เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 590 ปฐมาจารย์พุทธตกตะลึง เริ่มบรรลุขั้น
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 590 ปฐมาจารย์พุทธตกตะลึง เริ่มบรรลุขั้น
หลังก้าวสู่ขั้นพรหม พวกบรรพจารย์เสวียนถีก็ยังไม่สูญ
เสียเป้าหมายไป แต่ดำดิ่งลงสู่ห้วงความลี้ลับของขั้นพรหม ใน
ช่วงเวลานี้ พลังของพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มเป็น
ขั้น
พรหมที่แท้จริงแล้ว
บรรพจารย์เสวียนถีรู้แจ้งอภินิหารพลิกผันอดีตและ
อนาคต ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ มหาเถระกษิติครรภ์และราชัน
มรรคานิพพานก็ไม่น้อยหน้ากัน พรหมทุกคนล้วนแผ่
ความมั่นใจอันแรงกล้าออกมา
พวกเขารุดหน้าไปสมรภูมิรบ ไม่นานพลังอำนาจคุกคาม
ที่แก่กล้ายิ่งกว่าก็แผ่เข้ามา มองไปจากทั่วทุกมุมสุดขอบ
เขตแดนเซียนพรหม ห้วงสุญญตาจะถูกแสงเรืองรองเจ็ด
สีส่องสว่าง ราวกับว่าสุดเขตจักรวาลอยู่เบื้องหน้า ตรงนั้นคือ
สุดขอบเขตที่ปุถุชนไม่อาจจินตนาการได้
อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิตที่อยู่ไกลในส่วนลึกของห้วง
สุญญตาพลันเลิกคิ้วขึ้น นางลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์หิน เผยสีหน้าแปลกใจ
“ไม่นึกเลยว่าชะตาเร้นจะมีตัวตนเช่นนี้ด้วย น่าสนใจ
มิน่าถึงต้องมีค่ายกล ดูแล้วที่นี่คงจะเป็นสถานที่สำ คัญของ
ชะตาเร้น”
อริยอัครจักรพรรดิโลภนิมิตยกมือขวาขึ้นกำหลวมๆ ป้าย
คำสั่งชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในมือนาง นางท่องอะไรบางอย่าง
จากนั้นแววตาก็เปลี่ยนไป
… ภ
ายในตำหนักเมฆาม่วง
เจียงฉางเซิงนั่งบนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคา เริ่ม
ครุ่นคิดถึงคำถามข้อหนึ่ง
นั่นคือจากนี้จะไปผ่านด่านเคราะห์ที่ใด
เมื่อก่อนทุกครั้งที่บรรลุขั้นก็มักจะเป็นการลองโดยไม่รู้
เขาจะต้องให้ความสำ คัญกับการผ่านด่านเคราะห์เป็นอันดับ
แรก ไม่อย่างนั้นเมื่อถึงเวลาผ่านด่านเคราะห์จริงๆ แล้ว
ส่งผลกระทบไปถึงแดนเซียนพรหม นั่นจะไม่ใช่เรื่องดีเลยหากออกไปจากแดนเซียนพรหม เขาก็กลัวว่าจะมีศัตรูที่
แข็งแกร่งบุกแดนเซียนพรหมในขณะที่เขาบรรลุขั้นอีก
ถึงอย่างไรช่วงนี้ก็มีผู้รุกรานเยอะขึ้น จะประเมินตาม
สถานการณ์ในอดีตไม่ได้
เจียงฉางเซิงลองพยากรณ์กรรม แต่ตัวตนที่ไม่เกี่ยวข้อง
กับวิถีเซียนและไม่อ่อนแอกว่าเขานั้น มีกรรมที่พร่ามัวนัก
แต่กรรมพร่ามัวก็แสดงว่ามีตัวแปร
ดูท่าช่วงนี้แดนเซียนพรหมคงต้องเจอกับมหันตภัยครั้ง
ใหญ่
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปยังห้วงลึก
ของพันมหาโลกา ขณะเดียวกันก็ยังรอสงครามนอกฟ้าจบลง
หลังจากที่ขั้นพรหมทั้งสี่คนลงมือ สถานการณ์รบก็
เปลี่ยนไปมาก แม้จะมีกองทัพของมรรคาอริยะมาเสริม ศัตรูก็
