่
มีสิ่งใดขัดขวางได้ทั้งนั้น
มีผู้แข็งแกร่งระดับนี้ยึดครองที่แห่งนี้อยู่ สถานการณ์
ของอาณาเขตนี้คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เงาร่างสวมหน้ากากถอนหายใจ แล้วพาแผ่นศิลาจากไป
เขาทำใจยอมรับว่าครั้งนี้ตนเองถึงคราวซวย!
…
[อายุเซียน 769,887 ปี บรรพจารย์ไร้ทระนงหมายตาต้น
สรวงสวรรค์มหามรรคา เจ้ารอดชีวิตจากการโจมตีของเขา
รอดพ้นจากภัยสังหารหนนี้ได้สำ เร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิต
เป็นยอดเคล็ดวิชามรรคาสวรรค์ นามว่า ‘บันทึกค่ายกลพรหม
’]
เจียงฉางเซิงมองการแจ้งเตือนบรรทัดนี้ตรงหน้าแล้ว
พึงพอใจพอสมควร
ค่ายกลเป็นสิ่งที่เขาจำ เป็นต้องใช้ ยิ่งมีร่างแยกผานกู่
มากขึ้น มหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ก็เริ่มไม่เพียงพอสำ หรับเขา เขาอยากพัฒนามหาค่ายกลเทพ
สังหารสิบสองนคราสวรรค์ให้แข็งแกร่งขึ้นอีก
ดูจากชื่อแล้ว บันทึกค่ายกลพรหมคงเป็นตำรารวม
องค์ความรู้ของศาสตร์วิชาเหมือนศาสตร์ยอดโอสถกับคัมภีร์
วิเศษสวรรค์นิรมิต มีทั้งค่ายกลแบบที่สร้างมาสำ เร็จแล้ว
แล้วก็มีคำชี้แนะสำ หรับสร้างค่ายกลใหม่ด้วย
เขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำ ของบันทึกค่ายกลพรหม
ทันที มู่หลิงลั่วไม่รบกวนเขา นางเข้าฌานไปฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
แล้ว
บรรดาจักรพรรดิเซียนที่อยู่นอกโลกยังยากจะทำใจสงบ
ได้
ไม่นานนัก ภายในมหาพิภพจิตจรก็เล่าลือเกี่ยวกับศึกนี้
ร่างแยกของมรรคาจารย์กลายเป็นสิ่งที่ผู้ศรัทธาทั้งหลายพูด
ถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ
กาลเวลาต่อมาแดนเซียนพรหมเกิดกระแสคลั่งไคล้ร่าง
แยก ไม่ว่าจักรพรรดิเซียนคนใดล้วนอยากสร้างร่างแยก แต่
ไม่ใช่ว่าร่างแยกของทุกคนจะครอบครองพลังเท่ากับร่างต้นได้หมื่นปีหลังจากนั้น จักรพรรดิเซียนนามว่าผู้บรรลุแห่ง
ดาวเหนือก็สร้างร่างแยกได้สำ เร็จสามร่าง เขาเรียกพวกมันว่า
ร่างอดีต ร่างปัจจุบันและร่างอนาคต ทั้งสามร่างร่วมมือกัน
ใช้มหาค่ายกลกาลเวลาดาวเหนือ ประลองวิชากับจักรพรรดิ
เซียนห้าตนได้โดยไม่ตกเป็นรอง
นามของผู้บรรลุแห่งดาวเหนือขจรขจายอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงในแดนเซียนพรหมเท่านั้น แต่ยังเลื่องลือไปถึงแดน
เซียนเอกเทวะผ่านทางมหาพิภพจิตจรอีกด้วย
หนึ่งหมื่นปีผ่านพ้น ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกมาโจมตีอีก
กายทองคงกระพันของซูอิ๋นแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน แม้แต่
จักรพรรดิเซียนที่เหินสู่เบื้องบนมาที่นี่ก็ล้วนสนใจเลือดลมอัน
แข็งแกร่งของเขา
………………………………………..