ยังพ่ายต่ออภินิหารของพรหม
มหาค่ายกลกาลเวลาดาวเหนือของผู้บรรลุแห่ง
ดาวเหนือทำให้กองทัพนับแสนแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว พลัง
ชีวิตค่อยๆ ไหลไป ต้องตายทั้งเป็นอย่างทรมานอยู่ในค่ายกลบรรพจารย์เสวียนถีไม่ได้ปรากฏกาย แต่มีศัตรูมากมาย
หายไปในอากาศ
มหาเถระกษิติครรภ์พาวิญญาณคนตายหลุดพ้น สร้าง
นิพพานสังสารวัฏ พลังเป็นหนึ่งแห่งยุค
ราชันมรรคานิพพานเดินอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ
กวัดแกว่งแส้ขนหางกิเลน ไม่มีใครต้านทานวิชามรรคาของ
เขาได้
นอกจากผู้บรรลุแห่งดาวเหนือแล้ว การแสดงพลังของ
พรหมอีกสามคนดูไม่ได้แข็งแกร่งเลย สู้เหล่าจักรพรรดิเซียน
ไม่ได้ อย่างน้อยก็ดูเป็นเช่นนั้น ทว่าเหล่าจักรพรรดิเซียนกลับ
ตื่นตะลึง เพราะวิชาของขั้นพรหมนั้นช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
การหายไปของศัตรูจำ นวนมากทำให้พวกเขาขนหัวลุก
ถงเสวี่ยก็ยังอยู่ในการต่อสู้ ศัตรูพลันหยุดชะงัก กายเนื้อ
สลายเป็นผุยผงอย่างรวดเร็ว นางเห็นก็ยังนิ่งอึ้ง ภายใน
ม่านตาของนางยังสะท้อนเป็นสีหน้าที่หวาดกลัวของศัตรู
“หรือว่า…”ดวงตางามของถงเสวี่ยมองไปที่เหล่าขั้นพรหมผู้
แข็งแกร่งเกินต้านที่อยู่ไกลออกไป
อริยราชันผู้หนึ่งพลันโจมตีเข้าใส่ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือ
ทว่าผู้บรรลุแห่งดาวเหนือรู้ตัวก่อน ขณะที่เขาจะเข้าประชิดนั้น
ก็ถูกผู้บรรลุแห่งดาวเหนือกระแทกฝ่ามือเข้าที่หน้าอก
ฝ่ามือนี้กระแทกดวงวิญญาณของอริยราชันออกจากร่าง
อริยราชันยังมองด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ
ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือโบกมือพาวิญญาณเขาไป ก่อนจะ
ใช้มือซ้ายคว้าไปอีกครั้ง เก็บกายเนื้อเข้าไปในกวาน แปร
เปลี่ยนเป็นปิ่นหยกอันหนึ่ง
ภาพนี้สร้างความหวาดผวาแก่ฝ่ายมรรคาอริยะยิ่งนัก
ผู้แข็งแกร่งอย่างอริยราชันยังไม่อาจต่อกรได้เลย!
ผ่านไปไม่นานนัก กองทัพมรรคาอริยะก็เหมือนจะได้รับ
คำสั่งใหม่ เริ่มทยอยกันถอยทัพ สิ่งมีชีวิตเร่ร่อนเหล่านั้นก็หนี
ตามไปด้วย ฝ่ายวิถีเซียนไม่ได้ไล่ตามไป แต่มองส่งพวกเขา
กลับไป
“พวกเจ้าเห็นอะไรบ้างหรือไม่”“ไม่ แต่เมื่อครู่นี้ข้ารู้สึกขนลุกอยู่ตลอดเลย”
“ใช่ เหมือนถูกบางสิ่งที่น่ากลัวจ้องมอง”
“ความต่างระหว่างเซียนทองเอกเทวะกับพรหมช่างน่า
เหลือเชื่อจริงๆ”
“ข้าล่ะแปลกใจนัก ศัตรูเมื่อครู่นี้มาจากขุมอำนาจใดกัน
พวกเขาดูมีระเบียบแบบแผน น่าจะเป็นขุมอำนาจใหญ่ของพัน
มหาโลกา หรือว่าจะเป็นมรรคาอริยะกัน”
เหล่าจักรพรรดิเซียนพูดคุยถกเถียงกัน มีคนตกใจใน
ความแกร่งของขั้นพรหม และก็มีคนกังวลหายนะนับจากนี้
ต่อไป
พรหมทั้งสี่คนมารวมกัน พวกเขาก็กำลังพูดคุยกัน
ถึงหายนะครั้งนี้เช่นกัน
“ผู้แข็งแกร่งที่สุดในพวกเขายังไม่ลงมือ จะไม่ไล่ตาม
ไปจริงๆ รึ” ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือขมวดคิ้ว เขามีแนวโน้ม
ไปทางเป็นฝ่ายบุก ทำลายศัตรูให้สิ้นซาก
ราชันมรรคานิพพานส่ายหน้า “พวกเขามาจากมรรคา
อริยะ จะดูถูกฝีมือไม่ได้ หากหุนหันพลันแล่นไล่ตามไปก็อาจจะตกหลุมพรางได้ ถ้าพวกเราเจอกับเรื่องเหนือ
ความคาดหมาย แดนเซียนพรหมก็ต้องถูกปิดล้อม”
มหาเถระกษิติครรภ์หัวเราะเบาๆ “แดนเซียนพรหม
จะเกิดเรื่องได้อย่างไรกัน”
บรรพจารย์เสวียนถีลูบเคราพลางเอ่ยขึ้น “หากต้องให้
มรรคาจารย์ลงมืออีก เช่นนั้นการบรรลุขั้นพรหมของพวกเรา
จะมีความหมายอะไร ในตอนแรกที่มีแค่มรรคาจารย์ท่าน
เดียวที่บรรลุขั้นพรหม เขาก็สามารถปกป้องวิถีเซียนได้ด้วยตัว
คนเดียวแล้ว เหตุใดพวกเราบรรลุขั้นพรหมแล้วถึงต้องรบกวน
เขาอีกเล่า”
ผู้บรรลุแห่งดาวเหนือและราชันมรรคานิพพานต่างก็
เห็นด้วยกับคำพูดนี้ มหาเถระกษิติครรภ์คิดแล้วก็มีเหตุผล
การวิเคราะห์ของพวกเขาจะต้องอิงตามสถานการณ์ที่หากไม่
มีมรรคาจารย์ลงมือ
ขั้น
พรหมทั้งสี่พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก็แยกย้ายกันกลับ
ไปยังสถานบำเพ็ญของตนเจียงเจี่ยน ถงชื่อและถงเสวี่ยมองเงาแผ่นหลังพวกเขา
ด้วยแววตาที่ซับซ้อนมาก
“อาจารย์ ท่านจะบรรลุพรหมเมื่อไรรึ ท่านคิดว่าเราสอง
พี่น้องจะมีโอกาสหรือไม่” ถงชื่ออดใจถามด้วยความตื่นเต้น
มิได้
ถงเสวี่ยพูดปลง “เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าพรหมแข็งแกร่งกว่า
มรรคาอริยะกับชะตาเร้นเสียอีก กองทัพใหญ่เมื่อครู่นี้จะต้อง
มีอริยอัครจักรพรรดิบัญชาการอยู่แน่นอน แต่ก็ทำให้อริยอัคร
จักรพรรดิกลัวจนไม่กล้าโผล่หน้ามาได้ อย่างน้อยพรหมก็ต้อง
เทียบเท่ากับอริยอัครจักรพรรดิ หาไม่เช่นนั้นแล้ว พรหมสี่คน
ทำให้อริยอัครจักรพรรดิตกใจถอยหนีไปได้ก็จะไม่
สมเหตุสมผลเลย”
เจียงเจี่ยนมองแดนเซียนพรหม พลันรู้สึกว่าที่นี่ดู
แปลกตาไปเล็กน้อย
กระทั่งเขารู้สึกว่าการตัดสินใจตลอดหลายปีมานี้ของเขา
เป็นความผิดพลาด ตอนนั้นหลังอาบบ่อชุบชะตาเขาก็กลับมา
ได้แล้ว แต่เขาเกิดสนใจในชะตาเร้น อยากจะแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วต่อ ซึ่งในความเป็นจริงเขาก็ทำได้ ก่อนที่พวกปฐมา
จารย์หมื่นพุทธจะบรรลุขั้นพรหมก็ไม่มีใครเอาชนะเขาได้เลย
ทว่า พรหมคือร่องเหวลึกที่ไม่อาจข้ามผ่านไปได้จริงๆ!
ตอนนี้ถึงเขาจะฝึกบำเพ็ญอย่างหนัก แต่ก็ยังไร้วี่แวว
ความหวังในการบรรลุขั้นพรหม
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าเขาจะให้ความหวัง
ลูกศิษย์ได้อย่างไร
ขั้น
จักรพรรดิเซียนยังอาศัยโชควาสนาในการเติมเต็ม
ช่องว่างความต่างของพรสวรรค์ได้ แต่ขั้นพรหมต้องดูที่
โชคชะตาจริงๆ!
อย่างน้อยตอนนี้เจียงเจี่ยนก็คิดว่าพรสวรรค์ของเขายัง
ไม่เพียงพอในการบรรลุขั้นพรหม
… “น
ายท่าน มรรคาอริยะคงไม่หมายตาพวกเราหรอก
กระมัง” ไป๋ฉีเกาะอยู่ตรงที่เท้าแขนของบัลลังก์เทพสวรรค์มหา
มรรคา ถามด้วยความตึงเครียดสงครามก่อนหน้านี้มีพลังที่แข็งแกร่งอยู่มากมายจริงๆ
นางใช้จิตสอดส่องก็ต้องตกใจกับพลังของมรรคาอริยะ
มรรคาอริยะมีผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน หากไม่มีขั้นพรหม
ลงมือ เกรงว่าเหล่าจักรพรรดิเซียนของแดนเซียนพรหมคง
รับมือได้ยากมาก
เจียงฉางเซิงมองไกลออกไป “ก็อาจจะ พูดให้ถูกก็คือ
มรรคาอริยะหมายตาทุกอย่างในห้วงสุญญตานี้”
ขณะที่ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตหาสถานที่ผ่านด่าน
เคราะห์ที่เหมาะสมนั้น เจียงฉางเซิงก็เห็นสมรภูมิรบหลายแห่ง
มองทีเดียวก็ดูเหมือนกับพันมหาโลกากำลังเผชิญกับหายนะ
ครั้งใหญ่
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี”
ไป๋ฉีตึงเครียดยิ่งกว่าเก่า
เจียงฉางเซิงยิ้มพลางพูดเสียงเบา “หลบสิ ยังจะทำอะไร
ได้อีก”
ระหว่างที่จักรพรรดิเซียนทั้งหมดกลับมาแดนเซียน
พรหม เขาก็เริ่มควบคุมแดนเซียนพรหมให้เคลื่อนที่ มีค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่นปรากฏการณ์อยู่ สิ่งมีชีวิตในค่ายกลจะ
ไม่รู้ตัวเลยว่ามหาค่ายกลกำลังขยับ รวมถึงขั้นพรหมทั้งห้าคน
นั้น
ด้วย
มรรคาอริยะบ้าคลั่งเช่นนี้ เจียงฉางเซิงยังอยู่ในช่วงบรรลุ
ขั้น
อีก ก็ย่อมต้องซ่อนตัวก่อน
รอเขาบรรลุขั้นเมื่อไรค่อยบี้มรรคาอริยะก็ไม่สาย
“หลบหรือเจ้าคะ”
ไป๋ฉีประหลาดใจ ก่อนจะฉุกคิดอะไรขึ้นได้ ก็เข้าใจขึ้น
มาทันควัน
จากไท่ฮวงมาโลกคุนหลุน โลกคุนหลุนก็เคลื่อนที่อีก
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไป๋ฉีไม่ได้รู้สึก
แปลกอะไร ซ้ำ ยังรู้สึกมั่นใจมาก
นายท่านเป็นคนที่ไว้ใจได้ ไม่มีสุกเอาเผากินเด็ดขาด
ก็จริงอยู่ เพราะนายท่านเป็นคนที่ไว้ใจได้ วิถีเซียนถึงได้
มีวันนี้ ตั้งแต่อดีตกาลมา มีวิถีบำเพ็ญเท่าไรที่ถูกวิถียุทธ์กดขี่
และมีวิถีบำเพ็ญใดที่ฟันฝ่าจากห้วงสุญญตามหามรรคามา
ถึงพันมหาโลกาได้เมื่อนึกถึงตรงนี้ แววตาที่นางมองเจียงฉางเซิงก็เปี่ยม
ไปด้วยความเลื่อมใสอีกครั้ง
สำ หรับผู้แข็งแกร่งแล้ว บางครั้งการหลบเลี่ยงประกาย
คมก็ยากยิ่งกว่า โดยเฉพาะผู้แข็งแกร่งที่ไม่เคยพ่ายแพ้!
“จริงสิ นายท่าน หากเทพกระบี่บรรลุขั้นพรหมได้จริงๆ
ท่านจะหลอมสมบัติอาคมให้เขาหรือไม่” ไป๋ฉีเปลี่ยนเรื่องถาม
เจียงฉางเซิงเหล่ตามองนาง นางก็รีบอธิบาย “ข้าไม่ได้
หมายความอย่างอื่นนะ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นพรหมคนแรกจาก
เขามังกรผงาดของเรานอกจากท่าน ข้าไม่อยากให้เทพกระบี่
ทำให้ท่านขายหน้า เป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ เผ่าเจียงไม่มีขั้น
พรหมมาสักระยะแล้ว โลกคุนหลุนก็ไม่มี เบื้องล่างก็อาจจะ
เป็นกังวลกันได้”
พูดถึงเรื่องนี้ นางก็ปลงอยู่ในใจเป็นหมื่นครั้ง เมื่อก่อน
นางก็ไม่คิดเลยว่าเทพกระบี่จะผงาดขึ้นมาได้
จุดนี้ทำให้นางได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับขั้นพรหม
เจียงฉางเซิงยิ้ม ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ความจริงเขาก็
มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน คิดว่าจะหลอมกระบี่อาคมให้กับเทพกระบี่โดยเฉพาะ
ไป๋ฉีเห็นเขายิ้มก็รู้ว่าตนเดาไม่ผิด นางพลันใจกล้าขึ้นมา
เริ่มเล่าเรื่องในอดีต
ตอนนี้เจียงฉางเซิงก็อยากนึกย้อนกลับไปในอดีตเช่นกัน
การนึกย้อนถึงอดีตทำให้เขาจดจำ ปณิธานแรกได้ จำ ได้ว่าเขา
เริ่มต้นมาจากที่ใด
ครึ่งชั่วยามต่อมา ไป๋ฉีพลันเห็นเจียงฉางเซิงลุกขึ้น นาง
จึงอดถามมิได้ “มีเรื่องใดรึเจ้าคะ”
นางกำลังเล่าอย่างสนุกสนาน นานๆ กว่าจะได้มีโอกาส
พูดคุยกับนายท่านสักที
หรือว่ามรรคาอริยะจะมาอีกแล้ว
เจียงฉางเซิงยิ้ม “มาถึงห้วงสุญญตาใหม่แล้ว ข้ามีเรื่อง
ต้องไปจัดการก่อน เจ้าอยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”
ไป๋ฉีได้ยินเช่นนั้นก็รีบหลีกทาง แปลกใจยิ่งนักว่าตอนนี้
อยู่ที่ใดแล้ว
นางพลันนึกถึงคำถามข้อหนึ่งจึงออกไปจากตำหนัก
เมฆาม่วงเจียงฉางเซิงออกมาจากค่ายกลพิทักษ์สวรรค์หมื่น
ปรากฏการณ์ นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าอันมืดมิด
แสงของบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคากับแสงเทพสุด
ขอบตะวันหายไป เขาซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิดโดย
สมบูรณ์
ในช่วงเวลาต่อมา เจียงฉางเซิงระลึกถึงวิชามรรคา
ธรรมชาติ หาโอกาสบรรลุขั้น
อีกด้านหนึ่ง
ไป๋ฉีมาที่แดนสุขาวดี มาขอพบปฐมาจารย์หมื่นพุทธ
นางถือว่าเป็นแขกประจำ ของแดนสุขาวดี เหล่า
พระพุทธองค์เคารพนางมาก ปฐมาจารย์หมื่นพุทธก็ยินดี
มาต้อนรับนางด้วยตนเอง ถึงอย่างไรที่ลัทธิพุทธมีรากฐาน
อย่างวันนี้ได้ก็มีคุณูปการของไป๋ฉีอยู่
“ปฐมาจารย์พุทธ รู้สึกหรือไม่ว่าแดนเซียนพรหม
เปลี่ยนไป”
ไป๋ฉีหัวเราะเบาๆ ปฐมาจารย์หมื่นพุทธได้ยินเช่นนั้นก็
งุนงงก่อนจะใช้พลังจิตแผ่ไปทั่วแดนเซียนพรหม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลย
ไป๋ฉีเห็นความสงสัยของเขาจึงพูดเตือน “ไม่ได้อยู่ข้างใน
แต่อยู่ข้างนอกฟ้า”
นอกฟ้า?
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธนับนิ้วพยากรณ์ก่อนจะหน้า
เปลี่ยนสีไปโดยพลัน ภายในใจเกิดคลื่นลูกใหญ่ขึ้น
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ไม่ใช่ห้วงสุญญตาก่อนหน้านี้นี่!
เกิดอะไรขึ้น
ศัตรูบุกหรือ
หากเป็นศัตรู เขาจะไม่รู้สึกตัวเลยอย่างนั้นหรือ…
ไม่สิ!
ปฐมาจารย์หมื่นพุทธมองไป๋ฉีที่กำลังยิ้มแย้มก็คาดเดา
สาเหตุที่นางมาจากตำหนักเมฆาม่วงได้ แต่นี่ยิ่งทำให้เขา
ตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่ามรรคาจารย์จะแข็งแกร่งเพียงใดก็
ยังอยู่ในขอบเขตขั้นพรหมเหมือนกับเขา ตอนนี้ดูแล้ว เขาคิดง่ายเกินไป ประเมินมรรคาจารย์ต่ำไปแล้ว
…………………..